คำฟัตวาปิดประตูแบ่งข้างสุนนีและชีอะฮ์

181

ในก้าวย่างแห่งภูมิปัญญาที่จะปิดประตูการปลุกปั่นเพื่อแยกข้างใดๆ ระหว่างซุนนีและชีอะฮ์ และอีกด้านหนึ่งนั้นก็เพื่อจะขัดขวางแผนการของอเมริกาและอิสราเอล

คำฟัตวานั้นประกาศออกมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2553 โดยผู้นำสูงสุดสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ ซัยยิดอะลี คอเมเนอี ที่ได้ห้ามการดูหมิ่นบรรดาสาวกของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) และ/หรือการกล่าวร้ายแก่ภรรยาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ซึ่งถือเป็นมารดาแห่งศรัทธาชน

คำฟัตวาของท่านอายะตุลลอฮ์ ซัยยิดอะลี คอเมเนอีมีความสำคัญ เป็นก้าวย่างที่ฉลาดที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นในทางบวกหรือทางลบ แต่เป็นการจบปัญหาของชีอะฮ์บางคนที่สาปแช่งท่านหญิงอาอีชะฮ์ในนามของมัซฮับชีอะฮ์ซึ่งไม่ได้ถูกยอมรับการกระทำของพวกเขา

นักวิชาการและผู้รู้กลุ่มหนึ่งของอัล-อิฮ์ซาอ์ ได้ส่งจดหมายถึงท่านผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยในจดหมายพวกเขาได้เรียกร้องให้ท่านแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่นายยาซิร อัลฮะบีบ นักเคลื่อนไหวชีอะฮ์ ที่เขาได้ดูหมิ่นภรรยาของศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และมารดาของผู้ศรัทธาอย่างท่านหญิงอาอีชะฮ์ด้วยภาษาที่หยาบคาย

ท่านอายะตุลลอฮ์ ซัยยิดอะลี คอเมเนอี ได้ตอบจดหมายกลับไปโดยเน้นว่า ท่านได้ห้ามการบ่อนทำลายบุคคลสำคัญอันเป็นสัญลักษณ์อิสลามของพี่น้องซุนนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านหญิงอาอีชะฮ์ มารดาของผู้ศรัทธา โดยกล่าวว่า “การสาปแช่งภรรยาของบรรดาศาสดาต่างๆ และภรรยาของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) เป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นข้อห้าม”

มหาลัยอัล-อัซฮัร ได้สดุดีฟัตวานี้ด้วยความยินดี และกล่าวว่า คำฟัตวานี้ทำให้พี้องสุนนี่ รู้สึกพึงพอใจในทันที ไม่เฉพาะในซาอุดิอารเบียเท่านั้น แต่รวมถึงโลกมุสลิมทั้งหมดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอียิปต์

ท่านเชค ดร.อะห์มัด อัล-ฏอยยิบ เชคจากอัล-อัซฮัร ได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 2 ตุลาคมว่า เขาซาบซึ้งและยินดียิ่งกับฟัตวาที่ประกาศโดยซัยยิดอะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ได้ออกฟัตวาห้ามการสาปแช่งสาวกของท่านศาสดา หรือดูหมิ่นมารดาของศรัทธาชน ผู้เป็นภรรยาของศาสดามุฮัมมัด(ศ.)

เชคจากอัล-อัซฮัร ได้กล่าวในแถลงการณ์ถึงฟัตวาของท่านคอเมเนอีว่า “มันเป็นคำฟัตวาที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เพียบพร้อมและความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อความตึงเครียดของสิ่งที่ผู้ต้องการสร้างความแตกแยกกำลังทำอยู่ มันแสดงให้เห็นถึงความกังวลใจของท่านต่อความเป็นเอกภาพของมุสลิม”

เชคจากอัลอัซฮัร ได้กล่าวอีกว่า “สิ่งที่ทำให้คำฟัตวานี้มีความสำคัญยิ่งขึ้นก็คือ มันเป็นคำฟัตวาที่ออกโดยนักวิชาการมุสลิมระดับสูงของโลก และเป็นมัรญิอ์ชีอะฮ์คนสำคัญที่สุด เป็นผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน”

ยาซิร อัล-ฮาบีบ คือใคร? เขาคือผู้ก่อตั้งสมาคม “คอเดม อัล-มะฮ์ดี” (ทาสของมะฮ์ดี) เขาได้จัดงานฉลองขึ้นในเดือนรอมฎอนในกรุงลอนดอน เพื่อฉลองวาระครบรอบการเสียชีวิตของท่านหญิงอาอีชะฮ์ ระหว่างการเฉลิมฉลองนี้ เขาได้กล่าวแถลงการณ์ดุเดือดต่อมุสลิมทั่วโลก เขากล่าวถึงท่านหญิงอาอีชะฮ์ บินติ อะบูบักร์ มารดาแห่งศรัทธาชนว่า “เป็นศัตรูของพระเจ้า และเป็นศัตรูของศาสนทูตของพระองค์ (ศ)” และยังได้ประณามสาปแช่งนางด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

ทันทีที่มีการออกแถลงการณ์นี้ ความโกรธแค้นได้ระเบิดขึ้นในคูเวต ส.ส.ทั้งสุนนี และชีอะฮ์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจับกุมตัวนายยาซิร อัลฮาบีบ หรือถอนสัญชาตชาวคูเวตของเขา พวกเขายังขู่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทยอีกด้วย ซึ่งหากรัฐบาลไม่กระทำการใดๆ

ต่อมารัฐบาลคูเวตดำเนินการตามข้อเรียกร้องในทันที โดยได้ถอนสัญชาตชาวคูเวตของนายยาซิร อัลฮาบีบ เมื่อวันที่ 20 กันยายน และเน้นย้ำว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับเขาเพื่อให้ตำรวจสากลจับกุมเขาให้จงได้

ภายหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สิ่งที่น่าจับตาคือความโกรธแค้นนั้นไม่ได้มีเฉพาะพี่น้องสุนนี และชีอะฮ์ในคูเวตเท่านั้น แต่ “สมัชชาอะฮ์ลุลบัยต์โลก” ในอิหร่านก็ยังได้ประณาม “การกล่าวหาไม่เหมาะสมอันเป็นเท็จต่อภรรยาบางคนของท่านศาสดา” อย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน

รวมถึงบรรดานักวิชาการศาสนาคนสำคัญๆ ของชีอะฮ์ทั่วทั้งโลก ก็ได้ประณามการกระทำของยาซิร อัลฮาบีบ นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ออกแถลงการณ์กล่าวหาเช่นนั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนชีอะฮ์ผู้ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการออกประกาศจากสถาบันการศึกษาวิชากาศาสนาระดับสูงในเมืองกุมของสภาอุลามาอ์ ไม่รับรองการเป็นนักการศาสนาชีอะฮ์ของนายยาซิร อัลฮาบีบ

และเมื่อมองย้อนไปดูประวัติของนักเคลื่อนไหวชีอะฮ์ นายยาซิร อัล-ฮาบีบ คนนี้ ก็ยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้เป็นตัวแทนของชีอะฮ์ในคูเวต หรือชีอะฮ์โดยทั่วไปเลยเช่นกัน ชีอะฮ์หลายคนอธิบายว่าเขาเป็นคนบิดเบือน ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกมาแต่ไหนแต่ไร

ยัสซิร อัล-ฮะบีบ ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนมาตั้งแต่ปี 2004 หลังจากออกจากคูเวตเพื่อหนีโทษจำคุก 10 ปี เนื่องจากพูดก้าวร้าวหยาบคายเกี่ยวกับคอลิฟะฮ์ท่านที่หนึ่งและท่านที่สอง เขายังเคยดูหมิ่นท่านศาสดา (ศ.) และวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) รวมถึงได้วิจารย์นักวิชาการศาสนาระดับสูงของชีอะฮ์ด้วยเล่นเดียววกน เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นคนชั้นต่ำไม่เฉพาะแต่ในคูเวตเท่านั้น แต่ในโลกมุสลิมทั้งหมดด้วยเช่นกัน

คำฟัตวาของท่านอายะตุลลอฮ์ ซัยยิดอะลี คอเมเนอี จึงเป็นการยืนยันแก่ทุกคนว่า นายยาซิร อัล-ฮาบีบ ไม่ได้เป็นตัวแทนของชีอะฮ์เป็นการเฉพาะ และไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวมุสลิมโดยทั่วไปด้วย

ข้อเท็จจริงที่สำคัญก็คือ พลังอำนาจองชาวมุสลิมขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีทางเลือกอื่นใดเลยนอกจากการรักษาความปรองดองระหว่างพี่น้องสุนนีและชีอะฮ์เอาไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่สูงสุด นั่นคือการทำลายแผนการชั่วร้ายของอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งมีเป้าหมายที่จะปลุกปั่นสร้างความแตกแยกแบ่งข้างระหว่างมุสลิมด้วยกัน