หน้าแรก อิสลาม “วิลายะตุลฟะกีฮฺ” ระบอบการปกครองของพระผู้เป็นเจ้า ตอนที่ 3

“วิลายะตุลฟะกีฮฺ” ระบอบการปกครองของพระผู้เป็นเจ้า ตอนที่ 3

673

อิมาม มะฮฺดี (อ) ได้มีคำสั่งไว้กับตัวแทนท่านที่สี่พร้อมกับวจนะอีกบทหนึ่งว่า “หลังจากนี้ไปฉันจะมองให้ประชาชาติอิสลามรับผิดชอบการชี้นำ ให้บรรดาประชาชาติอิสลามพิจารณาดูในหมู่นักวิชาการศาสนาชั้นสูงทั้งหลาย ถึงผู้ที่มีความรู้สูงสุดในหมู่ผู้รู้ทางศาสนาที่อยู่ในระดับสามารถวินิจฉัย ทุกๆ เรื่องในศาสนาได้ ผู้ที่สามารถพิทักษ์รักษาศาสนาได้ ผู้ที่สามารถปกป้องตัวเองจากสิ่งเลวร้ายทั้งมวลได้ ผู้ที่ผ่านการขัดเกลาตัวเองมาได้อย่างสมบูรณ์สูงสุด กระทั่งเป็นผู้ที่สามารถต่อต้านอารมณ์ฝ่ายต่ำของตัวเองได้ ในการปฏิบัติงานและการทำหน้าที่ของเขา ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์และคำสั่งของศาสนาได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำหรับประชาชาติอิสลามทุกคนที่จะต้องปฏิบัติตามบุคคล ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว”

วจนะข้างต้นของท่านอิ มามมะฮฺดี (อ) ที่ก่อให้เกิดระบบการตัดสินชี้ขาด “มัรญีอฺ” ขึ้นมาในอิสลาม ซึ่งเป็นหน้าที่สำหรับบุคคลทั่วไป ที่จะต้องปฏิบัติตามผู้ตัดสินชี้ขาดนั้น นั่นคือการมอบอำนาจให้กับนักวิชาการศาสนาชั้นสูงสุดชี้นำประชาชาติอิสลาม นี่คือระบบที่ถูกสถาปนาขึ้นมาทดแทนการปกครองของอิมามผู้บริสุทธิ์ปราศจาก มลทินต่างๆ ที่ต้องเว้นวรรคชั่วคราว

สรุปว่าในทุกยุคทุก สมัยประชาชาติมุสลิมจะต้องปฏิบัติตามบุคคลเพียงคนเดียว ถ้าดูจากหนังสือเกี่ยวกบบทบัญญัติศาสนา ก็จะพบว่าคำวินิจฉัยของบรรดานักวิชาการศาสนาชั้นสูงของอิสลามนิกายชีอะฮฺอิ มามียะฮฺเกือบจะทั้งหมด จะวินิจฉัยเหมือนกันในเรื่องของการปฏิบัติตาม (ตักลีด) ว่า เป็นหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามผู้ที่มีความรู้สูงสุดเพียงท่านเดียว และก็ยังมีอีกในหลายวจนะตามมาว่า บุคคลเหล่านั้นเป็นนักวิชาการศาสนาชั้นสูงที่จะมาทำหน้าที่รับผิดชอบ ประชาชาติอิสลาม ซึ่งท่านอิมามมะฮฺดี (อ) ได้กล่าวว่า “บุคคลเหล่านี้ คือข้อพิสูจน์ของฉัน คำพูดของบุคคลเหล่านี้คือคำพูดของฉัน และฉันก็คือ ข้อพิสูจน์ของพระผู้เป็นเจ้า คนที่ไม่ปฏิบัติตาเขา คนนั้นมิได้ปฏิบัติตามฉัน”

นี่คือที่มาของระบอบ การปกครองของนักวิชาการศาสนาชั้นสูงเพื่อที่จะเข้ามาดูแลกิจการของประชาชาติ อิสลาม ซึ่งจะต้องมีเพียงคนเดียว เพราะบุคคลเหล่านี้นั้นถูกกำหนดมาแทนที่การปกครองของบรรดาอิมาม (อ) ทำหน้าที่แทนอิมามในทุกๆ เรื่อง บางวจนะเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “นาอิบุลอิมาม” ตัวแทนของอิมามมะฮฺดี (อ) แต่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไม่เอื้ออำนวยให้อำนาจเหล่านี้ปรากฏขึ้นเป็น จริงได้ เพราะไม่มีอำนาจรัฐ เมื่อไม่มีอำนาจรัฐ บรรดานักวิชาการศาสนาดับสูงเหล่านี้ จึงไม่มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่ในความเป็นจริงแล้วอำนาจ “วิลายะตุลฟะกีฮฺ” นั้น มีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งหมายถึงนักวิชาการศาสนาที่มีความรู้มากที่สุดในยุคนั้นๆ

ในอดีตที่เคยเป็นมา นั้น เมื่อประชาชาติอิสลามมีปัญหา ไม่รู้จะถามใคร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม การเมือง เช่นปัญหาการยึดครองแผ่นดินปาเลสไตน์ซึ่งเป็นแผ่นดินอิสลาม ปัญหาการกดขี่พี่น้องมุสลิมในแคชเมียร์ และในสถานที่ต่างๆของโลก รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจ แต่เพราะไม่รู้ว่าใครคือนักวิชาการศาสนาที่มีความรู้สูงสุด ใครคือผู้นำของพวกเขา จึงไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าหน้าที่ของพวกเขาคืออะไร เมื่อมีนักวิชาการศาสนาคนหนึ่งพูดขึ้นมา อีกคนหนึ่งก็พูดบ้าง แต่เป็นการพูดอีกแบบ อีกคนหนึ่งก็ออกมาพูดอีกแบบหนึ่ง เหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชาติอิสลามพบเห็นกันในอดีต

มุสลิมที่อยู่ในประเทศ อินเดียก็จะมีผู้นำของเขาในอินเดีย มุสลิมที่อยู่ในปากีสถานก็จะมีผู้นำของพวกเขาในปากีสถาน มุสลิมอินโดนีเซียก็จะมีผู้นำของเขาอยู่ในอินโดนีเซีย มุสลิมในแต่ละประเทศต่างก็มีทัศนะเป็นของตัวเอง เหล่านี้คือสภาพที่เกิดขึ้นในโลกอิสลามเวลานี้ ไม่มีใครยอมรับในอำนาจหรือยอมรับในการปกครองของใคร และนี่คือสาเหตุหลังที่ทำให้สังคมมุสลิมไร้พลังและมุ่งสู่การล่มสลาย

ถ้าหากเรากลับไปศึกษา ในประวัติศาสตร์ ถึงคำสั่งสอนของอิสลามซึ่งเป็นค่ำสั่งสอนที่ชัดแจ้ง เป็นคำสั่งสอนที่สำคัญที่ไม่มีมีผู้ใดคัดค้าน แต่กลับเป็นสิ่งที่ถูกเมินเฉยโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น อำนาจการปกครองรัฐนั้นทุกคนรู้กันหมดว่า อิสลามไม่อนุญาตให้สตรีเป็นผู้ปกครองรัฐ แต่วันดีคืนดีเราก็เห็นว่ามีสตรีขึ้นมาเป็นผู้ปกครองแผ่นดินอิสลาม นักวิชาการศาสนาท่านหนึ่งก็ออกมาตัดสินว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ทว่านักวิชาการศาสนาอีกคนเช่นกันก็ได้ออกมาบอกว่าไม่เป็นสิ่งต้องห้าม บรรดามุสลิมในประเทศนั้นจึงแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย และไม่รู้ว่าจะเดินกันต่อไปอย่างไร ปัญหาคือไม่มีผู้ตัดสินชี้ขาดเพียงคนเดียว

ข้างต้นคือตัวอย่าง ง่ายๆ ที่นำไปสู่การทำความเข้าใจว่า โลกอิสลามจำเป็นต้องมีผู้ปกครองเพียงหนึ่งเท่านั้นในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งถ้ามุสลิมปฏิเสธสิ่งนี้ก็เท่ากับปฏิเสธทั้งหมดของอิสลาม เขาได้ปฏิเสธว่ากว่ากว่าหนึ่งพันสี่ร้อยกว่าปีมานั้นอิสลามไร้ระบอบการ ปกครอง สิ่งนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะนั่นไม่ใช่ศาสนาอิสลาม แต่ในอดีตเราจะเห็นว่า เมื่อไม่มีอำนาจรัฐ การปกครองของ “วิลายะตุลฟะกีฮฺ” เกือบจะทำให้ถูกลืมและค่อยๆ จืดจางไป ทำให้ประชาชาติอิสลามกลับกลายเป็นต้องมีผู้นำหลายคน ทั้งๆ ที่ศาสนบัญญัติก็ยืนยันว่า “จำเป็นต้องปฏิบัติตามผู้ที่มีความรู้สูงสุด”

ดังนั้นการมีนัก วิชาการศาสนาที่ไปถึงขั้นวินิจฉัยศาสนาหลายคนนั้นเป็นเรื่องที่ดียิ่ง เพื่อจะได้ศึกษาแลกเปลี่ยนวิชาการความรู้กัน ประชาชาติอิสลามจะได้รับประโยชน์จากบรรดาผู้รู้เหล่านั้นกันอย่างทั่วถึง ทว่าผู้นำสูงสุดที่หมายถึง “วิลายะตุลฟะกีฮฺ” นั้นจะต้องมีเพียงคนเดียว มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการเปิดช่องโหว่ให้มีผู้ตัดสินปัญหาศาสนาที่ซีไอเอยัดใส้ ส่งเข้ามาอยู่ในสังคมมุสลิมได้ เพื่อทำการย่อยสลายกลุ่มมุสลิมดังที่เขากระทำการย่อยสลายกลุ่มพี่น้องมุสลิม สุนนี่มาแล้ว และตอนนี้พวกเขามีเป้าหมายที่จะเข้ามาย่อยสลายมุสลิมชีอะฮฺ

ทว่าการย่อยสลายของซี ไอเอยังไม่ทันประสพความสำเร็จ เกิดการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านขึ้นเสียก่อน ทำให้นักวิชาการศาสนาชั้นสูงได้มีอำนาจรัฐขึ้นมา และศัตรูเริ่มมองเห็นภัยอันตรายของระบอบการปฏิบัติตามนักวิชาการศาสนาชั้น สูง (มัรญีอฺ) เพราะเมื่อมีอำนาจรัฐ อำนาจจะชี้ชัดไปที่คนเพียงคนเดียว คือผู้ที่สถาปนารัฐอิสลามขึ้นมา และเป็นผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนาที่ทรงคุณธรรม (มุจญ์ตะฮิดอาดิล) ซึ่งมีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาอย่างสมบูรณ์ บุคคลผู้นี้จึงเป็น “วิลายะตุลฟะกีฮฺ” สามารถปกป้องดูแลศาสนา และปกป้องประชาชาติอิสลามได้อย่างสมบูรณ์ ทุกแง่ทุกมุม ทั้งอาณาจักรและศาสนจักร เพราะอิสลามเป็นศาสนาแห่งการเมือง เป็นระบอบแห่งการดำเนินชีวิตที่ครอบคลุมทุกในทุกด้าน

โดย ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี