อิสลามกับการแต่งงาน

239

เรื่องการแต่งงาน และการมีคู่ครอง คือสิ่งจำเป็นหนึ่งในการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนพื้นภิภพนี้ ซึ่งนอกเหนือจากมนุษย์แล้ว บรรดาสัตว์และพืชต่างก็มีคู่เช่นเดียวกัน

การสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลที่มีชีวิตของพระผู้เป็นเจ้า อยู่ในระบบเดียวกันทั้งสิ้น หมายถึงสรรพสิ่งทั้งมวลทั้งที่เรามองเห็นและไม่สามารถมองเห็นล้วนมีคู่ของมัน เพื่อความอยู่รอด และขยายการผลิตในแต่ละชนิดของมันให้มากยิ่งขึ้นไป บางครั้งด้วยการชี้นำ และบางครั้งด้วยการมีผู้นำในการแพร่พันธุ์

ตามบทบัญญัติในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งบรรดานักวิชาการต่างก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่า พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งมาเป็นคู่ทั้งหมด ดั่งคำดำรัสของพระองค์ในบทซาริยาต โองการที่ 49 ว่า “และจากทุก ๆ สิ่งนั้น เราได้สร้าง (มัน) ขึ้นเป็นคู่ ๆ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใคร่ครวญ”

พระดำรัสเกี่ยวกับการสร้างพืชต่างๆ เป็นคู่ๆ มีอยู่ในบทอัลกอฟ โองการที่ 7 ว่า “และแผ่นดินนั้นเราได้แผ่ให้มันกว้างออกไปและในแผ่นดินเราได้ปักภูเขาไว้อย่างมั่นคง และในแผ่นดินนั้นเราให้พฤกษชาติทุกชนิดงอกเงยออกมาเป็นคู่ ๆ อย่างสวยงาม”

และโดยเฉพาะการสร้างมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ มาเป็นคู่ๆ ก็มีพระดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ในบทอัชชูรอ โองการที่ 11 ว่า “พระองค์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์ทรงทำให้มีคู่ครองแก่พวกเจ้า จากตัวของพวกเจ้าเอง และจากปศุสัตว์ทรงให้มีคู่ผัวเมีย ด้วยเหตุนี้พระองค์ทรงแพร่พันธุ์พวกเจ้าให้มากมาย ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น”

การสร้างมนุษย์ และสัตว์มาเป็นคู่ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า มาพร้อมกับสัญชาต ญาณทางเพศ เพื่อเป็นสื่อในการคงอยู่รอด และแพร่พันธุ์ บุรุษเพศและสตรีเพศก็เช่นเดียวกัน เมื่อถึงเวลาที่ถูกกำหนดสัญชาตญาณนี้ก็จะเปล่งบานออกมา เพื่อนำไปสู่การหาคู่ครองและสืบสายพันธุ์ต่อไป อย่างถูกต้องตามพระบัญชาแห่งพระผู้ทรงสร้าง

getmary02

ด้วยเหตุนี้เองมนุษย์คู่แรกบนหน้าแผ่นดินนี้ที่ได้มีการจัดพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ ตามบันทึกของทุกๆ ศาสนาคือ การแต่งงานของคู่บ่าวสาวระหว่าง ศาสดาอาดัม (อ) กับท่านหญิงฮาวา (อ) และต่อมาก็มีการจัดพิธีสมรสแก่บรรดาลูกๆ ของท่านทั้งสอง จนมนุษย์แพร่พันธุ์ไปเต็มบ้านเต็มเมืองในปัจจุบันนี้

มีรายงานหนึ่งจากอิมามญะอ์ฟัร ซอดิก (อ) ได้มีวจนะในเรื่องนี้ว่า “หลังจากที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างท่านหญิงฮาวา (อ) ศาสดาอาดัม (อ) ได้กล่าวขึ้นว่า “โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้า สิ่งถูกสร้างอันงดงามนี้คืออะไรกัน เหตุไฉนข้าฯพระองค์ จึงรัก และปรารถนาจะอยู่เคียงข้าง และเพ่งมองเสียเหลือเกิน?”

พระองค์จึงได้ทรงตรัสแก่ศาสดาอาดัม (อ) ว่า “นี่คือทาสของฉัน นามว่า ฮาวา เจ้าต้องการที่จะมีความคุ้นเคย เคียงคู่กับนาง และให้นางเป็นผู้ที่คอยปฎิบัติตามเจ้าหรือไม่?”
ศาสดาอาดัม (อ) ได้ตอบว่า “ใช่แล้วโอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน ด้วยความโปรดปรานนี้ที่พระองค์ได้ทรงมอบให้ ข้าฯพระองค์จะสรรเสริญ และขอบคุณพระองค์อย่างใหญ่หลวง”
พระองค์จึงได้ทรงตรัสแก่ศาสดาอาดัม (อ) ว่า “เจ้าจงสู่ขอนางจากฉัน เพราะนางคือทาสของฉัน นางสามารถที่จะตอบสนองสัญชาตญาณต่างๆ และนางจะเป็นคู่ครองที่เหมาะสมของเจ้าได้”
ศาสดาอาดัม (อ) จึงได้สู่ขอ ฮาวา จากพระผู้เป็นเจ้า และศาสดาอาดัม (อ) ได้ถามยังพระองค์ว่า “โอ้พระผู้เจ้าของฉัน พระองค์ประสงค์ความพึงพอพระทัยใดเป็นการตอบแทนหรือ? (หมายถึงสินสอดของฮาวา)”

พระองค์ทรงตรัสแก่ศาสดาอาดัม (อ) ว่า “ฉันประสงค์จะให้เจ้าสั่งสอนศาสนาของฉันแก่นาง” ดังนั้นศาสดาอาดัม (อ) จึงได้กล่าวว่า “โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้า หากนั่นคือพระประสงค์ของพระองค์ ข้าฯพระองค์ก็จะน้อมรับปฎิบัติตามทันที”

พระองค์ได้ทรงตรัสอีกว่า “ความประสงค์ของฉันคือ ฉันได้แต่งงานเจ้ากับฮาวา และฮาวาก็จะเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”

แปลเรียบเรียง เชคมาลีกี ภักดี