อุปสรรคในหน้าที่ศาสนทูตของมุฮัมมัด(ศ.)

177

นับจากวันที่ได้รับภาระหน้าที่แห่งการเป็นศาสดาของอิสลาม ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ได้เผยแพร่ศาสนาของท่านอย่างลับๆ ในสภาพแวดล้อมที่หลงผิดของชาวอาหรับ พวกเขาเคารพสักการะรูปบูชาต่างๆ มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ จึงยังไม่มีสิ่งใดพร้อมสำหรับการเผยแพร่อิสลามอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และตรงข้ามกับศาสนาที่บูชาหลายเทพเจ้าในสังคมของท่าน

เมื่อเริ่มต้น ท่านต้องพบกับอุปสรรคและปัญหาที่หนักหนาสาหัส ซึ่งกีดกันท่านจากการเผยแพร่อิสลาม ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ได้ยืนนมาซวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว ท่ามกลางสายตาของผู้บูชาเทวรูปทั้งหลาย ซึ่งกำลังสักการบูชาเทพเจ้าหลายองค์อยู่ ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ปฏิบัติพิธีนมาซซึ่งมีการกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ไม่มีหุ้นส่วนภาคีใดๆ ท่านศาสดา(ศ.) พร้อมด้วยอิมามอะลี(อ.) และท่านหญิงคอดิญะฮฺ บินตฺ คุวัยลิด ได้ไปยังสถานที่ที่มีผู้คนมากมาย แล้วทำการนมาซร่วมกันต่อหน้าสายตาของพวกเขา ท่านต่อสู้กับศาสนาที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ด้วยการปฏิบัติศาสนกิจของท่านเอง

นั่นคือการเริ่มต้นภารกิจอันสูงส่ง เพื่อชำระขัดเกลาคาบสมุปทรอาหรับจากความแปดเปื้อนของพระเจ้าหลายองค์ ซึ่งมีแต่จะทำให้โลกทั้งมวลตกอยู่ในความมืดมิดที่ห่างไกล

การข่มขู่ของผู้นำชาวกุเรช

คำพูดของศาสดามุฮัมมัดเป็นที่ประทับใจของผู้คนที่ได้ยิน ประชาชนจะพูดถึงเรื่องศาสนาใหม่มากกว่าเรื่องอื่นๆ ส่วนมากผู้ที่ได้รับการกดขี่ข่มเหง และเบื่อหน่ายจากความอยุติธรรมในสถานะชนชั้นที่ปกคลุมไปทั่วมักกะฮฺ เข้าใจคำพูดของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ว่าเป็นการเปิดประตูแห่งความหวัง และจะมอบชีวิตใหม่ให้กับร่างกายที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่งของพวกเขา แต่บรรดาหัวหน้าเผ่าชาวกุเรชที่เห็นแก่ตัวปฏิเสธอิสลาม และเมื่อศาสดามุฮัมมัดระบุถึงความหลงผิดและบิดเบือนของพวกเขาในทุกโอกาสแล้ว พวกเขาจึงติดสินใจทำการขัดขวางท่านในทุกวิถีทาง

พวกเขาตัดสินใจกันว่าจะไปยังบ้านของอบูฏอลิบ บินอับดุล มุฏฏอลิบ หัวหน้าชาวกุเรช ผู้เป็นเสมือนบิดาของมุฮัมมัด(ศ.)

พวกเขากล่าวกับอบูฏอลิบว่า “ท่านมีสถานะอันสูงส่งในหมู่พวกเราชาวกุเรช ท่านเป็นหัวหน้า เป็นนาย ของพวกเรา ท่านได้รับความเคารพนับถือ เราได้ขอร้องให้ท่านขัดขวางหลานชายของท่าน ให้หยุดเขาจากการต่อต้านศาสนาของบรรพบุรุษของเรา ประณามเทวรูป ความคิด และคามศรัทธาของเรา แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจคำขอร้องของเรา และไม่ได้พยายามจะหยุดเขาเลย ขอสาบานต่อพระเจ้าว่าเราจะไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นพระเจ้าของเรา หรือความเชื่อความศรัทธาของบรรพบุรุษของเรา ท่านต้องไม่ให้เขาทำอย่างนั้น หรือไม่เราก็จะต่อสู้กับเขาและกับท่านที่ให้การสนับสนุนเขาจนตายกันไปข้างหนึ่ง”

อบูฏอลิบพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยความสันติ ท่านบอกเรื่องนี้แก่ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ท่านศาสดากล่าวว่า “อัลลอฺทรงเลือกฉันให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ พระองค์ให้ฉันมาประกาศแก่ประชาชาติเพื่อยกสถานะของพวกเขาจากความเสื่อมเสีย พระองค์ให้ฉันมาเรียกร้องประชาชาติสู่การเคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว อัลลอฮฺได้สั่งให้ฉันห้ามปรามประชาชาติจากการสักการบูชาเทวรูปและการกดขี่

ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ถึงแม้พวกเขาจะวางดวงอาทิตย์ในมือขวาและดวงจันทร์ในมือซ้ายของฉัน เพื่อให้ฉันยุติการเผยแพร่อิสลามและเป้าหมายอันสูงส่งของฉัน ฉันจะไม่ทำตามความประสงค์ของพวกเขา ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะทำหน้าที่ของฉันต่ออัลลอฮฺต่อไป จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ว่ามันจะหมายถึงการเสียชีวิตของฉันก็ตาม ฉันจะยึดมั่นอยู่กับเป้าหมายของฉันอย่างมั่นคง”

อบูฏอลิบจึงกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ฉันจะไม่หยุดการสนับสนุนเจ้า และจะไม่ให้พวกเขาทำอันตรายเจ้าได้”

อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้กล่าวถึงการปกป้องอันยิ่งใหญ่ของเขาแก่ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ว่า “พระองค์มิได้ทรงพบเจ้าเป็นกำพร้าแล้วทรงให้ที่พึ่งดอกหรือ ?” (อัล-กุรอาน 93/6)

wafatmuhammad02

การขัดขวางของผู้นำชาวกุเรช

นับตั้งแต่วันแรกที่ศาสดามุฮัมมัดเริ่มต้นเผยแพร่อิสลามสู่สาธารณชน บรรดาผู้นำชาวกุเรชก็คิดหาวิธีการที่จะหยุดท่าน ในตอนแรกพวกเขาพยายามล่อใจท่านให้สนใจต่อทรัพย์สิน สถานะ และผลประโยชน์อื่นๆ ซึ่งพวกเขาสัญญาแก่ท่านถ้าท่านทำตามความประสงค์ของพวกเขา และหลังจากรู้ว่าวิธีการเหล่านั้นไม่สามารถนำมาใช้กับท่านได้ พวกเขาจึงพยายามข่มขู่ และต่อมาก็ได้ทำการกลั่นแกล้งทรมานและสร้างความเจ็บปวดให้แก่ท่าน

ฉากชีวิตรูปแบบใหม่ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับชีวิตของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ศัตรูของอิสลาม ผู้ซึ่งมีความเข้าใจดีว่าชัยชนะและการปกครองของอิสลามนั้นจะทำให้กฎของพวกเขาที่ใช้ดาบ ใช้การกดขี่แบบเผด็จการ ต้องจบสิ้นลง พวกเขาจึงได้เริ่มต้นต่อสู้กับท่านอย่างโหดร้ายและไร้ความเมตตา โดยไม่คำนึงถึงหลักศีลธรรมและมนุษยธรรมใดๆ

ในทางกลับกัน คำสอนของมุฮัมมัด(ศ.) กลับได้รับความสนใจจากคนในชนชั้นที่ถูกกดขี่ โดยบรรดาหัวหน้าชาวกุเรชที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากคนจนและครอบครองทาส เพื่อสถานะทางสังคมของพวกเขา จนกล่าวได้ว่าในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ไม่มีการเคารพเชื่อฟังกฎเกณฑ์ใดๆ และไม่มีการเคารพสิทธิมนุษย์ใดๆ เลย และผู้ศรัทธาในศาสนาใหม่จึงได้รับการต่อต้านและต่อสู้อย่างรุนแรงจากระบบสังคมนี้

ความโหดร้าย คำกล่าวหาแบบผิดๆ การทรมานทางร่างกาย คำพูดที่สกปรก การกดดันทางการเงินและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจก็ถูกนำมาใช้เพื่อต่อต้านศาสดามุฮัมมัด(ศ.) และสาวกผู้ศรัทธาของท่าน

การทรมานกลั่นแกล้งทางกายและใจ

ตัวอย่างการต่อต้านและการทรมานซึ่งศัตรูของอิสลามนำมาใช้กับศาสดามุฮัมมัด(ศ.)

-วันหนึ่ง ชาวกุเรชกลุ่มหนึ่งให้คนรับใช้นำปัสสาวะของแกะมาสาดใส่ใบหน้าและศีรษะของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ.)

-ในขณะที่ท่านกำลังสุญูด(กราบ) ในการนมาซนั้น พวกเขาได้ขว้างอุจจาระอูฐใส่ท่าน เมื่อท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อ) บุตรสาวของท่านเดินผ่านมาและเห็นเข้า นางได้ร้องไห้และชำระสิ่งสกปรกออกจากหลังของท่าน ท่านกล่าวว่า “ไม่ต้องร้องไห้ ลูกสาวของฉัน อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงทำให้ศาสนาของพระองค์สูงส่งและมอบชัยชนะให้แก่บิดาของเจ้าอย่างแน่นอน”

-ในขณะที่ท่านศาสดา(ศ.) กำลังเชิญชวนผู้คนให้ยอมรับอิสลาม และนับถือพระเจ้าพระองค์เดียว อบูลาฮับ อิบนฺ อับดุลมุฏฏอลิบ ได้ตามท่านมาและขว้างก้อนหินใส่ท่านจนได้รับบาดเจ็บและเลือดไหลที่เท้า ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ก็ยังชี้นำประชาชนไปสู่หนทางที่เที่ยงธรรมต่อไป อบูลาฮับจึงตะโกนขึ้นว่า “โอ้พี่น้อง ผู้ชายคนนี้เป็นคนโกหก อย่าไปฟังเขา”

-สหายที่จงรักภักดีต่อท่าน และผู้ที่ยอมรับศาสนาใหม่ รับอิสลาม ก็จะถูกทรมานอย่างเจ็บปวดด้วยเช่นกัน อัมมารฺ และบิดามารดาของเขาได้รับการทรมานอย่างหนักจากผู้บูชาเทวรูป พวกบูชาเทวรูปได้บังคับให้พวกเขาออกจากบ้านและตากแดดร้อนให้ทุกข์ทรมานจากการถูกแดดเผา ทำการทรมานที่พวกเขาไม่อาจทนได้ เพื่อให้พวกเขาละทิ้งศรัทธา สุมัยยะฮฺ มารดาของอัมมารฺ เป็นผู้หญิงคนแรกที่พลีชีพเพื่ออิสลาม ยาซิรฺ บิดาของอัมมารฺก็เช่นเดียวกัน ตัวอัมมารฺเองก็ถูกทรมานอย่างโหดร้าย แต่เขาได้ใช้การเสแสร้งอำพรางตัว เขาจึงได้รอดชีวิตมาได้

-บิลาล อิบนฺ รอบะฮฺ ทาสชาวเอธิโอเปีย เป็นสาวกผู้ศรัทธายิ่งคนหนึ่งของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) และด้วยความศรัทธาของเขานี้เองทำให้นายของเขาทรมานเขาด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต เขาได้นำตัวบิลาลออกไปนอนบนทะเลทราย และวางหินก้อนใหญ่และหนักบนอกของเขาเพื่อบังคับให้เขาเลิกเชื่อฟังมุฮัมมัด(ศ.) และกลับมาสักการะบูชาเทวรูปแทนการเคารพสักการะต่อพระเจ้าพระองค์เดียว แต่บิลาลก็ได้อดทนต่อการทรมานนั้นอย่างกล้าหาญ และกล่าวซ้ำแต่คำว่า “อะฮัด” (พระองค์เดียว) ซึ่งหมายถึง “พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว”

แท้จริงแล้ว บิลาล อิบนฺ รอบะฮฺ และมุสลิมผู้ศรัทธาในยุคเริ่มต้นของอิสลามนั้น ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงจากศัตรูของอิสลามที่มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางและทำลายอิสลาม พวกเขาเหล่านั้นอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานโดยไม่เคยละทิ้งความศรัทธาเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าอิสลามเผยแพร่ด้วยการใช้ดาบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและห่างไกลจากความจริงมากนัก

wafatmuhammad01

การดิ้นรนทางเศรษฐกิจ

ชาวกุเรชได้เริ่มบีบบังคับทางเศรษฐกิจต่อศาสดามุฮัมมัด(ศ.) และสาวกของท่าน อาวุธที่ไร้มนุษยธรรมอย่างหนึ่งที่พวกเขานำมาใช้กับชาวมุสลิมคือการกดดันและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในทุกๆ การติดต่อค้าขายกับชาวมุสลิม ชาวบะนีฮาชิม และบะนี อับดุลมุฏฏอลิบที่ได้เข้าร่วมกับอบูฏอลิบภายหลังการคว่ำบาตรนั้น ถูกบีบให้ต้องถอยร่นไปยังหุบเขาแคบๆ แห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า ชิบ อบีฏอลิบ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่เจ็ดแห่งการทำหน้าที่ศาสนทูตของศาสดามุฮัมมัด(ศ.)

เวลาผ่านไปหลายเดือนโดยที่ชาวบะนีฮาชิมต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความอดอยากและหิวโหยจนถึงขนาดที่คนในตระกูลของศาสดา(ศ.) จะต้องกินใบของต้นอากาเซียเพื่อประทังชีวิต เสียงร้องไห้ด้วยความหิวโหยของเด็กๆ ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา

เมื่อเวลาแห่งการจำกัดบริเวณนี้ผ่านไปเกือบสามปี (ระหว่าง ค.ศ. 616-619) วันหนึ่ง ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ก็ได้พูดกับอบูฏอลิบ ลุงของท่านว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้เผยแก่ท่านว่า สัญญาที่พวกกุเรชได้กระทำขึ้น และแขวนไว้ภายในผนังของกะอฺบะฮฺนั้น ข้อความทั้งหมดได้ถูกปลวกทำลายไปจนเสียหายหมดแล้ว เหลือเพียงพระนามของอัลลอฮฺเท่านั้นที่ยังอ่านได้อยู่ ด้วยเหตุนี้เอง อบูฏอลิบจึงไปยังกะอฺบะฮฺ ที่ซึ่งชาวกุเรชกำลังร่ววมประชุมกันอยู่ และกล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกท่านจะทำตามเงื่อนไขสัญญาที่โหดร้ายของพวกท่านไปอีกนานแค่ไหน? หลานชายของฉันบอกแก่ฉันว่า อัลลอลฮฺ(ซ.บ.) ได้ลบสัญญาข้อตกลงทั้งหมดนั้นไปเสียแล้ว นอกจากพระนามของพระองค์ เราลองเอาสัญญานั้นมาตรวจสอบดูว่าสิ่งที่หลานชายของฉันพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่”

พวกเขาบางคนเห็นด้วยกับคำพูดของเขา และต้นฉบับสัญญาก็ได้ถูกนำออกมาตรวจสอบ และพบว่ามีแต่พระนามของอัลลอฮฺเท่านั้นที่ยังอ่านได้อยู่ ส่วนอื่นๆ ที่เหลือถูกปลวกกัดกินไปจนไม่สามารถอ่านได้อีก ด้วยความมหัศจรรย์นี้เอง ทำให้ชาวกุเรชรู้สึกว่าสัญญาข้อตกลงที่โหดร้ายและผิดธรรมชาตินี้ควรจะถูกยกเลิกได้แล้ว

แต่ถึงแม้จะด้วยกลวิธีอันโหดร้ายต่างๆ นานา ที่ชาวกุเรชนำมาปฏิบัติเพื่อต่อต้านอิสลาม ถึงกระนั้น ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) และชาวมุสลิมก็ได้ทำให้อิสลามเจริญก้าวหน้าต่อไป ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ยังคงเชิญชชวนประชาชนให้มาสู่หนทางที่ถูกต้องต่อไป อิสลามและมุสลิมยังคงต่อสู้ดิ้นรนด้วยความอุตสาหะเรื่อยไป ชาวมุสลิมยังคงยืนหยัดอยู่ในหนทางที่เที่ยงตรงเพื่อรักษษความศรัทธาในอิสลาม ภายใต้การทรมานและความทุกข์ยากอย่างใหญ่หลวง

การพิจารณาตรวจสอบอย่างรอบคอบและยุติธรรม ถึงสภาพของชาวมุสลิมในช่วงเริ่มต้นของอิสลามนั้น เผยให้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญ ซึ่งไม่เหมือนกับภาพที่ศัตรูของอิสลามพยายามแสดงให้เห็น อิสลาม ศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนี้ ไม่ได้เผยแพร่ด้วยการใช้กำลังและคมดาบเลย แต่ตลอดระยะเวลา 13 ปี ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) และมุสลิมผู้ศรัทธา ต้องอดทนต่อการทรมานกลั่นแกล้ง และอาวุธของพวกนอกศาสนาและผู้บูชาวเทวรูปทั้งหลาย เพื่อเผยแพร่ศาสนาอันสูงส่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้ทรงประทานมาเพื่อเป็นเครื่องประกันความปลอดภัยของพวกเขา

Source : www.islamicoccasions.com