ศาสดาในประวัติศาสตร์(อิสมาอีล)

169

ศาสดาอิสมาอีล(อ.) เป็นบุตรชายคนโตของศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ที่เกิดจากนางฮะญัรฺ ภรรยาคนที่สองของท่าน เมื่อศาสดาอิบรอฮีมไม่มีบุตรจากนางซาเราะฮฺ ภรรยาคนแรกแล้ว ท่านจึงแต่งงานอีกครั้งกับนางฮะญัรฺ ซึ่งเป็นหญิงสาวที่ซื่อสัตย์ผู้หนึ่ง ด้วยความยินยอมจากภรรยาคนแรกของท่าน ศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ประทานบุตรชายให้แก่ท่าน ศาสดาอิสมาอีล(อ.) จึงถือกำเนิดมาตามคำวิงวอนขอนั้น ดังที่อัล-กุรอานได้กล่าวไว้

” ‘ข้าแต่พระเจ้าของข้า พระองค์ ขอพระองค์ทรงประทานบุตรที่มาจากหมู่คนดีให้แก่ข้าพระองค์ด้วย’ ดังนั้น เราจึงแจ้งข่าวดีแก่เขา (ว่าจะได้) ลูกคนหนึ่ง ที่มีความอดทนขันติ (คือ อิสมาอีล)” (อัล-กุรอาน 37/100-101)

หลังจากที่ท่านกำเนิดได้ไม่นาน ด้วยความเชื่อฟังต่อคำบัญชาของอัลลอฮฺ ท่านถูกศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ผู้เป็นบิดาทิ้งให้อยู่กับมารดาของท่าน ณ สถานที่ตั้งของอัล-กะอฺบะฮฺ มันเป็นถสานที่อันแห้งแล้งและไม่มีน้ำ ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเลย นางฮะญัรได้ถามท่านว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาให้ท่านทำเช่นนี้หรือ เมื่อท่านตอบรับ นางจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็จะไม่เกิดอันตรายอันใดแก่เราทั้งคู่” ศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ปล่อยพวกท่านให้อยู่ไปตามยถากรรมด้วยหัวใจอันหนักอึ้งและวิงวอนขอพรว่า

“โอ้พระเจ้าของเรา แท้จริงข้าพระองค์ได้ให้ลูกหลานของข้าพระองค์พำนักอยู่ ณ ที่ราบลุ่มนี้โดยไม่มีพืชผลใดๆ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านอันเป็นเขตหวงห้ามของพระองค์ โอ้พระเจ้าของเรา เพื่อให้พวกเขาดำรงการละหมาด …” (อัล-กุรอาน 14/37)

หลังจากนั้น มารดาของศาสดาอิสมาอีล(อ.) ก็ได้ให้นมแก่ท่านจนเหือดแห้ง และเมื่อท่านร้องไห้ด้วยความกระหายหิวอีก นางฮาญัรจึงได้วิ่งหาน้ำตั้งแต่เนินเขาซอฟาจนถึงมัรวาถึงเจ็ดรอบ เมื่อกำลังจะวิ่งไปหาน้ำในรอบที่แปด นางก็ได้สังเกตเห็นตาน้ำซึมออกมาจากพื้นทรายใต้ฝ่าเท้าของบุตรชายอย่างน่าอัศจรรย์ ตาน้ำนั้นเป็นบ่อต้นกำเนิดของน้ำซัมซัมที่คอยต้อนรับผู้แสวงบุญยังมักกะฮฺอย่างไม่เคยเหือดแห้งเลยนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันนี้

อัล-กะอฺบะฮฺ เป็นหัวใจสำคัญของอิสลามที่ชาวมุสลิมหันไปหาขณะทำการนมาซ มันถูกสร้างขึ้นโดยศาสดาอาดัม(อ.) บิดาแห่งมนุษยชาติ เมื่อมันพังเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในสมัยศาสดานูฮฺแล้ว มันได้ถูกสร้างขึ้นใหม่บนฐานเดิมโดยศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ด้วยความช่วยเหลือจากศาสดาอิสมาอีล(อ.) บุตรชายของท่าน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวอาหรับ ศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ได้สั่งให้บุตรชายนำหินที่ดีก้อนหนึ่งมาวางไว้ที่มุมของฐานนั้น ศาสดาอิสมาอีล(อ.) จึงได้นำหินก้อนหนึ่งที่เทวทูตญิบรออีลได้ให้ข้อมูลแก่ท่านมา มันเป็นหินสีดำอันศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า หินดำฮาญัร อัล-อัสวัด เมื่อศาสดาทั้งสองได้วางรากฐานของบ้านของอัลลอฮฺ พวกท่านได้ขอพรว่า

“… ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าพระองค์โปรดรับจากพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงพระองค์นั้นทรงได้ยินและทรงรอบรู้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์ และโปรดให้มีขึ้นจากลูกหลานของพวกพระองค์ ซึ่งประชาชาติที่นอบน้อมต่อพระองค์ และโปรดแสดงแก่ข้าพระองค์ ซึ่งพิธีการทำฮัจญ์ของพวกข้าพระองค์ และโปรดอภัยโทษแก่พวกข้าพระองค์ด้วย แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้อภัยโทษ ทรงเอ็นดูเมตตา” (อัล-กุรอาน 2/127-128)

“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าพระองค์ โปรดส่งศาสนทูตผู้หนึ่งจากพวกเขาเองไปในหมู่พวกเขา ซึ่งเขาจะได้อ่านบรรดาโองการของพระองค์ให้พวกเขาฟัง และจะได้สอนคัมภีร์ และความมุ่งหมายแห่งบัญญัติให้พวกเขาทราบ และซักฟอกพวกเขาให้สะอาด แท้จริงพระองค์ทรงไว้ซึ่งเดชานุภาพและปรีชาญาณ (อัล-กุรอาน 2/129)

มักกะฮฺเป็นที่อยู่อาศัย

ศาสดาอิสมาอีล(อ.) และมารดาของท่านได้ตั้งรกรากในบริเวณสถานอัล-กะอฺบะฮฺนั้นเอง ลูกหลานของท่านได้เพิ่มพูนและขยายสาขาไปเป็นหลายเผ่าพันธุ์ หนึ่งในชนเผ่าเหล่านั้นคือเผ่ากุเรชซึ่งมาจากชาวอาหรับที่สืบเชื้อสายมาจากศาสดาอิสมาอีล(อ.) ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ก็สืบเชื้อสายมาจากสายตระกูลนี้ พวกเขาต่างอาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮฺแห่งนั้น ซึ่งได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามในปัจจุบัน