หน้าแรก ศาสดา ศาสดาในประวัติศาสตร์(มูซา)

ศาสดาในประวัติศาสตร์(มูซา)

354

มูซา(อ.) คือศาสดาที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวถึงในอัล-กุรอานบ่อยครั้ง อัลลอฮ์ทรงประทานคัมภีร์เตารอตให้แก่ศาสดามูซา แต่ปัจจุบัน คัมภีร์เตารอตของยิวและคัมภีร์อินญีล หรือไบเบิลเก่าของคริสเตียนได้เสียรูปแบบดั้งเดิมของมันไปแล้ว เนื่องจากการสอดแทรกคำพูดและความคิดของมนุษย์เข้าไป แต่ชาวยิวและคริสเตียนในปัจจุบันยังคงอ่านและยึดถือว่าคัมภีร์เหล่านี้เป็นคัมภีร์ดั้งเดิมที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮ์ ที่ชาวยิวหลงออกจากแนวทางที่เที่ยงตรงก็เนื่องจากพวกเขาความเชื่อของเขาไม่ได้เป็นไปตามคัมภีร์ที่ศาสดามูซา(อ.) นำมาสอนพวกเขาอีกต่อไป

หลังจากศาสดามูซา(อ.) เสียชีวิต ประชาชนบางคนที่มีเจตนาร้ายได้เปลี่ยนแปลงข้อความในคัมภีร์เตารอต จึงทำให้คัมภีร์เตารอตและไบเบิลที่อ่านกันอยู่ในปัจจุบัน จึงแตกต่างกันอย่างมากกับคัมภีร์ฉบับดั้งเดิมที่ถูกประทานแก่ศาสดามูซา(อ.)

เราได้รู้จักเรื่องราวชีวิตและบุคลิกลักษณะของศาสดามูซา(อ.) จากคัมภีร์อัล-กุรอาน อัล-กุรอานบอกให้เรารู้ว่า กษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณ ที่เรียกว่า “ฟาโรห์” ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์ผู้หยิ่งยะโสที่ไม่เคยมีความเชื่อในอัลลอฮ์ และยังถือตนว่าเป็นพระเจ้าเสียเอง อัลลอฮ์จึงได้ส่งศาสดามูซา(อ.) มายังฟาโรห์ผู้เหี้ยมโหดที่สุดในบรรดาฟาโรห์ของอียิปต์

ในช่วงที่ศาสดามูซา(อ.) ถือกำเนิด ฟาโรห์ได้สั่งทหารให้ฆ่าทารกเพศชายทุกคนที่เกิดในแผ่นดินของเขา อัลลอฮ์ได้สั่งให้มารดาของท่านวางท่านไว้ในหีบใบหนึ่งลอยไปในแม่น้ำ และให้คำรับรองแก่นางว่า พระองค์จะให้ท่านคืนกลับมาหานางในฐานะศาสดา มารดาของศาสดามูซา(อ.) จึงวางท่านลงในหีบและปล่อยให้ลอยไปในน้ำ

moses

หีบใบนี้ลอยไปตามกระแสน้ำและในที่สุดไปติดที่ริมฝั่งในพระราชวังของฟาโรห์ และของฟาโรห์เป็นผู้พบท่าน นางเก็บทารกนี้ไว้และตัดสินใจจะเลี้ยงดูท่านในพระราชวังนี้เอง ด้วยเหตุนี้เอง ฟาโรห์จึงได้รับเลี้ยงดูบุคคลผู้ซึ่งต่อมาได้รับสารจากอัลลอฮ์เพื่อมาต่อต้านทัศนคติที่ผิดเพี้ยนของเขา

เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ศาสดามูซา(อ.) ได้ออกจากอียิปต์ และหลังจากนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นศาสดาและศาสนทูต และให้ท่านได้รับความช่วยเหลือจากฮารูน(อ.) พี่ชายของท่าน

ท่านทั้งสองได้กลับมาหาฟาโรห์และแจ้งสารจากอัลลอฮ์ให้เขาทราบ นี่เป็นงานที่ยากลำบากเนื่องจากพวกท่านทั้งสองไม่ความลังเลใจในการเรียกร้องให้ฟาโรห์ผู้โหดร้ายหันมาเชื่อในอัลลอฮ์และเคารพภักดีต่อพระองค์

“แล้วหลังจากพวกเขา เราได้ส่งมูซาพร้อมด้วยสัญญาณต่าง ๆ ของเราไปยังฟิรอูน(ฟาโรห์) และบรรดาบุคคลชั้นนำของเขา แต่พวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่อสัญญาณเหล่านั้น ดังนั้นเจ้าจงมองดูเถิดว่าบั้นปลายของบรรดาผู้ก่อความเสียหายนั้นเป็นอย่างไร?

“และมูซาได้กล่าวว่า โอ้ฟิรอูน! แท้จริงฉันคือทูตที่มาจากพระเจ้าแห่งสากลโลก

“เป็นหน้าที่ผูกมัดที่ฉันจะไม่กล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮ์ นอกจากความจริงเท่านั้น แท้จริงฉันได้นำหลักฐานจากพระเจ้าของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว ดังนั้นจงส่งวงศ์วานอิสรออีลไปกับฉันเถิด” (อัล-อะอ์รอฟ / 103-105)

ฟาโรห์มีความหยิ่งยะโสและทระนง เขาคิดว่าเขาเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง และได้ดื้อดึงต่ออัลลอฮ์ อัลลอฮ์ทรงประทานทรัพย์สมบัติ ความเข้มแข็ง และแผ่นดินให้แก่เขา แต่เนื่องจากความโง่เขลา ฟาโรห์จึงไม่เข้าใจถึงสิ่งนี้

ฟาโรห์ต่อต้านมูซา(อ.) และไม่ศรัทธาจต่ออัลลอฮ์ และเขาเป็นคนโหดเหี้ยมมากเขาจึงกระทำกับลูกหลานชาวอิสรออีลเยี่ยงทาส เมื่อเห็นได้ชัดว่าฟาโรห์กระทำการจนเลยเถิดไปแล้ว ศาสดามูซาและผู้ศรัทธาทั้งหมดจึงหนีไปจากอียิปต์ภายใต้การนำของศาสดามูซา(อ.)

ศาสดามูซา(อ.) และลูกหลานชาวอิสรออีลมาจนมุมอยู่ที่ริมทะเลขณะที่ทหารของฟาโรห์ก็ได้ไล่ตามมา ในขณะนั้น ศาสดามูซา(อ.) ไม่ได้สิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงสั่งให้ท่านใช้ไม้เท้าตีไปที่ทะเล และทำให้น้ำทะเลแยกออกจนเป็นเส้นทางให้แก่ลูกหลานชาวอิสรออีลได้ข้ามไปอย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่ศาสดมูซา(อ.) เมื่อลูกหลานชาวอิสรออีลได้ข้ามไปถึงอีกฝั่งหนึ่งแล้ว น้ำทะเลที่แยกออกก็ได้ประกบรวมกันอีกครั้ง ฝังกลบฟาโรห์และเหล่าทหารให้จมลงใต้น้ำนั้น

อัลลอฮ์ทรงตรัสถึงเหตุการณ์มหัศจรรย์นี้ไว้ในอัล-กุรอานว่า

“เช่นเดียวกับสภาพแห่งวงศ์วานฟิรอูนและบรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเขา ซึ่งพวกเขาปฏิเสธบรรดาโองการแห่งพระเจ้าของพวกเขา แล้วเราก็ได้ทำลายพวกเขา เนื่องด้วยความผิดของพวกเขา และเราได้ให้วงศ์วานฟิรอูนจมน้ำตาย และทั้งหมดนั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม” (อัล-อัมฟาล / 54)

ในช่วงเวลาที่ฟาโรห์รู้ตัวว่ากำลังจะตายนั้น เขากล่าวว่าเขาศรัทธาในอัลลอฮ์แล้ว ด้วยความพยายามจะรักษาตัวเอง เราไม่รู้ว่าการสำนึกผิดในขณะที่วาระสุดท้ายมาถึงนี้จะมีประโยชน์หรือเปล่า เมื่ออัลลอฮ์ทรงอภัยโทษแก่เราเมื่อเราสำนึกผิดด้วยความบริสุทธิ์ใจและก่อนที่วาระสุดท้ายจะมาถึงเท่านั้น อัลลอฮ์คือผู้ทรงเมตตายิ่ง ถ้าหากการสำนึกผิดเป็นเพียงความรู้สึกเมื่อใกล้จะตาย และมันไม่ได้เกิดจากความจริงใจ การสำนึกผิดนั้นก็จะไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้เลย

Source : harunyahya.com