ศาสดามูซา(อ.) กับวัวของบนีอิสรออีล

444

ชนเผ่าบนีอิสรออีลเป็นชนเผ่าในสมัยของท่านศาสดามูซา (อ.) เป็นชนเผ่าที่มีความฉลาดแต่ฉ้อฉล ในหมู่บ้านหนึ่งของเผ่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีนิสัยและมารยาทที่ดีงาม เป็นคนให้เกียรติพ่อแม่ เด็กหนุ่มคนนี้จะช่วยพ่อแม่ทำงานเสมอ พ่อของเขามีอาชีพค้าขาย วันหนึ่งที่พ่อของเขากำลังหลับ มีคนมาขอซื้อวัวจากคอกของเขาและเสนอราคาให้สูงมาก แต่เนื่องจากกุญแจเปิดคอกอยู่กับพ่อของเขา และพ่อก็หลับอยู่เขาไม่อยากเสียมารยาทจึงไม่กล้าไปปลุกพ่อ เขาจึงเสียโอกาสที่จะขายวัวตัวนั้น เมื่อพ่อของตื่นขึ้นเขาเล่าเรื่องดังกล่าวให้พ่อฟัง พ่อของเขาจึงขอบใจเขาและมอบวัวตัวดังกล่าวให้เขา

ในอีกหมู่บ้านหนึ่งมีเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งมีนิสัยและมารยาทไม่ดี ครั้งหนึ่งเขาได้ไปขอแต่งงานลูกสาวคนในหมู่บ้านเดียวกันแต่ถูกปฏิเสธ เขาเสียใจมาก เขาเองมีลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนมีนิสัยดีและมีมารยาทดีด้วย เด็กหนุ่มคนดังกล่าวไปขอแต่งกับหญิงคนเดียวกันและหญิงคนดังกล่าวตอบรับคำขอ การแต่งงานจึงเริ่มขึ้น ทำให้เด็กหนุ่มนิสัยไม่ดีแค้นเคืองเป็นอย่างมากเขาจึงวางแผนฆ่าลูกพี่ลูก น้องตัวเอง ต่อมาชายหนุ่มนิสัยดีก็เสียชีวิตลง และไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรเป็นใคร ต่างคนต่างก็วิพากวิจารณ์สิ่งเกิดขึ้นไปต่าง ๆ นานา บางคนใส่ร้ายอีกคนว่าเป็นคนฆ่า ต่างคนต่างใส่ร้ายซึ่งร้ายซึ่งกันและกัน จนเกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงในเผ่าบนีอิสรออีล แต่ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะนำเรื่องดังกล่าวไปให้ท่านนบีมูซา (อ.)เป็นคนตัดสินว่าใครเป็นฆาตกรตัวจริง

เมื่อท่านนบีมูซา (อ.)ได้ยินเรื่องดังกล่าว ก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ จึงขอดุอาต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) เพื่อให้พระองค์ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อัลลอฮ์ (ซ.บ.)มีรับสั่งให้นบีมูซา (อ.) บอกกับชนเผ่าบนีอิสรออีลว่า : อัลลอฮ์ (ซ.บ.)ทรงมีรับสั่งให้พวกเจ้าไปเชือดวัวหนึ่งตัว และให้ใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของวัวไปแตะตัวคนที่เสียชีวิต เพื่อจะให้เขาฟื้นชีวิตขึ้นมาและเขาจะบอกเองว่าฆาตกรเป็นใคร

ชาว เผ่าบนีอิสรออีลเมื่อได้ยินคำสั่งจึงกล่าวกับท่านนบีมูซา (อ.)ว่า : นี่เจ้ากำลังล้อเล่นกับเราใช่ไหม ? คนตายแล้วจะฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร

ท่านนบีมูซา (อ.)กล่าวกับพวกเขาว่า : นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นี่เป็นเรื่องจริง เราไม่ได้ล้อเล่นเพราะการล้อเล่นเป็นการกระทำของคนโง่เขลา

เมื่อชาวเผ่าบนีอิสรออีลเห็นว่านี่เป็นคำสั่งที่มาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.)จริง และจำเป็นต้องปฏิบัติ แต่ในใจพวกเขาไม่อยากจะปฏิบัติตามจึงหาข้ออ้างโดยกล่าวกับท่านนบีมูซา (อ.)ว่า : แล้วพระองค์ยังสั่งอะไรพวกเราอีกหรือไม่เกี่ยวกับการเชือดวัว พระองค์จะให้เราเชือดวัวแบบไหน
ท่านนบีมูซา (อ.)กล่าวตอบว่า : พระองค์ทรงสั่งให้เชือดวัวตัวเมีย ที่ไม่แก่จนไม่สามารถทำงานได้ หรืออายุน้อยจนเกินไป

ท่านนบีมูซา (อ.)ยังกล่าวอีกว่า : พวกเจ้าจงรีบไปทำตามคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)เถิด

ชาวเผ่าบนีอิสรออีลยังหาข้ออ้างโดยกล่าวกับท่านนบีมูซา (อ.)อีกว่า : ให้เจ้าไปถามอัลลอฮ์ (ซ.บ.)ให้พวกเราหน่อยว่า วัวที่จะให้เราเชือด จะต้องเป็นวัวสีอะไร

ท่านนบีมูซา (อ.)กล่าวตอบพวกเขาว่า : พระองค์ทรงให้พวกเจ้าเชือดวัวสีเหลือง และจะต้องเป็นสีที่ใครได้เห็นแล้วจะต้องดีใจและมีความสุข

พวกเขายังกล่าวกับท่านนบีมูซา (อ.)อีกว่า : ตกลงจะให้เราเชือดวัวแบบไหน เรากำลังสับสนแล้ว ให้เจ้าไปถามอัลลอฮ์ (ซ.บ.)ให้อธิบายให้กระจ่างกว่านี้ได้ไหม

ในที่สุดท่านนบีมูซา (อ.)กล่าวกับพวกเขาว่า : ให้พวกเจ้าหาวัวที่มีสีเหลืองบริสุทธิ์ไม่มีสีใดเจือปน เป็นวัวที่ไม่เคยทำงานในไร่มาก่อน

ชาวเผ่าบนีอิสรออีลได้ไปเสาะหาวัวตามลักษณะดังกล่าว จนได้ไปพบวัวดังกล่าวในบ้านชายหนุ่มที่ขายวัว พวกเขาซื้อวัวตัวดังกล่าวมาด้วยราคาที่แสนแพง เมื่อเชือดวัวแล้วได้นำส่วนหนึ่งของวัวมาแตะที่ตัวผู้ตาย ผู้ตายจึงฟื้นขึ้นมาและกล่าวว่า : “คนที่ฆ่าฉันก็คือ ลูกพี่ลูกน้องของฉันเองคนที่ไปขอหญิงคนเดียวกับที่ฉันแต่งงานด้วยแต่ถูก ปฏิเสธ”
ในที่สุดฆาตกรก็ถูกชี้ตัวและถูกลงโทษในที่สุด

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
– หากคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)เป็นคำสั่งที่ไม่ตรงตามใจของเรา เราจะต้องไม่ปฏิเสธ
– การล้อเล่นจนเลยเถิดเป็นการกระทำของคนโง่เขลา
– อย่าดูหมิ่นคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)
– เราจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)โดยเร่งด่วนอย่าหาข้ออ้าง

โดย : เชคมุฮัมมัด อะลี ประดับญาติ