การปฏิวัติในกัรบาลาสู่การปฏิวัติในอิหร่านและการปฏิวัติอื่นๆ

204

เราได้อ่านใน ‘ซียารัตอาชูรอ’ ว่าสำหรับชาวฟ้าและชาวดินไม่มีโศกนาฏกรรมอันใด จะยิ่งใหญ่เท่าโศกนาฏกรรมนี้อีกแล้วจากหนังสือ ปรมัตถ์แห่งการพลี สดุดีอาชูรอ โดยฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี

یا اَباعَبْدِاللَّهِ لَقَدْ عَظُمَتِ الرَّزِیَّةُ وَ جَلَّتْ وَ عَظُمَتِ الْمُصیبَةُ بِکَ عَلَیْنا وَ عَلى جَمیعِ اَهْل ِالاِسْلامِ

“โอ้ยาอะบาอับดิลลาฮ์ แน่นอนความทุกข์ระทมของท่านช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ความเศร้าโศกต่อการถูกสังหารของท่านช่างใหญ่หลวงยิ่งนักสำหรับพวกเราและทุกคนที่ยอมรับอิสลาม”

و َجَلَّتْ وَ عَظُمَتْ مُصیبَتُکَ فِى السَّمواتِ عَلى جَمیعِ اَهْلِ السَّمواتِ
“ความเศร้าโศกต่อการถูกสังหารของท่านช่างยิ่งใหญ่ในฟากฟ้าและสำหรับชาวฟ้าทั้งมวล”

ดังนั้น ถ้าหากชาวดินปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในโศกนาฏกรรมนี้ ชาวฟ้าก็จะประสาทพรให้กับพวกเขา และหากชาวดินลืมตัว ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ได้รับพรจากฟากฟ้าเท่านั้น แต่อาจจะได้รับคำสาปแช่งแทน ดังนั้น ใน 10 วันแห่งการไว้ทุกข์นี้ พี่น้องจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ตามความสามารถของพวกเรา อย่าหลุด !! อย่าเลยเถิด !!พึงระลึกเสมอว่า ทุกเสี้ยววินาที คือเวลาแห่งการ ‘มุซีบัต’ (การไว้ทุกข์) คือนาทีแห่งการไว้ทุกข์ไว้อาลัย เราต้องพยายามควบคุมตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้นว่าเราจะทำไม่ได้เทียบเท่ากับบรรดา ‘อะอิมมะฮ์’ (อ.) หรือ ‘เอาลียาอ์’ ของพระองค์ แต่ก็จงอย่าได้ลืมว่า เราอยู่ในช่วงเวลาแห่ง ‘มุซีบัต’ !!ในคืนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วว่า ในเดือนนี้พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้กำหนด ให้มี ‘มุซีบัต’ ทั้งด้าน ‘ตักวีนีย์’ และ ‘ตัชรีอีย์’

‘ตัชรีอีย์’ คือ พระองค์ได้กำหนดให้กับมนุษย์ ส่วน ‘ตักวีนีย์’ หมายความว่า พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงกำหนดให้กับทุกสรรพสิ่ง และในบางกรณีพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ก็ให้มนุษย์อยู่ใน ‘มุซีบัตตักวีนีย์’นักการศาสนา (อุลามาอ์) ระดับสูงท่านหนึ่ง นามว่า ‘อายะตุลลอฮ์ เชคญะวาด มาลีกี ตับรีซีย์’ (รฎ.) เป็นหนึ่งในเอาลียาอ์ เป็น ‘อาริฟ’ ชั้นสูงที่ได้รับการยอมรับ ในบางโอกาสท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้กล่าวว่า “ขอให้รูฮ์ (วิญญาณ) ของฉันได้พลีเพื่อคนผู้นี้ด้วยเถิด”

ท่านได้เขียนในหนังสือด้าน ‘อิรฟาน’ ที่โด่งดั่งที่สุดของท่าน คือ ‘ริซาละห์ลิกออุลลอฮ์’ เป็นหนังสือที่สามารถอ่านได้ทุกคน และเป็นหนังสือที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่จะเดินในสาย ‘อิรฟาน’ แล้วยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ท่านเขียนซึ่งเป็นที่ยอมรับเช่นกัน ก็คือหนังสือ ‘อัลมุรอกิบาต’ (การระมัดระวังต่างๆ) ในหนังสือเล่มนี้ท่านเขียนให้มนุษย์ระมัดระวังทั้ง 12 เดือนในอิสลาม ซึ่งจะมีข้อปฏิบัติต่างๆ สำหรับบุคคลที่แสวงหาความสำเร็จ และสำหรับเดือนมุฮัรรอมนั้น ท่านก็ได้นำโองการกุรอาน และฮาดิษมาอรรถาธิบายวิถีชีวิตในเดือนนี้

ตอนหนึ่งท่านได้อรรถาธิบายว่า ‘มุซีบัต’ อันนี้เป็นทั้ง ‘ตักวีนีย์’ และ ‘ตัชรีอีย์’ ท่านยกตัวอย่างกรณีบุตรทารกของท่าน จากการสังเกตพบว่า เมื่อวันที่หนึ่งของเดือนมุฮัรรอมมาถึง เมื่ออาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ถูกนำมาให้กับเด็กคนนี้ แต่เด็กทารกคนนี้ได้ปฏิเสธทุกอย่าง ยกเว้นขนมปังแห้งเพียงอย่างเดียว และเป็นเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาระหว่างวันที่หนึ่งถึงวันที่สิบของเดือนมุฮัรรอม !!

เหตุการณ์นี้อุลามะอ์บางท่านอธิบายว่า เกิดจากความเข้มข้นของบุพการี เด็กจึงเป็นเช่นนี้ นี่คือผลด้านบวก และผลด้านลบก็มีเช่นกัน ถ้าหากกระทำตรงกันข้าม !!ความเข้มข้นของเราจะส่งผล และตกทอดไปยังลูกหลานของเรา กรณีถ้า ‘ดีเอ็นเอแห่งความเข้มข้น’ ไม่เพียงพอ ลูกหลานของเราก็อาจจะกลายเป็นกลุ่มชนเฉกเช่นยาซีด ถ้าเราไม่สามารถปรับให้เป็นธรรมชาติ อนาคตไม่มีใครบอกได้ว่า หลังจากเราจากโลกนี้ไปแล้ว ลูกหลานของเราจะมาร่วม ‘มัจญลิส’ นี้ได้อีกหรือไม่??เราคงความเข้มข้นได้ ถ้ากระทำอย่างแท้จริง และดีเอนเอนี้ก็จะตกทอดสู่ลูกหลาน

ดังนั้น การสนทนา การสนุกสนามร่าเริงอย่างเลยเถิดจะต้องละเว้น เราจะต้องใช้เวลาหาความหมายที่ลึกซึ้ง ของมุฮัรรอม ทำความเข้าใจในแต่ละคำที่อยู่ในซียารัตอาชูรอมีหนังสือนับหมื่นเล่มที่เขียนเกี่ยวกับวีรกรรมแห่งกัรบาลานี้ ซึ่งก็เพื่อต้องการหาคำตอบ ‘สุดท้าย’ ของขบวนการนี้ให้เจอ บรรดานักการศาสนา (อุลามาอ์) ต่างก็ได้เขียนหนังสือเป็นจำนวนมาก อันเป็นเรื่องน่าศึกษาอย่างมาก

นั่นเพราะขบวนการนี้เป็น ‘ขบวนการที่อมตะ’ ยิ่งอยู่ยิ่งเข้มข้น ยิ่งทันสมัย นักวิชาการต่างๆ จึงพยายามค้นคว้าว่า ‘อะไรคือความลับของวีรกรรมอมตะอันนี้ ??’เพราะแม้แต่บรรดาศัตรูของศาสนาก็ยอมรับในวีรกรรมอันนี้ มีบทความหนึ่งของนายทหารชั้นนายพล ชาวอเมริกัน ที่ได้ไปประจำการในอิรัก ได้เขียนลงหนังสือพิมพ์ว่า เขาได้รู้จักอิมามฮุเซน (อ.) ด้วยเหตุผลอันใด เมื่อคนจำนวนนับล้านๆ คนค่อยๆ ทยอยเข้าสู่อิรักในช่วงเดือนมุฮัรรอม นายทหารคนนี้บังเกิดความสงสัย จึงถามว่า ผู้คนนับล้านคนเหล่านั้นพวกเขามากันทำไม?
เขาได้รับคำตอบว่า ผู้คนนับล้านเหล่านั้นมาเพื่อรำลึกถึงลูกหลานของศาสดาที่ถูกฆ่า ถูกสังหาร

เมื่อเขารู้ข่าวเขาจึงตกใจ และทำการสืบค้นจนได้รับคำตอบว่า ผู้คนนับล้านคนเหล่านั้นพวกเขามากันเพื่อรำลึกถึงอิมามฮุเซน (อ.) หลานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซล.)จึงเป็นที่มาของการตีพิมพ์บทความดังกล่าว ในหนังสือพิมพ์ ‘นิวยอร์กไทมส์ ‘แต่ละปี จะมีผู้เดินทางไปซิยารัตท่านอิมามฮุเซน (อ.) ที่กัรบาลาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 4 ล้านคนเป็น 6 ล้านคน เป็น 8 ล้านคน และกลายเป็น 10 ล้านคน เมื่อปีล่าสุดนี้ (ค.ศ.2011) มีจำนวนมากถึง 14 ล้านคน

นี่คือความยิ่งใหญ่ของอาชูรอ และท่านอิมามฮุเซน (อ.) ที่ถูกประกาศสู่มวลมนุษยชาติ!!และเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิชาการจากทุกแขนงสาขา ต่างพยายามศึกษาวิจัยเพื่อจะหาคำตอบว่า อะไรคือ ‘สูตรสำเร็จ’ ที่ทำให้ขบวนการนี้เป็น ‘อมตะ’ ??ทั้งๆ ที่การต่อสู้ทางศาสนามีมากมาย และแน่นอนว่า การต่อสู้และการเสียสละเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า หากแต่เมื่อนานวันมันก็เจือจางหายไป มีเพียงวีรกรรมอาชูรอนี้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ไม่ถูกทำให้หายไป ทว่ากลับยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าทุกวัน
แม้แต่ศัตรูศาสนาก็ยอมรับในความเป็นอมตะนี้ !!

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ 1979 เมื่อท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) จะเดินทางกลับสู่ ‘เตหะราน’รัฐบาล ณ วันนั้น เป็นของ ‘ชาฮ์ปาเลวี’ กองทัพทั้งหมดอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี ‘ชาร์ บูบักเตีย’ ซึ่งท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้นั่งเครื่องบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์ กลับสู่ประเทศอิหร่าน โดยมีนักธุรกิจที่ไม่เปิดเผยตัวเองคนหนึ่งเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ในเบื้องต้นนั้น ทางการประเทศฝรั่งเศส ได้ปฏิเสธที่จะจัดหาเครื่องบินดังกล่าวให้กับท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กลับประเทศ นักธุรกิจคนดังกล่าวจึงออกมาประกาศว่า “ถ้าไม่สั่งเครื่องบินให้มารับท่านอิมามกลับประเทศ เขาจะถอนหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ในบริษัทเปอร์โยต์”ซึ่งการประกาศสิ่งนี้ เท่ากับว่า ฝรั่งเศสต้องล่มสลายอย่างแน่นอน ส่วนทางด้านนายกรัฐมนตรี ‘ชาร์ บูบักเตีย’ ก็มีคำสั่งให้ยิงเครื่องบินทุกลำที่ผ่านน่านฟ้าอิหร่าน

ทว่า แค่อิมามโคมัยนี (รฎ.) กลับมาได้ภายในเวลาเพียงแค่สิบวัน กองทัพทั้งหมดของอิหร่านก็ได้ให้การ ‘บัยอัต’ (สัตยาบัน) กับท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.)ผู้คน งงไปทั้งโลก เพราะจู่ๆ ชายชราในชุดนักการศาสนา ที่ไม่มีอะไรในมือ ไม่มีกองทัพ ไม่มีเงินในธนาคารเป็นหมื่นๆ ล้าน เป็นคนที่ถูกเนรเทศออกไปจากประเทศ แต่หลังจากนั้นกลับมายึดประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ และล้มอำนาจระบอบกษัตริย์อิหร่านลงได้ ซึ่งครองอำนาจมาเป็นเวลา 5,000 ปี ต้องล่มสลาย

ดังนั้น เมื่อสถานีข่าว ‘บีบีซี’ ประกาศว่า เย็นนี้จะมีสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้คนทั้งโลกต่างเฝ้ารอดูทีวีว่า บีบีซี จะสรุปเรื่องนี้ว่าเช่นไร ?เมื่อถึงชั่วโมงสกู๊ปพิเศษ พี่น้องรู้ไหมว่าอะไรเกิดขึ้น ??? อะไรคือภาพแรกที่ออกมาจากจอของ ‘บีบีซี’ ?คำตอบคือ ……ที่นี่คือ…กัรบาลา… นี่คือ…ฮะรอมของท่านอิมามฮุเซน (อ)… เขาเป็นอิมามของชาวชีอะฮ์…เขาคือผู้พลี…เขาคือนักต่อสู้…เขาคือวีรชน…

นี่คือสิ่งที่ บีบีซี อธิบาย !!บีบีซี ได้อธิบายเรื่องกัรบาลา และสรุปว่า การปฏิวัติในอิหร่าน…ที่สำเร็จได้ก็ เพราะเขาเดินตามแนวทางของฮุเซน บุตร อาลี (อ) ผู้เป็นหลานของศาสดามุฮัมมัด (ซล.) !!ปี 1979 ศัตรูรู้แล้วว่า ชัยชนะของการปฏิวัติอิหร่านเริ่มจากไหน และบรรดาชีอะฮ์ก็จะมีการรำลึกถึงการต่อสู้อันนี้ และเมื่อผนวกขบวนการกัรบาลาเข้าไปสู่การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน นี่คือ “การปฏิวัติที่เป็นอมตะ” ที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติทั้งหมด

และประวัติศาสตร์ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในลักษณะนี้อีกเช่นกัน นั่นคือ เหตุการณ์ ปี 2006 เมื่อกองกำลังชีอะฮ์เพียงน้อยนิดที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศเลบานอน สามารถสร้างปฏิหารย์ (มุอฺญิซาต) ที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการสามารถเอาชนะและมีชัยเหนือจอมมารแห่งโลกอย่างอิสราเอลได้ ในโลกอาหรับ ชัยชนะนี้เปรียบดั่ง สึนามิ!! ในขณะที่อาหรับ 6 ชาติรวมตัวกัน ยังแพ้อิสราเอลอย่างราบคาบมาแล้วในสงคราม 6 วัน แต่วันนี้ ทำไมกองกำลังชีอะฮ์อันน้อยนิด จึงสามารถเอาชนะกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ของศัตรูได้ ??

มีการกล่าวกันว่า เศรษฐีอาหรับคนหนึ่งเรียกร้อง และพร้อมที่จะซื้อรองเท้าข้างหนึ่งของท่านซัยยิดฮะซัน นัศรุลลอฮ์ โดยเสนอราคาเป็นหลักร้อยล้าน มีความพยายามติดต่อ กระทั่ง ซัยยิดฮะซัน นัศรุลลอฮ์ ให้คนใกล้ชิดคนหนึ่งนำคำตอบจากท่านมาให้เศรษฐีผู้นี้ว่า”ชัยชนะนี้…ไม่ใช่มาจาก ‘อบา’ (เสื้อคลุม) ของฉัน ชัยชนะนี้…ไม่ใช่มาจากรองเท้าของฉัน ถ้าท่านประสงค์จะรู้ก็ให้เอา ‘ดิน’ นี้ไป” (ท่านซัยยิดฮาซัน นัสรุลลอฮ ส่งดินก้อนกัรบาลาหนึ่งฝากกลับไปให้ยังเศรษฐีผู้หวังดีคนนั้น)

“ความยึดมั่นของฉันที่มีต่อดินอันนี้ ได้ทำให้ฉันมีชัยชนะเหนืออิสราเอล!!” ท่านซัยยิดฮะซัน นัศรุลลอฮไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่า ชัยชนะอันนี้เพราะท่านอิมามฮุเซน (อ.) หากแต่กลับบอกว่า …ดินนี้…ดินกัรบาลาอันนี้……ความเชื่อมั่นของฉันที่มีต่อดินนี้…..ได้ทำให้ฉันมีชัยชนะเหนืออิสราเอล !!ผลของมันจะมีอยู่ตลอดทุกยุคทุกสมัย นั่นคือคำตอบของเหตุผลว่า ทำไมนักวิชาการต้องศึกษาวีรกรรมครั้งนี้ และอะไรคือแรงจูงใจของความยิ่งใหญ่อันนี้

จากหนังสือ ปรมัตถ์แห่งการพลี สดุดีอาชูรอ โดยฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี