อิมามโคมัยนี (รฎ.) อิบรอฮีมแห่งยุคสมัย

182

นั่นคือเหตุผลอันหนึ่งที่ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ) ถูกนำไปเปรียบเทียบให้เป็นศาสดาอิบรอฮีม (อ.) แห่งยุคสมัย ตรงที่ท่านเป็นอุลามาอ์ที่เป็น ‘อุลิลอัซม์’ ซึ่งไม่ได้มีไว้ให้เพียงแค่ศาสดาเท่านั้น อุลามาอ์ ที่มี ‘อุลุลอัซม์’ ก็มีเช่นกัน !!นี่ก็เป็นอีกเนื้อหาหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจ ไว้โอกาสหน้าเราจะมาทำความเข้าใจกัน อินชาอัลลอฮ์…ท่านศาสดาอีซา (อ.) เป็นศาสดาของบนีอิสรอเอลคนสุดท้าย ท่านเป็นศาสดา ‘อุลุลอัซม์’

และ ‘อาเล็มอุลามาอ์’ ในยุคสมัยของศาสดามุฮัมมัด (ซล.) ที่เป็นอุลิลอัซม์ ก็ประเสริฐกว่าศาสดาของบนีอิสรอเอล อาเล็มอุลามาอ์ที่เป็น ‘อุลิลอัซม์’ ที่ยืนหยัดในหนทางของพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) อย่างแน่วแน่ และมั่นคง หนึ่งในนั้นคือ อิมามโคมัยนี (รฎ.) ซึ่งท่านเป็นอุลามาอ์ ที่เป็นอุลุลอัซม ที่แท้จริง ในวันนั้น ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) มองเห็นแล้วว่า การร่วมมือของชาฮ์กับชาติตะวันตกนั้น มีแผนการที่จะทำลายอิสลามทั้งหมดให้สิ้นไปจากโลกนี้ไม่ว่าทั้งชีอะฮ์และซุนนี

ในอิหร่านมีสถานทูตอิสราเอลแล้ว อเมริกาตั้งฐานทัพในประเทศอิหร่าน และจะสิ้นสุดที่ซาอุดิอาราเบีย ซึ่งวันนั้นได้เดินทางมาถึงอิหร่านแล้ว วันนั้นคือวันเริ่มทำลายรากเหง้ารากฐานของชีอะฮ์แล้ว ท่านจึงลุกขึ้นต่อสู้ !!ทว่า อิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้เฝ้ารอ…รอก่อน……รอให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่ง (วะฮุมมุฮตาดูน ซีรอฏอลมุซตะกีม) …พัฒนาตัวเองจนถึงตำแหน่งอารีฟที่สูงส่ง……เป็นมุจญตฮิด…เป็นอายาตุลลอฮ์…เป็นทุกอย่าง……จึงได้ออกฟัตวาที่เป็นฟัตวาแรกของอิมามโคมัยนี (รฎ.) ที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ คือ

“วันนี้ วันที่ศัตรูได้ตัดสินใจแล้วว่าจะขุดรากถอนโคนอิสลาม ดังนั้นการตะกียะฮ์ (การประนีประนอมในบางเรื่อง บางสถานการณ์) ถือว่าเป็นฮาราม นับตั้งแต่วันนี้ !!” กล่าวได้ว่า เป็นยุคที่อาเล็มอุลามาอ์ลุกขึ้นต่อสู้ ซึ่งที่จริงแล้ว ‘ตะกียะฮ์’ ถูกอนุญาตในหลัก ‘ฟุรุอุดดีน’ (หลักการปฏิบัติ) เท่านั้น เช่น สมมุติว่าบางครั้งเราไปนมาซที่สถานที่หนึ่งเราต้องนมาซกอดอก บางครั้งเรานมาซไม่วางดิน เป็นต้น

ทว่าในหลัก ‘อูศุลุดดีน” (หลักการศรัทธา) ไม่อนุญาตให้ตะกียะฮ์ ในการรักษารากฐานของความศรัทธา ไม่มีผู้ใดมีสิทธิตะกียะฮ์ เราจะต้องลุกขึ้นมา เพราะรากฐานนี้กำลังถูกทำลาย เราจะต้องลุกขึ้นสู้ และไล่คนทรยศคนนี้ออกจากประเทศ !!เมื่อท่านได้ตัดสินอย่างแน่วแน่แล้ว ท่านก็ถูกใส่ร้าย ถูกข่มขู่ ถูกจับติดคุก ถูกเนรเทศ สารพัดรูปแบบ แต่ด้วย ‘อัซม์’ สิ่งเหล่านี้จึงไม่อาจทำให้ท่านสั่นคลอนได้

จนเมื่อถึงนาทีสุดท้าย อิมามโคมัยนี (รฎ.) อยู่ในอิรักไม่ได้ ถูกเนรเทศไปยังตุรกี แต่ก็ตุรกีไม่ให้เข้าประเทศ ต้องกลับมายังชายแดนอิรัก และไปคูเวต ซึ่งคูเวตก็ไม่ยอมให้เข้ประเทศอีก ไม่ว่าจะไปทางไหนจะอยู่ประเทศไหน ก็เข้าไปไม่ได้ อิมามโคมัยนี (รฎ.) ถูกถามว่าจะทำอย่างไร?? ท่านก็บอกว่า ให้หาเรือมาลำหนึ่ง ฉันจะอยู่บนเรือ ไม่ต้องอยู่ในประเทศใด อยู่ในน่านน้ำสากล แม้อยู่เพียงคนเดียวฉันก็จะประกาศสาส์นแห่งการปฏิวัติอันนี้ออกไป !!

นี่คือความหมาย ของ ‘อัซม์’ ที่ใช้เรียกบรรดาศาสดาว่า ‘อุลิลอัซม์’ เพราะพวกท่านเหล่านั้นปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซบ.) ได้อย่างลุล่วงและสมบูรณ์ เราจึงเรียกว่า ‘อุลิลอัซม์’ และถ้าหากใครปฏิเสธแนวทางนี้ ก็คือ คนโง่ คนโฉดเขลา ดังพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ที่ทรงตรัสว่า

وَمَن يَرْغَبُ عَن مِّلَّةِ إِبْرَاهِيمَ إِلاَّ مَن سَفِهَ نَفْسَهُ

“และใครเล่าที่จะไม่พึงปรารถนาในแนวทางของอิบรอฮีม นอกจากผู้ที่ทำให้ตัวเองโฉดเขลาเท่านั้น” (ซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์ โองการที่ 130)กล่าวคือ วีถีชีวิตของผู้หนึ่งผู้ใดที่ปฏิเสธ ‘มิลลัต’ แบบอย่าง แบบฉบับ อุดมการณ์แนวทางศาสนาของศาสดาอิบรอฮีม (อ.) อันนี้ ก็คือ บุคคลที่โฉดเขลาและโง่เขลา เท่านั้น

จากหนังสือ “ปรมัตถ์แห่งการพลี สดุดีอาชูรอ” โดยฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี