ราชวงศ์บนีอุมัยยะฮ์ บิดเบือนทำลายอิสลาม

486

มุอาวียะฮ์ยังไปไม่ถึงจุดสูงสุดแห่งอำนาจในยุคของมัน แต่ในของยุคยาซีดอำนาจนั้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว เพราะมุอาวียะฮ์ได้ปูทางโดยขจัดศัตรู และเสี้ยนหนามต่างๆ ออกหมดแล้ว จนยะซีดสามารถทำทุกสิ่งที่ตนเองต้องการได้ โดยที่ไม่มีมุสลิมคนหนึ่งคนใดกล้าที่จะขัดขวางและฝ่าฝืน เช่นในประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า มุอาวียะฮ์เคยเปลี่ยนนมาซวันศุกร์ มาปฏิบัติในวันพุธ แน่นอนการเปลี่ยนนั้นเป็นการทดสอบ ในภาษาการเมือง คือ “โยนหินถามทาง” ดูว่าอีมาน (ความศัรทธา) ของประชาชาติมุสลิมที่มีต่อคำสอนแห่งอิสลามของศาสดามุฮัมมัด (ซล.) นั้นมั่นคงมากสักขนาดไหน

วันนั้น มุอาวียะฮ์ไม่ได้แต่งตั้งยาซีดในทันที แต่ได้ทำการทดสอบอย่างมากมายจนมั่นใจ บางช่วงมุอาวียะฮ์ นั่งอยู่ที่เมืองชาม และได้ยินคำว่า “อัชฮาดูอันนะมุฮัมมะดัรรอซูลลุลอฮ” มุอาวียะฮ์จึงอุทานออกมาว่า “ยังเหลือ อีกอย่างหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้ทำ และอยากจะทำมากที่สุด” บรรดาบริวารจึงถามว่าอะไรหรือ ?คำตอบที่มุอาวียะฮ์ได้ตอบคือ “เอาชื่อของมุฮัมมัด ออกจากเสียงอาซาน” ความต้องการของมุอาวียะฮ์ไปถึงขั้นว่า ศาสดามุฮัมมัด (ซล.) จะต้องไม่เกี่ยวข้องในอิสลามแล้ว !!

มุอาวียะฮ์ได้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อทดสอบอย่างมากมาย จนกระทั่งเมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรขัดขวางอำนาจของราชวงศ์อุมาวีย์ได้แล้ว มุอาวียะฮ์จึงแต่งตั้งยาซีดขึ้นเป็นคอลีฟะฮ์ หลังจากมันทันทีทำไม การแต่งตั้งยาซีด จึงท้าทายอีมาน (ความศัรทธา) ของมุสลิมทั้งหมด? เพราะ “ยาซีด” คือบุคคลกินเหล้า ทำซีนา ฟาซิกอย่างเปิดเผย !!การกินเหล้า การทำซีนา นั่นคือการท้าท้ายมุสลิมทั้งหมด ฟาซิกอย่างเปิดเผยโดยไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น นั่นคือ “อมีรุลมุอมีนีน” ของพวกวะฮาบีย์ !!และยาซีด คือคนที่บังคับให้ประชาชาติมุสลิมให้สัตยาบัน และภักดีต่อมัน นั่นคือ “อมีรุลมุอมีนีน” ของพวกวะฮาบีย์ !!

คำประกาศหนึ่งที่ยาซีด ประกาศว่า “จริงๆ แล้วไม่มีอะไรหรอก เหล่าบนีฮาชิมเล่นการเมือง ไม่มีข่าวใดๆ ไม่มี วะฮ์ยูใดๆ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องแต่งของบนีฮาชิมทั้งสิ้น เพื่อที่ต้องการจะยึดอำนาจและปกครองพวกเรา” คอลีฟะฮ์ ที่ออกมาปฏิเสธการเป็นนบีของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซล.) คำพูดการปฏิบัติ การท้าท้ายอิสลามของบนีอุมัยยะฮ์ ไม่มีใครกล้าขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้นในยุคนั้น หมายถึงไปถึงจุดสูงสุดของอำนาจ ทั้งทางด้านวิชาการ ทั้งทางด้านครอบงำความคิด เปลี่ยนคำสอนของศาสนาอิสลามที่บริสุทธิ์ เปลี่ยนแปลงผู้ที่ประเสริฐที่สุดในอิสลาม ให้กลายเป็นบุคคลที่ต่ำต้อยที่สุด

เพราะตั้งแต่ยุคของมุอาวียะฮ์ ที่การสาปแช่งอะฮลุลบัยต์ (อ) และอิมามอาลี (อ) เป็นหมวดหมู่หนึ่งของการทำอิบาดัตที่จะต้องปฏิบัติทุกหลังนมาซ !!เป็นความเชื่อที่ว่า การสาปแช่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา !!มุสลิมเชื่อ และศรัทธาอย่างแท้จริงว่า จะต้องสาปแช่งอิมามอาลี (อ) เท่านั้นจึงจะได้บุญ จึงจะได้รับความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) !!เราลองคิดดูว่าศาสนาอิสลามในยุคของมุอาวียะฮ์ ถูกเปลี่ยนแปลงมากมายขนาดไหน บนสถานการณ์เช่นนี้ มีวิธีใดอีกเล่าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นได้?

ท่านอิมามอะลี (อ.) พยายามจัดทัพหลายครั้งเพื่อเผด็จศึกมุอาวียะฮ์ เพื่อที่จะให้เห็นถึงอันตรายของบนีอุมัยยะฮ์ แต่เพราะศอฮาบะฮ์ (สาวก) จำนวนหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ เพราะถูกซื้อตัวโดยมุอาวียะฮ์ท่านอิมามฮาซัน (อ.) ก็พยายามจะจัดทัพหลายครั้ง แต่บรรดาแม่ทัพนายกองก็ถูกซื้อตัวอีกเช่นกัน จนกระทั่งอิมามฮาซัน (อ.) เกือบจะต้องเคลื่อนทัพคนเดียว วันนั้นประชาชาติอิสลามหลับใหลอย่างสนิท ไม่มีความศรัทธาหลงเหลือให้เห็น ในวันนั้นประชาชาติมุสลิมถูกซื้อด้วยเงินทอง ด้วยความสุขสบายที่มุอาวียะห์เสนอให้

ในยุคของอิมามฮะซัน (อ.) นั้น แม้บนีอุมมัยยะฮ์มีความมั่นใจในอำนาจการปกครองมุอาวียะฮ์เช่นกัน แต่กระนั้นมุอาวียะฮ์ก็ยังไม่กล้าบังคับให้เอาบัยอัต (สัตยาบัน) จากท่านอิมามฮาซัน (อ) ทว่ายาซีดมีความมั่นใจในอำนาจ จึงสั่งให้เอาบัยอัตจากทุกคนที่เป็น ‘บุคคลสำคัญ’ ในแผ่นดินอิสลาม…และหนึ่งในนั้น…คือ…อิมามฮุเซน (อ) !!

จากหนังสือ ปรมัตถ์แห่งการพลี สดุดีอาชูรอ โดยฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮุซัยนี