หน้าแรก อิสลาม มุบาฮิละฮ์ : เหตุการณ์สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์

มุบาฮิละฮ์ : เหตุการณ์สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์

172

ในสมัยเริ่มต้นของอิสลาม ชาวนัจรอนคือชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่เปลี่ยนจากการบูชาเทวรูปไปเป็นคริสเตียน ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ได้ส่งจดหมายไปยังผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อเชิญชวนบุคคลเหล่านั้นมาสู่อิสลาม จดหมายฉบับหนึ่งส่งไปถึงชาวนัจรอนที่เป็นคริสเตียน ความว่า :

“ด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้าของอิบรอฮีม, อิสฮาก และยะอฺกูบ

จดหมายฉบับนี้มาจากมุฮัมมัด ศาสดาและศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ มายังอัสกอฟ (บิชอพ) แห่งนัจรอน

การสรรเสริญมีแด่พระผู้เป็นเจ้าของอิบรอฮีม, อิสฮาก และยะอฺกูบ ฉันขอเชิญชวนท่านมาสู่การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ แทนปวงบ่าวของพระองค์ ฉันขอเชิญชวนท่านออกจากการปกครองของปวงบ่าวของอัลลอฮ์ และเข้ามาสู่การปกครองของพระองค์อัลลอฮ์เอง หากท่านไม่ยอมรับคำเชิญชวนของฉัน (อย่างน้อย) ท่านก็ควรจะจ่ายภาษีให้แก่รัฐอิสลาม (เพื่อชีวิตและทรัพย์สินของพวกท่านจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง) มิฉะนั้นท่านจะได้รับคำเตือนให้ระวังอันตราย”

การที่ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ใช้ชื่อของบรรดาศาสดาในยุคก่อน(ศ.) ก็เพื่อต้องการให้ชาวคริสเตียนแห่งนัจรอนรับรู้ว่า ความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวที่ท่านกำลังสอนอยู่นี้เป็นคำสอนเดียวกันกับคำสอนของศาสดาอิบรอฮีม, อิสฮาก และกะอฺกูบ(อ.) ซึ่งพวกเขาเชื่อถือศรัทธาอยู่ ในจดหมายฉบับนั้น ท่านศาสดา(ศ.) ได้เขียนโองการจากอัล-กุรอานบทหนึ่งไปด้วย ความว่า :

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ‘โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ ! จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งสอดคล้องตรงกันระหว่างเราและพวกท่าน นั่นคือเราจะไม่เคารพสักการะสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนจะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์’ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า ‘พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นผู้น้อมตาม'” (อัล-กุรอาน 3/64)

เมื่อสาส์นนี้ได้ส่งไปถึงอะบูฮาริส ผู้เป็นสังฆราชและผู้นำโบสถ์แห่งนั้น เขาได้อ่านอย่างละเอียดและเรียกประชุมคณะกรรมการโบสถ์และผู้อาวุโสฝ่ายประชาชนเพื่อตัดสินใจในเรื่องนี้

ผู้มีประสบการณ์และฉลาดเฉลียวคนหนึ่งในหมู่พวกเขาแนะนำว่า ให้จัดส่งคณะทูตไปยังมะดีนะฮ์เพื่อสืบเรื่องการอ้างตัวเป็นศาสดาของศาสดามุฮัมมัด(ศ.)

คณะทูตจำนวน 60 คน ประกอบด้วยผู้รู้ ผู้อาวุโส และผู้ทรงคุณวุฒิของชาวนัจรอนก็ได้ถูกคัดเลือกและเดินทางมาพร้อมด้วยผู้นำศาสนาของพวกเขาสามคน เมื่อมาถึงมะดีนะฮ์ ท่านศาสดา(ศ.) ได้ต้อนรับพวกเขาด้วยความอบอุ่น ก่อนจะเข้าประชุม พวกเขาขออนุญาตเพื่อทำการสวดภาวนา ซึ่งก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ส่วนหนึ่งของมัสยิดเพื่อทำการสวดด้วยความสะดวกสบาย หลังจากนั้นจึงมีการสนทนากัน

ท่านศาสดา(ศ.) กล่าวว่า “ฉันขอเชิญชวนท่านมาสู่ความศรัทธาในความเป็นเอกะและเคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว และยอมรับพระประสงค์ของพระองค์” หลังจากนั้นท่านได้อ่านโองการที่ 64 ของซูเราะฮ์อาละอิมรอน ข้างต้น

ชาวคริสเตียนกล่าวว่า “หากอิสลามหมายถึงการศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียวแห่งจักรวาล พวกเราก้ได้เชื่อในพระองค์และปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์แล้ว”

ท่านศาสดา(ศ.) กล่าวว่า “อิสลามมีสัญลักษณ์บางประการที่การกระทำของพวกท่านแสดงว่าพวกท่านยังไม่ได้ยอมรับอิสลามที่แท้จริง พวกท่านอ้างว่าเคารพสักการะต่อพระเจ้าองค์เดียวได้อย่างไรในเมื่อพวกท่านยังสักการะไม้กางเขน และไม่ละเว้นการรับประทานเนื้อสุกร และยังเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีบุตร?”

ชาวคริสเตียนกล่าวว่า “พระองค์(อีซา)เป็นบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะมารดาของพระองค์คือแมรี่ (มัรยัม) ได้ให้กำเนิดเขามาโดยไม่ได้แต่งงานกับใครในโลกนี้ ดังนั้น บิดาของพระองค์จะต้องเป็นพระเจ้าแห่งจักรวาลนี้อย่างแน่นอน เรายังศรัทธาในพระเยซู(อีซา) ว่าเป็นพระเจ้าก็เพราะพระองค์เคยทำให้คนตายฟื้นคืนชีวิตมาได้ เคยรักษาคนป่วย และเคยสร้างนกมาจากดินและทำให้พวกมันบินได้ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์คือพระเจ้า”

ท่านศาสดา(ศ.) กล่าวว่า “ไม่ใช่ เขาคือบ่าวและสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า… อำนาจและพละกำลังของเขาทั้งหมดถูกประทานให้เขาโดยพระเจ้า”

เมื่อการสนทนามาถึงเรื่องนี้ เทวทูตญิบรีลได้นำโองการจากคัมภีร์อัล-กุรอานบทนี้มา ความว่า

“แท้จริงอุปมาของอีซา นั้น ดั่งอุปมัยของอาดัม พระองค์ทรงบังเกิดเขาจากดิน และได้ทรงประกาศิตแก่เขาว่า ‘จงเป็นขึ้นเถิด’ แล้วเขาก็เป็นขึ้น” (อัล-กุรอาน 3/59)

ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากศาสดาอีซา(อ.) จะถูกเรียกว่าบุตรของพระเจ้าได้ด้วยเหตุผลว่าท่านเกิดมาโดยไม่มีบิดา ดังนั้น ศาสดาอาดัม(อ.) ก็ควรจะได้รับตำแหน่งนี้มากกว่า เพราะท่านเกิดมาโดยที่ไม่มีทั้งบิดาและมารดา ชาวคริสเตียนไม่สามารถโต้แย้งในเรื่องนี้ได้ แต่พวกเขายังดึงดันโต้แย้งต่อไป จนกระทั่งโองการหนึ่งได้ถูกประทานลงมา

“ดังนั้นผู้ใดที่โต้เถียงเจ้าในเรื่องของเขา(อีซา) หลังจากที่ได้มีความรู้มายังเจ้าแล้ว ก็จงกล่าวเถิดว่า ‘ท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะเรียกลูกๆ ของเราและลูกของพวกท่าน และเรียกบรรดาผู้หญิงของเรา และบรรดาผู้หญิงของพวกท่าน และตัวของพวกเรา และตัวของพวกท่าน แล้วเราจะวิงวอนกัน (ต่อพระผู้อภิบาลของเรา) ด้วยความนอบน้อม โดยที่เราจะขอให้การสาปแช่งของอัลลอฮ์ประสบแก่บรรดาผู้ที่พูดโกหก” (อัล-กุรอาน 3/61)

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) นำเสนอโองการนี้ต่อหน้าชาวคริสเตียน และประกาศท้า “มุบาฮิละฮ์” ซึ่งหมายถึงการสบถสาปแช่งอีกฝ่ายหนึ่ง ชาวคริสเตียนปรึกษากันเพราะประกาศยอมรับคำท้านี้ แล้วกลับไปยังที่พักของพวกเขา

ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า การสาบานสาปแช่งนี้จะจัดขึ้นในวันต่อมากลางทะเลทรายนอกเมืองมะดีนะฮ์ วันที่ 24 ซุลฮิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ.10 ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ออกมาเพื่อทำการมุบาฮิละฮ์กับชาวคริสเตียน ท่านศาสดา (ศ) ได้อุ้มอิมามฮุเซน (อ.) และจูงมืออิมามฮะซัน (อ.) มีท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) เดินตามหลังท่าน ขณะที่ด้านหลังของนางตามมาด้วยอิมามอะลี (อ.) ท่านศาสดา(ศ.) กล่าวกับพวกเขาว่า “เมื่อฉันขอพร ให้พวกเจ้ากล่าวว่า อามีน”

ในการปฏิบัติตามโองการมุบาฮิละฮ์ที่อัลลอฮ์ทรงประทานมานี้ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้นำอิมามฮะซัน (อ.) และอิมามฮุเซน (อ.) มาในฐานะ “ลูกๆ” ของท่าน, ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ในฐานะ “บรรดาผู้หญิง” ของท่าน และอิมามอะลี (อ.) ในฐานะ “ตัวตน” ของท่าน

ชาวคริสเตียน เมื่อได้เห็นใบหน้าที่งดงาม และผ่องแผ้วของพวกท่านเหล่านั้นก็เหมือนต้องมนต์สะกดทันที หัวใจของพวกเขาสั่นไหว และเริ่มตัวสั่นสะท้านเมื่อได้เห็นรัศมีแห่งอำนาจของวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) (อิมามอะลี (อ) อิมามฮาซัน (อ) อิมามฮูเซน (อ) และท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ) หัวหน้าของพวกเขาถามชายคนหนึ่งว่า “คนเหล่านี้ที่มากับมุฮัมมัดเป็นใครหรือ?” ชายคนนั้นได้บอกชื่อของคนเหล่านั้น และความสัมพันธ์ของพวกเขากับท่านศาสดา (ศ.)

เขาไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปและร้องออกมาว่า

“โอ้พระเจ้า ฉันได้เห็นรัสมีบนบรรดาใบหน้าเหล่านั้น ซึ่งถ้าหากพวกเขาทั้งหมดได้ขอพรต่อพระเจ้าให้เคลื่อนภูเขา พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ก็จะต้องเคลื่อนภูเขาให้พวกเขาเป็นแน่

โอ้ชาวนัจรอนเอ๋ย ถ้าพวกท่านเข้าสู่การสาบานกับมุฮัมมัดในการวิงวอนขอการสาปแช่งให้มีต่อผู้ที่โกหกแล้ว ฉันจะขอเตือนพวกท่านว่า พวกท่านทั้งหมดจะต้องพังพินาจย่อยยับและจะไม่เหลือวิญญาณสักดวงเหลือรอดอยู่บนแผ่นดินนี้ ฉันรู้สึกว่าเราควรยอมแพ้ และเชื่อฟังพวกเขาเสียจะดีกว่า”

เมื่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ยินคำพูดนี้ ท่านกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หากชาวคริสเตียนแห่งนัจรอนเข้าสู่การท้าทายกับพวกเรา พวกเขาจะถูกเปลี่ยนเป็นลิงและเป็นสุกร ไฟจะหลั่งเป็นสายฝนลงมายังพวกเขา”

เมื่อชาวคริสเตียนถอนตัวจากการมุบาฮิละฮ์ ท่านศาสดา (ศ.) ได้ให้ทางเลือกแก่พวกเขาสองทางเลือก คือถ้าหากไม่ยอมรับอิสลามก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข

และชาวคริสเตียนก็ไม่ยอมรับอิสลาม พวกเขาจึงต้องลงนามในสนธิสัญญาที่มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ :

– ชาวคริสเตียนแห่งนัจรอนจะส่งมอบผ้าสองพันชิ้น มูลค่าชิ้นละสี่สิบดิรฮัม ให้แก่รัฐบาลอิสลามทุกปี

– พวกเขาจะมอบม้า 30 ตัว, อูฐ 30 ตัว, เสื้อเกาะ 30 ตัว และหอก 30 เล่ม เป็นการชั่วคราวแก่กองทัพมุสลิม หากท่านศาสดา(ศ.) จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ในการทำสงครามใดๆ

สนธิสัญญานี้กำหนดโดยท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) บันทึกโดยอิมามอะลี (อ.) และลงนามเป็นพยานโดยสาวกสี่คนของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.)

หลังจากชาวคริสเตียนเดินทางกลับไปแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิบางคนจากนัจรอนได้กลับมายังมะดีนะฮ์ และยอมรับอิสลามกลายเป็นมุสลิมอย่างแท้จริงหลายคน

โดยซัยยิดะฮ์ ฮัจญ์รอ

Source : jafariyanews.com