เปชวาร์ราตรี : เสวนาชีอะห์-ซุนนี คืนที่ 4

28

ค่ำวันจันทร์ 26 รอยับ ฮ.ศ 1345

ในช่วงแรกของเวลามัฆริบ มีชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ที่มิใช่อุละมาอ์ เข้ามาสามคน พวกเขาก็เป็นสมาชิกของที่ประชุมคราวที่แล้ว พวกเขาบอกว่า : ที่เรามาก่อนคนอื่น ก็เพื่อจะบอกท่านว่า ทุกๆที่ตอนนี้ ทั้งในสถานที่ราชการ ร้านค้า แม้กระทั่งตามโรงเหล้า ก็มีการโจษขานกันถึงการถกปัญหาและการเสวนาของท่านกับนักปราชญ์ของเรา และหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์เผยแพร่ข่าวการเสวนานี้ ถึงแม้จะเพิ่มยอดพิมพ์มากขึ้น แต่ก็จะขายหมดเกลี้ยงในชั่วโมงแรกๆของการวางจำหน่าย

ในทุกจุดของบ้านเมืองจะพบเห็นคนถือหนังสือพิมพ์อ่านเรื่องราวของท่าน เปล่งเสียงให้ชาวบ้านจำนวนมากที่อยู่รายรอบรับฟัง พวกเขาติดตามการเสวนาและการพูดคุยของท่านด้วยความกระตือร้นและประทับใจ

ท่านซัยยิด โปรดทราบ!l สังคมของเรามีความกระหาย ใคร่จะทำความเข้าใจ กับความจริงอันนี้ ที่ถูกนักปราชญ์ของพวกเราปิดบังมาโดยตลอด พวกเราหวังว่าท่านจะเปิดเผยสิ่งที่ถูกปิดบังอยู่ในความมืด และจะทำให้หายความคลุมเครือสับสนให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ เพื่อจุดประกายความคิดให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะคนทั่วไป เพื่อพวกเขาได้รู้จักกับความเป็นจริงของอิสลาม

เราขอให้ท่านเปิดประเด็นต่างๆออกมาให้แจ่มแจ้งและอธิบายด้วยคำพูดที่เข้าใจง่ายสำหรับพวกเราระดับคนทั่วไป และชาวตลาด

เพระว่าเมื่อคนทั้งหลายรู้เรื่อง ในหลักความเชื่อ และเข้าใจในมัซฮับของท่านแล้ว พวกเขาจะยอมรับ และจำนนทันที แล้วพวกเขาจะได้ยึดถือตามหลักความเชื่อของท่าน เพราะว่าวางอยู่บนพื้นฐานของอัล-กุรอาน และฮะดีษศอฮฮ์ ที่ถูกรายงานไว้ในตำราของฝ่ายเรา ซึ่งถือว่าเป็นตามสามัญสำนึกและสติปัญญามากที่สุด

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ โอ้ท่านซัยยิด คำพูดของท่าน ก่อให้เกิดบทเรียนในสังคมของเรา เพราะเปรียบได้เสมือนหนึ่ง พวกเขากำลังนอนหลับอยู่ แล้วท่านมาปลุก และเปรียบเสมือนว่าพวกเขาตาบอดอยู่ แล้วท่านมาทำให้มองเห็น

พวกเราได้ยินบรรดานักปราชญ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ของพวกเราพูดกันมาตั้งแต่สมัยพวกเราเป็นเด็กเล็กๆว่า พวกชีอะฮ์ เป็นพวกตั้งภาคี เป็นพวกปฏิเสธศาสนา เป็นชาวนรก !

แต่ด้วยคำพูดที่มีคุณค่าของท่านในหลายคืนที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า ชีอะฮ์แห่งอฮ์ลุลบัยต์ เป็นมุสลิมที่แท้จริง พวกเขาปฏิบัติตามท่านนบีและสมาชิกครอบครัวของท่าน ทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่ผู้อาวุโส และที่นักปราชญ์ของพวกเราพูดถึงชีอะฮ์ทุกประการแต่ก่อนมา เป็นเรื่องโกหก ใส่ร้าย ดังนั้นชีอะฮ์ จึงเป็นพี่น้องร่วมศาสนาของเรา

ซุลฏอน : ข้าพเจ้าขอขอบคุณในความเข้าใจที่ดีของพวกท่าน และที่พวกท่านปฏิบัติตามสัจธรรม หลังจากได้ทำความรู้จักแล้ว และขอขอบคุณในคำพูดที่ออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ และใสสะอาดของพวกท่าน

จากนั้นข้าพเจ้าได้ขอตัวทำนมาซอิชาอ์ ในระหว่างที่ข้าพเจ้าทำนมาซอยู่นั้น บรรดาพี่น้องอันประกอบ ด้วยนักปราชญ์ และคนอื่นๆ ก็ได้เข้ามา เมื่อทำนมาซและอ่านดุอาอ์เสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ให้การต้อนรับ ให้สลาม และแสดงความยินดี กับพวกเขา

ท่านนาวาบ : เมื่อคืนท่านสัญญาว่าจะพูดกับพวกเรา เรื่องฐานภาพของบรรดาอิมามของพวกท่าน และความเชื่อถือที่พวกท่านต่อสิทธิของพวกเขา เพราะเราต้องการจะรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ขัดแย้งกันระหว่างเรากับท่าน เกี่ยวกับเรื่องของบรรดาอิมาม(อ)

ซุลฏอน : ไม่มีอะไรเป็นข้อขัดข้องสำหรับข้าพเจ้าเลย ในเมื่อนักปราชญ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และสมาชิกในที่ประชุม ผู้มีเกียรติทั้งหลายยินดี

ท่านฮาฟิซ : (มีสีหน้ากังวล) เราก็ไม่มีอะไรขัดข้องเช่นเดียวกัน

ความหมายของ”อิมาม”ในด้านภาษา

ซุลฏอล : บรรดานักปราชญ์ในที่ประชุม ต่างรู้กันดีแล้วว่า คำว่า “อิมาม” ในทางภาษา มีหลายความหมาย ส่วนหนึ่งนั้น คือ “ผู้นำ”

อิมามของญะมาอะฮ์ ก็คือ “ผู้นำกลุ่มคนมุสลิม”ทำนมาซ และต้องทำตามเขาในขั้นตอนของนมาซ เช่นการยืน การนั่ง ก้มรุกูอ์ และสุญูด

บรรดาอิมามของมัซฮับทั้งสี่ เป็นนักการศาสนา(ฟุกอฮาอ์)ที่อธิบายให้สานุศิษย์เข้าใจบทบัญญัติของ อิสลาม พวกเขาจะวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาต่างๆนั้นจากอัล-กุรอานและซุนนะฮ์ อันประเสริฐ โดยการเปรียบเทียบและใช้วิจารณญาณอย่างดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราศึกษาตำราของพวกเขา เราจะพบการให้ทัศนะและคำอธิบายของพวกเขาทั้งในเรื่องรากฐานศาสนา(อุศูล)และสาขารายละเอียด(ฟุรูอ์) ที่แตกต่างกันมากมาย

อิมามที่เหมือนกับอิมามทั้งสี่นี้ จะมีอยู่ในทุกศาสนาและทุกมัซฮับ แม้กระทั่งในมัซอับชีอะฮ์ พวกเขาคือ เหล่าบรรดานักปราชญ์ นักการศาสนา ที่ประชาชนให้การยอมรับ ย้อนกลับไปหาความรู้ทางด้านศาสนา ประชาชนจะปฏิบัติตามคำสอน และสังกัดตาม(ตักลีด)พวกเขาในบทบัญญติและประเด็นปัญหาต่างๆทางศาสนา ฐานภาพของพวกเขาคือ บรรดามัรญีอ์ของเรานั่นเอง เปรียเทียบได้กับอิมามทั้งสี่ ของพวกท่าน

ในยุคปัจจุบันนี้ ขณะที่อิมามผู้เป็นมะอ์ศูม(ปราศจากความบาป) ได้เร้นลับไปจากการมองเห็น ซึ่งเรื่องราวของท่านเป็นข้อบัญญัติมาจากท่านนบี (ศ) พวกเขาก็จะทำหน้าที่วิเคราะห์บทบัญญติศาสนาและอธิบายประเด็นปัญหาทาง ศาสนาบนพื้นฐานของอัล-กุรอานและซุนนะฮ์ และการประชุมบรรดานักปราชญ์ และหลักเกณฑ์ทางสติปปัญญา แล้วพวกเขาจะวินิจฉัยออกมา เพื่อให้ปุถุชนคนทั่วไปปฏิบัติตาม และสังกัดตามแนวทางของพวกเขา ในเชิงวิชาการมัซฮับของเรา จะเรียกพวกเขาว่า “มะรอญีอุดดีน และถ้าเป็นท่านเดียว เราจะเรียกว่า “มัรญีอุดดีน”

สังคมทั่วไป(ซุนนี)จะปิดประตูการวินิจฉัยความ(การอิจญ์ติฮาด)

อิมามทั้งสี่นั้น ตามทัศนะของพวกท่าน ก็คือ นักการศาสนา เจ้าของความเห็น และการวินิจฉัยความ ใน ประเด็ปัญหาทางศาสนาและหลักฐานอ้างอิงของพวกเขาก็คือ คัมภีร์,ซุนนะฮ์,การเปรียบเทียบ(กิยาส) ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในตัวของมันเอง กล่าวคือ :

นักการศาสนา และเจ้าของทัศนะและคำวินิจฉัยมีจำนวนมากกว่าสี่ อาจมากกว่าสี่สิบ สี่ร้อย และอาจมากว่านั้น…ทั้งก่อนและหลังสมัยอิมามทั้งสี่ ส่วนมากจะเป็นคนสมัยเดียวกันกับอิมามทั้งสี่ ถามว่า ทำไมตองจำกัดมัซฮับไว้เพียงแค่สี่ ?!

ทำไมพวกท่านถึงได้ยอมรับนักการศาสนาเพียงสี่ท่าน และยกย่องว่าพวกเขาประเสริฐกว่าคนอื่น แลแล้วแต่งตั้งพวกเขาเป็นอิมาม ?!

การจำกัดจำนวนไว้แค่นี้ มีที่มาจากไหน ? แล้วทำไมจึงตอกตรึงไว้อย่างนี้ ?

ทั้งเราและพวกท่าน ต่างเชื่อตรงกันว่า อิสลาม ยกเลิกคำสอนของศาสนาต่างๆที่มีมาก่อนหน้า และจะไม่มีศาสนาใดบังเกิดมาหลังจากอิสลามอีก ดังนั้นอิสลาม จึงเป็นศาสนาของมนุษยชาติ จนถึงวันฟื้นคืนชีพ พระองค์ผู้ทรงสูงสุด มีโองการว่า “และผู้ใดปฏิบัติตามสิ่งอื่นนอกจากอิสลามเป็นศาสนา พระองค์จะไม่ทรงยอมรับจากเขา….”(1)

จะเป็นไปได้อย่างไร สำหรับศาสนาอันเที่ยงธรรมนี้ ซึ่งยังจะต้องดำเนินไปคู่กับยุคสมัยและความรู้ ที่มีความมหัศจรรย์ มีสิ่งใหม่ๆที่ถูกเปิดเผยออกมา มีการประดิษฐ์คิดค้นที่เจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ และในแต่ละอย่างเหล่านั้น จะมีประเด็นปัญหาใหม่ๆเกิดขึ้นเพื่อหาคำตอบทางวิชาการทั้งนั้น ?

ครั้นหากเราทำเพิกเฉยกับประตูการอิจญ์ติฮาด และไม่ยินยอมให้นักการศาสนา แสดงทัศนะของพวกเขา (ดังที่พวกท่านกระทำกันอยู่ หลังจากสมัยของอิมามทั้งสี่) แล้วใครจะให้คำตอบ สำหรับประเด็นปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ?

หลังจากบรรดาอิมามทั้งสี่แล้ว ได้มีนักการศาสนาที่มีความรู้มากกว่าพวกเขา ปรากฏอยู่ในสังคมของพวกท่านมาแล้ว ตั้งมากมายเท่าไหร่ แต่พวกท่านก็มิได้นำพากับคำสอน และไม่ปฏิบัติตามทัศนะของพวกเขา ! ทำไมพวกท่านจึงให้น้ำหนักความเชื่อถือ แก่บุคคลทั้งสี่ท่านนั้นมากกว่า นักการศาสนาและนักปราชญ์คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับผู้ที่รู้เข้า เข้าใจต่อหลักการศาสนามากกว่าพวกเขา ? หลักการให้ความเชื่อถือแบบนี้ เป็น หลักการที่ไม่ได้รับความเชื่อถือ มิใช่หรือ ? เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าเกลียดอย่างยิ่ง สำหรับคนที่เจริญแล้ว ?

ประตูอิจญ์ติฮาดของชีอะฮ์ ยังเปิดกว้าง

แต่มัซฮับของเราเชื่อถือว่า สภาพสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในสมัยปัจจุบันนี้ โดยที่อิมามผู้ปราศจากความบาป เร้นลับจากสายตาอยู่ ประตูการวินิจฉัยความ การแสดงความเห็น จะเปิดอยู่เสมอ จะไม่มีการปิด และไม่การกีดกัน ยิ่งกว่านั้น เจ้าของทัศนะ จะมีเสรีภาพ ในการแสดงความเห็น โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องยึดอัลกุรอาน หรือซุนนะฮ์ หรือการประชุมบรรดานักปราชญ์ หรือการใช้สติปัญญาเป็นหลัก และสำหรับคนสามัญทั่วไป จะต้องย้อนกลับไปหาพวกเขาเพื่อจะได้รับเอาบทบัญญัติและคำสอนต่างๆของอิสลาม

อิมามที่สิบสอง คือ อิมามอัลมะฮ์ดีย์ ผู้ถูกรอคอย เป็นอิมามท่านสุดท้ายที่เป็นมะอ์ซูมของพวกเรา (อ) ท่าน สั่งไว้อย่างนั้น ก่อนที่ท่านจะเร้นกายพ้นไปจากการมองเห็น… ท่านกล่าวว่า ผู้ใดที่เป็นนักการศาสนา(ฟุกอฮาอ์) ซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์รักษาศาสนา ปกป้องตัวเองได้ เป็นผู้ขัดแย้งกับอารมณ์ฝ่ายต่ำของตนเอง เป็นผู้เชื่อฟังคำสั่งของนาย(พระเจ้า)ของเขา ดังนั้น เป็นหน้าที่สำหรับคนทั่วไป จะต้องเชื่อถือตาม(ตักลีด)เขา”

ด้วยเหตุนี้ จำเป็นสำหรับชีอะฮ์ ทุกคนที่บรรลุสู่วัยตามศาสนบัญญติ และไม่มีความรู้ถึงขั้นวินิจฉัยความและไม่อยู่ในขั้นนักการศาสนา คือจำเป็นที่เขาจะต้องเชื่อถือ(ตักลีด)ตามนักการศาสนาคนใดคนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ ที่เพียบพร้อมตามเงื่อนไขต่างๆที่ถูกกำหนดไว้ โดยอิมามผู้ปราศจากความบาป(อ) และในทัศนะของเรา จะไม่อนุญตให้เริ่มต้นสังกัด(ตักลีด)ตามนักการศาสนาที่ตายแล้ว ฉะนั้น เป็นเรื่องแปลก ที่พวกท่านกล่าวหาว่า ชีอะฮ์ เคารพภักดีคนตาย เนื่องจากการเยี่ยนสุสาน!!

เกินความรู้สึกของข้าพเจ้า การเยี่ยมเยียนสุสาน เป็นการเคารพภักดีคนตายจริงหรือ หรือความเชื่อถือของพวกท่านกันแน่ ที่ว่า ใครก็ตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามอิมามทั้งสี่ ในเรื่องบทบัญญัติศาสนา และไม่เชื่อมั่นตามทัศนะของอัชอะรีย์ หรือมุอ์ตะซะลีย์ ในเรื่องรากฐานศาสนา เขาจะมิใช่มุสลิม อนุญาตให้ฆ่าได้ ปล้นทรัพย์สินของเขาได้ จับผู้หญิงของเขามาเป็นเชลยได้ แม้กระทั่ง จะเป็นสมาชิกครอบครัวของศาสดา(อะฮ์ลุลบัยต์ของท่านนบี)และเชื้อสายของท่าน เหล่าบรรดาผู้นำ(อ)ก็ตาม ? !!

เป็นที่รู้กันว่า อิมามสี่มัซฮับ และอะบูฮะซัน อัลอัชอะรีย์ และอัลมุอ์ตะซะลีย์ มิได้อยุ่ในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และเกิดไม่ทันศอฮาบะฮ์ ฉะนั้น ด้วยหลักฐานอันใดเล่า พวกท่านจึงจำกัดอิสลามไว้ในทัศนะของพวกเขาทั้ง 6 คนเท่านั้น ? การกระทำเช่นนี้ของพวกท่านจะถือว่าเป็นบิดอะฮ์ในศาสนาไหม?

ท่านฮาฟิซ : แน่นอน เป็นที่ยืนยันอย่างแน่ชัดแก่พวกเราว่า อิมามทั้งสี่รอบรู้ถึงขั้นอิจญ์ติฮาด พกเขาเข้าถึงวิชาเกี่ยวกับศาสนบัญญัติ และให้ทัศนะทางด้านศาสนบัญญัติ พวกเขาเป็นคนสมถะ เที่ยงธรรม และยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า จำเป็นที่เราและมุสลิมทั้งมวลจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติตามและยึดถือคำสอนของพวกเขา

ซุลฏอน : ตามเรื่องราวที่ท่านกล่าวมา ยังไม่พบตรงไหน เป็นสาเหตุทำให้ต้องจำกัดศาสนาไว้ในคำสอนและทัศนะของพวกเขา และจำเป็นที่มุสลิมจะต้องยึดถือความรู้มาจากพวกเขาเท่านั้น จนถึงวันฟื้นคืนชีพ(กิยามะฮ์) เพราะเหตุว่าคุณสมบัติต่างๆเหล่านั้น มีพร้อมมูลอยู่ในบรรดานักปราชญ์และนักการศาสนาคนอื่นๆของ พวกท่านอีกด้วย

ถ้าท่านจะกล่าวว่า คุณลักษณะต่างๆเหล่านี้ถูกจำกัดอยู่ในบรรดาอิมามทั้งสี่เท่านั้น ก็เท่ากับพวกท่านคิดไม่ดีต่อนักปราชญ์คนอื่นๆของพวกท่าน ยิ่งกว่านั้น เท่ากับท่านดูแคลน และทำลายเกียรติยศของพวกเขาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเจ้าของตำราศอฮีฮ์ทั้งหลายก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย!!

แล้วต่อมา จะอย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นโดยหลักการที่บังคับบรรดามุสลิมอยู่ว่า จำเป็นจะต้องยึดถือข้อบัญญัติจากอัล-กุรอาน คัมภีร์แห่งวิทยปัญญา หรือฮะดีษของท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ (ศ) แต่พวกท่านกลับบังคับบรรดามุสลิมว่าจำเป็นจะต้องยึดถือบทบัญญัติทางศาสนาของพวกเขาจากสี่อิมาม โดยไม่ต้องยึด หลักฐานที่เชื่อมโยงกับอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ ดังนั้น การประกอบศาสนกิจของพวกท่าน เท่าที่เป็นอยู่เช่นนี้ จะเป็นอย่างอื่นมิได้ นอกจาก เป็นการตั้งกฎกันขึ้นมาเองและเป็นเรื่องเหลวไหล

การเมือง จำกัดแนวทางศาสนา(มัซฮับ)ไว้เพียงสี่

คราวก่อนท่านอ้างว่า ชีอะฮ์ เป็มัซฮับการเมือง ไม่มีพื้นฐานใดๆในศาสนารองรับ และข้าพเจ้าได้ให้หลักฐานยืนยันไปแล้วว่า คำพูดนั้นไร้น้ำหนัก และเป็นโมฆะ โดยอ้างฮะดีษนบีอันทรงเกียรติมากมาย ตามที่ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวถึงคำว่า ชีอะฮ์ อะลี(อ) เป็นผู้รับชัยชนะ และประสบความสำเร็จ และท่านได้สัญญา ว่าพวกเขาจะได้เข้าสวรรค์

เราได้ยืนยันด้วยหลักฐานว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เป็นผู้ก่อตั้งมัซฮับชีอะฮ์ ท่านคือ ผู้วางพื้นฐาน และท่านคือ ผู้ขนานนามคนที่จงรักภักดีต่ออิมามอะลี(อ)และสานุศิษย์ของท่านด้วยคำว่า “ชีอะฮ์” จนกระทั่งคำนี้ ได้กลายเป็นชื่อที่รู้จักกันดีสำหรับบรรดาสาวกในสมัยท่านนบี(ศ)มีชีวิอยู่ และทุกๆข้อ ข้าพเจ้าได้อิงไว้กับรายงานบอกเล่าฮะดีษที่ถูกบันทึกไว้ในตำราที่ถูกยอมรับของพวกท่าน ซึ่งทุกท่านสามารถนำไปอ้างเป็นหลักฐานได้

บัดนี้ ข้าพเจ้าจะขอกล่าวกับท่านทั้งหลายอย่างชัดเจนว่า มัซฮับทั้งสี่ของพวกท่าน คตือมัซฮับทางการ เมือง ไม่มีพื้นฐานใดในศาสนารองรับ และนี่คือ การยืนยันของบรรดาผู้มีตักวา และมีความศรัทธามั่นอย่างแท้จริง

ถ้าหากพวกท่านยังไม่รู้ว่า พื้นฐานที่บังคับพวกท่านให้จำยอมอยู่กับมัซฮับทั้งสี่ และจำกัดอิสลามศาสนาอันเที่ยงธรรมไว้กับสี่มัซฮับ ดังที่ท่านแอบอ้างแล้วไซร้ โปรดย้อนกลับไปศึกษาตำราประวัติศาสตร์ และจงศึกษาให้ละเอียด และวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ แล้วพวกท่านจะรู้ว่า อันที่จริงแล้ว มัซฮับทั้งสี่ อุบัติขึ้นโดยแรงผลักไสทางการเมือง เป้าหมายก็คือ ต้องการนำประชาชนออกห่างไปจากมัซฮับของสมาชิกครอบครัวท่านศาสดา(อะฮ์ลุลบัยต์(อ) แลบะปิดกั้นโรงเรียนสอนวิชาการของพวกเขาเท่านั้นเอง!

นี่คือ สิ่งที่บรรดาสุลต่านผู้อธรรม ผู้ฉ้อฉล มีความต้องการ ซึ่งพวกเขาขนานนามตนเองว่า “คอลีฟะฮ์”เพราะว่า บรรดาคอลีฟะฮ์รู้เห็นอย่างดีว่า สมาชิกครอบครัวท่านศาสดา(อะฮ์ลุลบัยต์) (อ)เป็นลมหายใจเข้าออกของประชาชนในการปกครองและการใช้อำนาจ พวกเขาจึงปกครองประชาชนด้วยกำลัง การใช้อำนาจ การลงแส้และคมดาบ แต่ทว่า ประชาชน ยังโน้มน้าวเข้าหาสมาชิกครอบครัวท่านศาสดา(อ)ด้วยความปรารถนา และชื่นชอบความใกล้ชิดอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อฟังทำตาม และยึดถือโอวาทและปฏิบัติตามคำสอนว่าสิ่งใดอนุญาต สิ่งใดต้องห้าม และทุกๆหลักการของอิสลาม

สมาชิกครอบครัวท่านศาสดา(อะฮ์ลุลบัยต์)เป็นเจ้าของอำนาจทางศาสนา และรัฐบาลแห่งจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง สำหรับจิตใจและหัวใจของคนทั้งหลาย ดังนั้นเพื่อขจัดสภาวะเช่นนี้ให้สิ้นสูญไป(ซึ่งบรรดาคอลีฟะฮ์ ต้องอยู่กับความวิตกกังวล และหวาดกลัวอยู่เสมอ จนถึงขนาดกินไม่ได้นอนไม่หลับ)พวกเขาจึงลงมือสถาปนามัซฮับทั้งสี่ และแนะนำให้ผู้มีอำนาจในรัฐบาลและผู้นำทางการเมืองยอมรับเพียงเท่านี้ มิให้ยอมรับมัซฮับอื่นนอกเหนือจากนี้ และได้ลงตราประทับรับรองอย่างเป็นทางการ แล้วต่อสู้กับแนวทางอื่นๆนอกเหนือจากนี้ ด้วยกำลังและความแข็งกระด้างอย่างถึงที่สุด

ได้มีการออกประกาศรับรองคำสั่งอย่างเป็นทางการแก่ประชาชน ให้ยึดถือคำสอนของมัซฮับใดก็ได้ในสี่มัซฮับ บรรดาผู้พิพากษา(กอฎี)ทั้งหลาย ก็ถูกสั่งให้ตัดสินคดีความไปตามทัศนะของมัซฮับใดก็ได้ในสี่มัซฮับ และให้ละทิ้งคำสอนของนักการศาสนา(ฟุกอฮาฮ์)คนอื่นๆ นี่คือ การล้อมกรอบศาสนาอิสลามให้ถูกจำกัดอยู่ในมัซฮับทั้งสี่ จนถึงทุกวันนี้ ก็เช่นกัน พวกท่านกำลังเดินตามคำรับรองที่อธรรมเหล่านั้น ซึ่งอัลลอฮ์มิได้ประทานหลักฐานใดๆลงมารับรองเลย ?

เป็นเรื่องแปลก ที่พวกท่านปฏิเสธมุสลิม ผู้ศรัทธาทุกคน ที่ปฏิบัติศาสนกิจตามทัศนะอื่นที่มิใช่อิมามทั้งสี่ แม้กระทั่งปฏิบัติตามทัศนะของอิมามอะลี บิน อะบี ฏอลิบ และเชื้อสายท่านศาสดาเหล่าบรรดาผู้ชี้นำ(อ)เช่นมัซฮับชีอะฮ์ อิมามียะฮ์

กล่าวคือพวกชีอะฮ์ เป็นผู้ดำเนินตามแบบแผนของสมาชิกครอบครัวท่านศาสดา และบรรทัดฐานที่ท่านนบี(ศ)ได้วางไว้ พวกเขาได้รับศาสนามาจากอิมามอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ) ผู้ซึ่งเจริญวัยขึ้นในตักการชุบเลี้ยงของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ท่านอะลีคือประตูความรู้ของท่าน และแน่นอนท่านนบี(ศ)ได้สั่งบรรดามุสลิมให้ปฏิบัติตามและรับคำสอนจากท่าน หลังจากนั้นแล้วบรรดาอิมามทั้งสี่ ก็ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมาเลย หากแต่ พวกเขามาหลังจากสิ้นสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ไปแล้วเป็นเวลานาน ถึง 100 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ยังแอบอ้างว่า พวกท่านอยู่กับความถูกต้อง ส่วนชีอะฮ์นั้น อยู่กับความผิด !!

กรณีที่ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า : แท้จริงฉันได้ละทิ้งสิ่งหนักยิ่งสองประการไว้ในหมู่พวกท่าน : คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และเชื้อสายของฉัน แห่งสมาชิกครอบครัวของฉัน(อะฮ์ลุลบัยต์) ตราบใดที่พวกท่านยึดถือทั้งองประการ พวกท่านจะไม่หลงผิดภายหลังจากฉัน โดยเด็ดขาด”(2)

จงพิจารณาดูเถิด จงพิเคราะห์ดูเถิด …ใครกันแน่ ที่ยึดมั่นกับสิ่งหนักสองประการ พวกเราหรือพวกท่าน ?

ในส่วนที่ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า : อันที่จริง สมาชิกครอบครัวของฉัน(อะฮ์ลุลบัยต์) เปรียบเสมือนลำนาวาของนูห์ ใครขึ้นขี่ ก็จะปลอดภัย และใครที่ผละจาก ก็จะจมน้ำและหลงผิดในบางรางานบอกว่า “พินาศ”(3) แล้วผู้ที่ผละจากพวกเขาคือใคร พวกเราหรือพวกท่าน?

หรือว่าอิมามของสี่มัซฮับนั้น เป็นอะฮ์ลุลบัยต์(อ)?หรือว่า อิมามอะลี (อ) ฮะซัน ฮุเซน(อ) จอมขวัญและหลานทั้งสองของท่านนบี(ศ) และนายของบรรดาชายหนุ่มชาวสวรรค์?กันแน่ที่เป็น?

ส่วนที่ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวถึงสิ่งหนักทั้งสองประการว่า : จงอย่าล้ำหน้าสิ่งทั้งสอง เพราะพวกท่านจะพินาศ และจงอย่าบั่นทอนสิ่งทั้งสอง เพราะพวกเจ้าจะพินาศ พวกเจ้าไม่ต้องสอนพวกเขา เพราะพวกเขารู้ดีกว่าพวกเจ้า”(4)

หลังจากนั้น อิบนุฮะญัร ได้กล่าวไว้ใน “ตันบีฮ์”เป็นฮะดีษบทหนึ่ง ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ให้สมญานามเรียกอัล-กุรอานกับเชื้อสายของท่านว่า “ษะกอลัยน์”(สิ่งหนักสองประการ)คำว่า “สิ่งหนักนี้” หมายถึง สิ่งที่ต้องถือเป็นสำคัญอย่างยิ่งยวดในการดำรงรักษาทุกลมหายใจ และสองประการนี้ก็เช่นกัน เพราะแต่ละอย่าง เป็นรากฐานของความรู้ทางศาสนา และเป็นความลี้ลับ เป็นกฏเกณฑ์อันสูงส่ง และเป็นบทบัญญัติศาสนา ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา(ศ)จึงเน้นให้ยึดถือเป็นผู้นำและให้ยึดถือและเรียนรู้จากพวกเขา

มีคำอธิบายว่า ที่ได้รับสมญานามว่า เป็น “ษะกอลัยน์”(สิ่งหนักสองประการ)ก็เพราะว่า : สิ่งหนักหมายถึงสิ่งที่จำเป็นต้องดูแลรักษาสิทธิของสิ่งทั้งสอง ต่อมา บรรดาบุคคลผู้ที่ คนทั้งหลายถูกย้ำอย่างเน้นหนักให้ปฏิบัติตามนั้น อันที่จริง ก็เพราะพวกเขาเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮ์ของศาสนทูตแห่ง พระองค์ ในขณะที่พวกเขา เป็นบรรดาผู้ซึ่งไม่พรากจากคัมภีร์ ไปจนถึงอัลเฮาฎ์ โดยมีรายงานตอนต้นสนับสนุน ความหมายนี้ นั่นคือ : “พวกเจ้าไม่ต้องสอนพวกเขา เพราะพวกเขารู้ดีกว่าพวกเจ้า”

นักปราชญ์อื่นๆก็ได้อธิบายแยกแยะไว้อย่างชัดเจนว่า อัลลอฮ์ทรงขจัดสิ่งมลทินไปจากพวกท่าน และทรงชำระขัดเกลาพวกท่านให้สะอาดบริสุทธิ์ และพระองค์ทรงให้เกียรติแก่พวกท่าน โดยเกียรติยศ เกียรติศักดิ์เกียรติคุณ อย่างมากมาย ดังได้กล่าวไปแล้วบางส่วน…จนกระทั่งถึงประโยคคำพูดของอิบนุฮะญัร

จะไม่ให้ข้าพเจ้าแปลกใจต่อเขาและต่อคนอื่นที่เป็นเหมือนกับเขา และต่อบรรดานักปราชญ์ของพวกท่านอีกส่วนมากได้อย่างไร ! เพราะทั้งๆที่มีการยอมรับและการยืนยันของเขาโดยเหตุผลทางสติปัญญาแล้วว่า สมาชิกครอบครัวของท่านศาสดา(อะฮ์ลุลบัยต์)นั้น จำเป็นจะต้องนำหน้าคนอื่นๆทั้งปวง และจำเป็นสำหรับประชาชาตินี้ ที่จะต้องยอมรับวิชาความรู้ด้านศาสนบัญญัติจากพวกท่าน แต่ทว่า เขาได้ยึดเอาอะบูฮะซัน อัลอัชอะรีย์ มานำหน้าพวกท่านในวิชาว่าด้วยรากฐานของศาสนา และยึดเอาอิมามทั้งสี่มานำหน้า โดยรับเอาวิชาว่าด้วยศาสนบัญญัติอันบริสุทธิ์มาจากคนเหล่านั้น โดยไม่ยอมรับมาจากอะฮ์ลุลบัยต์(อ)!!

นี่คือ รากฐานของความดื้อดึง ความคลั่งไคล้ และความมุทะลุ ดึงดัน เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ ให้พ้นจากสิ่งนี้

การประณามของอิมามทั้งสี่

หลังจากนี้ ข้าพเจ้าจะขอถามท่าน ฮาฟิซ ถ้าหากความจริงเป็นอย่างที่ท่านอ้างว่า บรรดาอิมามทั้งสี่เป็นคนสมถะ มีความเที่ยงธรรม และมีความสำรวมตนต่อพระเจ้าอย่างยิ่ง แล้วทำไมพวกเขาจึงกล่าวหากันและกันว่า เป็นผู้ปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)และโจมตีซึ่งกันและกันว่า เป็นคนละเมิด(ฟาซิก)!!

ท่านฮาฟิซ : สีหน้าของท่านเปลี่ยนไปด้วยความโกรธ ท่านส่งเสียงดังว่า “เราจะไม่ยอมให้ท่านโจมตีบรรดาอิมามและนักปราชญ์ของเราถึงขั้นนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศว่า คำพูดของท่านตรงนี้เป็นความเท็จ และใส่ร้ายป้ายสีต่ออิมามของบรรดามุสลิม นั่นเป็นเพราะความผิดพลาดจากนักปราชญ์ของพวกท่าน ส่วนนักปราชญ์ของ เรานั้น ทุกท่านจะลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ว่า ให้เกียรติและยกย่องอิมามทั้งสี่มัซฮับ และพวกเขาจะไม่เขียนเป็นอย่างอื่นทั้งสิ้น นอกจากจะบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นเกียรติประวัติและความยิ่งใหญ่ในฐานภาพของพวกท่านเท่านั้น

ซุลฏอน : แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านมิได้ศึกษาแม้กระทั่งตำราที่ถูกยอมรับของพวกท่านเอง หรือไม่ ท่านอาจทำเป็นมองข้ามกับเรื่องเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม นักปราชญ์อาวุโสของพวกท่านเองนั่นแหละที่เขียนโจมตีอิมามทั้งสี่ และกล่าวหาซึ่งกันและกันว่า เป็นคนละเมิดศาสนา(ฟาซิก) มิหนำซ้ำยังกล่าวหากันเองว่า ปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) !!

ท่านฮาฟิซ : เราไม่ยอมรับคำพูดของท่าน เพราะเป็นแต่เพียงคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ถ้าท่านซื่อสัตย์จริงในสิ่งที่ท่านแอบอ้าง ก็จงเอ่ยนามของบรรดานักปราชญ์และหนังสือที่พวกเขาเขียนมาซิ เพื่อเราจะได้รู้ว่าจริง ตามนั้น

ซุลฏอน : พวกของอะบูหะนีฟะฮ์ และอิบนุฮิซัม และคนอื่นๆ ได้ประณามอิมามสองท่าน คือ อิมามมาลิก กับอิมามชาฟิอีย์ พวกของชาฟิอีย์ เช่น อิมามฮะรอมัยน์ อิมามอัลฆอซาลีย์ และท่านอื่นๆ ประณามอะบีฮะนีฟะฮ์และมาลิก

ท่านฮาฟิซ ท่านเองเล่า จะว่าอย่างไรเกี่ยวกับอิมามชาฟิอีย์ และอะบีฮามิด อัลฆอซาลีย์ และท่านญาฮุลลอฮ์ อัซซะมัคชะรีย์ ?

ท่านฮาฟิซ : พวกเขาคือนักปราชญ์อาวุโสและนักการศาสนาของเรา ทุกคนเป็นบุคคลที่ต้องให้การยอมรับ เป็นที่ย้อนกลับไปยึดคำสอนของพวกเขา และต้องนมาซตามหลังพวกเขา

ซุลฏอน : ในตำราของพวกท่านมีบันทึกของอิมามชาฟิอีย์ว่า : ไม่มีใครในอิสลาม ที่เกิดมาอย่างอัปยศกว่าอะบีฮะนีฟะฮ์

เขากล่าวอีกว่า : ฉันได้ดูหนังสือของพวกอะบีฮะนีฟะฮ์แล้ว ซึ่งในหนังสือเล่มนั้นมี 130 หน้ากระดาษ แต่ฉันนับได้ว่า มี 80 หน้ากระดาษที่ขัดแย้งกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์และซุนนะฮ์ !

อิมามอัลฆอซาลีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลมัดคูล ฟี อิลมิล อุซูล” ว่า “ส่วนอะบูฮะนีฟะฮ์นั้น เขาได้พลิกแพลงหลักศาสนาจากหน้ามือเป็นหลังมือ แนวทางของมันสับสน และเขาเปลี่ยนแปลงกฎของมัน และเขาได้รวบรวมเอาหลักเกณฑ์ศาสนาโดยพื้นฐานของการทำลายบทบัญญัติของมุฮัมมัด อัลมุศฏอฟา(ศ)…ใครที่กระทำสิ่งใดจากหนังสือนี้ ที่เขาระบุเป็นของอนุญาต จะเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)และผู้ที่กระทำตามในสิ่งที่ไม่อนุญาตในหนังสือนี้ จะเป็นคนละเมิด(ฟาซิก)

เขาได้กล่าวประณามอะบีฮะนีฟะฮ์อย่างละเอียดจนถึงขนาดกล่าวว่า : อะบาฮะนีฟะฮ์ อันนุอ์มาน บิน ษาบิต อัลกูฟีย์นั้น พูดเพ้อเจ้อ ไม่รู้ภาษา ไวยากรณ์ และไม่รู้จักฮะดีษต่างๆ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงใช้หลักเปรียบเทียบ ในวิชาฟิกฮ์ และคนแรกที่ใช้หลักเปรียบเทียบคืออิบลีซ

จบคำพูดของอัล-ฆอซาลีย์

ส่วนญารุลลอฮ์ อัซซะมัคชะรีย์ เจ้าของตัฟซีร “อัลกัชชาฟ”ซึ่งนับว่าเป็นนักปราชญ์ที่ถูกยอมรับมากคนหนึ่งของพวกท่าน และเป็นนักตัฟซีรที่มีชื่อเสียงของพวกท่าน เขาได้กล่าวในหนังสือ “รอบีอุลอับรอร”ว่า ยูซุฟ บิน อัซบาฏ กล่าวว่า : อะบูฮะนีฟะฮ์ ปฏิเสธท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)นับจำนวน 400 ฮะดีษหรือมากกว่านั้น !

มีเรื่องเล่าจากยูซุฟอีกเช่นกันว่า : อะบาฮะนีฟะฮ์ เป็นคนกล่าวว่า “ถ้าหากฉันเกิดทันท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) แน่นอน ท่านจะต้องยอมรับคำพูดของฉันเป็นส่วนมาก!!

อิบนุอัลเญาซีย์ กล่าวใน “อัล-มุนัซซ็อม” สอดคล้องกันทุกเรื่องที่ประณามเขา (อะบูฮะนีฟะฮ์) โดยได้ประณามสามด้านด้วยกัน :

1-บางท่านกล่าวว่า เขาเป็นคนมีหลักความเชื่อที่หย่อนยาน และอ่อนไหว

2-บางท่านกล่าวว่า เขาเป็นคนไร้ประสิทธิภาพในการตรวจสอบฮะดีษและท่องจำ

3-อีกหลายคนกล่าวว่า เขาเป็นต้นตำรับของการให้ทัศนะและใช้หลักเปรียบเทียบ และการให้ทัศนะของเขา ส่วนใหญ่จะขัดกับฮะดีษศอฮีฮ์ จบคำพูดของ อิบนุอัลเญาซีย์

คำพูดทำนองนี้เกี่ยวกับอิมามทั้งสี่ มีในตำราของพวกท่านอย่างมากมาย ข้าพเจ้าเอง ไม่ชอบจะก้าวล่วงเข้าสู่เรื่องนี้ และไม่ประสงค์จะพูดในสิ่งที่พูดไปแล้ว แต่ทว่า โดยที่ท่านใช้คำพูดบาดใจข้าพเจ้า ในตอนที่กล่าวว่า นักปราชญ์ของชีอะฮ์ กล่าวความเท็จใส่นักปราชญ์ของเราและบรรดาอิมามของเรา ดังนั้นข้าพเจ้า ก็ต้องยืนยันต่อท่านและสมาชิกที่ประชุมว่า คำพูดของนักปราชญ์ชีอะฮ์นั้น มีหลักฐาน ถูกต้อง และมิได้พูดสิ่งใดออกมา นอกจากจะตรงกับความเป็นจริงเสมอ แต่ทว่า ท่านฮาฟิซนั่นเองคำพูดของท่าน ปราศจากความถูกต้องและไม่ตรงกับความจริง ถ้าหากท่านต้องการรู้ถึงคำประณามทั้งหมดต่อบรรดาอิมามทั้งสี่ ก็ขอให้ย้อนกลับไปหาหนังสือ “อัลมัดคูล ฟี อิล มิล อุซูล”ของอัลฆอซาลีย์ และหนังสือ “อันนักตุชชะรีฟะฮ์”ของอัชชาฟิอีย์ หนังสือ “รอบีอุลอับรอร”ของซะมัคชะรีย์ หนังสือ “อัลมุนตะซ็อม” ของอิบนุ อัลเญาซีย์ …แล้วท่านจะเห็นว่า มีการประณามซึ่งกันและกัน ถึงขั้นว่าเป็นพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)และเป็นคนละเมิดศาสนา(ฟาสิก)กันอย่างไร !!

ถ้าหากท่านศึกษาตำราของชีอะฮ์อิมามียะฮ์เกี่ยวกับอิมามสิบสองท่าน(อ) แน่นอน ท่านจะเห็นเลยว่า บรรดานักปราชญ์ นักการศาสนา นักฮะดีษ และนักประวัติศาสตร์มีความสอดคล้องตรงกันเป็นเอกฉันท์ ในการเทิดทูน และเชิดชุเกียรติยศและฐานภาพอันสูงส่ง และความบริสุทธิ์ของท่านเหล่านั้น(อ)

เพราะเราเชื่อมั่นว่า อิมามสิบสองท่าน(อ)สำเร็จวิชามาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน พวกเขาได้รับความรู้มาจากแหล่งกำเนิดและต้นลำธารแห่งเดียวกัน นั่นคือ แหล่งกำเนิดของวะห์ยูและต้นลำธารแห่งคำสอน พวกเขาจะไม่วินิจฉัยเรื่องใดออกมา นอกจากอยู่บนพื้นฐานของคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด และซุนนะฮ์ที่แท้จริง ซึ่งถูกสืบทอดกันมาจากทวดของพวกเขา ผู้เป็นคอตะมันนะบียีน และประมุขของบรรดาศาสนทูต(ศ) แล้วถูกถ่ายทอด จากอิมามอะลี อะมีรุลมุมินีน (อ) ฟาฏิมะฮ์ ฮัซซะฮ์รออ์ นายของบรรดาสตรีแห่งสากลโลก และเป็นไปไม่ได้ที่บรรดาอิมามของเรา(อ)จะวินิจฉัยบนพื้นฐานของความเห็นและการเปรียบเทียบ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่พบ ความขัดแย้งใดๆปรากฏในเรื่องที่พวกท่านอธิบาย เพราะพวกท่านทั้งหมดจะอ้างเรื่องนั้นๆมาจากแหล่งกำเนิดที่บริสุทธิ์ อันไม่สิ้นสลาย นั่นคือ

“ทวดของเราได้รับรายงานมาจากญิบรออีล ผู้ได้รับมาจากพระเจ้า”

ฐานภาพอิมามในทัศนะของชีอะฮ์ อิมามียะฮ์

อิมามในความหมายของชีอะฮ์ จะแตกต่างจากอิมามในความหมายของพวกท่าน เพราะอิมามของพวกท่านนั้น มีความหมายตามหลักภาษา คือ ผู้นำ เช่น อิมามญุมอะฮ์และญะมาอะฮ์ เท่านั้น

แต่อิมามสำหรับพวกเรา (ตามความหมายในวิชาตรรกศาตร์) คือ ผู้นำสูงสุดในกิจการทั่วไปของพระผู้เป็นเจ้า แทนที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ในกิจการทางศาสนาและทางโลก จึงจำเป็นสำหรับประชาชาติทั่วไป ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้ เราจึงเชื่อถือว่า ตำแหน่งอิมาม เป็นรากฐาน(อุซูล)ของศาสนาประการหนึ่ง

เชคอับดุสสลาม : ตำแหน่งอิมาม ในทัศนะนักปราชญ์ของเรา ไม่ถือว่า เป็นพื้นฐานหนึ่งของศาสนา ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังยืนยันว่า ตำแหน่งอิมาม เป็นหลักการปลีกย่อย(ฟุรูอ์)ในศาสนา พวกเขาจึงตำหนิคำสอนของชีอะฮ์ ด้วยหลักฐานที่เด็ดขาด เพราะคำสอนของพวกท่านที่ว่า : ตำแหน่งอิมาม เป็นหลักการพื้นฐาน(อุศูล)ประการหนึ่งของศาสนานั้น เป็นคำพูดที่ไร้หลักฐาน

ซุลฏอน : นักปราชญ์ของพวกท่านจำนวนมาก มีความเห็นตรงกับเราในหลักความเชื่อนี้ และยืนยันว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เขาเหล่านั้นตอบโต้ กับคำสอนที่ว่า ตำแหน่งอิมาม เป็นเรื่องสาขาปลีกย่อย(ฟุรูอ์)ในศาสนา

เช่น : อัลลามะฮ์ อัลกูชะญีย์ ผู้เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของพวกท่าน เขาได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ชัรฮุลตัจรีด” หัวข้ออธิบายเรื่องตำแหน่งอิมาม : หมายถึง ผู้นำสูงสุดในกิจการทั่วไปทั้งทางศาสนา และทางโลก แทนที่ท่านนบี(ศ)

อัล-กอฎี รูซบะฮาน นักปราชญ์ของพวกท่านที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ที่คลั่งไคล้การต่อต้านชีอะฮ์ เขากล่าวว่า : ตำแหน่งอิมามตามทัศนะของอัลอัชอะรีย์ หมายถึง คอลีฟะฮ์ของท่านศาสนทูตสำหรับการดำรงอยู่ของศาสนาและรักษาขอบเขตปริมณฑลของศาสนาในลักษณะที่ถือว่า เป็นหน้าที่ที่จำเป็น(วาญิบ)แก่ประชาชาติทั้งปวงต้องเชื่อฟังปฏิบัติตาม

ฉะนั้นถ้าหาก ตำแหน่งอิมาม เป็นหลักการประเภทสาขาปลีกย่อย(ฟุรูอ์)ในศาสนา แน่นอน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)จะไม่ให้ความสำคัญอย่างเน้นหนัก ตามคำรายงานของนักถ่ายทอดฮะดีษ ที่มีในตำราของพวกท่านอันเป็นที่ยอมรับ เช่น : “อัลญัมอุบัยนัศศอฮีฮัยน์” ของอัลฮะมีดีย์ และ”ชะเราะฮ์ อัลอะกออิดินนะซะฟียะฮ์”ของซะอัด อัตตัฟตาซานีย์

ท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวว่า : ใครที่ตายลงโดยไม่รู้จักอิมามในยุคสมัยของตัวเอง เท่ากับตายในสภาพพวกไร้อารยธรรม(ญาฮิลียะฮ์)

เป็นที่แน่ชัดว่า การไม่รู้จักหลักการประเภทสาขาปลีกย่อย ข้อใดข้อหนึ่งของศาสนา ยังไม่ถึงขั้นทำให้เพลี่ยงพล้ำในรากฐานของศาสนา จนถึงขนาดทำให้คนผู้นั้นต้องออกไปจากโลกดุนยานี้ในสภาพของพวกไร้อารยธรรม ก่อนสมัยอิสลาม(ญาฮิลียะฮ์)ด้วยเหตุนี้ อัลบัยฎอวีย์จึงกล่าวอย่างชัดเจนว่า :การขัดแย้งกับตำแหน่งอิมาม ถือว่าเป็นการปฏิเสธศาสนา(กุฟร์)และเป็นเรื่องอุตริในศาสนา(บิดอะฮ์)

ดังนั้นตำแหน่งอิมามในทัศนะของเรา จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงมาก เป็นอีกฐานะหนึ่ง สำหรับฐานภาพของตำแหน่งนบี อิมามคือผู้ทำหน้าที่หนึ่ง ในตำแหน่งหน้าที่ของนบี ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความแตกต่างกันระหว่างอิมามสิบสองท่านจากอะฮ์ลุลบัยต์(อ)กับบรรดาอิมามของพวกท่าน เพราะพวกท่านใช้คำว่าอิมามเรียกบรรดานักปราชญ์ของพวกท่าน เช่น อิมามอัล-อะอ์ซ็อม,อิมามมาลิก,อิมามชาฟิอีย์,อิมามอะห์มัด,อิมามอัลฟัครุรรอซีย์,อิมามอัลฆอซะลีย์และอื่นๆ ซึ่งสำหรับพวกท่านก็เหมือนกับอิมามวันศุกร์และญะมาอะฮ์ทั่วไป ซึ่งอิมามตามความหมายนี้ อยู่นอกประเด็นและวงจำกัด

แต่อิมามตามความหมายที่เรากำลังพูดถึง คือ อิมามประจำยุคสมัย ซึ่งในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะมีได้เพียงคนเดียว ไม่มากกว่านั้น เขาคือ คนที่มีความเป็นเลิศในคุณสมบัติที่ดีงามด้านต่างๆทั้งหมด เหนือยิ่งกว่าใครในยุคนั้น เขาคือ ผู้มีความรู้กว่า สำรวมตนกว่า กล้าหาญกว่า สำรวมกว่า และปลอดพ้นจากความบาป(มะอ์ซูม) โดยความโปรดปรานของอัลลอฮ์ และความปรานีของพระองค์ ได้ทำให้พ้นจากความผิดและความพลั้งเผลอ เขาจึงเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งของอัลลอฮ์ในหน้าแผ่นดิน ซึ่งในแผ่นดินจะไม่ว่างเว้นจากข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์ เป็นปกาศิตจากพระเจ้าที่ชัดเจน ดังที่มีการรายงานเป็นข้อบัญญัติมาจากท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ) ในเรื่องตำแหน่งอิมามสิบสองจากสมาชิกครอบครัวท่านศาสดา(อ)และท่านได้บัญชาแก่ประชาชาติของท่านว่าให้เคารพเชื่อฟังและรับคำสอนจากท่านเหล่านั้น

บรรดาอิมามทั้งสิบสองท่าน(อ)นั้น หลังจากยุคสมัยทวดของพวกท่าน ผู้เป็นนบีคนสุดท้ายและนายของมวลมนุษย์แล้ว ก็จะเป็นผู้มีตำแหน่งสูงส่ง มีฐานภาพที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ทั้งมวล แม้กระทั่งบรรดานบีผู้สูงส่ง(ขอความสันติสุขและความจำเริญขององค์พระผู้เป็นเจ้าประสบแด่ท่านเหล่านั้น)

ท่านฮาฟิซ : อัลลอฮุอักบัร(อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่)!! ก่อนหน้านี้ท่านตำหนิพวกฆูลาตและเสือกไสไล่ส่ง พวกเขาออกจากมัซฮับชีอะฮ์ มาบัดนี้ ชัดเจนนักหนาแล้วว่า ท่านก็เช่นกัน เป็นพวกคลั่งไคล้เลยเถิด(ฆูลาต)ในสิทธิของบรรดาอิมาม เพราะท่านกำลังทำให้เห็นว่า พวกเขามีฐานะสูงส่งกว่า และเหนือกว่าบรรดานบี ผู้ทรงเกียรติ คัมภีร์อัล-กุรอานยืนยันอย่างชัดเจนว่า ฐานภาพตำแหน่งนบีนั้นสูงสุดเหนือตำแหน่งใดๆที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่คนใดคนหนึ่งในปวงบ่าวผู้มีเกียรติของพระองค์ ดังนั้นคำพูดของพวกท่านจึงขัดแย้งกับอัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ และสติปัญญาที่สมบูรณ์

ซุลฏอน : เดี๋ยวก่อนท่าน….อย่าด่วนเถียงข้าพเจ้า อย่ารีบร้อนตำหนิว่าคำพูดของข้าพเจ้าผิด และอย่าพูดว่าคำพูดของข้าพเจ้าขัดกับคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงวิทยปัญญา หากแต่ข้าพเจ้ามีหลักฐานยืนยันความถูกต้องสำหรับสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดและหลักความเชื่อของเรา จากคัมภีร์อัล-กุรอาน และโปรดทราบด้วยว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกหลานของหลักฐาน หลักฐานอยู่ทางไหน เราอยู่ทางนั้น

ท่านฮาฟิซ : อธิบายหลักฐานของท่านมาให้เรารู้อย่างชัดเจนซิ ! เพราะท่านพูดแปลกเหลือเกิน !

ซุลฏอน : อัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ หลังจากได้ตรัสถึงการทดสอบนบีอิบรอฮีม ผู้เป็นบรรพบุรุษของบรรดานบีและเป็นพระสหาย(อ)แล้วโดยท่านได้พบกับการทดสอบด้วยตัวของท่านเอง ทรัพย์สิน และลูกชายของท่าน และหลังจากประสบความสำเร็จและมีชัยชนะผ่านพ้นการทดสอบต่างๆแล้ว อัลลอฮ์ทรงประสงค์จะมอบอีกตำแหน่งหนึ่ง ที่สูงส่งกว่าตำแหน่งนบี ตำแหน่งผู้ถือสาส์น ตำแหน่งพระสหาย และตำแหน่งเกียรติยศ(อัซม์)ให้แก่ท่าน เพราะในขณะนั้น ท่านเป็นนบี เป็นศาสนทูตคนหนึ่งในบรรดาผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติยศ(อุลุลอัซม์)และเป็นพระสหาย แล้วพระองค์ทรงยกฐานะของท่านขึ้นสู่ตำแหน่งอิมาม และแต่งตั้งให้ท่านเป็นอิมาม ของมนุษยชาติ

ดังโองการของมหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ว่า : และจงรำลึกเมื่อพระผู้อภิบาลของอิบรอฮีมได้ทดสอบเขาด้วยพจนารถแห่งการทดสอบต่างๆแล้วเขาได้ทำหน้าที่นั้นสมบูรณ์ครบถ้วน พระองค์ทรงตรัสว่า “แท้จริงข้าได้แต่งตั้งเจ้าเป็นอิมามของมนุษยชาติ เขากล่าวว่า และส่วนหนึ่งจากลูกหลานของฉันด้วย ทรงตรัสว่า สัญญาของฉันจะไม่แผ่ถึงบรรดาผู้อธรรม”(5) จึงเห็นได้ชัดว่า ตำแหน่งอิมาม สูงส่งกว่าตำแหน่งนบี ผู้ถือสาส์น ตำแหน่งเกียรติยศ และตำแหน่งสหาย

ท่านฮาฟิซ : ด้วยเหตุนี้ ในทัศนะของท่าน จึงถือว่า อิมามอะลี(อัลลอฮ์ทรงให้เกียรติใบหน้าของท่าน) มีตำแหน่งสูงว่าตำแหน่งของมุฮัมมัดนายของเรา(ศ) ยังมีความคลั่งไคล้เลยเถิด ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ อีกหรือ?

ซุลฏอน : ไม่ใช่เช่นนั้น ! ตำแหน่งนบีทั่วไป กับตำแหน่งนบีเฉพาะนั้น มีข้อแตกต่างกันมาก ส่วนตำแหน่งอิมาม เป็นตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งนบีทั่วไปเท่านั้น ไม่รวมถึงตำแหน่งนบีเฉพาะ และตำแหน่งหลังนี่เอง เป็นฐานะของนบีคนสุดท้ายและนายของมนุษยชาติทั้งมวล มุฮัมมัด อัลมุศอฏอฟา ผู้เป็นที่รักของเราและที่รัก ของพระเจ้าแห่งสากลโลก(ศ)

ท่านนาวาบ : เรียนขออภัยที่ได้เข้ามาสู่การศึกษาวิเคราะห์ เพราะข้าพเจ้าต้องการจะหาความรู้และความเข้าใจประเด็นนี้ ฉะนั้น เมื่อเกิดปัญหาในความรู้สึก ข้าพเจ้าจะรีบเสนอโดยเร็ว เพราะเกรงว่า ข้าพเจ้าจะลืมเสีย คำถามของข้าพเจ้าก็คือ โองการอันทรงเกียรติที่กล่าวว่า “เรามิได้แบ่งแยกระหว่างคนใดในหมู่พวกเขาเลย”(6) (หมายถึง บรรดาศาสนทูต) ดังนั้นบรรดานบีทั้งหมด ล้วนอยู่ในฐานะเดียวกัน และตำแหน่งของท่านทั้งหมดนั้น ในทัศนะของอัลลอฮ์ ย่อมเท่าเทียมกัน แล้วเหตุไฉนท่านจึงได้แบ่งตำแหน่งนบีออกเป็นสองประเภท คือ ประเภททั่วไป และประเภทเฉพาะ ?! ข้าพเจ้าใคร่ขอคำอธิบาย

ซุลฏอน : โองการนี้มีความหมายถูกต้อง ในที่ของมัน หมายความว่า เรามิได้แบ่งแยกระหว่างศาสนทูตคนใด เพราะพวกเขาถูกส่งมาจากอัลลอฮ์ เพื่อไปยังมนุษย์ ทุกท่านประกาศเชิญชวนให้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ องค์เดียว ไม่มีภาคีใดสำหรับพระองค์ และให้ศรัทธาต่อการคืนกลับและวันฟื้นคืนชีพ และเรียกร้องไปสู่คุณธรรมและความดีงาม และห้ามความชั่วร้ายต่างๆ

ฐานะต่างๆของบรรดานบี

ถามว่า นบีท่านหนึ่งที่ถูกส่งไปยังประชาชน 1,000 คน จะมีฐานะเท่าเทียมกับนบีที่ถูกส่งไปยังประชาชน 100,000 คนไหม? และนบีท่านนี้ จะมีฐานะเท่าเทียมกับฐานะของนบีที่อัลลอฮ์แต่งตั้งและส่งไปยังมนุษยชาติทั้งมวลกระนั้นหรือ ?

ทำนองเดียวกัน.. ครูสอนชั้นประถม จะมีฐานะเท่าเทียมกับฐานะทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ไหม ? คำตอบ คือ ไม่

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ก็ถูกต้องเหมือนกันถ้าเราจะเรียกอาจารย์มหาวิทยาลัยว่าครู ทั้งสองตำแหน่งนี้ ต่างก็ทำงานในกระทรวงเดียวกัน นั่นคือ กระทรวงศึกษาธิการและรับผิดชอบด้านการศึกษา โดยการจับมือนักเรียนนำขึ้นไปหาความรู้และวิทยาการ แต่ถามว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ !

ทำนองเดียวกับบรรดานบีและศาสนทูตซึ่งมีความเท่าเทียมกัน ในด้านที่เป็นผู้ถูกแต่งตั้ง และถูกส่งมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ยังมนุษย์ของพระองค์ เรามิได้แบ่งแยกระหว่างคนใดในหมู่พวกเขา…แต่ทว่า ในแง่ของความรู้ และเกียรติยศ ย่อมไม่เท่าเทียมกัน ดังที่อัลลอฮ์ทรงมีโองการว่า : “บรรดาศาสนทูตเหล่านั้น เราได้ยกย่องบางส่วนให้อยู่เหนือกว่าอีกบางส่วน ในหมู่พวกเขามีผู้ที่อัลลอฮ์ทรงตรัสด้วย และเชิดชูพวกเขาบางคนขึ้นหลายระดับชั้น”(7)

ท่านซะมัคชะรีย์กล่าวใน “อัลกัชชาฟ” ตอนอธิบายโองการนี้ว่า ความหมายของประโยค “และเชิดชูพวกเขาบางคนขึ้นหลายระดับชั้น” หมายถึง นบีมุฮัมมัดของเรา ซึ่งอัลลอฮ์ทรงยกย่องท่านเหนือบรรดานบีทั้งหมด โดยคุณสมบัติพิเศษมากมาย ที่สำคัญก็คือ ท่านเป็น “คอตะมันนบียีน”(ผู้ทำความสมบูรณ์ให้แก่บรรดานบี)

ท่านนาวาบ : ขอบคุณท่านที่ให้ความกระจ่างอย่างสมบูรณ์ในข้อนี้ และขจัดความคลุมเครือสงสัยไปได้ แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีคำถามอื่นอีก จึงขออนุญาตท่านและบรรดาสมาชิกที่ประชุม ที่ข้าพเจ้าจะตั้งกระทู้ก็คือ ขอให้ท่านอธิบายความหมาย : นบีเฉพาะและความพิเศษของตำแหน่งนี้ ถึงแม้เพียงเป็นสังเขปก็ตาม และขอความกรุณาว่าให้การอธิบายของท่านอยู่ในระดับที่เราเข้าใจและเหมาะสมกับพวกเรา

ซุลฏอน : คุณสมบัติพิเศษของตำแหน่งนบีเฉพาะ มีมากมาย ที่ประชุมนี้ มิได้จัดขึ้นเพื่ออธิบายหัวข้อนี้ เพราะเมื่อข้าพเจ้านำเอาการอธิบายเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะทำให้เสียเวลาการวิเคราะห์ในหัวข้อเรื่องตำแหน่งอิมาม ที่กำลังเสวนาและถกเถียงกันอยู่ แต่ก็มีภาษิตบทหนึ่ง : “ถึงแม้จะเข้าใจได้ไม่หมด แต่ก็อย่าทิ้งไปเสียทั้งหมด” ข้าพเจ้าจะอธิบายพอเป็นสังเขป ดังนี้

ตำแหน่งนบีเฉพาะ

มนุษย์ที่สมบูรณ์ คือ เจ้าของจิตวิญญาณที่สมบูรณ์และใสสะอาดอย่างแท้จริง ดังโองการของพระองค์ “แน่นอน ผู้ที่ขัดเกลาจิตแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จ”(8) การขัดเกลาจิตใจก่อให้เกิดปัญญา และปัญญา ย่อมนำพาไปหาความรู้และการปฏิบัติ สองสิ่งนี้ เป็นปีกสองข้างที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อการขัดเกลาและไต่เต้าขึ้นสู่คุณค่าที่สมบูรณ์ อย่างสูงเท่าที่จะกระทำได้

มีรายงานจากท่านอะลี(อ)กล่าวว่า : “มนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยมีอำนาจในการพูด ซึ่งเป็นจุดสำคัญของมนุษย์. หากขัดเกลาจิตใจด้วยความรู้และการกระทำ มันก็จะคล้ายกับแร่ธาตุซึ่งได้อยู่ในแหล่งกำเนิดของมัน เมื่อจิตของมนุษย์ถูกนำมาประสานกับสิ่งที่เหมาะสม และแยกออกจากสิ่งที่ต่อต้าน มันก็จะทำให้มีพลังมากมาย แล้วจะทำให้มีสภาพการดำรงอยู่ ที่เป็นมนุษย์ มิใช่สภาการดำรงอยู่ ที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน”

ดุจดังนกที่บินเหินในนอากาศ มันจะแหวกอากาศด้วยความสามารถเต็มกำลังปีกสองข้างเพื่อไปหาเหยื่อของมัน ทำนองเดียวกับมนุษย์ ที่ยกระดับจิตวิญญาณให้สูงส่งจนถึงขั้นที่สมบูรณ์โดยศักยภาพของความรู้และการประกอบความดีงาม ที่ตั้งบนพื้นฐานของสติปัญญาอันสมบูรณ์

ฉะนั้นทุกคนเมื่อบรรลุถึงระดับความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว ก็เท่ากับบรรลุถึงตำแหน่งของนบี และเมื่ออัลลอฮ์ทรงคัดเลือกและส่งเขาไปยังมนุษย์ เขาจึงเป็นนบี เป็นศาสนทูต

สำหรับตำแหน่งนบี กับความสมบูรณ์นั้น มีระดับชั้นที่หลากหลาย ดังมีหลักบานในการวิเคราะห์เรื่องตำแหน่งนบีในหนังสือประเภทอัล-กะลามียะฮ์ เล่มต่างๆ และระดับชั้นสูงสุด ก็คือระดับชั้นที่มุฮัมมัด(ศ) ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮ์เข้าถึงนั่นเอง ตำแหน่งนบีจึงสมบูรณ์ด้วยท่าน และจะไม่มีฐานะที่สูงส่งกว่านี้อีกแล้วในวิสัยของมนุษย์ที่จะเข้าถึง และฐานะที่สูงกว่านี้ ก็คือ ฐานะของผู้อภิบาล ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด

ดังนั้นฐานะของผู้ประทับความสมบูรณ์ให้แก่นบีทั้งหลาย(ศ)ย่อมเป็นฐานะที่เหนือกว่าฐานะต่างๆทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง และระบุถึงสำหรับสิ่งดำรงอยู่ประเภทถูกสร้าง มิใช่สิ่งดำรงอยู่ประเภทผู้สร้าง

ฐานะของอิมามนั้น สูงกว่าฐานะของตำแหน่งนบี แต่ต่ำกว่าฐานะของคอตะมันนบียีน หนึ่งระดับชั้น และอิมามอะลี(อ) นั้นมิได้มีฐานะถึงระดับตำแหน่งนบีเลย แต่ตัวตนของท่านเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวตนของคอตะมันนบียีน(ศ)จนกระทั่งกลายเป็นตัวตนเดียวกัน อัลลอฮ์ทรงประทานตำแหน่งอิมามให้แก่ท่าน และบันดาลให้ท่านมีความประเสริฐกว่าบรรดานบีในอดีตที่ผ่านมา

เมื่อข้าพเจ้าพูดถึงตรงนี้ ก็พอดีมีเสียงอะซานนมาซอิชาอ์และหลังจากนมาซเสร็จแล้ว คนทั้งหมดก็กลับมาในที่ประชุม รับน้ำชาและขนม

ท่านฮาฟิซ : ท่านทำให้เรื่องที่ยุ่งยากอยู่แล้ว ยุ่งยากมากขึ้นไปอีก ก่อนจะตอบปัญหาแรกให้แล้วเสร็จ เราพบว่าคำพูดของท่าน มีปัญหาอย่างอื่นตามมาอีกแล้ว !

ซุลฏอน : เรื่องมันชัดเจนอยู่แล้ว และมันง่ายนิดเดียว ข้าพเจ้ายังไม่รู้เลยว่า อะไรที่มันยุ่งยากในมุมมองของท่าน ? อะไรคือปัญหาในคำพูดของข้าพเจ้า ? โปรดตั้งกระทู้มาเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้ตอบ!!

ท่านฮาฟิซ : คำพูดของท่านในช่วงท้าย ข้าพเจ้าพบว่า มีบางประโยค ที่เป็นปัญหา:

1-ท่านบอกว่า : ท่านอะลี (ขอให้อัลลอฮ์ประทานเกียรติยศแด่ใบหน้าของท่าน)เข้าถึงตำแหน่งนบี

2-ท่านบอกว่า : ท่านอะลีเป็นตัวตนเดียวกันกับตัวตนของท่านนบี จนกระทั่งแทบจะเหมือนคนเดียวกัน

3-ท่านบอกว่า : ท่านอะลีประเสริฐกว่าบรรดานบีทั้งหมด นอกเหนือจากคอตะมันนบียีน(ศ)

ประโยคเหล่านี้ แปลกประหลาดเหลือเกิน ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า ท่านมีหลักฐานอะไรสำหรับเรื่องนี้ ?

ข้าพเจ้ากล่าวว่า : อาจเป็นไปได้ว่า คำพูดของข้าพเจ้าแปลกประหลาด เป็นปัญหา และความยุ่งยาก สำหรับท่านเท่านั้น !

เพราะว่าท่านไม่ต้องการจะจำนนต่อความจริง และไม่ต้องการจะศึกษาเรื่องราว นี่คือ การศึกษา การวิเคราะห์ เพื่อค้นหาความจริงและทำความเข้าใจ

แต่สำหรับบรรดานักปราชญ์ผู้ศึกษาวิเคราะห์และมีใจเที่ยงธรรม จะถือว่า คำพูดของข้าพเจ้ามิใช่เรื่องแปลกประหลาด และมิใช่ปัญหา หากแต่เป็นเรื่องชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ

จะมีคำตอบให้แก่ท่านเกี่ยวกับปัญหาข้องใจต่างๆที่ท่านตั้งกระทู้มา

หลักฐานยืนยันว่า ท่านอะลีมีฐานภาพถึงระดับตำแหน่งนบี

หลักฐานที่ยืนยันว่าอิมามอะลี(อ)บรรลุถึงระดับตำแหน่งนบี และเป็นเจ้าของตำแหน่งอันยิ่งใหญ่นี้ คือฮะดีษอัลมันซิละฮ์ ที่ถูกรายงานมาจากท่านนบี(ศ) ซึ่งมีบันทึกอยู่ในตำราอันเป็นที่ยอมรับของพวกท่านว่า :

“โอ้อะลี เจ้าไม่พอใจดอกหรือ ต่อการที่เจ้ากับฉัน มีตำแหน่งเป็นฮารูนกับมูซา….”

ท่านฮาฟิซ : เราไม่รู้ถึงความถูกต้องของสายรายงานฮะดีษนี้ และสมมติว่า มาจากสายงานที่ถูกต้อง มันก็ยังเป็นรายงานบอกเล่าจากบุคคลเดียว ที่มิอาจยอมรับได้ และนำมายึดถือเป็นหลักไม่ได้

ซุลฏอน : แสดงว่าท่านศึกษามาน้อยมาก แม้กระทั่งตำราของพวกท่านเอง ทั้งรายงานบอกเล่าและฮะดีษที่ถูกถ่ายทอดไว้ หรือว่าท่านทำเป็นไม่รู้ความจริงแล้วแกล้งทำเป็นลืมฮะดีษต่างๆที่ถูกบันทึกจากสายรายงานของพวกท่าน จนกระทั่งบางฮะดีษถึงขั้นสอดคล้องตรงกัน(มุตะวาติร)แล้ว เช่น ฮะดีษนี้ ข้าพเจ้าจึงแปลกใจกับคำพูดของท่านที่ว่า : เป็นการบอกเล่าของบุคคลเดียว..คำพูดของท่านตรงนี้เป็นความเผลอไผล หรือดื้อรั้นกันแน่

สารบบรายงานฮะดีษมันซิละฮ์(ว่าด้วยตำแหน่ง)

เพื่อให้ท่านและสมาชิกที่ประชุมได้รู้จักกับความถูกต้องของการรายงานฮะดีษมันซิละฮ์(ว่าด้วยตำแหน่ง) ทั้งจากฝ่ายชีอะฮ์และฝ่ายพวกท่าน ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงบางสารบบรายงานที่มีอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าเท่าที่ขีดความสามารถของข้าพเจ้าพึงกระทำได้ เพื่อให้ทุกคนยอมรับว่า ฮะดีษอันประเสริฐนี้ มิได้อ้างมาจากบุคคลเดียว แต่มาจากสายรายงานจำนวนมาก ที่บรรดานักปราชญ์อาวุโสและนักฮะดีษของพวกท่าน ได้รายงานไว้ และนั่นคือ ลักษณะของฮะดีษที่สอดคล้องตรงกัน(มุตะวาติร)

1-บุคอรีใน “ศอฮีฮ์”/3 กิตาบ อัล-มะฆอซีย์ หมวดว่าด้วย สงครามตะบูก และกิตาบ บะดะอุลค็อลก์ หมวดว่าด้วย เกียรติยศของอะลี(อ)

2-มุสลิม บิน ฮัจญาจ ใน “ศอฮีฮ์”2/236,237 พิมพ์ที่อียิปต์ 1290 และในกิตาบเกียรติยศของบรรดาสาวก/หมวดว่าด้วยเกียรติยศของอะลี(อ)

3-อิมามอะห์มัด บิน ฮัมบัล ในมุสนัด1/98,118,119 ในหน้าเกี่ยวกับการตั้งชื่อของท่านฮะซัน ฮุเซน(อ)

หลังจากกล่าวถึงสารบบการรายงาน และชี้ให้เห็นการยอมรับโดยบรรดานักปราชญ์ของพวกท่านเพียงจำนวนน้อย จากจำนวนที่มีอีกมากมาย ถามว่า ท่านยอมรับแล้วหรือยังว่า ฮะดษนี้ถูกต้อง ? ท่านยอมรับหรือยังว่าท่านทำให้มันสับสนด้วยคำพูดของท่านเองที่ว่า : เป็นรายงานจากบุคคลเดียว ยอมรับไม่ได้ !

ท่านฮาฟิซ : ยังไม่ยืนยันว่า มีรายงานสอดคล้องตรงกัน เพียงจากสามแหล่งที่มา หากแต่จำเป็นจะต้องกล่าวถึงแหล่งที่มาได้มากกว่านี้ จึงจะกล่าวได้ว่า ฮะดีษนี้ อยู่ในประเภทที่สอดคล้องตรงกันจริง

ซุลฏอน : ประการแรก : ตำราอ้างอิงทุกเล่ม ที่ข้าพเจ้านำมาอ้างนี้ มีค่าสำหรับพวกท่านเป็นพันเล่ม

ประการที่สอง : นักวิเคราะห์บางท่านในหมู่นักปราชญ์ของพวกท่าน ยืนยันชัดเจนว่าฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง(มันซิละฮ์) มีสายรายงานสอดคล้องตรงกัน เช่น อัลลามะฮ์ ญะลาลุดดีน ซะยูฏีย์ ที่บันทึกไว้ในตำรา “อัลอัซฮาร อัลมุตะนาซะเราะฮ์ ฟิลอะฮาดีษ อัลมุตะวาติร” หนังสือ “อิวาละตุล คอฟาอ์” หนังสือ “กุรรอตุลอัยนัยน์” กล่าวคือ ในหนังสือเหล่านี้ จัดให้ฮะดีษมันซิละฮ์ เป็นหนึ่งในบรรดาฮะดีษมุตะวาติร

ถ้าหากว่าในหัวใจของท่านสิ้นความสงสัยแต่ต้องการความมั่นใจจริง ก็ขอให้ศึกษาหนังสือ “กิฟายะตุฏฏอลิบ” รวบรวมโดย มุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัลกันญีย์ อัชชาฟิอีย์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์คนสำคัญของพวกท่าน ในบทที่ 70 หลังจากรายงานฮะดีษ โดยอ้างสายสืบจำนวนหนึ่งแล้ว เขากล่าวว่า นี่คือฮะดีษที่ถูกรับรองตรงกันว่า มีสายรายงานถูกต้อง(ศอฮีฮ์) ซึ่งรายงานโดยบรรดาอิมามของบรรดาผู้รู้….

เพียงแค่นี้ ก็ถือว่าพอแล้วและข้าพเจ้าเชื่อว่า ความสงสัยน่าจะถูกขจัดไปแล้วและท่านฮาฟิซก็คงจะพอใจแล้ว

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้ามิใช่คนพาล และมิใช่คนดื้อรั้น แต่จะขอร้องท่านให้ศึกษาคำอธิบายของผู้รู้ นักการศาสนา อะบีฮะซัน อัลอามิดีย์ ผู้ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ ผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง เขาปฏิเสธฮะดีษมันซิละฮ์ และระบุว่า เป็นฮะดีษที่หย่อนความน่าเชื่อถือด้านสายรายงาน(ฎออีฟ)

ซุลฏอน : ข้าพเจ้าแปลกใจกับท่านมาก ขณะที่ท่านเป็นผู้รู้คนหนึ่ง ที่อ้างถึงการวิเคราะห์หาความจริงและมีใจเที่ยงธรรม แต่แล้ว ท่านผละจากบรรดานักปราชญ์อาวุโสของพวกท่าน ผู้เป็นที่ยอมรับ ในจำนวนนั้นมีทั้งบรรดาอิมามของนักฮะดีษ ที่ลงมติร่วมกันถึงความถูกต้องของบทรายงาน เช่นบุคอรี มุสลิม จากนั้น ท่านกลับไปยึดถือคำพูดของอัลอามิดีย์ ผู้มีความหลักความเชื่อชั้นเลวและเป็นคนทิ้งนมาซ !!

เชคอับดุสสลาม : คนเรา มีเสรีภาพในการอธิบายถึงหลักความเชื่อของตัวเอง แต่ไม่อนุญาตให้บุคคลใดกล่าวหาใคร ที่แสดงออกถึงหลักความเชื่อของตนเอง ในเรื่องใดก็ตามที่ไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ จากนั้น ที่ต้องถือว่าน่าเกลียดจากคนอย่างท่าน ก็ตรงที่ท่านโจมตีนักการศาสนาด้วยคำพูดไม่ดี หากแต่จำเป็นที่ท่านจะต้องตอบโต้ด้วยเหตุด้วยผลและหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวท่านเอง ที่ต้องสำแดงจริยธรรมของอะฮ์ลุลบัยต์(ร.ฎ)

ซุลฏอน : ประการแรก : ถ้าหากพวกท่านเชื่อมั่นในเสรีภาพของหลักความเชื่อ ทำไมพวกท่านจึงโจมตีชีอะฮ์ว่าเป็นพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) และตั้งภาคี(ชิร์ก) และอนุญาตให้ฆ่า ให้ปล้นทรัพย์สินของพวกเขาได้!

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงต้องปกปิดหลักความเชื่อที่แท้จริงของพวกเขา ในเมื่ออาศัยอยู่ในประเทศของพวกท่าน ด้วยความกลัวจะถูกฆ่า!

หรือว่า ท่านหมายถึงเสรีภาพของอัลอามิดีย์เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาตั้งตนเป็นศัตรูและผู้ขัดแย้งกับอะฮ์ลุลบัยต์(อ)?!!

ประการที่สอง..ข้าพเจ้ามิได้โจมตีอัลอามิดีย์ด้วยคำพูดที่ไม่ดี เพียงแต่ข้าพเจ้าอ้างคำพูดนักปราชญ์ ผู้ทรงคุณวุฒิของพวกท่านเท่านั้น

เชคอับดุสสลาม : มีที่ไหน นักปราชญ์ของเราจะกล่าวถึงอัลอามิดีย์ ว่ามีหลักความเชื่อชั้นเลวและทิ้งนมาซ

อธิบายเรื่องราวของอัลอามิดีย์

อิบนุฮะญัร กล่าวไว้ในหนังสือ “ลิซานุลมีซาน”ว่า : อัซซัยฟ์ อัลอามิดีย์ นักวิชาการอะลี บิน อะบี อะลี เจ้าของหนังสือหลายเล่ม ถูกอัปเปหิจากดามัสกัด เพราะเป็นคนมีหลักความเชื่อที่เลวร้าย ถูกต้องแล้วที่ว่าเขาเป็นคนทิ้งนมาซ!!

อัซซะฮะบีย์ นักปราชญ์ระดับนำคนหนึ่งของพวกท่าน กล่าวไว้ในหนังสือ “มีซานุลอิอ์ติดาล”อธิบายถึงอัลอามิดีย์อย่างเดียวกัน แต่เพิ่มอีกประโยคว่า : เขายังเป็นคนทำสิ่งอุตริ(บิดอะฮ์)อีกด้วย

ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาอัลอามิดีย์ด้วยการมองอย่างวิเคราะห์ แน่นอนจะต้องรู้ทันทีว่า ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นคนไร้ศรัทธา และมิใช่คนทำสิ่งอุตริ(บิดอะฮ์) แน่นอน เขาจะไม่ขัดแย้งกับบรรดาสาวกทั้งหมดแม้กระทั่ง อุมัร บิน ค็อฏฏอบ ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่รายงานฮะดีษอัลมันซิละฮ์(ว่าด้วยตำแหน่ง) และจะไม่ขัดแย้งกับนักฮะดีษผู้เป็นที่ยอมรับนับถือ และนักปราชญ์สายรายงานฮะดีษทุกคน

ข้าพเจ้าแปลกใจที่พวกท่านประณามชีอะอ์ เพียงเพราะชีอะฮ์ไม่ยอมรับบางฮะดีษที่ถูกรายงานในตำราศอฮีฮ์ทั้งสองของพวกท่าน เพราะว่าหลักฐานที่เรา ฮะดีษนั้นๆ มีสายรายงานที่ไม่ถูกต้อง !

แต่อัลอามิดีย์จะปฏิเสธฮะดีษ ที่นักปราชญ์ของทั้งสองฝ่ายรับรองร่วมกัน และระบุว่ามีสายสืบถูกต้องและเป็นฮะดีษที่เจ้าของตำราศอฮีฮ์ทั้งหกเล่มบันทึกไว้! ท่านจะยอมรับคำพูด และจะยึดถือตามทัศนะของเขาได้อย่างไร ? ขณะที่เขาเป็นคนเดียวที่ออกนอกวงการอิจญ์มาอ์(การมีมติร่วมกันของนักปราชญ์) ตามกฎเกณฑ์ที่เป็นของพวกท่าน !

ถ้าหากอัลอามิดีย์ไม่มีข้อตำหนิและความบกพร่องใดๆ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนปฏิเสธฮะดีษ ที่ในตำราศอฮีฮ์ทั้งสอง และไม่ว่ากรณีที่เขากล่าวเท็จแก่อุมัร ฟารูก กล่าวเท็จแก่บุคอรี และมุสลิม และบรรดาเจ้าสของตำราศอฮีฮ์ทั้งหลาย แน่นอน การถูกประณามและการเป็นผู้ละเมิด(ฟาซิก)ของเขา ที่มีอยู่ ณ พวกท่านนั้น ถือว่าเพียงพอแล้ว

ท่านฮาฟิซ : ท่านกล่าวว่า คนหนึ่งที่รายงานฮะดีษมันซิละฮ์(ว่าด้วยตำแหน่ง)คือ คอลีฟะฮ์ อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ(ร.ฎ)ท่านสามารถอธิบายสารบบรายงานของท่านเกี่ยวกับการอ้างถึงข้อนี้ได้ไหม ?

ซุลฏอน :นักปราชญ์และนักฮะดีษของพวกท่านกลุ่มหนึ่งรับรายงานฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง จากท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ เช่น

1-นัศรุ บิน มุฮัมมัด อัซมัรกินดีย์ อัลฮะนะฟีย์ หนังสือ อัล-มะญาลิซ”

2-มุฮัมมัด บิน อับดุรเราะฮ์มาน อัซซะฮะบีย์ หนังสือ “อัรริยาฎุนนะฎิเราะฮ์”

3-เมาลา อะลี อัลมุตตะกีย์ อัลฮินดีย์ หนังสือ “กันซุลอุมมาล”

4-อัลลามะฮ์ อิบนุ ศิบาฆ อัลมาลิกีย์ หนังสือ อัล-ฟุศูลุล มุฮิมมะฮ์”

5-มุฮิบบุดดีน อัฏฏ็อบรีย์ หนังสือ “ซะคออิรุลอุกบา”

6-เชคสุลัยมาน อัลฮะนะฟีย์ หนังสือ “ยานาบีอุลมะวัดดะฮ์”

7-เมาฟิก อิบนุ อะห์มัด อัลญะวาริซมีย์ หนังสือ “อัลมะนากิบ”

ทุกท่านตามรายชื่อเหล่านี้ ล้วนรายงานมาจากอิบนุอับบาส จอมปราชญ์แห่งประชาชาติ (ประโยคสุดท้ายโดยสายสืบติดต่อกัน)มีสายรายงานถูกลบไปบ้างเพื่อสรุปให้สั้นลง ท่านกล่าวว่า :

อะมีรุลมุมินีน รอชีด เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า มีรายงานจากบิดาของท่าน จากปู่ของท่าน จากอับดุลลอฮ์ บิน อับบาส กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ กล่าวในขณะที่กลุ่มบุคคลคณะหนึ่งอยู่ด้วย พวกเขากำลังคุยกันถึงคนรุ่นแรกที่เข้ารับอิสลาม…

อุมัร จึงกล่าวขึ้นว่า : ส่วนอะลีนั้น ฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวถึงเขาสามประการด้วยกัน และฉันปรารถนาอย่างยิ่ง ถ้าจะให้ฉันได้รับอย่างนั้นเพียงหนึ่งประการ มันเป็นที่ชื่นชอบสำหรับฉันมากกว่าจะให้ดวงอาทิตย์ขึ้นแก่เขา

ตอนนั้น มีฉัน มีอะบูอุบัยดะฮ์ มีอะบูบักร์และสากของท่านศาสดาอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วท่านนบี(ศ)ก็ใช้มือตบไปที่ไหล่ของอะลี พลางกล่าวว่า : “โอ้อะลี เจ้าเป็นคนแรกในหมู่ศรัทธาชนที่มีความศรัทธา เป็นคนแรกในหมู่มุสลิม ที่เข้าอิสลาม และเจ้ากับฉัน มีฐานะเป็นฮารูนของมูซา และใครก็ตามที่อ้างตนว่ารักฉัน เขาคือคนโกหก ถ้าแม้นเขาชิงชังเจ้า”

อัลอิสกาฟีย์ รายงานไว้ใน “นักฎุรริซาละฮ์ อัลอุษมานียะฮ์”ของญาฮิฏ หน้า 21/พิมพ์ที่ อียิปต์ ในเล่มนั้นมีรายละเอียดเพิ่มเติม ควรจะได้ศึกษา

นอกเหนือจากนี้ จะถามว่า มัซฮับของพวกท่านอนุญาตให้โจมตีคอลีฟะฮ์อุมัร ผู้เป็ฟารูกของพวกท่านด้วยหรือ ? หากว่าไม่อนุญาต แล้วทำไมพวกท่านจึงเชื่อคำพูดของอัลอามิดีย์ ในเมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนแบบนี้ ?

กฎของรายงาน จากบุคคลเดียว ในทัศนะของนักปราชญ์ทั่วไป

ยังมีอีกประโยคหนึ่งจากคำพูดของท่าน ซึ่งจำเป็นที่ข้าพเจ้าต้องให้คำตอบ ท่านอ้างว่า : ฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง เป็นรายงานบอกเล่าของบุคคลเดียว แล้วยังกล่าวว่า : รายงานบอกเล่าจากบุคคลเดียว ไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่ให้ยึดมาเป็นหลักการ

ขอสรุปว่า ถ้าคำพูดประโยคนี้ออกมาจากคนใดก็ตามที่เป็นชีอะฮ์ แน่นอน จะต้องถูกยอมรับทันที เพราะเป็นไปตามหลักการและพื้นฐานในการยอมรับของเรา

แต่คำพูดนี้ออกมาจากบุคคลอย่างพวกท่าน มันก่อให้เกิดความประหลาดใจ และเกิดคำถามขึ้นมากมาย เพราะในมัซฮับของท่าน รายงานบอกเล่าโดยบุคคลเดียว เป็นที่ยอมรับ และเป็นข้อพิสูจน์อันแน่ชัด จนกระทั่งนักปราชญ์ของพวกท่านบางคน วางกฎไว้ว่าเป็นการปฏิเสธศาสนา และเป็นผู้ละเมิดถึงขั้นเปHHนคนชั่ว แน่นอน ราชาแห่งปราชญ์ ชิฮาบุดดีน ได้กล่าวในหนังสือ “ฮิดายะตุซซุอะดาอ์”บทว่าด้วย มุฎมิรอต มินกุตุบิชชะฮาดาต”

ผู้ใดปฏิเสธรายงานบอกเล่าของบุคคลเดียวและหลักเปรียบเทียบ(กิยาส) ท่านกล่าวว่า “มันเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ฉะนั้น เขาจะเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา!! และถ้าเขากล่าวว่า : เรื่องเล่าของบุคคลเดียวนี้ ไม่ถูกต้อง และการเปรียบเทียบเช่นนี้ ไม่ชัดเจน ถือว่าไม่เป็นผู้ปฏิเสธ แต่เป็นผู้ละเมิด!

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้าพอใจอย่างยิ่ง จากการอธิบายที่ดีเยี่ยมและจากการศึกษาค้นคว้าที่แตกฉานของท่านจากตำราของเรา และข้าพเจ้าได้พบว่าสิ่งที่ท่านเป็น แตกต่างจากสิ่งที่เคยได้ยินมาก่อนว่า นักปราชญ์ของชีอะฮ์ จะไม่แตะต้องตำราของเรา และพวกเชาเชื่อถือว่าเป็นสิ่งโสโครกด้วยซ้ำ แล้วท่านศึกษาตำราเหล่านั้นอย่างไร ?!

ซุลฏอน : นี่คือ การใส่ไคล้และการทำลายจากศัตรูของอิสลาม พวกเขาต้องการให้เกิดความแตกแยกระหว่างบรรดามุสลิม ดังสุภาษิตที่ว่า “ขอดน้ำให้แห้งเพื่อจับปลา” ซึ่งเข้าประเภทเดียวกับ “แบ่งแยกแล้วกั้น”

บรรดาชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจของพวกเขาต้องการจะกดขี่พวกเรา แต่ทว่าจำเป็นที่เราจะต้องรู้เท่าทันในเรื่องราวเช่นนี้ และจำเป็นที่เราต้องรู้ถึงแผนการของจักรวรรดินิยมศัตรูของเรา เพื่อเราจะได้อธิบายให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกเขา และให้พวกเขาได้มองเห็นผลประโยชน์และภัย อันตรายของพวกเขาอย่างชัดเจน เมื่อนั้นพวกเขาก็จะสามารถลบล้างความหวังของฝ่ายศัตรูได้โดยการต่อต้านของพวกเขา จำเป็นที่เราจะต้องนำมวลมุสลิมผู้เป็นสานุศิษย์ของเราเข้าถึงความหมายของอัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ ดังที่พระองค์ทรงมีโองการว่า “ถ้าหากผู้ละเมิดนำข่าวใดๆมายังพวกเจ้า ดังนั้น จงตรวจสอบให้ชัดเจน เสียก่อน ที่จะประสบกับคนพวกหนึ่งด้วยความโง่เขลา แล้วเมื่อนั้นพวกเจ้าจะเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”

(9)

ด้วยเหตุที่เราลืมเลือนอัล-กุรอาน และทำห่างเหินจากคำสอนที่เป็นสัจธรรมของอัล-กุรอาน ศัตรูของมุสลิมจึงสามารถสอดแทรกในความคิดของพวกเรา ทำให้เราเชื่อการโกหก และเรื่องเหลวไหลของพวกเขา! เช่น เรื่องที่ท่านได้ยินมานี้ ที่ท่านกล่าวว่า : นักปราชญ์ของชีอะฮ์ ไม่แตะต้องตำราของพวกท่าน…

เราอ่านหนังสือของพวกออกนอกศาสนา(มุรตัด)ของพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)ของพวกตั้งภาคี(มุชริกีน)อย่างมากมายและเราศึกษาค้นค้าหนังสือนั้นๆ จนกระทั่งเรารู้ในสิ่งที่พวกเขาพูด แล้วเราจะนำเอาสิ่งที่ถูกต้องมาใช้ และจะละทิ้งสิ่งไม่ถูกต้อง เราจะนำเอาสิ่งที่น่าเคลือบแคลงสงสัยมาเปรียบเทียบกับของเรา แล้วจะแปลกอะไรกับตำราของพวกท่าน ในเมื่อพวกท่านคือพี่น้องในศาสนาของเรา ?

โปรดทราบด้วยว่า…เราจะต่างจากที่คนอื่นเขาเล่าลือ ยิ่งกว่านั้น เรายังให้เกียรติตำราของพวกท่านเราศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดและจริงจัง เราได้ประโยชน์จากคำสอนของนักปราชญ์และนักวิเคราะห์ของพวกท่าน เราได้ประโยชน์จากฮะดีษ จากริวายะฮ์ ที่มีสายสืบถูกต้อง ตามที่บันทึกไว้ในมุสนัดและศอฮีฮ์ต่างๆของพวกท่าน และส่วนมากหนังสือที่ใช้เป็นตำราเรียนในเฮาซะฮ์ทางวิชาการของเรา ก็จะเป็นตำราที่รวบรวมและเรียเรียงโดยนักปราชญ์ของพวกท่าน

ผลสรุปของเรื่อง ก็คือ นักรายงานบางคน ซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่พวกท่าน เป็นคนที่ไม่ได้รับความเชื่อถือและไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายเราชีอะฮ์ เท่านั้นเอง เช่น : อะนัส,อะบูฮุร็อยเราะฮ์,ซะมุเราะฮ์และคนอื่นๆ เรื่องอย่างนี้ ในปัจจุบัน มิใช่จะเป็นเฉพาะเพียงฝ่ายเรา เพราะนักปราชญ์บางคนของท่านก็เช่นกัน คือไม่ยอมรับบางคน เช่น อะบูฮะนีฟะฮ์ ท่านผู้นี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขาด้วยกันอีกสามท่าน รวมทั้งคนอื่นๆที่มีทัศนะตรงกันด้วย

หนังสือของพวกท่าน สำหรับเรา เป็นที่ยอมรับและเรานำมาศึกษา โดยส่วนตัวข้าพเจ้า ตำราค้นคว้า

ส่วนมากเกี่ยวกับวิถีชีวิตของท่านนบี(ศ) และตำราอัตชีวประวัติของบรรดาอิมาม(อ)จะเป็นหนังสือของพวกท่าน ในเวลาข้าพเจ้ากล่าวสุนทรพจน์ และปราศรัย ก็จะอ้างอิงมาเป็นหลักฐาน โดยจะอ้างอิงตำราเหล่านั้นมากกว่าจะ อ้างอิงตำราของฝ่ายเราเองเสียอีก

ที่ห้องหนังสือส่วนตัวของข้าพเจ้าจะเต็มไปด้วยตำราของพวกท่าน เพื่อศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์ ตรวจสอบ ก็เหมือนกับเรื่องการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตรา จะต้องคัดเลือกให้ดีระหว่างเงินตระกูลดิรฮัม กับดีนาร ธนบัตรจริงกับธนบัตรปลอม เราก็เช่นกัน เวลาจะศึกษาหนังสือใดสักเล่มหนึ่ง เราอย่าคิดว่า ที่รวบรวมเต็มทั้งเล่มอยู่นั้น พร้อมไปด้วยเรื่องราวที่เชื่อถือได้ทั้งสิ้น หากแต่เราต้องคิด ละต้องแยกแยะระหว่างฮะดีษกับบทรายงานต่างๆ และเรื่องแปลกปลอม เราจะยึดถือรายงานที่ถูกต้อง จะละทิ้งเรื่องที่ผิดปกติ ความเคลือบแคลงสงสัยอย่างท่านฟัครุร รอซีย์ จะไม่ครอบงำเรา และเราจะไม่ผิดพลาดเหมือนอย่างอิบนุฮะญัร หรือสงสัยอย่างรูซบะฮาน หรือโกหกอย่างอัลอามิดีย์ และฯลฯ

โปรดรับทราบด้วยว่า การศึกษาค้นคว้าของข้าพเจ้าต่อตำราของพวกท่าน และการพิจารณาฮะดีษต่างๆที่ถูกรายงาน และเป็นที่ยอมรับของพวกท่านนั่นเอง ที่เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ารู้จักบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ สมาชิกครอบครัวท่านศาสดา(อ)มากขึ้น และทำให้มีความมั่นใจในความเชื่อถือของข้าพเจ้าสูงยิ่งขึ้นต่อฐานภาพ และคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ของพวกท่าน

ท่านฮาฟิซ : บัดนี้เราไปไกลจากหัวข้อเรื่องการวิเคราะห์กันแล้ว จึงขอความกรุณาอธิบายเพื่อแสดงหลักฐานและการให้เหตุผลจากฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง(มันซิละฮ์)ต่อไป ในประเด็นที่ว่า อะลี (อัลลอฮ์ทรงให้เกียรติใบหน้าของท่าน) มีฐานะถึงตำแหน่งนบี ?

ซุลฏอน : ฮะดีษอันประเสริฐบทนี้ ยืนยันถึงคุณสมบัติของอิมามอะลี(อ) สามประการด้วยกัน

1-ตำแหน่งนบี นั่นคือ ถ้าหากว่า จะมีนบีภายหลังจากท่าน แน่นอน ว่าจะต้องเป็นอะลี แต่ทว่า ท่านนบี(ศ)เป็นผู้มารับรองความสมบูรณ์ของบรรดานบี (คอตะมันนะบียีน)

2-มีตำแหน่งเป็นเสนาบดีและเป็นคอลีฟะฮ์ของท่านนบี(ศ)

3-เกียรติยศของอิมามอะลี เหนือกว่าบรรดาสาวกทั้งหมด

ที่ให้เหตุผลอย่างนี้ ก็เราะว่า…ท่านนบี(ศ)ได้กำหนดให้อิมามอะลี(อ)กับท่าน อยู่ในตำแหน่งของฮารูน กับมูซา แต่ฮารูน เป็นนบี เป็นเสนาบดีของมูซา และเป็นคอลีฟะฮ์ปกครองพวกพ้องของมูซา และคนที่ประเสริฐที่สุดในหมู่บะนีอิสรออีล ภายหลังจากมูซา ผู้เป็นพี่ชาย

ท่านนาวาบ : ฮารูนเป็นนบีด้วยหรือ ?

ซุลฏอน : ใช่

ท่านนาวาบ : แปลก! ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินอย่างนี้มาก่อน อัลลอฮ์เคยกล่าวถึงตำแหน่งนบีของท่านไว้ในอัล-กุรอานอันทรงวิทยปัญญาด้วยหรือ ?

ซุลฏอน : ใช่ อยู่ในซูเราะฮ์อันนิซาอ์ อยู่ในซูเราะฮ์ อันิซาอ์ โองการที่ 163 : แท้จริงเรามีการวิวรณ์(วะห์ยู)มายังเจ้า เช่นเดียวกับที่เรามีการวิวรณ์ไปยังนูห์ และบรรดานบีหลังจากเขา และเราได้วิวรณ์ไปยังอิบรอฮีม และอิสมาอีล และยะอ์กูบ และเชื้อสาย และอีซา และอัยยูบ และยูนุส และฮารูน และสุลัยมาน และเราได้ประทานซะบูรแก่ดาวูด”

ในซูเราะฮ์มัรยัม โองการที่ 53 : และเราได้ประทานให้แด่เขาซึ่งความเมตตาของเรา แด่น้องชายของเขา ฮารูน ผู้เป็นนบี

ท่านฮาฟิซ : หากเป็นเช่นนี้ ก็แสดงว่า ทั้งมุฮัมมัด และอะลี ต่างก็เป็นนบีด้วยกัน ทั้งคู่ต่างเป็นผู้ถูกแต่งตั้งจากอัลลอฮ์ มายังมวลมนุษย์ละซี !

ซุลฏอน : ข้าพเจ้ามิได้พูดอย่างนั้นเลย ท่านเงก็รู้ดีว่า จำนวนนบีนั้นมีมากมายมหาศาล และเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันระหว่างนักปราชญ์ จนกระทั่งบางคนกล่าวว่า จำนวนนบีมีมากถึง 120,000 คน หรือมากกว่านั้น ต่าส่วนใหญ่พวกเขาจะปฏิบัติตามบรรดานบีทีเป็นศาสนทูตผู้ทรงเกียรติอันสูงส่ง ได้แก่ นูห์ อิบรอฮีม มูซา อีซา และผู้ประทับความสมบูรณ์แก่บรรดานบี นายของเรา นบีของเรา มุฮัมมัด(ขออัลลอฮ์ทรงประทานความจำเริยและความสันติสุขและท่านและบรรดานบีทั้งมวล) ส่วนฮารูนนั้น เป็นนบี แต่ก็มิได้เป็นอิสระ หากแต่ปฏิบัติตามมูซาพี่ชายและปฏิบัติตนตามบทบัญญัติของพี่ชาย

อิมามอะลี(อ) ก็เช่นเดียวกัน ท่านมีตำแหน่งถัดมาจากพี่ชายของท่าน บุตรน้าชายของท่าน นั่นคือ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)แน่นอน นั่นคือฐานภาพของนบี แต่ไม่มีอิสระในภารกิจ หากเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของมุฮัมมัด นายแห่งบรรดาศาสนทูต และผู้ประทับความสมูรณ์แด่บรรดานบี (ศ)

จุดมุ่งหมายของท่านนบี(ศ)จากฮะดีษ อันประเสริฐนี้ ก็เพื่อแนะนำประชาชาติของท่านให้รู้จักอะลี(อ)ในตำแหน่งนิ้ ท่านจึงยืนยันสถานะอันทรงเกียรติ และฐานะอันสูงส่ง และนี่คือ คุณสมบัติขั้นสูงสุดประการหนึ่งในบรรดาคุณสมบัติส่วนตัวของอิมามอะลี(อ)

ท่านอิบนุอัลฮะดีด ได้กล่าวในหนังสือ “ขะเราะฮ์นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์” ถึงเรื่องฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง(อัลมันซิละฮ์)และได้ลงหมายเหตุไว้ว่า :

เป็นหลักฐานแสดงว่า ท่านเป็นเสนาบดีของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เป็นปกาศิตของคัมภีร์และซุนนะฮ์ โองการของอัลลอฮ์ ความว่า “พระองค์โปรดแต่งตั้งผู้ช่วยคนหนึ่งจากพวกของฉัน ให้แก่ฉัน ฮารูนน้องชายของฉัน แล้วฉันจะได้มั่นคงในภาระของฉันยิ่งขึ้นด้วยเขา และมีเขาเป็นส่วนร่วมในกิจการของฉัน”(10)

ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวไว้ ในการบอกเล่าตามกระแสรายงานระหว่างบรรดากลุ่มชนต่างๆของอิสลามว่า : เจ้ากับฉัน คือตำแหน่งของฮารูน กับมูซา เว้นแต่จะไม่มีนบีภายหลังฉันอีก”

ความหมายคือ : ท่านยืนยันสถานะทั้งหมดของฮารูนที่มีต่อมูซา ให้แก่ท่านอะลี

ฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้ช่วยของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และเป็นทำให้ภาระของท่านมั่นคง และถ้าหาก ท่านมิใช่ผู้ประทับความสมบูรณ์ของบรรดานบี(คอตะมันนบียีน)แน่นอน อะลีคือหุ้นส่วน ในภารกิจ(11)

อัลลามะฮ์ มุฮัมมัด บิน ฏ็อลหะฮ์ อัชชาฟิอีย์ กล่าวถึงฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง(อัลมันซิละฮ์)จากท่านนบี(ศ)ในหนังสือ “มะฏอละบุสสุอูล”1/54 พิมพ์โดยดารุลกิตาบ ท่านลงหมายเหตุไว้ว่า “กล่าวโดยสรุป ตำแหน่งของฮารูนที่มีต่อมูซานั้นคือ พี่ชาย และผู้ช่วย ผู้สนับสนุน และมีส่วนร่วมในตำแหน่งนบี และเป็นคอลีฟะฮ์ในหมุ่พรรคพวกยามที่ท่านเดินทาง

แน่นอนท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้ตั้งท่านอะลีในตำแหน่งนี้ และยืนยันตำแหน่งนี้ให้แก่ท่าน เว้นเพียงตำแหน่งนบี ดังที่ท่าน(ศ)ได้วางข้อยกเว้นไว้ในตอนท้ายฮะดีษ “จะไม่มีนบีภายหลังจากฉัน” ตำแหน่งที่ยังคงเหลืออยู่ไม่ว่า อะไรก็ตามนอกเหนือจากตำแหน่งนบี จะต้องได้แก่ท่านอะลี (อ)อันได้แก่ ความเป็นพี่น้อง ผู้ช่วย ผุ้สนับสนุน และคอลีฟะฮ์ของพวกพ้องของท่าน ในยามที่ท่านเดินทางไปยังตะบูก

นี่คือเกียรติยศอันสูงส่ง และฐานภาพอันประเสริฐสุดประการหนึ่ง ซึ่งฮะดีษนี้ได้แสดงเป็นหลักฐานไว้ตามหลักการแห่งเหตุผลและหลักวิชาการ ในการยืนยันว่าตำแหน่งอันสูงส่งนี้ เป็นของท่านอะลี(อ) ทั้งนี้ ยังเป็นฮะดีษที่ทุกฝ่ายถือเป็นเอกฉันท์ในสายรายงานที่ถูกต้องอีกด้วย

กล่าวโดยสรุป

อัลลามะฮ์ อิบนุ ศิบาฆ อัลมาลิกีย์ ก็ได้กล่าวอย่างนี้ด้วยเช่นกันในหนังสือ “อัลฟุศูลุลมุฮิมมะฮ์”และทำนองเดียวกันนี้ ยังมีนักปราชญ์อาวุโสของพวกท่านเป็นจำนวนมาก พวกเขากล่าวถึงฮะดีษนี้และลงหมายเหตุกำกับไว้อย่างมีประโยชน์ แต่เวลาไม่อำนวยให้ข้าพเจ้ากล่าวกับพวกท่านถึงทุกถ้อยความและทุกหมายเหตุที่นักปราชญ์ของพวกท่านบันทึกไว้ ซึ่งล้วนแต่สนับสนุนคำพูดของข้าพเจ้า เกี่ยวกับฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง(อัลมันซิละฮ์)

ท่านฮาฟิซ : แตข้าพเจ้าคิดว่า ข้อยกเว้นในฮะดีษนี้ ปฏิเสธตำแหน่งนบี สำหรับท่านอะลี(อัลลอฮ์ทรงให้เกียรติแก่ใบหน้าของท่าน)และคำพูดของท่านที่ว่า : มุฮัมมัด นายของเรา(ศ)นั้น ถ้าหาก ไม่เป็นผู้ประทับความสมบูรณ์แก่บรรดานบีแล้ว และถ้าอัลลอฮ์ยังส่งนบีมาภายหลังจากท่านอีก แน่นอน จะต้องเป็นอะลี บิน อะบี ฏอลิบ! นับเป็นความคลั่งไคล้ของท่านเอง เพราะไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กันเลย

ซุลฏอน : สัจธรรม ย่อมชัดเจนเสมอ แต่น่าเสียใจที่ท่านเชื่อตามบรรพชนที่ปฏิเสธสัจธรรมหลังจากที่มันได้ปรากฏชัดเจนแล้ว เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ ให้พ้นจากความคลั่งไคล้ในลัทธินิยมและความดื้อรั้นด้วยเถิด

ต่อจากนี้ ขอให้รู้ด้วยเถิดว่า คำพูดนี้ มิได้เป็นคำพูดของชีอะฮ์ฝ่ายเดียว จนทำให้ท่านโจมตีหาว่าเราเป็นพวกคลั่งไคล้เลยเถิด ความจริง นักปราชญ์ส่วนใหญ่ของพวกท่านก็ให้ทัศนะในแนวทางนี้เหมือนกัน

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าจะมีนักปราชญ์ของพวกเราคนใดให้ทัศนะตามแนวทางนี้ ถ้าท่านรู้จักว่า เป็นใคร ก็ขอให้เอ่ยนามมาได้เลย !

ซุลฏอน : นักปราชญ์คนหนึ่งของพวกท่านที่ยึดถือคำอธิบายนี้ คือ มุลา อะลี บิน ซุลฏอน มุฮัมมัด อัลฮารูวีย์ อัลกอรีย์ เจ้าของตำราหลายเล่ม

เขาได้กล่าวในหนังสือ “อัลมิรกอต์ ฟี ชัรฮิลมิชกาต” ตอนที่ยกฮะดีษอัลมันซิละฮ์ มากล่าวถึงว่า : ฮะดีษนี้บ่งชี้ว่าถ้าหากยังมีนบีภายหลังจากท่าน(ศ)อีก แน่นอน ต้องเป็นท่านอะลี

ยังมีปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงและผู้รู้ใจอิสระ ท่านญะลาลุดดีน อัซซะยูฏีย์ กล่าวในตอนท้ายหนังสือ “บัฆยะตุลวิอาซ ฟี ฏอบากอติลฮุฟฟาซ” ท่านกล่าวถึงสารบบนักายงานจำนวนหนึ่ง อ้างจากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัลอันศอรีย์ว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)พูดกับอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)ว่า : เจ้าไม่พอใจดอกหรือ ที่เจ้ากับฉัน มีตำแหน่ง ฮารูนกับมูซา เว้นแต่ จะไม่มีนบีภายหลังฉันอีกแล้ว” และถ้าหากยังมี ก็แน่นอน ต้องเป็นท่าน

อัลอะมีร ซัยยิด อะลี อัลฮัมดานีย์ อัลฟะกีฮ์ อัชชาฟิอีย์ ได้กล่าวถึงฮะดีษที่สองจากอัลมะวัดดะฮ์ที่ 6 หนังสือ “มะวัดดะตุลกุรบา” รายงานจากอะนัส บิน มาลิก เขาได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ว่า : อัลลอฮ์ทรงคัดเลือกฉันให้เหนือกว่าบรรดานบี โดยทรงเลือกฉัน และทรงเลือกทายาทให้แก่ฉัน และฉันบุตรแห่งลุงของฉันเป็นทายาทของฉัน เพื่อเขาจะช่วยเสริมกำลังของฉันให้มั่นคง ดังเช่นที่เสริมกำลังของมูซามั่นคงโดยฮารูน น้องชายของท่าน และเขาคือ คอลีฟะฮ์ของฉัน ผู้ช่วยของฉัน ถ้าหากภายหลังจากฉันยังมีนบี แน่นอน อะลีจะได้เป็นนบีคนนั้น แต่ทว่า จะไม่มีตำแหน่งนบีอีกแล้วภายหลังจากฉัน

เป็นที่แน่ชัดว่า ชีอะฮ์มิได้เป็นพวกเดียวตามลำพังที่ยึดถือคำอธิบายนี้ หากแต่ยังมีนักปราชญ์ของพวกท่านอีกเป็นจำนวนมาก ได้กล่าวเช่นนี้เหมือนกัน

ยิ่งกว่านั้น ท่านนบี(ศ)ก็เช่นเดียวกันอีก ดังที่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน จากคำบอกเล่าที่ถูกบันทึกในตำราของพวกท่าน ตามที่ผ่านไปแล้ว

ดังนั้น ฮะดีษอัลมันซิละฮ์(ว่าด้วยตำแหน่ง) ได้รวบรวมเอาฐานภาพของฮารูนเท่าที่มีต่อมูซาทั้งหมด มา มอบให้เป็นฐานภาพของท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ ที่มีต่อท่านนบี อัลมุศอฟา(ศ)ยกเว้นเพียงตำแหน่งนบีหลังจากท่าน(ศ)ตามที่ท่านได้ยกเว้นไว้ โดยกล่าวว่า “เว้นแต่ จะไม่มีนบีภายหลังจากฉัน”

ตำแหน่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดของฮารูน คือ การเป็นคอลีฟะฮ์ ตามที่มีโองการว่า “และมูซาได้พูดกับ ฮารูนน้องชายตนว่า “จงปกครองแทนฉันในกลุ่มชนของฉัน และจงแก้ไข และอย่าปฏิบัติตามหนทางของพวกก่อความเสียหาย”(12) จากโองการนี้ ยืนยันว่า หลังจากผู้ประทับความสมบูรณ์แก่บรรดานบี(ศ) ตำแหน่งคอลีฟะฮ์ คือ อะลี(อ)

ท่านฮาฟิซ : แน่นอน โองการอัล-กุรอาน กล่าวว่า ฮารูน เป็นหุ้นส่วนของมูซาในกิจการของตำแหน่งนบี แล้วเป็นอย่างไรจึงได้ตั้งให้เป็นคอลีฟะฮ์ของท่าน ? เพราะสถานะของหุ้นส่วนย่อมสูงส่งกว่า สถานะของคอลีฟะฮ์ อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อแต่งตั้งหุ้นส่วนให้เป็นคอลีฟะฮ์ ก็เท่ากับลดตำแน่งลงมา เพราะตำแหน่งนบี ย่อมสูงส่งกว่าตำแหน่งคอลีฟะฮ์

ซุลฏอน : ถ้าท่านนึกทบทวนไปถึงเรื่องที่เราสนทนากันมาก่อน และท่านก็เข้าใจไปแล้ว ท่านจะไม่ตั้งกระทู้ด้วยปัญหานี้หรอก ! เพราะข้าพเจ้าอธิบายไปแล้วว่า ตำแหน่งนบีของมูซา คือ รากฐาน ส่วนตำแหน่งนบีของฮารูน คือ ผู้ปฏิบัติตาม ตำแหน่งนบีของผู้เป็นพี่ เช่น มีการพูดกันว่า : คนนั้นคือ แขนขาของคนนี้ ก็เท่ากับเป็นคอลีฟะฮ์ ของเขานั่นเอง”

ต่อมาฮารูนก็เป็นหุ้นส่วนของพี่ชายในการประกาศคำสอนจากฟากฟ้า นี่คือ การให้ความหมายของโองการที่เล่าถึงคำพูดของมูซา และคำวิงวอนของเท่านในโองการของพระองค์ว่า ; เขากล่าวว่า โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าโปรดให้ความปลอดโปร่งแก่หัวใจของฉัน ให้ฉัน และโปรดทำให้ภารกิจของฉันง่ายแก่ฉัน และโปรดคลายเงื่อนจากปลายลิ้นของฉัน ให้พวกเขาเข้าใจคำพูดของฉัน และโปรดบันดาลคนจากสมาชิกครอบครัวของฉันเป็นผู้ช่วย ของฉัน ฮารูนน้องชายของฉัน เพื่อเขาได้เสริมให้ภาระของฉันมั่นคง และฉันจะมีเขาร่วมในภารกิจของฉัน เพื่อ เราจะได้สรรเสริญพระองค์อย่างมากมาย และเราจะรำลึกถึงพระองค์ อย่างมากมาย”(13)

แต่อะลี บิน อะบี ฏอลิบ คือชายคนเดียวที่เป็นหุ้นส่วนของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ในบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวชองท่านทั้งหมดและระดับชั้นที่สมบูรณ์ ยกเว้นการเป็นนบีโดยเฉพาะ

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้ายังไม่วายที่จะเพิ่มความแปลกใจ และสับสนกับท่าน เพราะท่านคลั่งไคล้เลยเถิดในตัวอะลี (กัรรอมัลลอฮฯ)อย่างชนิดที่สติปัญญาอันสมบูรณ์ไม่อาจรับได้ ! คำพุดของท่านแบบนี้ที่ว่า อะลีมีส่วนร่วมกับท่านนบี(ศ)ในบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวทั้งหมด ยังมิใช่ความคลั่งไคล้เลยเถิดอย่างชัดเจน ที่มีต่อสิทธิของอะลี (กัรรอมัลลอฮ์ฯ)ดอกหรือ ?

ซุลฏอน : คำพูดเช่นนี้ของข้าพเจ้า มิใช่เพราะคลั่งไคล้เลยเถิด และมิได้ขัดกับสติปัญญา หากแต่เป้นสัจธรรมอย่างเปิดเผย และตัดสินได้โดยสติปัญญาที่สมบูรณ์ เพราะว่าคอลีฟะฮ์ของท่านนี(ศ)นั้น (ตามหลักเกณฑ์ของสติปัญญา)จำเป็นจะต้องเหมือนกับท่านในบุคลิกลักษณะอันบริบูรณ์ทั้งหมด จนกระทั่งสามารถเป็นผู้แทนตัวของท่านได้อย่างถูกต้อง และสามารถยืนตรงที่ยืนของท่าน และปฏิบัติให้เหมือนท่านได้

ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์อาวุโสของพวกท่านส่วนใหญ่ จึงได้ให้ทัศนะตามแนวทางของเรา และอธิบายเหมือนอย่างที่เราอธิบาย

เช่น อิมาม อัซซะละบีย์กล่าวไว้ในตัฟซีรของท่าน อัลฟาฎิล ซัยยิด อะห์มัด ชิฮาบุดดีน ได้กล่าวไวในหนังสือ “เตาฎีฮุด-ดะลาอิล อะลา ตัรญีฮิล ฟะฎออิลว่า แน่ชัดที่สุดแล้ว เมาลานา อะมีรุลมุมินีน มีความคล้ายคลึงท่านนบีหลายเรื่อง ยิ่งกว่านั้น ในแง่ความพึงพอใจต่ออัลลอฮ์ พฤติกรรมที่ใสสะอาด ธรรมชาติส่วนตัว การเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ และสภาพความเป็นอยู่อันสูงส่งอีกมากมายหลายด้าน เรื่องนี้ถูกต้องแล้วสำหรับท่าน โดยคำบอกเล่าที่มีสายรายงานถูกต้องและสายสืบที่มาชัดเจน ไม่จำเป็นต้องยกหลักฐานและข้อพิสูขน์ใดมายืนยันอีก และไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องหาหลักฐาน และคำอธิบายใดๆมาแสดงอีก บรรดานักปราชญ์บางส่วนถือว่าคุณลักษณะบางประการของอะมีรุลมุมินีน อะลี เหมือนกับนายของเรา นบีอัลอุมมีย์ กล่าวคือ ท่านมีความเหมือนกันในชาติตระกูล เหมือนกันในความสะอาด บริสุทธิ์ โดยหลักฐานของพระองค์ ผู้ทรงสูงสุด : “อันที่จริงอัลลอฮ์ ทรงประสงค์เพียงจะขจัดออกไปซึ่งความมลทินจากพวกเจ้า และทรงขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์”(14)

มีความเหมือนกันในโองการว่าด้วยผู้ปกครองของประชาชาติ โดยหลักฐานจากพระองค์ : แท้จริง ผู้ปกครองของพวกเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งดำรงการนมาซ และจ่าย ซะกาต ขณะที่พวกเขาเป็นผู้รูกูอ์(โค้งคารวะ)(15)

มีความเหมือนกันในการทำหน้าที่และประกาศเชิญชวน โดยหลักฐานการวิวรณ์(อัลวะห์ยู)ที่ลงมายังท่านศาสดา ในวันที่ท่านมอบซูเราะฮ์ บะรออะฮ์ ให้แก่คนอื่นไปประกาศ ท่านญิบรออีล ลงมาแจ้งว่า “พระองค์มิให้ใครทำหน้าที่นั้น นอกจากเจ้าหรือเป็นคนที่มาจากเจ้า ดังนั้นท่านจึงเรียกซูเราะฮ์ บะรออะฮ์ คืนกลับมาจากคนก่อน แล้วนำมามอบให้อะลี (ร.ฎ)ในเทศกาลครั้งนั้น

ความเหมือนในฐานภาพของผู้ปกครองประชาชาติ โดยหลักฐานจากคำพูดของท่าน(ศ) : “ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองของเขา ดังนั้น อะลีคนนี้ ก็เป็ผู้ปกครองของเขาด้วย”

ความเหมือนในฐานภาพแห่งตัวตนของท่านนบี(ศ) มีโองการว่า “ดังนั้นผู้ใดโต้แย้งเจ้าในเรื่องนั้น ภายหลังจากความรู้มีมายังเจ้าแล้ว ดังนั้นจงกล่าวเถิด พวกท่านจงมาเถิด เราจะเรียกบุตรของเรา และบุตรของพวกท่านมา และเรียกสตรีของเรามา และสตรีของพวกท่านมา และตัวตนของเรามา และตัวตนของพวกท่านมาไ(16)

ความเหมือนในเรื่องเปิดประตูของท่านเพื่อเข้าในมัสยิด เช่นเดียวกับเปิดประตูของท่านศาสนทูตแห่ง อัลลอฮ์(ศ) และอนุญาตให้ท่านเข้ามัสยิดในสภาพญุนุบได้เช่นเดียวกับท่านนบี(ศ)เสมอเหมือนกัน

เมื่อการพูดคุยมาถึงตรงนี้ ก็ได้มีเสียงพึมพำดังขึ้นกลางที่ประชุมด้านฝ่ายของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ข้าพเจ้าถามถึงสาเหตุ ท่านนาวาบตอบว่า :

ในคุฏบะฮ์วันศุกร์ในมัสยิด ท่านฮาฟิซได้อ้างเกียรติยศอันนี้ว่าเป็นของอะบูบักร์(ร.ฎ) แต่ตอนนี้ ท่านกำลังอ้างว่า เป็นเกียรติยศของอิมามอะลี (ร.ฎ) ด้วยเหตุนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมจึงสับสนในความขัดแย้งข้อนี้ !

ซุลฏอน : (ถามท่านฮาฟิซ) เป็นความจริงหรือท่าน ที่ท่านอ้างว่าเกียรติยศอันนี้ เป็นของคอลีฟะฮ์อะบูบักร์?!

ท่านฮาฟิซ : ใช่…แน่นอน มีรายงานจากสาวกผู้มีเกียรติและเป็นทีเชื่อถือในความเที่ยงธรรม อะบีฮุร็อยเราะฮ์ (ร.ฎ)กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) สั่งให้ปิดประตูบ้านบรรดาสาวกที่เปิดเป็นทางตรงเข้าไปในมัสยิด ยกเว้นประตูบ้านของอะบูบักร์(ร.ฎ) และท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า : อะบูบักร์ มาจากฉัน และฉันมาจากเขา”

ซุลตอน : สำหรับคนที่ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์อย่างละเอียด และวิเคราะห์อย่างถ่องแท้นั้น จะไม่มีอะไรซ่อนเร้นเลยว่า ลูกหลานของอุมัยยะฮ์มีความพยายามสร้างคุณงามความดี และเกียรติยศให้กับบรรดาสาวกที่เป็นคู่กรณีกับท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)โดยเฉพาะเกียรติยศที่ถูกจัดให้เป็นคุณสมบัติของอะมีรุลมุมินีนอะลี(อ) พวกเขาจะยกไปอ้างให้แก่คนอื่น

กล่าวคือ มุอาวียะฮ์นั้น ได้เชิญอะบูฮุร็อยเราะฮ์, อัลมุฆีเราะฮ์,อัมร์ บินอัลอาศ,และคนกลุ่มเดียวกัน แล้วปรนเปรอปากท้องของพวกเขาด้วยอาหารหลากหลายสีสัน และตอบแทนพวกเขาด้วยทรัพย์สิน เงินทองและสั่งให้พวกเขาถ่ายทอดรายงานฮะดีษที่แต่งกันเองและคำบอกเล่าที่เหลวไหลโดยพวกซีเรีย จึงบังเกิดมีพวกนิยมมุอาวียะฮ์ พวกนิยมอะบูบักร์ พวกนิยมอุมัร พวกนิยมอุษมานขึ้นมา แพร่เรื่องราวที่โกหกมดเท็จเหล่านั้นในหมู่ประชาชน

แต่ทว่าเบื้องหน้าของบรรดาผู้ใส่ร้ายและปลอมแปลงฮะดีษนั้น ได้มีบรรดานักปราชญ์ผู้เป็นนักวิเคราะห์อย่างแท้จริงปรากฏขึ้น พวกเขาได้เปิดโปงเรื่องเล่า ที่เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาเหล่านั้นและได้เปิดเผยเรื่องราวที่ถูกปิดบัง เอาไว้

เช่น : ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ อัลลามะฮ์ อลัผู้รู้อิสระ อิบนุอัลฮะดีด กล่าวว่า : เมื่อพวกนิยมอะบูบักร์เห็นรายงานฮะดีษใดๆ ที่พวกชีอะฮ์ถือปฏิบัติ ก็จะปลอมแปลงฮะดีษต่างๆขึ้นมาให้พรรคพวกของตนในทางที่ตรงข้ามกับฮะดีษเหล่านี้ เช่น : “ถ้าหากฉันจะเอาใครเป็นสหาย” ก็เป็นฮะดีษที่พวกเขาปลอมขึ้นมาในลักษณะตรงข้ามกับฮะดีษว่าด้วยความเป็นพี่น้อง และ ฮะดีษว่าด้วย “การปิดประตู” แท้จริงมันเป็นเรื่องของอะลี(อ) แต่พวกนิยมอะบูบักร์ได้พลิกแพลงให้เป็นอะบูบักร์ …(17)

โอ้ ท่านฮาฟิซ เป็นเรื่องแปลกจากท่าน ในขณะที่ท่านอ้างคำบอกเล่านี้ที่ถูกแต่งขึ้น ให้มิตรสหายของท่าน แล้วละทิ้งรายงานบอกเล่าที่รายงานมาอย่างถูกต้อง สอดคล้อตรงกันหลายกระแสและเป็นที่ยอมรับ แน่นอน บรรดานักปราชญ์อาวุโสของพวกท่าน และเจ้าของตำราศอฮีฮ์ ทุกท่านได้รายงานไว้ว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ได้สั่งให้ปิดประตูทั้งหลายที่เคยเปิดเข้าหามัสยิด ยกเว้นประตูบ้านของท่าน กับประตูบ้านของ อิมามอะลี(อ)

ท่านนาวาบ : แน่นอน คำบอกเล่านี้ คือประเด็นความขัดแย้ง เมื่อท่านฮาฟิซกล่าวว่า : มันหมายถึง ความประเสริฐของอะบูบักร์ ขณะที่ท่านกล่าวว่า : เกียรติยศของ ซัยยิดินา อะลี (ร.ฎ)คนเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับสาวกคนอื่นๆ พวกท่านมีหลักฐานให้ตรวจสอบ มีสารบบการรายงาน อันที่ยอมรับสำหรับพวกเราหรือไม่ หมายความว่า : ที่ถูกยอมรับกันจริงๆ

ซุลฏอน : ได้แน่นอน

รายงานโดยอะห์มัด ในมุสนัด 1/175,2/26,4/369

อันนะซาอีย์ในหนังสือ สุนัน และอีกเช่นกัน ในคอศออิศ : 13,14

ฮากิม ในมุสตัดร็อก3/117,125

ซิบฏ์ อิบนุอัลเญาซีย์ ใน “อัตตัซกิเราะฮ์”24,25

อิบนุฮะญัร ใน “ศอวาอิกุลมุฮัรอเกาะฮ์”76

อิบนุฮะญัร อัลอิสก็อลลานีย์ 7/205

อิบนุกะษีร ใน ตารีค 7/342

อัลฮัยซุมีย์ ใน “มัจมะอุซซาอิด” 9/115

มุฮิบบุดดีน อัฏฏ็อบรีย์ ใน “อัรริยาฎ”

อัลฮาฟิซ อะบูนะอีม ใน “ฮุลลียะตุลเอาลิบาอ์”

อัซซะยูฏีย์ ใน “ตารีคอัลคุละฟาอ์” 116,และในเล่มอื่นๆอีก

เช่น ญัมอุลญะวามิอ์ วัลคอศออิศ อัลกุบรอ วัล ละอาลีย์ มัศนูอะฮ์ เล่ม 1

รายงานโดยอัลคอฏีบ อัลคอวาริซมีย์ ใน “อัลมะนากิบ”

อัลฮะมูวัยนีย์ ใน “ฟะรออิดุซซัมฏีน”

อิบนุอัลมะฆอซะลีย์ ใน “อัลมะนากิบ”

อัลมะนาวีย์ ใน “กุนูซุดดะกออิด”

ชิฮาบุดดีน อัลก็อสฏ็อลลานีย์ใน “อิชาดุซซารีย์” 6/81

อัลก็อนดูซีย์ ใน “ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์” หมวดที่ 17 ดูตรงฮะดีษนี้

อัลฮะละบีย์ ใน “ซีรอตุลฮะละบียะฮ์”3/374

มุฮัมมัด บิน ฏ็อลหะฮ์ ใน “มะฏอละบุสสุอูล 17

บุคคลเหล่านี้ และอื่นๆในบรรดานักปราชญ์อาวุโสและนักฮะดีษของท่านได้รายงานจากสาวกชั้นผู้ใหญ่ ผู้เป็นที่ยอมรับของพวกท่าน เช่น คอลีฟะฮ์คนที่สอง อับดุลลอฮ์ บิน อับบาส,อับดุลลอฮ์ บิน อุมัร, ซัยด์ บิน อัร ก็อม,บัรรออ์ บิน อาซิบ, อะบีซะอีด อัลคุดรีย์, อะบี ฮาซิม,อัลอัชญะอีย์,ซะอัด บิน อะบี วักกอซ, ญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัลอันซอรีย์,และฯลฯ พวกเขากล่าวว่า แท้จริงท่านนบี(ศ)สั่งปิดประตูทั้งหมดที่เปิดตรงจากบ้านของบรรดาสาวกเพื่อเข้าในมัสยิด ยกเว้นประตูบ้านของอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)

ในระหว่างที่บรรดานักปราชญ์บางคนของพวกท่านซึ่งเป็นนักวิเคราะห์หาความจริง ได้อธิบายอย่างสมบูรณ์ และเพียงพอในการชี้นำพวกที่ลุ่มหลงและมัวเมากับการโฆษณาชวนเชื่อของพวกอุมัยยะฮ์ ที่ทำให้หลง ออกจากสัจธรรมและหนทางอันเที่ยงตรง

อัลลามะฮ์ มุฮัมมัด ยูซุฟ อัชชาฟิอีย์ ได้เขียนเฉพาะเรื่องนี้ในหนังสือ “กิฟายะตุฏฏอลิบ” บทหนึ่ง คือบทที่ 50 ทั้งบทมีเฉพาะแต่เรื่องนี้ หลังจากที่ท่านได้รายงานถึงคำบอกเล่าต่างๆและได้อ้างบทรายงานต่างๆที่ถูกยอมรับโดยสารบบการรายงานของท่านแล้ว ท่านได้กล่าวว่า : นี่คือ ฮะดีษฮะซัน(สายสืบดี)ในระดับสูง

แล้วท่านยังกล่าวว่า : ที่ท่านนบี(ศ)สั่งให้ปิดประตูต่างๆนั้น ก็เพราะว่า ประตูที่พักอาศัยของพวกเขาเป็นทางเดินไปยังมัสยิด ดังนั้นอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ทรงห้ามมิให้เข้ามัสยิดในขณะมีประจำเดือนและมีมลทินทางเพศ(ญะนาบะฮ์) ดังนั้น ท่านนบี(ศ)จึงห้ามคนทั่วไปมิให้เดินเข้ามัสยิด และพักในมัสยิดสำหรับคนมีญุนุบและมีประจำเดือน แต่ยกเว้นไว้เฉพาะท่านอะลี โดยได้รับอนุญาตในเรื่องนี้

อะไรคือ เหตุผลของการอนุญาตสิ่งที่เป็นกฎมักรูฮ์(พึงรังเกียจตามหลักศาสนา) แก่ท่าน ความจริงที่ท่านถูกยกเว้นให้เป็นการเฉพาะนั้น ก็เนื่องจากท่านศาสดาอัล-มุศฏอฟา(ศ)รู้ดีว่า ท่านคลาดแคล้วจากสิ่งโสโครกทั้งตัวท่านเอง ฟาฏิมะฮ์ และบรรดาลูกๆของท่าน (ขอความจำเริญจากอัลลอฮ์ พึงมีแด่ท่าน) แน่นอน อัลกุรอาน ได้กล่าวอย่างชัดเจนถึงความสะอาดบริสุทธิ์ของพวกท่าน ในโองการของพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด :

“อันที่จริงอัลลอฮ์ ทรงประสงค์เพียงจะขจัดออกไปซึ่งความมลทินจากพวกเจ้า และทรงขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์”(18) จนถึงตอนท้าย บทรายงาน และมีการบันทึกหมายเหตุของอัลลามะฮ์ อัลกันญีย์

ถึงขนาดมีการอธิบายจากอัลลามะฮ์ อัลกันญีย์ อัชชาฟิอีย์ แล้ว ท่านฮาฟิซสมควรจะนำไปเปรียบเทียบดูกับคำบอกเล่าที่ได้นำไปอ้างกับผู้นมาซวันศุกร์ จากรายงานของอะบี ฮุร็อยเราะฮ์ หลังจากนั้น ท่านควรพิจารณาว่า มีหลักฐานบ้างไหมที่แสดงว่า อะบูบักร์สะอาดบริสุทธิ์ ?! พร้อมกันนั้น ก็จงลดสายตาลงพิจารณาสารบบการรายงาน และทำการตรวจสอบ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พูดไปแล้ว ที่ยืนยันความถูกต้องของคำบอกเล่านั้นว่าเป็นเรื่องของอิมามอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ) ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น

ท่านฮาฟิซควรจะพิจารณาว่า ท่านมีหลักฐานแสดงถึงความสะอาดบริสุทธิ์ของอะบีบักร์ไหม เพื่อที่ว่า ท่านจะได้รับความยินยอมให้เปิดประตูของท่าน ตรงทางเดินเข้ามัสยิด แล้วค่อยตั้งข้อสงสัยในข้อนั้น?

ในเมื่อไม่เคยมีมุสลิมคนใดอ้างถึงความสะอาดบริสุทธิ์ของอะบูบักร์เลย คำบอกเล่าใดๆเกี่ยวกับการเปิดประตูของอะบูบักร์ที่อยู่ตรงทางเข้ามัสยิดมิได้เป็นคำบอกเล่าที่ถูกต้อง แต่เป็นเรื่องโกหกที่ผู้แต่งเรื่องแอบอ้าง ขึ้นมาเท่านั้น บัดนี้ข้าพเจ้าขอโอกาสกล่าวถึงฮะดีษบทหนึ่ง ที่บันทึกโดยนักปราชญ์อาวุโสของพวกท่าน จากการรายงานของคอลีฟะฮ์อุมัร บิน ค็อฏฏ้อบ

อัลฮากิมบันทึกไว้ใน “มุสตัดร็อก”3/125 ฮาฟิซสุลัยมาน อัลก็อนดูซีย์ บันทึกไว้ใน “ยานาบีอุลมะวัดดะฮ์”บทที่ 56 หน้า 210 อ้างจาก “ซะคออิรุลอุกบา” มุสนัดของอิมามอะห์มัด, และรายงานโดยอัลคอฏีบ อัลคอวาริซมีย์ ใน “อัลมะนากิบ” 261 และอิบนุฮะญัร ใน “อัศศอวาอิกุลมุฮัรรอเกาะฮ์” 76, ญะลาลุดดีน ซะยูฏีย์ ใน “ตารีค อัลคุละฟาอ์”และฯลฯ เขาเหล่านั้น ทั้งหมดล้วนรายงาน(แตกต่างกันบ้างในการใช้คำ) ว่า อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ กล่าวว่า :

“แน่นอนอะลี บิน อะบีฏอลิบได้รับเกียรติถึงสามประการ แน่นอนถ้าสิ่งเหล่านั้น เป็นของฉันเพียง 1 ประการ จะเป็นที่ชื่นชอบสำหรับฉันยิ่งกว่าได้อูฐสีดง นั่นคือ :

ท่านนบี(ศ)จัดการแต่งงานเขากับบุตรสาวของท่าน

ประตูทั้งหลายถูกปิดหมด ยกเว้นประตูของเขา

เขารับมอบธงในสงครามค็อยบัร”

ในรอบนี้ ข้าพเจ้าขอเสนอเพียงแค่นี้ และเชื่อว่า สัจธรรมจะถูกเปิดเผยและปุยเมฆกำลังจะสลายไปแล้ว ความจริงจะเป็นที่ปรากฏสำหรับท่านนาวาบ และท่านฮาฟิซ รวมถึงบรรดาสมาชิกที่ประชุมทั้งมวล

บัดนี้ข้าพเจ้าจะย้อนไปยังหัวข้อการเสวนาของเรา ในตอนแรก นั่นคือ คำพูดของท่านชีฮาบุดดีน เกี่ยวกับอิมามอะลี(อ)ว่า :

หลังจากได้นำเอาคุณสมบัติบางประการของอิมามอะลี (อ)มาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติต่างๆที่คล้ายคลึงกันกับคุณสมบัติ ท่านได้กล่าวในตอนท้ายว่า : และผู้ใดศึกษาในเรื่องเกียรติยศเฉพาะตัวด้านต่างๆของท่าน และตรวจสอบเรื่องราวของท่านทั้งหมดที่มีการรับรองโดยหลักฐานทางศาสนา ก็จะรู้ทันทีว่า ท่านอะลี (อัลลอฮ์ ทรงให้เกียรติแก่ใบหน้าของท่าน)บรรลุถึงสถานะอันสูงส่งในการเจริญรอยตามท่านมุศฏอฟา นายของเรา และได้เข้าถึงจุดสูงสุดของผู้ที่ได้รับรัศมีต่างๆของท่าน อย่างชนิดที่หาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ในตัวคนอื่นๆ

นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งของคำอธิบายและการยอมรับโดยนักปราชญ์อาวุโสของพวกท่านในสิทธิ ในตำแหน่งและในเกียรติยศอันสูงส่งของอิมามอะลี(อ) และข้าพเจ้ามิได้แอบอ้างถึงสิทธิของท่านในเรื่องใดขึ้นมาเอง โดยไม่อ้างอิงลักฐาน

หากแต่ว่า ทุกถ้อยคำที่ข้าพเจ้าพูด ล้วนมาจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ทีชัดแจ้ง ละผ่านการตรวจสอบ และการวิเคราะห์โดยละเอียดมาแล้ว

แต่สาเหตุที่ทำให้รู้สึกน่าเสียใจก็คือว่า นักปราชญ์บางคนของพวกท่าน โดยเฉพาะในสมัยของเรา ที่ชักจูงผู้คนทั่วไปและบรรดาคนโง่เขลาที่เป็นสานุศิษย์ ให้ปฏิเสธความดีเด่นและเกียรติยศเหล่านั้น ที่ถูกบันทึกไว้ในตำราต่างที่ถูกยอมรับของพวกเขา ในเรื่องสิทธิของอะลี(อ) มิหนำซ้ำ บางคนยังพูดด้วยความอหังการณ์ว่าชีอะฮ์และคนอื่นๆ กล่าวเท็จ เมื่ออ้างถึงคำบอกเล่าและบทรายงานที่ถูกยอมรับต่างๆเหล่านั้น

ผลสรุปจากเรื่องที่พูด ก็คือ เป็นที่แน่ชัดว่า อะลี บิน อะบี ฏอลิบ เป็นคนที่เหมือน และเป็นหุ้นส่วนของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ดังเช่นฮารูนมีต่อมูซา บิน อิมรอน(อ) และเมื่อมูซาพบว่า ฮารูน ผู้เป็นน้องชาย เป็นุคคลที่เหมาะสมที่สุดและมีเกียรติยศที่สุด ในบรรดาชาวบะนีอิสรออีล และเป็นผู้มีความเหมาะสมในตำแหน่งนี้ ท่านได้ขอต่อพระผู้อภิบาล ว่า : “และได้โปรดแต่งตั้งผู้ช่วยให้แก่ฉัน จากสมาชิกครอบครัวของฉัน,ฮารูนน้องชายฉัน,เพื่อฉันจะได้อาศัยเขาในการทำให้ภาระของฉันมั่นคงยิ่งขึ้น, และให้ฉันมีเขาเป็นส่วนร่วมในกิจการของฉัน…”(19)

ทำนองเดียวกันนี้ มุฮัมมัด อัลมุศฏอฟา ผู้ประทับความสมบูรณ์แก่บรรดานบี(ศ)เมื่อพบว่า อะลี บิน อะบี ฏอลิบ น้องชายของท่าน(อ)เป็นผู้มีเกียรติที่สุดในประชาชาติของท่าน และมีภาษีกว่าคนทั้งหลายในด้านความรู้และสติปัญญา ดังนั้นเขาคือ คนที่เหมาะสมที่สุดกับภารกิจของตำแหน่งคอลีฟะฮ์ และเป็นคนแรกในการ ดำรงตำแหน่งอิมาม ท่านนบี(ศ)จึงขอต่อพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสูงสุดของท่าน ตามที่นบีมูซา(อ)เคยขอต่อพระองค์ ในสิทธิของน้องชาย

ท่านนาวาบ : ท่านสามารถระบุบทรายงานเรื่องนี้ได้ไหม ?

ซุลฏอน : สำหรับชีอะฮ์นั้น มีรายงานตรงกันสำหรับเรื่องนี้ โดยไม่มีการปฏิเสธใดๆ ส่วนนักปราชญ์ของพวกท่าน ก็มีการอ้างอิงไว้เหมือนกัน ในตำราที่ถูกยอมรับ ซึ่งเป็นบทรายงานที่มีสายสืบถูกต้อง และเป็นฮะดีษที่ชัดเจน

อิบนุอัลมะฆอซะลีย์ อัลฟะกีฮ์ อัชชาฟิอีย์ บันทึกไว้ใน “มะนากิบ”

ญะลาลุดดีน อัซซะยูฏีย์ บันทึกไว้ใน “ตัฟซีร อัดดุรรุลมันซูร”

อิมามอัซซะอ์ละบีย์ บันทึกไว้ใน “ตัฟซีรกะชะฟุลบะยาน”

ซิบฏุลเญาซีย์ ในหนังสือ “ตัซกิรอตุลคอวาศ” อธิบายตอนท้ายโองการว่าด้วยผู้ปกครอง(อัลวิลายะฮ์)โดยบันทึกไว้ที่หน้า 14 จากรายงานของอะบี ซัร อัลฆ็อฟฟารีย์และอัสมาอ์ บินต์ อุมัยส์ (ภรรยาคนหนึ่งของอะบูบักร์) ต่างก็ได้กล่าวว่า :

“วันหนึ่ง เราทำนมาซซุฮ์ริในมัสยิด ร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ในขณะนั้นเองมีชายคนหนึ่งมายืนขอสิ่งของจากประชาชน แต่ไม่มีใครมอบอะไรแก่เขาเลย ขณะที่อะลีกำลังรุกูอ์ ก็ได้กระดกนิ้วแสดงแก่ชายคนนั้น คนขอบริจาคจึงถอดแหวนออกจากนิ้วของอะลีไป ท่านนบี(ศ)เห็นเช่นนั้น ก็เพ่งมองไปยังท้องฟ้า แล้วกล่าวว่า : โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงมูซาพี่ของฉันขอต่อพระองค์ว่า : เขากล่าวว่า : โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดทำให้หัวใจของข้าปลอดโปร่ง และโปรดทำให้ภารกิจของข้าง่ายดายสำหรับข้า และโปรดคลายเงื่อนปมจากลิ้นของข้า ให้พวกเขาเข้าใจคำพูดของข้า และโปรดแต่งตั้งผู้ช่วยจากคนในครอบครัวของข้าให้แก่ข้า ฮารูนน้องชายของฉัน เพื่อฉันจะได้เขาช่วยกระชับความมั่นคงให้แก่ภาระของฉัน และให้เขาเป็นหุ้นส่วนในภารกิจของฉัน” แล้วพระองค์ได้ให้คำพูดกุรอานลงมายังเขาว่า

سنشدعضدكبأخيكونجعللكماسلطانافلايصلونإليكما

เราจะเสริมกำลังของเจ้าด้วยพี่น้องของเจ้า และเราจะบันดาลให้เจ้าทั้งสองมีอำนาจ ดังนั้นพวกเขาจะเข้าไม่ถึงเจ้าทั้งสอง”

โอ้อัลลอฮ์ และฉันเอง มุฮัมมัด ผู้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และนบีของพระองค์ ดังนั้นโปรดทำให้หัวใจของข้าปลอดโปร่ง และโปรดทำให้ภารกิจของข้าง่ายดายสำหรับข้า และโปรดแต่งตั้งผู้ช่วยจากคนในครอบครัวของข้าให้แก่ข้าคืออะลี เพื่อฉันจะได้กระชับความมั่นคงให้แก่ภาระของฉันด้วยเขา

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ยังไม่ทันที่ท่านนบี(ศ)จะจบการขอดุอาอ์ ญิบรออีลก็ได้นำโองการอันทรงเกียรติลงมา ดังนี้ “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา แท้จริง ผู้ปกครองของพวกเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งดำรงการนมาซ และจ่าย ซะกาต ขณะที่พวกเขาเป็นผู้รูกูอ์(โค้งคารวะ)(20)

อัลลามะฮ์ มุฮัมมัด บินฏ็อลหะฮ์ อ้างคำบอกเล่านี้ ด้วยประโยคคำพูดแตกต่างกัน ในหนังสือ “มะฏอละบุสสุอูล” 19

ยังมีอีกคำบอกเล่าหนึ่ง อ้างโดยอะบูนะอีม ใน “มุนกอบะตุลมุเฏาะฮ์ฮะรีน” เชค อะลี อัลญะอะรีย์ บันทึกใน “กันซุลบุรอฮีน” อิมามอะห์มัด บิน ฮันบัล ในหนังสือ “มุสนัด” ซัยยิด ชิฮาบุดดีนในหนังสือ “เตาฎีฮุดดะลาอิล” ซะยูฏีย์ในหนังสือ “อัดดุรรุลมันซูร” ยังมีนักปราชญ์อาวุโสคนอื่นๆของพวกท่านอีกมาก แต่เวลามีไม่พอที่จะกล่าวถึงรายชื่อของพวกเขาเพราะมีหลายคน เพราะพวกเขาได้กล่าวไว้ในตำราของพวกท่าน จากสารบบการรายงานที่แตกต่างกัน เช่น จากท่านอัสมา บินต์ อุมัยส์ และสาวกท่านอื่น กับที่พวกเขาได้รับรายงานมาจากอิบนุ อับบาส ปราชญ์แห่งประชาชาตินี้ ที่กล่าวว่า : โอ้อัลลอฮ์ มูซาบุตรของอิมรอนขอต่อพระองค์แล้ว ส่วนข้ามุฮัมมัด ก็ขอต่อพระองค์ ว่า โปรดทำให้หัวใจของข้าปลอดโปร่ง และโปรดทำให้ภารกิจของข้าง่ายดายสำหรับข้า และโปรดคลายเงื่อนปมจากลิ้นของข้า ให้พวกเขาเข้าใจคำพูดของข้า และโปรดแต่งตั้งผู้ช่วยจากคนในครอบครัวของข้าให้แก่ข้าคืออะลี เพื่อฉันจะได้เขาช่วยกระชับความมั่นคงให้แก่ภาระของข้า และให้เขาเป็นหุ้นส่วนในภารกิจของข้า”

อิบนุอับบาส กล่าวว่า : ฉันได้ยินเสียงพูดว่า : โอ้อะห์มัด แน่นอน ข้าได้ให้ตามที่เจ้าขอแล้วอิบนุอับบาสกล่าวว่า : แล้วท่านนบี(ศ)ได้จับมืออะลีชูขึ้นฟ้า แล้วกล่าวว่า : โอ้อะลี ! ยกมือขึ้นขอจากพระผู้อภิบาลของเจ้า เพื่อพระองค์จะทรงประทานให้แก่เจ้า สักสิ่ง

แล้วอะลีก็ยกมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “โปรดทำให้ฉันมีข้อผูกพันอย่างหนึ่งไว้กับท่านและโปรดทำให้ฉันมีความภักดีต่อท่าน”

แล้วญิบรออีลก็ได้นำโองการอันทรเกียรติลงมา : “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีงาม พระผู้ทรงกรุณาจะทำให้พวกเขามีความภักดี”(21)

บรรดาสาวกมีความแปลกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นท่านนบี(ศ)จึงกล่าวว่า “พวกเจ้าแปลกใจ ด้วยเรื่องอันใด ? แท้จริงอัล-กุรอานมีสี่ส่วน 1-เรื่องของพวกเราอะฮ์ลุลบัยต์โดยเฉพาะ 2- เรื่องของที่อนุญาต 3-เรื่องของต้องห้าม 4-เรื่องบทบัญญัติและกฏเกณฑ์ทางศาสนา และอัลลอฮ์ทรงประทานมาในเรื่องของอะลี(อ)เพื่อเป็นเกียรติยศของอัลกุรอาน

เชคอับดุสสลาม : สมมุติว่าคำพูดของท่าน ถูกต้องจริง ดังนั้น ฮะดีษว่าด้วยตำแหน่ง(อัลมันซิละฮ์) ก็มิได้เจาะจงว่าจะมีเพียงสำหรับอะลี บินอะบีฏอลิบ หากแต่ยังมีรายงานในเรื่องสิทธิของผู้อาวุโสทั้งสองท่านด้วย คือ อะบีบักร์ และอุมัร(ร.ฎ)

กล่าวคือ มีการรายงานโดยก็อซอะฮ์ บิน ซุวัยด์ จากอะบี มุลัยกะฮ์ จากอิบนุอับบาสว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า : อะบูบักร์และอุมัร กับฉันมีฐานะฮารูนกับมูซา

ซุลฏอน : ถ้าหากพวกท่านรู้ว่า บรรดานักปราชญ์ของพวกท่านให้ทัศนะไว้อย่างไรกับผู้รายงานฮะดีษนี้ แน่นอนพวกท่านจะไม่ยึดถือมันเลย !

เพราะ “ก็อซอะฮ์”นั้น ก็เหมือนกับอัลอามิดีย์ เป็นคนโกหก ที่แต่งเรื่อง และแท้จริงนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญประวัติบุคคล ระดับอาวุโสของพวกท่านปฏิเสธคนผู้นี้ โดยกล่าวว่า รายงานต่างของเขาผู้นี้ ไม่เป้นที่ยอมรับ

เช่น : อัลลามะฮ์ อัซซะฮะบีย์ บันทึกไว้ในหนังสือ “มีซานุลอิอ์ติดาล”กล่าวในคำอธิบายประวัติของ “ก็อซอะฮ์ บิน ซุวัยด์ว่า ฮะดีษ(ว่าด้วยตำแหน่งของอะบูบักร์และอุมัร)เขาได้อ้างฮะดีษนี้แก่อัมมาร บิน ฮารูน และอัมมารได้ปฏิเสธ โดยกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องเท็จ”

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าแปลกใจกับพวกท่าน ในขณะที่ละทิ้งฮะดีษซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างเอกฉันท์ และถูกรายงานในตำราของทั้งสองฝ่าย และได้รับการสนับสนุนโดยฮะดีษมีสายรายงานถูกต้อง(ศอฮีฮ์) บทอื่นๆอีก แต่พวกท่านก็ยังยึดถือฮะดีษที่ด้อยความน่าเชื่อถือ(ฎออีฟ) เป็นฮะดีษที่ถูกปฏิเสธ จากทั้งสองฝ่าย และไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดานักปราชญ์ระดับอาวุโสของพวกท่านผู้คงแก่เรียน !!

เมื่อข้าพเจ้าพูดมาถึงตรงนี้ สมาชิกในที่ประชุมบางท่านมองไปที่นาฬิกา แล้วกล่าวว่า “การสนทนามานานไปแล้วสำหรับเรา” และเลยเวลาเที่ยงคืนแล้ว ดังนั้น ข้าพเจ้าเห็นควรหยุดการเสวนาแล้วยกเรื่องไปคุยกันต่อในคืนถัดไป

สมาชิกที่ประชุมเห็นพ้องด้วยกันทั้งหมด พวกเขาต่างอำลากลับ และเดินทางกลับบ้านเรือน