เปชวาร์ราตรี : เสวนาชีอะห์-ซุนนี คืนที่ 3

9

คืนวันอาทิตย์ที่ 25 รอญับ ฮ.ศ 1345

ท่านฮาฟิซมุฮัมมัด รอชีด หร้อมด้วยผู้อาวุโสและนักปราชญ์กลุ่มหนึ่ง พร้อมกับคณะผู้ติดตามเข้ามาในที่ประชุมตั้งแต่เริ่มค่ำ เมื่อทุกคนเข้ามานั่งประจำที่แล้ว พวกเขาต่างรับน้ำชาและขนม…

ท่านฮาฟิซ :“เมื่อคืน เมื่อกลับจากที่นี่ไปถึงบ้าน ข้าพเจ้าตำหนิตัวเองเป็นอย่างมาก ที่ขาดการศึกษาอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับมัซฮับอื่น รวมทั้งความเชื่อและคำสอนของพวกเขา และยังไม่ได้ศึกษาตำราของพวกเขาอย่างพอเพียง ซึ่งตามทัศนะของท่าน ก็คือ เหมือนกับเป็นการถือทิฐิอย่างคลั่งไคล้ต่อมัซฮับ!

จากคำพูดของท่าน เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่า ชีอะฮ์ได้แตกแยกออกเป็นหลายมัซฮับและหลายแนวทางแตกต่างกัน ดังนั้นในทัศนะของท่าน ถือว่า มัซฮับใดกันแน่ ที่เป็นสัจธรรม ? ขอให้อธิบายให้เรารู้ด้วยเถิดว่า เรากำลังเสวนากับท่าน เกี่ยวกับมัซฮับอะไร ? เพื่อเราจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการทำความเข้าใจทางศาสนา และการเสวนาเกี่ยวกับมัซฮับกันคราวนี้!

ซุลฏอน : “เมื่อคืน ข้าพเจ้ายังมิได้กล่าวเลยว่า ชีอะฮ์มีหลายมัซฮับ ความจริงแล้วชีอะฮ์ มีเพียงมัซฮับเดียว และพวกเขาคือ ผู้เคารพเชื่อฟังอัลลอฮ์และศาสนทูต มุฮัมมัด(ศ)และบรรดาอิมาม 12 ท่าน(อ)

แต่ที่เกิดมัซฮับต่างๆขึ้นมากมาย ก็เพราะเหตุผลทางโลกและทางการเมือง แล้วแอบอ้างว่า เป็นชีอะฮ์ บรรดาคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ส่วนใหญ่จะคล้อยตาม จึงเลยเชื่อถือในความผิดพลาดและการปฏิเสธศาสนาของพวกเขา บรรดาคนที่โง่เขลา และผู้หลงลืมก็จะถือว่า เขาเหล่านั้นเป็นชีอะฮ์ และเผยแพร่ตำราต่างๆออกมาบนพื้นฐานอันผิดพลาดนี้ โดยปราศจากการวิเคราะห์และวิจัยอย่างถ่องแท้

ส่วนมัซฮับต่างๆที่ถูกนำไปอ้างว่าเป็นชีอะฮ์ จากสาเหตุความโง่เขลาหรืมีจุดประสงค์ทางการเมืองและผลประโยชน์ทางโลกนั้น ในยุคแรกๆมี 4 มัซฮับด้วยกัน หายlสาปสูญไปแล้ว 2 มัซฮับและยังมีอยู่สองมัซฮับ ซึ่งได้ขยายสาขาจากนี้ไปเป็นมัซฮับอื่นๆอีก

มัซฮับทั้ง 4 นั้น คือ ซัยดียะฮ์,อัลกัยซานียะฮ์,อัลกุดาฮียะฮ์,และอัล-ฆูลาต

มัซฮับซัยดียะฮ์

หลังจากอิมามอะลี บิน ฮุเซน(อ)วายชนม์ ชีอะฮ์อิมามียะฮ์กลุ่มหนึ่งหันไปนิยมท่านซัยด์บุตรของท่านคนหนึ่ง คนกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม “ซัยดียะฮ์” ซึ่งมีทัศนะว่า “ตำแหน่งอิมามเป็นสิทธิของลูกหลานท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ และถือว่า บุคคลอื่นนอกเหนือจากนี้ ไม่มีสิทธิรับตำแหน่งอิมาม” อย่างไรก็ดี พวกเขาถือว่า เชื้อสายท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ที่เป็นผู้รู้ สมถะ กล้าหาญ มีใจเผื่อแผ่ มีบทบาทในตำแหน่งอิมามนั้น จะต้องเป็นอิมาม ที่จำเป็นต้องเคารพเชื่อฟังเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานของฮะซัน หรือลูกหลานของฮุเซนก็ตาม(1)

เมื่อท่านซัยด์(อ)เป็นคนอย่างนี้ พวกเขาก็ยึดถือท่านเป็นอิมามหลังจากบิดา กล่าวคือ ท่านได้ออกคำสั่งให้ทำความดี ยับยั้งความชั่วและต่อต้านความอธรรมให้พ้นจากตัวท่านเองและบรรดาผู้ศรัทธา ในฐานะท่านเป็นซัยยิดผู้ทรงเกียรติ เป็นผู้รู้ผู้สำรวมตนสูง เป็นคนกล้าหาญ ที่เผื่อแผ่และเป็นผู้ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เคยกล่าวถึงเรื่องการพลีชีพ(ชะฮีด)ของท่าน โดยมีรายงานจากอิมามฮุเซน(อ)เล่าว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เคยวางมือของท่านลงบนสันหลังของฉันแล้วกล่าวว่า “โอ้ฮุเซน จากกระดูกสันหลังของเจ้านี้ จะมีบุรุษผู้หนึ่ง ถูกเรียกขานว่า “ซัยด์” เขาจะเป็นผู้พลีชีพ ครั้นเมื่อถึงวันฟื้นคืนชีพ เขาและสหายของเขาจะเขียนที่คอของคนทั้งหลายแล้วพวกเขาจะเข้าสวรรค์”

อิมามอะลี บิน มูซา อัรริฎอ(อ) เคยกล่าวกับมะมูน ในขณะที่เขาพูดถึงท่านซัยด์ บิน อะลี ผู้พลีชีพ(ชะฮีด)ว่า “เขาคือนักปราชญ์คนหนึ่งในวงศ์วานของมุฮัมมัด เขาโกรธในหนทางของอัลลอฮ์ โดยต่อสู้กับศัตรูของพระองค์ จนกรทั่งถูกสังหารในหนทางของพระองค์ แน่นอน บิดาของฉัน มูซา บุตรของญะฟัรนั้น ท่านเคยฟังท่านญะฟัร บิน มุฮัมมัดบิดาของท่านกล่าวครั้งหนึ่งว่า “อัลลอฮ์ทรงเมตตาซัยด์ลุงของฉัน แท้จริงเขาประกาศเชิญชวนสู่ความพึงพอใจของวงศ์วานมุฮัมมัด ถ้าเขาต่อสู้ แน่นอน เขาก็วายชนม์เพื่ออัลลอฮ์ ทั้งนี้ก็เพราะท่านกล่าวว่า “ฉันของประกาศเชิญชวนพวกท่านสู่ความพึงพอใจของวงศ์วานมุฮัมมัด”(2)

อัลค็อซซาซ(3)ได้รายงานฮะดีษยาวบทหนึ่งจากมุฮัมมัด บิน บะกีร กล่าวว่า “ฉันได้เข้าพบท่านซัยด์ บิน อะลี บินฮุเซน บิน อะลี บิน อะบี ฏอลิบ ซึ่งมีซอลิห์ บิน บัชร์อยู่ด้วย ฉันให้สลามแก่ท่าน ในขณะนั้น ท่านต้องการออกเดินทางไปอิรัก ฉันพูดกับท่านว่า “โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์….ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เคยสัญยากับพวกท่านหรือไม่ว่า เมื่อไหร่ ผู้ดำรงอยู่(กออิม)ในหมู่พวกท่านจะปรากฏ ? ท่านตอบว่า “โอ้บุตรของบะกีร ท่านมิอาจอยู่จนทันได้พบกับเขาหรอก แท้จริง ภารกิจอันนี้ หลังจากผ่านยุคคนนี้(อิมามบากิร)ไปแล้ว ยังมียังมีบรรดาทายาทสืบต่ออีก 6 คน หลังจากนั้นอัลลอฮ์จะทรงบันดาลให้ผู้ดำรงอยู่(กออิม)ของเราปรากฏ แล้วเขาจะทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรม และยุติธรรม เหมือนดั่งที่ความอธรรมหรือความอธรรม เคยเต็มมาก่อน”

ฉันกล่าวอีกว่า “โอ้บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ท่านมิใช่เจ้าของอำนาจการปกครองหรือ ?

ท่านกล่าวว่า “ฉันคือคนหนึ่งในเชื้อสายของท่านศาสดา ถ้าฉันได้กลับมา อำนาจการปกครองก็จะกลับมาหาฉัน” ฉัน(บะกีร)กล่าวอีกว่า นี่คือคำพูดของท่านเอง หรือเป็นคำพูดจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)? ท่านซัยด์กล่าวว่า “ถ้าหากฉันเป็นคนที่รู้ในสิ่งเร้นลับ แน่นอนฉันจะสะสมสิ่งที่ดีให้มากที่สุด แต่มิใช่อย่างนั้น ทว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้ให้สัญญาแก่พวกเราไว้ ซึ่งพันธะสัญญาของท่านแล้ว”

อัล-กีซานียะฮ์

ได้แก่สหายของ “กีซาน” ผู้เป็นทาสคนหนึ่งที่ท่านอิมามอะลี(อ)ซื้อมาแล้วปล่อยให้เป็นอิสระ เขาเป็นคนอ้างว่า ตำแหน่งอิมามเป็นของมุฮัมมัด บิน ฮะนะฟียะฮ์ หลังจากอิมามฮะซันอัล-มุจตะบาและอิมามฮุเซน ประมุขของบรรดาผู้พลีชีพ(อ)แต่ทว่า ท่านมุฮัมมัดเอง ไม่เคยอ้างตนว่า เป็นอิมามแต่อย่างใด ในทัศนะของเราถือว่า ท่านเป็นประมุขของเหล่าบรรดาตาบิอีน เป็นที่ยอมรับในความรู้ ความสมถะ ความสำรวมตน และการเคารพเชื่อฟังอิมามซัจญาด(อ)ซัยนุลอาบิดีน

แต่ทว่า นักประวัติศาสตร์บางท่าน รายงานถึงความขัดแย้งบางอย่างระหว่างท่านทั้งสอง ฉะนั้น พวกกีซานีย์จึงถือเอาความขัดแย้งนั้น เป็นหลักฐาน ในการอ้างว่า ท่านมุฮัมมัด บิน ฮะนะฟียะฮ์ มีตำแหน่งเป็นอิมาม

แต่ในความเป็นจริง ท่านประสงค์จะชี้ให้บรรดาสหายของท่านเห็นว่า ท่านไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งอันสูงส่ง ความเห็นในหมู่ชนทั่วไปนั้นขัดแย้งกับความเห็นของอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ) โดยท่านอิมาม(อ)ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน เด็ดขาดแก่ท่าน ซึ่งท่านมุฮัมมัดได้ให้สลามและการเคารพเชื่อฟังต่อท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ ในที่สุดท่านได้พิสูจน์ความจริงเรื่องตำแหน่งอิมาม ณ ที่ตั้งหินดำ และหินดำได้ให้ข้อพิสูจน์ยืนยันถึงตำแหนงอิมามของท่านอะลี บินฮุเซน(อ) ดังนั้น ท่านมุฮัมมัด บิน ฮะนะฟียะฮ์ จึงให้สัตยาบันรับรองตำแหน่งอิมามของอิมามซัจญาด บุตรแห่งพี่ชาย และบรรดาสหายของท่านก็ปฏิบัติตาม มีระดับแกนนำหลายคนเช่น อะบูคอลิด อัลกาบิลีย์ พวกเขาต่างให้สัตยาบัน นอกจากคนจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งคนในส่วนที่เหลือก็อยู่กับมัซฮับที่หลงผิด โดยมีข้ออ้างว่าการที่ท่านมุฮัมมัดยอมรับตำแหน่งอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ)นั้นเกิดขึ้นเพื่อความปรองดอง ซึ่งเราไม่รู้จักกับมัน!!

หลังจากท่านมุฮัมมัดตายแล้ว พวกเขาก็กล่าวว่า ท่านยังไม่ตาย!ท่านเพียงแต่หายตัวไปในบริเวณภูเขาริฎวีย์เท่านั้น ท่านคือ ผู้เร้นกาย เป็นผู้ถูกรอคอย ตามที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้บอกเล่าไว้ และท่านจะมาปรากฏ และจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความเที่ยงธรรมและยุติธรรม

พวกเขายังแบ่งแยกออกเป็น 4 กลุ่ม คือ มุคตารียะฮ์, กัรบียะฮ์,อิสหากียะฮ์,และอัลฮัรบียะฮ์ ทั้งหมดเหล่านั้นสูญสลายไปแล้ว และ ณ วันนี้ เราไม่รู้เลยว่า ยังมีใครสักคนที่นับถือมัซฮับของพวกเขาอยู่

อัลก็อดดาฮียะฮ์

เป็นพวกที่ทำตัวลึกลับ โดยแสดงตนด้วยการยึดถือความเชื่อบางประการของชีอะฮ์ แต่ซ่อนการปฏิเสธศาสนา,นอกจารีต,และต่อต้านศาสนาเอาไว้!!

ผู้ก่อตั้งมัซฮับที่ผิดพลาดนี้ คือมัยมูน บิน ซาลิมหรือดัยฮาน เป็นที่รู้จักและมีสมญานามว่า “ก็อดดาฮ์” เดิมทีมัซฮับนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอียิปต์ พวกเขาได้เปิดฉากการตีความอัล-กุรอานและฮะดีษตามทัศนะที่พวกเขามีความประสงค์ พวกเขาถือว่า บทบัญญัติศาสนามีทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้น และกล่าวว่า อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดทรงสอนนบีของพระองค์ให้รู้เกี่ยวกับบทบัญญัติที่ซ่อนเร้น แล้วท่านได้สอนความรู้นั้นให้แก่ท่านอะลี และท่านอะลี(อ)ก็สอนความรู้นั้น ให้แก่ลูกหลานของท่าน และบรรดาชีอะฮ์ ผู้บริสุทธิ์ใจ

พวกเขากล่าวอีกว่า บรรดาผู้รู้เกี่ยวกับบทบัญญัติอันซ่อนเร้น มีอิสระเสรีและหลุดพ้นจากการเคารพเชื่อฟัง หลุดพ้นจากความเป็นบ่าวอย่างเปิดเผย!!

พวกเขาก่อตั้งมัซฮับของพวกเขาไว้กับพื้นฐานทั้ง 7 และเชื่อว่าบรรดานบีมีเพียง 7 ท่านและมีอิมามเพียง 7 ท่าน พวกเขากล่าวว่า อิมามที่ 7 อิมามมูซา บิน ญะฟัร(อ)นั้น เร้นกายหายตัวไปเท่านั้น ท่านยังไม่ตาย แต่จะปรากฏตัว และจะสถาปนาความเที่ยงธรรมและยุติธรรมในแผ่นดิน พวกเขาแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ

1-นาศิรียะฮ์ หมายถึง เหล่าสหายของนาศิร คุสรูอะละวีย์ ซึ่งสามารถใช้คำขวัญดึงคนส่วนมากในบรรดาผู้หลงลืมเข้าสู่ความเป็นผู้ปฏิเสธและเป็นพวกนอกศาสนา เขามีสมาชิกอยู่ในเมืองฏ็อบริสตาน

2-ศุบบาฮียะฮ์ ได้แก่เหล่าสหายของฮะซัน ศ็อบบาห์ เดิมเป็นชาวอียิปต์ ต่อมาได้อพยพไปยังอิหร่านและเผยแพร่คำสอนของตนในเมืองนะวาฮีย์ก็อซวีน ได้มีเหตุการณ์ที่เลวร้ายเกิดขึ้นที่นั่น เพราะสาเหตุมาจากเขา ซึ่งได้ฆ่าคนตายเป็นจำนวนมากและประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้อย่างละเอียด โดยไม่จำเป็นต้องนำมากล่าวถึงในที่นี้

อัล-ฆูลาต

คนเหล่านี้เป็นพวกสกปรกอีกพวกหนึ่ง ที่อ้างตนเป็นชีอะฮ์ ซึ่งมีอยู่ 7 กลุ่มด้วยกัน ทั้งหมด ล้วนออกนอกแนวทาง ได้แก่ ซะบะอียะฮ์,มันซูรียะฮ์,อัลฆอรอบียะฮ์,อัลบะซีฆียะฮ์,อัลยะอ์กูบียะฮ์,อิสมาอีลียะฮ์,และพวกอัดดุรรุซียะฮ์

ไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงสภาพความเชื่อถือใดๆของพวกเขาเพียงแต่ข้าพเจ้าเคยชี้แจงและเตือนสติพวกเขาไปแล้ว โดยกล่าวว่า พวกเราชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์นั้นไม่เกี่ยวข้องจากคนพวกนี้และมัซฮับที่หลงผิดเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง และเราถือว่าพวกเขาเป็นพวกปฏิเสธศาสนาและเป็นสิ่งโสโครกตามศาสนบัญญัติ(นัจซ์)ที่จำเป็นต้องหลีกห่าง

นี่คือกฎของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ที่เราถือปฏิบัติต่อพวกเขาและเมื่อคืนข้าพเจ้าก็ได้ยกบางบทรายงานจากบรรดาอิมามของเรา(อ)มากล่าวให้พวกท่านฟังในเรื่องของเหล่าบรรดาพวกนอกศาสนาไปแล้ว

เป็นที่น่าเสียใจ ที่เราพบว่า นักเขียนส่วนมากไม่แยกแยะระหว่างชีอะฮ์อิมามียะฮ์ญะฟะรียะฮ์กับพวกเหล่านี้ที่อ้างตนเป็นชีอะฮ์ ทั้งๆที่รู้ว่าจำนวนของพวกเราเหนือกว่า สาวกของมัซฮับที่หลงผิดเหล่านี้หลายเท่าตัวนัก ในขณะที่คนเหล่านั้นเป็นเพียงกลุ่มเล็กกะจิ๊ดริด จำนวนของพวกเราปัจจุบัน มีมากกว่าร้อยล้าน สหายของพวกเรามีในทุกประเทศทั่วโลก และเราประกาศความบริสุทธิ์ของพวกเรา ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่เสียหายและมัซฮับที่ผิดพลาดเหล่านี้ที่แอบอ้างว่า เป็นชีอะฮ์

หลักความเชื่อของเรา(ชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์)

บัดนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงความเชื่อของชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์โดยสังเขป ขอความกรุณาว่า อย่าได้เชื่อมโยงพวกเรากับเรื่องอื่นนอกเหนือจากที่ข้าพเจ้าได้อธิบาย

เราเชื่อมั่น ในการดำรงอยู่ของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสูงสุด เป็นการดำรงอยู่อันเที่ยงแท้(วาญิบ)เป็นองค์เดียว ผู้ทรงเอกะ ทรงเป็นที่พึ่ง ไม่ทรงประสูติและไม่ถูกประสูติ และไม่มีสักสิ่งเดียวเสมอเหมือนพระองค์ไม่มีผู้คล้ายคลึงกับพระองค์ และไม่มีคู่เคียง ไม่เป็นเรือนร่าง และไม่เป็นรูปลักษณ์ ไม่สิงสู่ในเรือนร่างใด ไม่ทรงจำกัดกับสถานที่ใด ไม่เป็นขนาด และไม่เป็นสสาร แต่ทรงเป็นผู้สร้างขนาด ผู้สร้างสสาร และเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง ผู้ทรงบริสุทธิ์พ้นจากลักษณะต่างๆทั้งหมดที่คล้ายคลึงกับสิ่งทั้งหลาย พระองค์ไม่มีภาคีหุ้นส่วนในการสร้าง และทรงร่ำรวยที่แท้จริง และทุกสรรพสิ่งล้วนมีความจำเป็นต่อพระองค์โดยแท้

พระองค์ส่งบรรดาศาสนทูตของพระองค์ไปยังมนุษย์ผู้ถูกสร้าง โดยได้คัดเลือกคนส่วนหนึ่งจากมนุษย์แล้วส่งพวกเขาไปยังมนุษย์ทั้งหลายนั้น พร้อมกับโองการและบทบัญญัติของพระองค์ เพื่อสอนพวกเขาให้รู้จัก และเคารพภักดีพระองค์ ดังนั้นทุกศาสนทูตล้วนมาจากอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ สถานการณ์ใดก็ตาม ไม่ลิดรอนพระองค์และมนุษย์มีความจำเป็นต่อพระองค์ จำนวนบรรดานบีนั้นมากมายยิ่งนัก แต่ทว่า ที่เป็นผู้นำพาบทบัญญัติศาสนานั้นมี 5 ท่าน พวกเขาคือ เจ้าของเกียรติยศสูงสุดยิ่ง(อุลุลอัซมิ) ได้แก่

1-นูห์ นาญียุลลอฮ์ 2-อิบรอฮีม คอลีลุลลอฮ์ 3-มูซา กะลีมุลลอฮ์ 4-อีซา รูหุลลอฮ์ 5-มุฮัมมัด ฮะบีบุลลอฮ์ ขอความจำเริญจากอัลลอฮ์ และความสันติสุขพึงมีแด่ทุกท่านเหล่านี้

ประมุขและคนสุดท้ายในบรรดานบีเหล่านั้น คือ นบีของเรา มุฮัมมัด อัล-มุศฏอฟา(ศ)ผู้ซึ่งนำศาสนาอิสลามอันเที่ยงธรรม ที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยมาเป็นศาสนาสำหรับปวงบ่าวของพระองค์ จนถึงวันฟื้นคืนชีพ

ฉะนั้น ของอนุญาต(ฮะลาล)โดยมุฮัมมัด(ศ) ย่อมเป็นของอนุญาตจนถึงวันฟื้นคืนชีพ และของต้องห้าม(ฮะรอม)โดยมุฮัมมัด ย่อมเป็นของต้องห้าม จนถึงวันฟื้นคืนชีพ

คนทั้งหลายจะรับผลตอบแทนในวันพิพากษา ด้วยการทำงานของพวกเขาเอง โลกนี้คือสถานเพาะปลูก เพื่อวันปรโลก อัลลอฮ์ทรงให้ชีวิตแก่สรรพสิ่งถูกสร้าง ด้วยอานุภาพของพระองค์ ทรงนำวิญยาณคืนกลับสู่ร่างทั้งหลาย และทรงสอบสวนพวกเขาตามวจีกรรมและพฤติกรรมที่มีมา “ดังนั้น ผู้ใดกระทำความดี แม้เพียงละอองธุลีหนึ่ง เขาก็จะเห็นมัน และผู้ใดกระทำความชั่ว แม้เพียงละอองธุลีหนึ่ง เขาก็จะเห็นมัน”(4)

เราเชื่อว่า อัล-กุรอาน คัมภีร์แห่งวิทยปัญญา คือคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ ผู้จำเริญ สูงสุด ทรงประทานลงมายังศาสนทูตของพระองค์ ผู้ทรงเกียรติ มุฮัมมัด(ศ) นั่นคือ คัมภีร์ที่อยู่ในมือของมวลมุสลิม ไม่มีการดัดแปลง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่อักษรเดียว ดังนั้นจำเป็นที่เราต้องยึดถือและปฏิบัติตามคำสั่งในคัมภีร์ เช่น การนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต การจ่ายคุมซ์ การบำเพ็ญฮัจญ์ และการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์

เราต้องยึดมั่นในทุกเรื่องที่พระผู้อภิบาล ผู้ทรงสูงสุด มีบัญชาไว้ ทั้งในส่วนของภารกิจที่จำเป็น(วาญิบ)และภารกิจอาสา(นาฟิละฮ์)ทุกประการที่ท่านนบี(ศ)นำมาประกาศไว้และเราต้องเชื่อมสัมพันธ์กับแนวทางของท่าน

เราต้องไม่ประพฤติในสิ่งละเมิด ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เช่นดื่มสุรา เล่นการพนัน ล่วงละเมิดประเวณี รักร่วมเพศ ดอกเบี้ย ฆ่าชีวิตที่ต้องห้าม ความอธรรม การลักขโมย และอื่นๆที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ทรงห้าม

เราเชื่อมั่นว่า อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุดองค์เดียวเท่านั้น ที่แต่งตั้งบรรดาศาสนทูตและประทานคัมภีร์ และบทบัญญัติลงมายังพวกเขา คนกลุ่มใดก็ตาม ย่อมไม่มีสิทธิจะตั้งศาสนาและนบีใดๆเพื่อตัวเอง นอกเหนือจากผู้ที่ถูกแต่งตั้งมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ทำนองนี้เอง พระองค์เพียงผู้เดียว คือผู้ซึ่งคัดเลือก คัดสรรบรรดาคอลีฟะฮ์แห่งศาสนทูตของพระองค์ โดยวางเป็นข้อบัญญัติ แล้วท่านศาสนทูตก็แนะนำพวกเขาให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชาติอิสลาม

ฉันใดก็ตาม ที่บรรดานบีทั้งมวลเคยแนะนำทายาท และคอลีฟะฮ์ของตนให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชาติของพวกเขามาแล้วในอดีต มุฮัมมัด(ศ)นบีคนสุดท้ายก็ฉันนั้น ท่านมิได้ละทิ้งประชาชาติของท่านไว้โดยปราศจากผู้นำ ปราศจากประมุขผู้ชี้ทางภายหลังจากทาน หากแต่ท่านได้แต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นผู้ปกครอง เป็นผู้ชี้ทาง เป็นผู้รู้ ผู้นำทางและเป็นอิมามสำหรับประชาชาติของท่าน เป็นคอลีฟะฮ์ภายหลังจากท่านในการเผยแพร่ศาสนาและรักษาบทบัญญัติของท่าน

ท่านนบี(ศ)ได้กำหนดเป็นข้อบัญญัติ(ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในตำราของพวกท่าน)ไว้ว่า คอลีฟะฮ์ของท่านภายหลังจากท่านสิ้นชีวิตแล้ว มี 12 คน ท่านได้แนะนำชื่อและสมญานามของท่านเหล่านั้นให้ประชาชาติของท่านรู้จัก คนแรกในหมู่พวกท่าน คือ ประมุขของบรรดาทายาทท่านศาสดา ได้แก่ ท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)หลังจากนั้นก็คือ ท่านฮะซันอัลมุจตะบาบุตรชาย ต่อจากนั้นเป็น ท่านฮุเซนประมุขของเหล่าบรรดาผู้พลีชีพ ต่อไปคือ อะลี บิน ฮุเซนซัยนุลอาบิดีน ต่อไปคือ มุฮัมมัด บากิร บุตรของฮุเซนผู้ปราดเปรื่องทางวิชาการ ถัดไปคือ ญะฟัร ศอดิกบุตรของมุฮัมมัด ต่อไปคือ มูซา กาซิมบุตรของญะฟัร ต่อไปคือ อะลี ริฎอ บุตรของมูซา กาซิม ต่อไปคือ มุฮัมมัด ตะกีย์ บุตรของอะลี ต่อไปคือ อะลี อันนะกีย์ บุตรของมุฮัมมัด ต่อไปคือ ฮะซัน อัสกะรีย์บุตรของอะลี และต่อไปคือ มุฮัมมัด อัล-มะฮ์ดีย์ บุตรชายของฮะซัน ท่านคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์ ผู้ดำรงอยู่ในฐานะผู้ถูกรอคอย ซึ่งท่านได้เร้นกายจนพ้นจากสายตามนุษย์ทั้งหลาย ท่านจะมาปรากฏกายเพื่อทำให้โลกนี้เปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรมและยุติธรรม หลังจากที่เคยเนืองนองด้วยความอธรรมและความไม่ถูกต้อง แน่นอน ได้มีคำบอกเล่าสอดคล้องตรงกันในตำราของพวกท่านและจากสายรายงานของพวกท่านอีกด้วยว่า ท่านนบี(ศ)ได้บอกเล่าถึงเรื่องการปรากฏกายของอัล-มะฮ์ดีย์ เจ้าของกาลเวลาในปัจจุบัน ท่านคือผู้จะมาครองโลก ซึ่งชาวโลกทั้งมวลกำลังรอคอยเพื่อลบล้างความอธรรมและความไม่ถูกต้อง แล้วท่านจะสถาปนาความยุติธรรม และความเที่ยงธรรมด้วยวิธีการอันเรียบง่าย

ด้วยถ้อยคำเดียวกัน ข้าพเจ้าขอสรุปว่า เราเชื่อมั่นในบทบัญญัติทั้ง 5 ประการ(สิ่งอนุญาต(ฮาลาล), สิ่งต้องห้าม(ฮะรอม) สิ่งที่ชอบ(มุสตะฮับ) สิ่งพึงรังเกียจ(มักรูฮ์) และสิ่งอนุโลม(อัล-มุบาห์) ตามที่อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติได้ชี้แจง หรือตามที่มีระบุในรายงาน คำบอกเล่าที่มีหลักฐานถูกต้อง(ศอฮีฮ์)อันถูกบันทึกจากท่านนบี(ศ)และจากอะฮ์ลุลบัยต์(สมาชิกครอบครัว)ของท่าน ผู้ประเสริฐและผู้บริสุทธิ์ มาถึงเรา

ข้าพเจ้าขอบพระคุณอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลที่บันดาลให้ข้าพเจ้าสมประสงค์ในความเชื่อมั่นทุกเรื่องราวเหล่านี้โดยการวิเคราะห์ โดยการศึกษาค้นคว้า โดยความรู้ และการค้นหาหลักฐาน มิใช่เป็นการคล้อยตาม(ตักลีด)บรรดาบุพการี ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจในศาสนานี้และในมัซฮับที่ข้าพเจ้ากำลังยึดถือ และขอประกาศว่า มีความพร้อมให้มีการตรวจสอบความเชื่อของข้าพเจ้าได้ ทุกแง่มุม ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ โดยพลังของอัลลอฮและอำนาจของพระองค์เท่านั้น ที่ข้าพเจ้ายืนหยัดกับหลักการนี้ได้อย่างมั่นคง

“มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอลลอฮ์ ผู้ทรงชี้นำเรามายังสิ่งนี้และเรามิอาจเข้าสู่ทางนำได้ ถ้าหากมิใช่เพราะอัลลอฮ์ทรงชี้นำเรา”(5)

เสียงอะซานนมาซอิชาอ์ดังขึ้นและหลังจากเสร็จนมาซแล้ว ทุกคนก็ดื่มชา และรับประทานขนม ต่อจากนั้น ท่านฮาฟิซก็เริ่มเปิดประเด็นด้วยการพูดว่า

“เราขอขอบคุณที่ท่านได้อธิบายเกียวกับกลุ่มต่างๆของชีอะฮ์ แต่เราเห็นว่าในคำสอนและบทดุอาต่างๆที่ถูกรายงานไว้ในตำราของพวกท่านนั้น มีลักษณะของรูปประโยคที่ชี้ให้เห็นว่า เป็นการปฏิเสธศาสนา !

ซุลฏอน : โปรดเอ่ยประโยคประเภทนั้น มาให้ข้าพเจ้ารู้สักประโยคซิ

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องราวในความหมายแบบนี้ จากตำราของพวกท่านมากมาย แต่ที่จะยกมากล่าวตอนนี้ก็คือประโยคที่อยู่ในความจำของข้าพเจ้าจาก “ตัฟซีรซอฟีย์”(6)ของอัล-ฟัยฎุลกาชานีย์ผู้เป็นนักปราชญ์อาวุโสของพวกท่าน ท่านได้บันทึกว่า วันหนึ่ง ท่านฮุเซน ผู้พลีชีพแห่งกัรบะลาอ์ ยืนขึ้นท่ามกลางบรรดาสหายแล้วกล่าวว่า ประชาชนทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด มิได้สร้างบ่าวมาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อให้รู้จักพระองค์ ดังนั้น เมื่อพวกเขารู้จักพระองค์แล้ว พวกเขาก็จะเคารพภักดีพระองค์ และเมื่อพวกเขาเคารพภักดีต่อพระองค์แล้ว การเคารพภักดีของพวกเขา ก็จะเพียงพอจนไม่ต้องทำการเคารพภักดีสิ่งอื่นอีกแล้ว นอกจากพระองค์

จากบรรดาสหายของท่าน มีชายคนหนึ่ง กล่าวว่า “ขอพลีอุทิศบิดาและมารดาของข้าพเจ้า แด่ท่าน โอ้บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)การรู้จักอัลลอฮ์ เป็นอย่างไร ?

ท่าน(ศ)กล่าวว่า “การรู้จักอิมามของพวกเขาในแต่ละยุคสมัยที่พวกเขาจำเป็นต้องให้การเคารพเชื่อฟัง”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ประการแรกก็คือ เราจำเป็นต้องพิจารณาสารบบการรายงานว่า เป็นรายงานที่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง เป็นรายงานที่น่าเชื่อถือ หรือไม่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับหรือเป็นที่ปฏิเสธ

หลังจากนั้น สมมติว่า รายงานนี้ มาจากสารบบที่ถูกต้อง แต่ก็เป็นรายงานสายเดียว จึงไม่อนุญาตให้นำมาเป็นหลักฐานและเชื่อถือ อย่างเช่นรายงานบทนี้ เป็นที่ปฏิเสธของพวกเราเนื่องจากขัดแย้งกับโองการอัล-กุรอาน และรายงานอื่นๆที่มีสายสืบชัดเจนจากบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ในเรื่องเอกภาพของอัลลอฮ์(7)

ท่านผู้ใดต้องการจะรู้ว่าทัศนะของชีอะฮ์ในเรื่องเอกภาพของอัลลอฮ์เป็นอย่างไร ก็ควรกลับไปศึกษาคำปราศรัยของอะมีรุลมุมินีน อะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)ใน “นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์”เรื่องเอกภาพ(เตาฮีด)และให้ศึกษาการแลกเปลี่ยนทัศนะและการถกเถียงที่บรรดาอิมามของเรา(อ)มีต่อพวกวัตถุนิยม พวกปฏิเสธศาสนา เรื่องการดำรงอยู่ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด เพื่อจะได้รู้ว่า บรรดาอิมาม(อ)ได้ตอบโต้กับความสับสนของคนเหล่านั้นอย่างไร และท่านได้ยืนยันถึงการดำรงอยู่ของอัลลอฮ์ และเอกภาพของพระองค์ในรูปแบบที่ดียิ่งเพียงไร

โปรดพิจารณาดูหนังสือ “เตาฮีดมุฟัฎฎ็อล” “เตาฮีดอัศศ็อดดูก” “อัตเตาฮีด มิน เมาซูอะฮ์ “บิฮารุลอันวาร”ของอัลลามะฮ์ อัลมัจลิซีย์”

ขอให้ศึกษาอย่างละเอียดกับหนังสือ “อันนักตุลอะกออิดียะฮ์”และ “อัลมะกอลาต ฟิล มะซาฮิบ วัลมุคตารอต”ทั้งสองเล่ม เรียบเรียงโดยมุฮัมมัด บิน มุฮัมมัด บิน นุอ์มานหรือที่รู้จักกันในนาม “เชคมุฟีด”ท่านเป็นปราชญ์อาวุโสของเราในศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะฮ์ศักราช

ขอให้ศึกษาทบทวนอย่างจริงจังกับหนังสือ “อัลอิห์ติญาจญ์”ของเชค อัลญะลีล อะห์มัด บิน อะลี บิน อะบี ฏอลิบอัลฏ็อบรอซีย์(อัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตาแด่ท่าน)

โปรดศึกษาจากหนังสือที่มีค่าเหล่านี้ เพื่อจะได้รู้ว่าคำพูดของบรรดาอิมามและนักปราชญ์ของชีอะฮ์ในเรื่องเอกภาพ(เตาฮีด)เป็นอย่างไร

แต่ทว่าท่านไม่ประสงค์จะรู้ความจริงและความถูกต้องหรอก!ที่ท่านค้นคว้าหนังสือของเรา ก็เพียงเพื่อให้พบเรื่องคลุมเครือ แล้วนำมาตั้งข้อหาแก่เรา โดยนำเรื่องนั้นมาเสริมแต่งเพื่อต่อต้านเรา

ท่านเห็นเศษขยะ ในตาข้าพเจ้า ใช่ไหม ทั้งที่ในตาท่าน มีต้นอินทผลัม แต่ท่านมองไม่เห็น

ประหนึ่งว่า ท่านไม่เคยศึกษาตำราและหนังสือศอฮีฮ์ของท่านเองเลย เพราะถ้าศึกษาจริง ท่านจะพบเรื่องเล่าที่งมงายและเพ้อเจ้อ มิหนำซ้ำ เป็นเรื่องปฏิเสธศาสนาประเภทขำขัน เหลวไหลซึ่งสติปัญญาอันสมบูรณ์ ไม่อาจรับได้ ดังนั้นถ้าท่านได้อ่านด้วยการพินิจพิจารณา แน่นอนท่านจะนั่งก้มหน้าด้วยความละอาย และจะไม่กล้ามองหน้าใครในที่ประชุม !!

ท่านฮาฟิซ : ที่น่าขำและน่าละอายก็คือคำพูดของท่านเอง ที่กล่าวโทษตำราอันทรงคุณค่าทั้งหลาย ซึ่งไม่เคยมีใครรวบรวมและเรียบเรียงให้ได้เสมอเหมือนในอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศอฮีฮ์บุคอรี ศอฮีฮ์มุสลิม ซึ่งสองเล่มนี้ บรรดานักปราชญ์อิสลามลงมติรับรองความถูกต้อง และถือว่าฮะดีษที่ถูกบันทึกในตำรานั้น ล้วนออกมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)อย่างแน่นอน ถ้าหากคนใดคัดค้านตำราศอฮีฮ์สองเล่มนี้ หรือตำหนิบางฮะดีษที่ถูกถ่ายทอดไว้ในตำราทั้งสองเล่มนี้ว่าผิด ก็เท่ากับผู้นั้นรังเกียจและปฏิเสธต่อมัซฮับซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ เพราะว่า ถัดจากอัล-กุรอานแล้ว กรอบของหลักความเชื่อและศาสนบัญญัติของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์วางอยู่กับตำราสองเล่มนี้

ดังท่านอิบนุฮะญัร นักปราชญ์อาวุโสของอิสลามและอิมามแห่งสองฮะรอมเขียนไว้ในหนังสือของท่าน “อัศศอวาอิกุล มุฮัรรอเกาะฮ์”ในหมวดว่าด้วย “คำอธิบายเกี่ยวกับวิธีการของเรื่องนั้น” หมายถึงวิธีการเป็นคอลีฟะฮ์ของอะบูบักร์ รายงานโดยเชคทั้งสอง บุคอรีและมุสลิม ในตำราศอฮีฮ์ของทั้งสองท่าน ซึ่งถือว่า เป็นหนังสือที่ถูกต้องที่สุด หลังจากอัล-กุรอาน โดยมติเป็นเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ยอมรับกันว่า รายงานที่ถูกร้อยเรียงไว้ในตำราศอฮีฮ์ทั้งสองทั้งหมด ถูกถ่ายทอดมาจากท่านนบี(ศ)ทั้งสิ้น เพราะประชาชาตินี้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการยอมรับและทุกเรื่องที่ประชาชาตินี้ลงมติเป็นเอกฉันท์ไว้แล้ว ย่อมถือเป็นหลักการขั้นเด็ดขาด ฉะนั้น ทุกเรื่องที่อยู่ในตำราศอฮีฮ์ทั้งสองเล่ม ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องขั้นเด็ดขาดทีเดียว!!

ด้วยเหตุนี้ ใครจะกล้าพูดได้ว่า ในตำราศอฮีฮ์ทั้งสองเล่ม ยังมีเรื่องงมงาย เรื่องปฏิเสธศาสนา และเรื่องเพ้อเจ้อเลื่อนลอย

ตอบโต้การลงมติเอกฉันท์ ที่ถูกแอบอ้าง

ซุลฏอนฯ :เรายืนยันว่า เป็นปัญหาทางวิชาการ สำหรับการลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ตำราศอฮีฮ์ทั้งสองเล่มตามที่ท่านอ้างว่า มีความถูกต้อง และว่าสารบบการรายงานเรื่องราวในตำรานั้น สืบไปถึงท่านนบี(ศ)!เพราะว่านักปราชญ์ของพวกท่านเองส่วนมากจะตรวจสอบรายงานต่างๆในตำราศอฮีฮ์ทั้งสอง แล้วพวกเขาก็ปฏิเสธรายงานเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากเขาเหล่านั้นแล้ว ก็ยังมีชีอะฮ์ทั้งหมด ซึ่งทั่วทั้งโลกพวกเขาจะมีมากกว่าร้อยล้านคน

ดังนั้น การลงมติเป็นเอกฉันท์ของพวกท่าน ดังตัวอย่างการลงมติเป็นเอกฉันท์ที่ท่านแอบอ้างในเรื่องตำแหน่งคอลีฟะฮ์หลังจากท่านนบี(ศ)!!

จะเห็นได้ว่า นักปราชญ์อาวุโสของพวกท่านส่วนมาก เช่น ดารุกุฏนีย์,อิบนุฮะญัร,ชิฮาบุดดีน อะห์มัด บิน มุฮัมมัด อัลก็อสฏ็อลลานีย์ในหนังสือ “อัลอิรชาดุซซารีย์”และอัลลามะฮ์ อะบิล ฟัฎล์ ญะฟัร บิน ซะอ์ลับ อัชชาฟิอีย์ในหนังสือ “อัลอิมตาอุ ฟี อะห์กามิซซะมาอ์”เชคอับดุลกอดิร บิน มุฮัมมัด อัลกุรชีย์อัลฮะนะฟีย์ในหนังสือ “อัล-ญะวาฮิรุลมุฎีอะฮ์ ฟี ฏอบะกอติล ฮะนะฟียะฮ์” ชัยคุลอิสลาม อะบูซะกะรียา อันนะวาวีย์ ในหนังสือ “ชะเราะฮ์ ศอฮีฮ์ มุสลิม” ท่านชัมซุดดีน อัลอุลกอมีย์ในหนังสือ “อัลเกากิบุล มุนีร ฟี ชัรฮิล ญามิอ์ ซอฆีร” อิบนุก็อยยิม ในหนังสือ “ซาดุลมิอาด ฟี ฮะดีย์ ค็อยรุล อิบาด”และนักปราชญ์มัซฮับฮะนะฟีย์ส่วนมากจะติเตียนฮะดีษจำนวนมากที่บันทึกอยู่ในตำราศอฮีฮ์ทั้งสอง พวกเขากล่าวว่า “เรื่องเหล่านั้น มาจากรายงานต่างๆที่ขาดประสิทธิภาพ(ฎออีฟ) นั่นคือ ไม่มีความถูกต้อง(ไม่ศอฮีฮ์)นั่นเอง

นักวิเคราะห์บางคนในบรรดานักปราชญ์ของพวกท่านเช่น ท่านกะมาลุดดีน ญะฟัร บิน ซะลับ ที่กล่าวอย่างหนักแน่นในตอนอธิบายถึงความน่าบัดสีของรายงานต่างๆจากตำราศอฮีฮ์ทั้งสอง และยกหลักฐานทางสติปัญญาและหลักฐานอ้างอิงมาหักล้าง

มิได้มีลำพังแต่เราเท่านั้นที่เป็นผู้ติเตียน และกล่าวว่า มีเรื่องงมงายไร้สาระในสองตำราศอฮีฮ์ มุสลิมและบุคอรี เพราะท่านอาจใส่ใคล้เพื่อตอบโต้เราได้!

ท่านฮาฟิซ :โปรดช่วยแจ้งเรื่องงมงายไร้สาระในตำราศอฮีฮ์ทั้งสองให้เรารู้ด้วยเถิด ตามที่ท่านแอบอ้าง เพื่อเราจะได้ปล่อยให้มีการตัดสินในที่ประชุมแห่งนี้

ซุลฏอน :ข้าพเจ้าไม่อยากจะล่วงล้ำเข้าสู่การอธิบายประเด็นนี้ แต่เพื่อเป็นการสนองตอบคำขอร้องของท่าน และเพื่อท่านจะได้รู้ว่า ข้าพเจ้าจะไม่พูดอะไรออกไปเลย นอกจากด้วยความรู้และมีจรรยาบรรณ จากความจริงใจและข้อพิสูจน์อันชัดแจ้ง ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงรายงานประเภทนั้นบางส่วน พอเป็นสังเขป ดังนี้ :

อะฮ์ลิซซุนนะฮ์ มีทัศนะว่า มองเห็นอัลลอฮ์ สุบฮานะฯ

ถ้าท่านต้องการจะศึกษารายงานต่างๆที่มีนัยยะของผู้ปฏิเสธศาสนา(กุฟร์) ในเรื่องการจำแลงองค์ของ อัลลอฮ์ (อัลฮุลูล), การเป็นอันเดียวกันของอัลลอฮ์กับสิ่งอื่น(อัลอิตติฮาด),การมีเรือนร่างของอัลลอฮ์ (ตัจซีม),มองเห็นอัลลอฮ์ได้ ไม่ว่าในโลกนี้หรือปรโลกซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อของพวกท่าน ก็จงย้อนกลับไปอ่าน :ศอฮีฮ์บุคอรี เล่ม 1 หมวดว่าด้วยความดีงามของการกราบอัลลอฮ์(สุญูด)ใน “กิตาบุศอลาฮ์” เล่ม 4 หมวดว่าด้วย “อัศศิรอฏ”ใน “กิตาบุรริฟาก”และ “ศอฮีฮ์มุสลิม”เล่ม1 หมวดว่าด้วย “การยืนยันว่าผู้ศรัทธาสามารถมองเห็นพระผู้อภิบาลของพวกเขาในปรโลก”และมุสนัดอะห์มัด เล่ม 2 หน้า 275 ข้าพเจ้าจะหยิบยกรายงานที่มีนัยยะเป็นการปฏิเสธศาสนา(กุฟร์)มาสัก 2 ตัวอย่าง ดังนี้:

1-จากอะบีฮุร็อยเราะฮ์ : “แท้จริงนรกจะเดือดพล่านอย่างรุนแรง ไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งพระผู้อภิบาลทรงวางพระบาทของพระองค์ลงในนั้น แล้วตรัสว่า : หยุด หยุด พอแก่ฉันแล้ว พอแก่ฉันแล้ว”

รายงานจากอะบูฮุร็อยเราะฮ์เช่นกัน : สาวกกลุ่มหนึ่งถามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ว่า :ในวันฟื้นคืนชีพเราสามารถมองเห็นพระผู้อภิบาลของเราหรือ ?

ท่านนบี(ศ)กล่าวว่า :ใช่แล้ว พวกท่านจะเป็นอันตรายมิใช่หรือ ในการมองดวงอาทิตย์อย่างเปิดเผยโดยไม่มีเมฆกำบัง……

ขอให้พวกท่านสำรวมต่ออัลลอฮ์เถิด! เพราะคำพูดเหล่านี้ เท่ากับเป็นการปฏิเสธ(กุฟร์)ต่ออัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสูงสุด

ท่านมุสลิมได้เปิดหมวดหนึ่งไว้ในตำราศอฮีฮ์ของท่าน ดังได้กล่าวไปแล้วโดยอ้างรายงานจากอะบีฮุร็อยเราะฮ์, ซัยด์ บิน อัสลัม,ซุวัยด์ บิน สะอัด,และท่านอื่นๆระบุถึงเรื่อง มองเห็นอัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญ สูงสุด

แน่นอน นักปราชญ์อาวุโสของพวกท่านจำนวนมากปฏิเสธรายงานเหล่านี้และพวกเขาจัดให้เป็นรายงานประเภทปลอมแปลงและกล่าวเท็จต่อท่านนบี(ศ) เช่น ท่านซะฮะบีย์ในหนังสือ “มีซานุลอิอ์ติดาล” ซะยูฏีย์ในหนังสือ “อัลลาลีย์ อัลมัศนูอะฮ์ ฟิลอะฮาดีษิล เมาฎูอะฮ์”ท่านซิบฏ์ อิบนุล เญาซีย์ในหนังสือ “อัลเมาฎูอาต”พวกเขาทั้งหมดยืนยัน(ด้วยหลักฐานตามที่ได้อ้าง)ว่ารายงานเหล่านั้นเป็นเท็จและไม่มีความถูกต้อง

ถ้าหากว่า ไม่มีหลักฐานอื่นใดหักล้างรายงานเหล่านี้ นอกจากโองการต่างๆของอัลกุรอาน ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า ไม่สามารถมองเห็นพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุดได้ แน่นอน ย่อมเพียงพอแล้วกับโองการต่อไปนี้ “สายตาทั้งหลายไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ แต่พระองค์ทรงมองเห็นสายตาทั้งหลาย และพระองค์คือ ผู้ทรงอ่อนโยน ผู้ทรงเปิดเผย”(8)

ในประวัติของนบีมูซา บิน อิมรอน(อ)กับพรรคพวกของท่าน เมื่อครั้งที่พวกเขาร้องขอให้ได้มองเห็นอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ท่านกล่าวกับพวกเขาว่า :คำขอร้องนี้ เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกท่าน แต่ทว่าพวกเขาก็ยังยืนกราน ท่านจึงกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอนุญาตให้ฉันมองเห็นพระองค์เถิด พระองค์ทรงตรัสว่า เจ้าจะไม่ได้เห็นฉันเลย””(9)ซึ่งคำว่า “ลัน”ในที่นี้ หมายถึง การปฏิเสธตลอดกาล

ท่านซัยยิด อับดุลฮัย(อิมามญะมาอะฮ์ประจำมัสยิดที่นั่น): “ท่านยังไม่เคยอ่านรายงานจากท่านอะลี (อัลลอฮ์ทรงประทานเกียรติยศแก่ใบหน้าของท่าน)บ้างหรือ ที่ท่านได้กล่าวว่า “ฉันจะไม่เคารพภักดีต่อพระผู้อภิบาล ที่ฉันมองไม่เห็น”?!

ท่านซุลฏอน :ท่านจำเรื่องหนึ่ง แต่มีหลายเรื่องที่ขาดหายไปจากท่าน แท้จริง ท่านเอ่ยถึงเพียงบรรทัดเดียวจากบทรายงาน แต่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงบทรายงานทั้งหมดให้ท่านฟัง เพื่อท่านจะได้คำตอบจากตัวบทของรายงาน ดังนี้ :

บุคคลสำคัญของอิสลาม เชค มุฮัมมัด บิน ยะกูบ อัลกุลัยนี(อัลลอฮ์ทรงพิทักษ์ท่านไว้ในความบริสุทธิ์)ได้บันทึกในหนังสือ “อัลกาฟีย์” กิตาบ อัต-เตาฮีด หมวดว่าด้วย หลักฐานหักล้างเรื่อง “การมองเห็นอัลลอฮ์” และท่านเชคอาวุโส ฮุจญะตุลอิสลาม อะบูญะฟัร มุฮัมมัด บิน อะลี บิน ฮุเซน บิน มูซา บิน บาบูวัยฮ์ อัลกุมมีย์ ที่รู้จักในนาม “เชคศ็อดดูก”(ขอให้วิญญาณท่านได้รับการพิทักษ์อย่างยั่งยืน)(11)ได้รายงานไว้ด้วยเช่นกัน ในหนังสือ “อัตเตาฮีด” หมวดว่าด้วย หลักฐานหักล้างความเชื่อเรื่องการมองเห็นอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด มีรายงานจากจากอิมามญะฟัร บิน มุฮัมมัด ศอดิก(อ)กล่าวว่า “ชาวฮิบรูคนหนึ่งได้มาหาท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)แล้วถามว่า “โอ้ท่านอะมีรุลมุมินีน ในขณะที่ท่านทำการเคารพภักดีต่อพระผู้อภิบาล ท่านมองเห็นพระองค์กระนั้นหรือ ?

ท่านอิมามอะลี(อ)ตอบว่า “ท่านต้องพบกับความวิบัติเป็นแน่ ! ฉันจะไม่เคารพภักดีพระผู้อภิบาล ที่ฉันมองไม่เห็น”

เขาถามต่อไปว่า “ท่านมองเห็นพระองค์อย่างไร ?”

ท่านอิมามอะลี(อ)ตอบว่า “ท่านต้องพบความวิบัติเป็นแน่ !สายตาทั้งหลาย มิอาจสัมผัสพระองค์โดยการมองเห็นด้วยสายตาใดๆได้เลย หากแต่ หัวใจเท่านั้น ที่มองเห็นพระองค์ได้โดยความศรัทธาที่แท้จริง”

ดังนั้น คำพูดของท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ยืนยันในการปฏิเสธอย่างชัดเจนต่อเรื่องการมองเห็น พระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ด้วยสายตา แต่ทว่า ท่านสามารถสัมผัสโดยการเห็นแจ้งและเห็นด้วยแสงสว่าง(นูร)แห่งความศรัทธา

เรายังมีหลักฐานทางสติปัญญาและหลักฐานอ้างอิงทางตำรา ที่บรรดานักปราชญ์ของเรานำมายืนยันในประเด็นนี้ และนักปราชญ์ในหมู่พวกท่านบางคนก็เชื่อถือตามนั้น เช่น ท่านกอฎี อัลบัยฎอวีย์,ท่านญารุลลอฮ์ อัซ-ซะมัคชะรีย์ ได้บันทึกไว้ในตัฟซีรของท่านทั้งสอง โดยยืนยันว่า “การมองเห็นอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์นั้น เป็นไปไม่ได้ โดยเหตุผลทางสติปัญญา”

ดังนั้น ผู้ใดเชื่อเรื่องการมองเห็นอัลลอฮ์ ไม่ว่า จะเห็นในโลกนี้ หรือเห็นในปรโลก ย่อมหมายความว่า ผู้นั้นเชื่อการ “มีเรือนร่าง”ของพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ในสภาพที่ถูกโอบล้อมและถูกตีกรอบ และหมายความว่า พระองค์จะต้องเป็นวัตถุ จนกระทั่งสามารถมองเห็นได้ เพียงโดยสายตาเท่านั้น และนี่คือ การปฏิเสธศาสนา ดังที่บรรดานักปราชญ์ ผู้ทรงเกียรติจากทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันไว้อย่างชัดเจน!!

เรื่องงมงายไร้สาระในตำราศอฮีฮ์ทั้งสอง

ข้าพเจ้ายังรู้สึกแปลกใจอย่างมากในความเชื่อของพวกท่านต่อตำราศอฮีฮ์ทั้งหกเล่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศอฮีฮ์บุคอรี มุสลิมที่ทั้งสองเล่มนั้น ถูกยกฐานะเป็นเปรียบเสมือนวะห์ยู เพราะถ้าหากท่านพิจารณาตำราทั้งสองด้วยสายตาที่วิเคราะห์และมีการวิพากษ์ มิใช่มองด้วยสายตาที่ยอมรับและยอมจำนน แน่นอนท่านจะต้องเชื่อถือคำพูดของข้าพเจ้า และจะต้องยอมรับว่า ตำราศอฮีฮ์ทั้งหลายของพวกท่าน แม้กระทั่งศอฮีฮ์บุคอรี มุสลิม เองก็ยังหนีไม่พ้นจากเรื่องเหลวไหล เพ้อเจ้อมากมาย ขอให้ท่านพิจารณาอีกบางประเด็น ต่อไปนี้ :

1-บุคอรีได้นำเสนอไว้ใน กิตาบุลฆุซล์(การชำระล้าง)หมวดว่าด้วย “คนอาบน้ำเปลือยกาย” และท่านมุสลิมก็ได้เสนอไว้ในเล่ม 2 หมวดว่าด้วยเกียรติยศของมูซา ท่านอะห์มัด ในหนังสือ “มุสนัด”เล่ม 2 หน้า 315 รายงานจาก อะบี ฮุร็อยเราะฮ์กล่าวว่า “พวกบะนีอิสรออีลนั้น อาบน้ำเปลือยกายด้วยกัน ต่างคนก็จะมองอวัยวะเพศของกันและกัน แต่มูซาจะอาบน้ำคนเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า : “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ไม่มีอะไรยับยั้งมูซามิให้อาบน้ำร่วมกับเรา นอกเสียจากว่า เขาเป็นคนลงฝัก”

ท่านเล่าต่อไปว่า “ครั้งหนึ่งท่านมูซาไปอาบน้ำ โดยวางผ้าบนก้อนหิน แล้วหินนั้นก็ได้นำผ้าของท่านวิ่งไป ท่านมูซาจึงวิ่งตามแล้วกล่าวว่า “นั่นผ้าของฉัน โอ้ก้อนหิน! นั่นผ้าของฉัน โอ้ก้อนหิน!จนกระทั่งบะนีอิสรออีลมองเห็นอวัยวะเพศของมูซา!!!แล้วพวกเขากล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ มูซา ไม่มีตำหนิตรงไหนเลย หลังจากนั้นก้อนหินจึงได้หยุดนิ่งเพื่อให้บะนีอิสรออีล มองท่าน มูซาจึงเอาผ้าของตัวเองมาได้แล้วตบก้อนหินหนึ่งฉาด !!ขอสาบานต่ออัลลอฮ์แท้จริง ต้องให้ก้อนหินแตกเป็นหกหรือเจ็ดเสี่ยง!!

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หน้าที่พวกท่าน ต้องเป็นธรรม…มีใครบ้างในหมู่พวกท่าน ที่จะพึงพอใจ ต่อการที่ถูกนำไปแอบอ้างหาว่า เขากระทำในเรื่องต่ำทรามอันน่าบัดสีเช่นนี้?!ซึ่งถ้าหากท่านจะกล่าวหาชาวตลาดที่เป็นปุถุชนทั่วไปสักคน แน่นอนเขาจะต้องโกรธและเขาจะต้องเอาเรื่องจนถึงที่สุด! แล้วเป็นไปได้อย่างไร กับนบีเจ้าของคัมภีร์และบทบัญญัติศาสนา เจ้าของกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผน จะออกไปหาประชาชาติและประชาชนทั่วไปในสภาพคนเปลือยกาย ในขณะที่พวกท่านห้ามมองอวัยวะเพศของผู้อื่น คนมีสติปัญญาสามารถยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หรือ ?!

มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกระนั้นหรือ ที่ก้อนหินขโมยผ้าของมูซา แล้วพาผ้าวิ่งหนีไป จนมูซาก็วิ่งไล่ตาม แล้วก้อนหินก็วิ่งผ่านด้านบนมือ มูซาต้องร้องเรียก ซึ่งก้อนหินนั้นจริงๆแล้ว ก็พูดไม่ได้ มันไม่ได้ยิน และมองอะไรไม่เห็น ?!!!

มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกระนั้นหรือ ที่มูซา บุตรของอิมรอน กระทำในสิ่งที่เหมือนคนบ้ากระทำ คือตบก้อนหินอย่างแรง จนก้อนหินแตกเป็นเสี่ยงๆ?!!

ตามความรู้สึกของข้าพเจ้าท่านใช้มือตบก้อนหินจริงหรือ ? ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านเองซิ ที่ต้องเป็นคนเจ็บ ไม่ใช่ก้อนหิน!!

หรือว่าท่านใช้ดาบฟันก้อนหินนั้น แต่ดาบก็ต้องบิ่น และหัก!?

หรือไม่ ท่านคงจะใช้แส้ฟาด แต่แส้ก็น่าจะขาด!?

ผลลัพท์อันเกิดจากการตบเป็นอย่างไรกันแน่ สำหรับหินห้อนนั้น ?!

เป็นอันว่า ทุกประเด็นในฮะดีษนี้ ล้วนเป็นไปไม่ได้ ซึ่งขัดแย้งกับสติปัญญา มันเป็นฮะดีษที่ชวนขำ ใครเอาไปเชื่อถือ ก็เท่ากับเย้ยหยันต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์!!

ซัยยิดอับดุลฮัย : การเคลื่อนไหวของก้อนหินกับการแปลงไม้เท้าของมูซาเป็นงูตัวเป็นๆที่พยายามเลื้อย อันไหนสำคัญกว่ากัน?!ท่านปฏิเสธปาฏิหาริย์ของมูซา บิน อิมรอน กระนั้นหรือ ในขณะที่อัลกุรอาน ก็เคยกล่าวถึงไว้ ?!

ซุลฏอน:เรามิได้ปฏิเสธปาฏิหาริย์ของมูซาและการแสดงปาฏิหาริย์ของบรรดานบี(อ) ยิ่งกว่านั้น เรายังศรัทธาต่อการแสดงปาฏิหาริย์ของบรรดานบี แต่ต้องตรงกับเรื่องนั้นๆ เช่น ในยามเผชิญหน้ากับคู่กรณีที่ขัดแย้งกัน เพื่อสำแดงความจริงให้ปรากฏและลบล้างความผิดพลาด แต่เรื่องก้อนหินนี้ มันไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ ที่ให้สาระใดๆเกี่ยวกับการยืนยันสัจธรรมและลบล้างความผิดพลาดในเรื่องที่โจษขานกัน เพื่อเป็นการแสดงอวัยวะเพศของท่านให้พรรคพวกได้เห็นกันอย่างชัดเจนกระนั้นหรือ ?

หากเป็นการบั่นทอนเกียรติยศของท่าน !โดยเฉพาะ เมื่อพวกเขาเห็นท่านวิ่งตามหลังก้อนหินที่ไม่ได้ยิน แล้วท่านตะโกนว่า ผ้าของฉัน โอ้ก้อนหิน !! หรือไม่ ก็ได้เห็นท่านแสดงอารมณ์รุนแรงและโกรธเคืองก้อนหินที่ไม่มีความรู้สึก นึกคิดใดๆแล้วตบลงไปที่ก้อนหินนั้น!!

ซัยยิดอับดุลฮัย: “จะมีสัจธรรมอันใด สูงส่งกว่า การยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของนบีแห่งอัลลอฮ์?!เพราะว่า ด้วยเหตุนี้แหละ ที่ทำให้ประชาชนรู้ว่า ท่านไม่มีอาการลงฝัก!

ซุลฏอน: “สมมติว่า มูซา เป็นคนมีอาการลงฝัก อาการป่วยแบบนี้จะมีผลกระทบอันใดกับสถานะและการเป็นนบีของท่าน ?

จริงอยู่ว่าบรรดานบีนั้น จำเป็นต้องเป็นผู้ปราศจากความบกพร่องใดๆ เช่นตาบอด เป็นใบ้ หรือตาเหล่ เพราะนบีจะต้องไม่เป็นคนพิการโดยกำเนิด หรือไม่สมประกอบ เช่น ขาดหรือเกินอวัยวะใดๆส่วนการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นตามวิสัยมนุษย์ ไม่ถือเป็นความบกพร่อง เพราะท่านนบียะกูบ ร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าที่ยูซุฟพลัดพรากจนกระทั่งตาเป็นฝ้า ส่วนนบีอัยยูบก็ประสบทุกขภัยจนเป็นแผลทั่วร่างกาย ท่านนบีผู้ทรงเกียรติเอง ในฐานะประมุขของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรกถึงยุคสุดท้ายนั่นเล่า ก็ฟันหักในเหตุการณ์การต่อสู้กับศัตรูที่อุฮุด เรื่องประเภทนี้ไม่ถือว่าเป็นความบกพร่องใดๆสำหรับคุณสมบัติของการเป็นนบีและไม่ได้ทำให้สถานะและศักยภาพของท่านเสื่อมสูญ และถดถอยแต่ประการใด

อาการลงฝัก เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์เรา ดังนั้น มันมีความสำคัญอันใดหรือ จนถึงขนาดว่าอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพต้องรับรองความบริสุทธิ์ในเรื่องนี้ให้แก่คู่สนทนาของพระองค์ ด้วยวิธีการอันน่าบัดสี น่าดูแคลนเยี่ยงนี้จากวิธีการแสดงปาฏิหาริย์และความมหัศจรรย์ ต่อมา ก็ยังเป็นการทำลายเกียรติยศของนบีและเปิดเผยอวัยวะเพศของท่านต่อหน้าพวกบะนีอิสรออีล?!หลังจากนั้น คุณสมบัติและเกียรติยศของมูซายังมีเหลืออยู่ สำหรับพรรคพวกของท่านอีกหรือ ?และหลังจากนั้น พวกเขาจะเคารพเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ท่านกระนั้นหรือ ?

หรือว่า ท่านซัยยิด อับดุลฮัย จะรู้สึกพึงพอใจและยอมรับการมีบทรายงานประเภทเหลวไหลไร้สาระอยู่ในตำราศอฮีฮ์ทั้งสอง ข้าพเจ้าจะยกบทรายงานที่น่าหัวเราะของอะบูฮุร็อยเราะฮ์มาเสนออีกสักเรื่องและหลังจากฟังเรื่องนี้แล้ว ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า จะมีผู้เข้าร่วมประชุมท่านใด สนับสนุนอะบูฮุร็อยเราะฮ์ หรือจะเชื่อถือว่าบทรายงานต่างๆของบุคอรีและมุสลิมมีความถูกต้อง!

บุคอรีอ้างไว้ใน เล่ม 1 หมวดว่าด้วย “ผู้ที่ชอบจะให้ฝังที่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์” เล่ม 2 หมวดว่าด้วย “การวายชนม์ของมูซา”และท่านมุสลิม ได้อ้างไว้ในเล่ม 2 หมวดว่าด้วยเกียรติยศของมูซา รายงานจากอะบูฮุร็อยเราะฮ์กล่าวว่า : มะลักแห่งความตายมาหามูซา(อ)แล้วกล่าวกับท่านว่า “จงตอบรับ พระผู้อภิบาลของท่าน”

อะบูฮุร็อยเราะฮ์กล่าวว่า : “ดังนั้น มูซา จึงตบที่ตาของมะลักแห่งความตาย จนหลุด!!

แล้วมะลักก็กลับไปหาอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ทูลว่า “พระองค์ทรงส่งข้าฯไปหาบ่าวคนหนึ่งของพระองค์ แต่เขาไม่ต้องการจะตาย เขาจึงทำให้ตาของฉันหลุด!

เขากล่าวว่า :ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงนำตาของเขาคืนกลับมาให้ แล้วตรัสว่า “จงกลับไปหาบ่าวของฉันอีกครั้ง แล้วจงกล่าวว่า “ชีวิตเอ๋ย เจ้าจะคืนกลับไหม ?!ดังนั้น ถ้าหาก เจ้าต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็จงวางมือลงบนหนังวัว ดังนั้น ขนของวัวแต่ละเส้นที่ติดมือเจ้าจะทำให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป เส้นละ 1 ปี”

อิมามอะห์มัด ได้บันทึกไว้ใน “มุสนัด” เล่ม 2 หน้า 315 รายงานจากอะบูฮุร็อยเราะฮ์ โดยใช้ประโยคของท่านว่า “มะลักแห่งความตายจะมาหามนุษย์อย่างเปิดเผย ดังนั้นท่านจึงไปหามูซา แล้วมูซาได้ตบท่านจนตากระเด็น”

อิบนุญะรีร อัฏฏ็อบรีย์ได้บันทึกใน “ตารีค” เล่ม 1 ในหัวข้อ “ว่าด้วยเรื่องการวะฟาตของมูซา”โดยใช้ประโยคดังนี้ :“แท้จริง มะลักแห่งความตายจะมาหามนุษย์อย่างเปิดเผย ท่านได้มาหามูซา แล้วมูซาได้ตบท่านจนตากระเด็น”ท่านยังเล่าต่อไปจนถึงประโยคหนึ่งว่า “แท้จริง มะลักแห่งความตาย จะมาหามนุษย์อย่างเงียบเชียบ เมื่อหลังจากนบีมูซาตายแล้วเท่านั้น!

ข้าพเจ้าขอให้หมายเหตุตรงนี้ ว่า “คงเพราะความโง่เขลา เขาจึงกลัวว่า มนุษย์จะทำให้ตาของเขากระเด็นอีกข้าง”

คนทั้งหมดในที่ประชุมส่งเสียงหัวเราะดังลั่น

ซุลฏอน : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ พวกท่านต้องให้ความเป็นธรรม…เรื่องเล่าที่ทำให้พวกท่านหัวเราะนี้มิได้เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระดอกหรือ ? ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจต่อผู้รายงานและผู้ถ่ายทอดเรื่องนี้ !!

ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจกับท่านทั้งหลาย ที่เชื่อถือและคลางแคลงเรื่องกับเรื่องเช่นนี้ โดยไม่ยินยอมให้ใครวิพากษ์ และวิจารณ์ แม้กระทั่ง นักปราชญ์ของพวกท่านเอง!!

กล่าวคือ บทรายงานเรื่องนี้ เป็นความไม่บังควรสำหรับอัลลอฮ์ ไม่บังควรสำหรับบรรดานบี และไม่บังควรสำหรับมะลาอิกะฮ์ของพระองค์!!

จะถือว่า เหมาะสมกับอัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่กระนั้นหรือในการคัดเลือกเอาบ่าวของพระองค์ ที่เป็นคนโง่ คนหยาบคาย ที่ใช้อำนาจต่อมะลาอิกะฮ์ ผู้ใกล้ชิดท่านหนึ่งของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ถูกส่งมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด แล้วได้ตบท่านอย่างรุนแรงจนตาของท่านกระเด็น ?

การกระทำอย่างนี้ มิใช่หรือ ที่ถือว่า เป็นการกระทำของพวกทรยศ และพวกละเมิด ซึ่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ ได้ตำหนิพวกเขาไว้ โดยพระองค์ทรงตรัสว่า “และเมื่อพวกเจ้าแผ่อำนาจ เท่ากับพวกเจ้าแผ่อำนาจ อย่างบรรดาผู้ถือตนเป็นใหญ่”?!(12)

เรื่องนี้ มีความเหมาะสมอย่างไรกับผู้ที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงวิทยปัญญา ได้คัดเลือกให้เป็นผู้รับสาส์นของพระองค์ และคัดเลือกท่านให้เป็นผู้รับวะห์ยูของพระองค์ ให้เป็นผู้สนทนาอย่างลับๆกับพระองค์ และสนทนากันอย่างเป็นกิจลักษณะ และทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นหนึ่งในบรรดา “อุลุลอัซมิ์”(ผู้มีเกียรติยศอันสูงส่ง)

ท่านจะรังเกียจความตายได้อย่างไร นี่คือ ความรังเกียจของบรรดาคนโง่เขลา ท่านจึงได้ตบมะลักแห่งความตาย ในขณะที่เป็นผู้รับบัญชามาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด การตบคราวนั้น เป็นที่น่าเกลียดมาก เพราะทำให้ตาของท่านกระเด็น ทั้งๆที่สถานะของท่านสูงส่งยิ่ง ความปรารถนาของท่าน คือความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด และมีชัยชนะในการเข้าพบองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด?!

แล้วมะลักแห่งความตายท่านมีบาปอันใด?!ท่านมิใช่ใคร นอกจากเป็นทูตของอัลลอฮ์ ผู้ถูกส่งไปหามูซา มิใช่หรือ?! แล้วด้วยสิทธิอันใด สำหรับการตบจนกระทั่งตาของท่านกระเด็น ?!ท่านมิได้มาจากใคร นอกจาก มาจากอัลลอฮ์เท่านั้น แล้วมิได้พูดอะไรกับมูซาเลยใช่ไหม นอกเหนือจากประโยคเดียวเท่านั้นว่า “จงตอบรับพระผู้อภิบาลของท่านเถิด ?!

เป็นความเหมาะสมแก่คนระดับ “อุลิลอัซมิ์”แห่งบรรดาศาสนทูตกระนั้นหรือ ที่ทำอันตรายถึงขั้นสาหัสแก่บรรดามะลาอิกะฮ์ โดยตบพวกเขา ในขณะที่พวกเขาทำหน้าที่นำข่าวจากพระผู้อภิบาลไปประกาศ และเป็นพระบัญชาของพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ?!

อัลลอฮ์ ทรงสูงส่งเสมอ บรรดานบีและมะลาอิกะฮ์ของพระองค์มีเกียรติสูง เกินกว่าเรื่องราวทุกประการเหล่านั้น และพ้นจากเรื่องทั้งปวงที่พวกงมงายกล่าวไว้

หากว่า ความอธรรมอันเลวร้ายเช่นนี้ มิได้มาจากมนุษย์ผู้โง่เขลา แล้วผู้สนทนากับอัลลอฮ จะทำอย่างไร!

จุดมุ่งหมายและเป้าหมายของการแต่งตั้งบรรดานบีและการส่งบรรดาศาสนทูตมาก็คือ : ชี้นำมนุษยชาติ ปรับปรุงพวกเขาให้ดี ยับยั้งมิให้พวกเขาก่อความเสียหาย เบียดเบียนและทำความชั่ว ด้วยเหตุนี้ ทั้งอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ และบรรดานบีและศาสนทูตของพระองค์ทั้งหมดจึงห้ามมนุษย์ มิให้อธรรม แม้กระทั่งกับสัตว์เดรัจฉาน แล้วไฉนถึงไปทำกับมะลาอิกะฮ์ ผู้ใกล้ชิดอัลลอฮ์ ?!

ด้วยเหตุนี้เราจึงเชื่อมั่นและยืนยันว่า บทรายงานนี้ คือ การใส่ร้ายต่ออัลลอฮ์ และผู้สนทนากับพระองค์ และคนแต่งเรื่อง คือคนโกหก คนใส่ร้าย ต้องการทำลายคุณสมบัตินบีของมูซาและต้องการทำลายเกียรติของบรรดานบี และทำการเหยีดหยามพวกท่านต่อบรรดามนุษย์

ข้าพเจ้ามิได้แปลกใจเลย ต่ออะบีฮุร็อยเราะฮ์และคนประเภทนั้น เพราะตามที่นักปราชญ์ของพวกท่านบางคนเขียนไว้ ก็คือ เขาเป็นคนนั่งประจำสำรับอาหารของมุอาวิยะฮ์และชอบรับประทานอาหารประเภทไขมันอย่างเอร็ดอร่อย และแต่งบทรายงานและอุปโลกน์มันขึ้นมาตามที่มุอาวียะฮ์และคนลักษณะเดียวกันต้องการ

แน่นอน อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ เคยเฆี่ยนเขามาแล้ว เพราะเขาใส่ความเท็จแก่ท่านนบี(ศ)และตบแต่งฮะดีษต่างๆจากท่านนบี(ศ) โดยเฆี่ยนเขาด้วยแส้จนกระทั่งเลือดไหลเต็มแผ่นหลัง!!!

แต่ที่ข้าพเจ้าประหลาดใจและแปลกใจมากก็คือ ผู้ที่มีความรู้ขั้นสูง โดยเหตุว่า ถ้าหากพวกเขามีความจริงใจและพิถีพิถันในการพิจารณา แน่นอนพวกเขาจะสามารถแยกแยะระหว่างความถูกต้องและความบกพร่องได้ แต่ทว่าพวกเขาหลับตา…แล้วถ่ายทอดรายงานแบบนี้สืบต่อเป็นมรดกอยู่ในตำราของพวกเขาและคนอื่นก็รับจากพวกเขาไปเผยแพร่ในหมู่พวกท่าน แม้กระทั่งท่านฮาฟิซ รอชีดก็ยังเชื่อถือ ตามที่ท่านอ้างว่า :ตำราเหล่านี้ มีความถูกต้องรองจากพจนารถของอัลลอฮ์ อันประเสริฐ นั่นเพราะท่านมิได้ศึกษาโดยละเอียดในเชิงวิชาการ มิฉะนั้นแล้วท่านจะไม่คงไว้ซึ่งความเชื่อที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษด้วยการคล้อยตามเหมือนคนตาบอดอย่างแน่นอน

ตราบใดที่บทรายงานประเภทงมงายไร้สาระเหล่านี้ยังมีอยู่ในตำราศอฮีฮ์ของพวกท่านและในหนังสือต่างๆของพวกท่านแล้วไซร้ ตราบนั้นพวกท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะก่อปัญหาใดๆกับตำราของชีอะฮ์เพราะมีเรื่องแปลกๆในตำราเหล่านั้น ในขณะที่ส่วนใหญ่แล้ว เรื่องเหล่านั้นล้วนเข้ากับหลักเกณฑ์การตีความและให้ความหมายทั้งนั้น!

กลับไปพิจารณาบทรายงานจากอิมามของเรา ฮุเซน(อ)(14)

ผู้รู้ ที่ใจเป็นธรรม เมื่อก้าวเดินในหนทางแห่งการปรับปรุงแก้ไขแล้วพบรายงานที่เป็นปัญหาแบบนี้ (ซึ่งมีอยู่มากมายทั้งในตำราของพวกท่านและของพวกเราเอง)ถ้าหากว่าสามารถตีความโดยยึดบทรายงานอื่นที่ชัดเจนเป็นหลักได้ ก็ควรกระทำ แต่ถ้าหากไม่สามารถทำได้ ก็ให้ละทิ้งเสียและต้องหยุดอ้างถึงรายงานนั้นๆ อย่าได้นำเอามาเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาว่าคนมุสลิมส่วนใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นพวกปฏิเสธศาสนา

บัดนี้ ในเมื่อไม่ปรากฏว่าหนังสือ “ตัฟซีรอัซซอฟีย์”จะมีในที่ประชุมของเรา เพื่อจะได้นำมาทบทวนดูสายสืบของบทรายงาน และพิจารณาตรวจสอบโดยละเอียด เพราะอาจเป็นไปได้ว่า เจ้าของตำราได้อธิบายในลักษณะที่ยอมรับได้ไว้แล้ว

เพราะถ้าหากมุสลิมรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของตัวเองก็เท่ากับเขาเข้าถึงวิถีทางในการรู้จักกับพระผู้อภิบาล เช่นมีรายงานอันลือเลื่องบอกว่า : “ผู้ใดรู้จักตัวเอง แน่นอน เขาได้รู้จักพระผู้อภิบาลของเขาแล้ว”

หรือว่าเราจะสรุปเพื่อให้รายงานบทนี้กระชับต่อการยอมรับของท่านสมาชิกที่ประชุม ดังนี้ : ถ้าหากเราจะวาดมโนภาพถึง ครูคนหนึ่งที่ผลิตบรรดานักปราชญ์ ผู้มีความรู้ระดับสูงหลายสาขาแตกต่างกันจำนวนมาก ดังนั้น ถ้าใครต้องการ จะรู้ ในความยิ่งใหญ่ของครูคนนั้น ก็ต้องพิจารณาไปยังลูกศิษย์ที่อาวุโสและมีความรู้สูงสุดของครูคนนั้น เพื่อจะรู้ซึ่งถึงความเป็นจริง และความยิ่งใหญ่ด้านวิชาการของครูคนนั้น

เรื่องที่เราคุยกันขณะนี้ ก็เช่นเดียวกัน : เพราะโดยแท้จริงแล้ว สัญญาณของอัลลอฮ์มีมากมาย ยิ่งกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สัญญาณของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด อย่างไรก็ตาม ท่านนบี(ศ) คือ สัญญาณและข้อพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถัดจากท่านก็คือ เชื้อสายของท่านผู้ทรงคุณธรรม บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์(อ) เพราะท่านเหล่านั้น คือแหล่งการรู้จักอัลลอฮ์

มีรายงานจากบรรดาอิมามดังนี้ : การรู้จักอัลลอฮ์ ขึ้นอยู่กับเรา การเคารพภักดี มีได้เพราะเรา “หมายความว่า ด้วยเราคือสาเหตุ และเราคือสื่อในการรู้จักอัลลอฮ์ และหลังจากรู้จักพระองค์แล้ว พวกเขาก็จะเคารพภักดีพระองค์

ดังนั้น พวกเขาคือหนทางไปยังอัลลอฮ์ และเป็นหลักฐานที่นำไปสู่อัลลอฮ์ และใครที่ยึดถือผู้อื่น นอกจากพวกเขา แน่นอน เขาจะหลงผิด ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีรายงานฮะดีษที่สอดคล้องตรงกันระหว่างสองฝ่าย และมีเรื่องเล่าเป็นที่ยอมรับว่าถูกต้อง(ศอฮีฮ์)สำหรับทุกฝ่ายทั้งหมดว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า “ประชาชนทั้งหลาย แท้จริงฉันได้ละทิ้งสิ่งหนักสองประการไว้ในหมู่พวกท่าน ตราบใดที่พวกท่านยึดถือสองสิ่งนั้น พวกท่านจะไม่หลงผิดเลยเด็ดขาดภายหลังจากฉัน นั่นคือ : คัมภีร์ของอัลลอฮ์และเชื้อสายของฉัน แห่งอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน และพวกเขาเขาจะไม่แยกจากกันจนกระทั่งถึงไปยังฉัน ณ อัลเฮาฎ์(15)

ท่านฮาฟิซ: “ยังไม่มีข้อยุติ หลักฐานเกี่ยวกับการเป็นผู้ปฏิเสธศาสนาและการตั้งภาคีของพวกท่าน จนกว่าจะมีการตีความและการปลดเปลื้องจากหลักฐานนั้นๆ แต่ทว่าในทุก ๆดุอาที่บันทึกไว้ในตำราของพวกท่าน เราสามารถพบร่องรอยของการปฏิเสธศาสนาและการตั้งภาคี ตัวอย่างเช่น : พวกท่านร้องขอสิ่งที่ต้องการจากบรรดาอิมามของพวกท่าน โดยมิได้มีเป้าหมายมุ่งไปหาอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก และนี่คือ หลักฐานข้อใหญ่ ที่แสดงให้เห็นการปฏิเสธศาสนาและการตั้งภาคี!!

ซุลฏอน:ข้าพเจ้านึกไม่ถึงว่า ท่านจะเชื่อถือตามบรรพบุรุษของท่านถึงขนาดนี้ ท่านหลับตาแล้วพูดโดยปราศจากวิเคราะห์ทุกสิ่งที่พูดให้ถ่องแท้ เพราะในคำพูดนี้มีเป้าหมายในการลบหลู่ดูแคลน ปราศจากความเป็นธรรมและข้อมูลที่เป็นจริง อาจเป็นไปได้ว่าท่านไม่รู้เรื่องที่กำลังพูด หรือไม่ ก็คงเป็นเพราะท่านยังไม่เข้าใจความหมายของการปฏิเสธศาสนา(กุฟร์)และการตั้งภาคี(ชิร์ก)!!

ฮาฟิซ: “คำพูดของข้าพเจ้ามีเป้าหมายชัดเจน และข้าพเจ้าไม่คิดว่า จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก เพราะเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ผู้ใดยอมรับการดำรงอยู่ของอัลลอฮ์ และเชื่อมั่นว่าพระองค์ คือ ผู้สร้าง ผู้ให้เครื่องยังชีพ และเชื่อว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นต้นเหตุในการบังเกิดของสรรพสิ่ง นอกจากพระองค์ เขาต้องไม่หมายมุ่งหาสิ่งใด ในยามขอให้ได้สิ่งที่ต้องการ เพราะถ้าหากหมายมุ่งไปหาสิ่งอื่น แน่นอน นั่นคือ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่

ชีอะฮ์นั้น ก็อย่างที่เราเห็นและอ่านพบในตำราของพวกเขา คือ พวกเขาจะไม่มุ่งหมายยังอัลลอฮ์เลยอย่างเด็ดขาด ยิ่งกว่านั้น เป็นนิจสินเลยทีเดียว พวกเขาจะขอสิ่งที่ต้องการจากบรรดาอิมามของพวกเขาโดยมิได้กล่าวถึงอัลลอฮ์ จนกระทั่งเรา สามารถพบเห็นชีอะฮ์คนยากจนและที่เป็นคนขอทานจากผู้คนตามท้องตลาด พวกเขาจะเอ่ยแต่คำว่า :ยา อะลี ยาฮุเซน ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินใครสักคน ที่เป็นชีอะฮ์ใช้คำว่า ยาอัลลอฮ์ สักครั้งเดียว !!!ทั้งนี้ ย่อมเป็นหลักฐานแสดงว่าชีอะฮ์เป็นพวกตั้งภาคี พวกเขาไม่รำลึกถึงอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ในยามมีความต้องการสิ่งใด และไม่ขอจากพระองค์ให้ช่วยจัดการในสิ่งนั้นๆ หากแต่พวกเขาจะรำลึกถึงสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์และขอสิ่งที่ต้องการจากสิ่งอื่น นอกเหนือจากพระองค์ ผู้ทรงสูงสุด!!

ซุลฏอน : “ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า…ท่านเป็นคนโง่เขลาจริงๆ หรือไม่เข้าใจมัซฮับชีอะฮ์กันแน่ ? !!

หรือว่า ท่านเข้าใจ แต่แกล้งทำบิดเบือน แล้วนำการเสวนาไปสู่การทะเลาะและดันทุรัง ? !!

แต่ข้าพเจ้าหวังว่า ท่านจะไม่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณสมบัติประการหนึ่งของผู้รู้ที่เป็นผู้ปฏิบัตินั้นคือ : ความเป็นธรรม

มีฮะดีษระบุว่า : “ผู้รู้ที่ไม่ปฏิบัติ ก็เหมือนต้นไม้ ที่ไร้ผล”

ในเมื่อ ท่านได้กล่าวหาด้วยคำพูดของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าพวกเราตั้งภาคี และต้องขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์! ท่านต้องการเสนอหลักฐานอันเลื่อนลอยแบบยกเมฆเพื่อยืนยันว่า คำพูดของท่านเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ท่านตั้งข้อหาการปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)แก่ชีอะฮ์ ผู้อยู่ในหลักเอกภาพ เป็นผู้บริสุทธิ์ใจอย่างสุดซึ้งต่อเอกภาพของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด เป็นผู้ศรัทธาในสิ่งที่นบีคนสุดท้าย(ศ)นำมา การกล่าวหาเราอย่างซ้ำซากและยืนกรานว่า เราเป็นผู้ปฏิเสธในยามอยู่ต่อหน้า รุนแรง ถึงเพียงนี้ แล้วยามอยู่ลับหลังเรา จะสักเพียงไหน? !

โปรดทราบเถิดว่า ศัตรูของอิสลามนั้นต้องการทำให้บรรดามุสลิมอ่อนแอและแตกแยกเพื่อพวกเขาจะเข้ายึดครองทรัพยากรธรรมชาติและยึดครองดินแดนของพวกเขา คนเหล่านั้นพึงพอใจกับการพูดเช่นนี้ พวกเขาจะถือเอาเรื่องเหล่านี้ เป็นเครื่องมือ เพื่อให้มุสลิมโจมตีซึ่งกันและกัน !! ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าพบว่า ขณะนี้ในที่ประชุมแห่งนี้ มีสมาชิกที่ประชุมที่เป็นคนทั่วไปจากบรรดาสานุศิษย์ของพวกท่าน ได้รับอิทธิพลโดยคำพูดของท่าน พวกเขาเริ่มมองเราด้วยความดูแคลน ชิงชังต่อพวกเรา เพราะความเชื่อของพวกเขาก็คือว่า พวกเราคือพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)ดังนั้นจำเป็นจะต้องฆ่า และต้องปล้นทรัพย์สินของ พวกเรา อีกด้านหนึ่ง โปรดมองไปที่สีหน้าของบรรดาผู้เข้าประชุม ที่ปรากฏริ้วรอยความโกรธที่สีหน้าของพวกเขา เถิด พวกเขาไม่พอใจต่อคำพูดของท่านตอนนี้ ที่กล่าวหาว่าพวกเขาตั้งภาคีและปฏิเสธศาสนา พวกเขาเชื่อว่า ท่านใส่ร้ายป้ายสีและกล่าวความเท็จและถือว่า ท่านเป็นคนมีแผนการณ์ ,มีแผนบิดเบือนสัจธรรม เพราะพวกเขามั่นใจว่าตัวของพวกเขาไม่ได้เป็นตามที่ท่านกล่าวและปราศจากความผิดตามที่ท่านตั้งข้อหาอย่างสิ้นเชิง

บัดนี้ เพื่อให้ความกระจ่างแก่บรรดาผู้เข้าประชุม โดยแสงสว่างแห่งสัจธรรมและความเชื่อมั่น และเพื่อขจัดความไม่รู้อันมืดมัว และความสับสนต่างๆให้พ้นจากความคิดของพวกเขา ข้าพเจ้าจะขอพูดต่อบรรดาผู้เข้าประชุมสั้นๆเกี่ยวกับคำว่า ชิร์ก(การตั้งภาคี)และความหมายของมัน ข้าพเจ้าจะนำเสนอข้อสรุปจากบทวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนของบรรดานักปราชญ์ของเรา เช่นท่านอัลลามะฮ์ อัลฮุลลีย์,และท่านฏูซีย์ นักวิเคราะห์ระดับสูง และท่านอัลลามะฮ์ มัจลิซีย์(ขอความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮื ประสบแด่ท่านเหล่านั้น)พวกเขาได้วิเคราะห์ วิจัยความหมายของคำนี้จากโองการต่างๆในอัลกุรอานและฮะดีษที่รายงานมาจากท่านนบี(ศ)และเชื้อสายของท่าน ผู้ชี้ทางนำ(ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน)

ท่านนาวาบ: ที่ประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจสำหรับคนทั่วไปและเพื่อยืนยันต่อสัจธรรมต่อหน้าพวกเขา อย่างที่ท่านเคยกล่าวไว้ในตอนแรก ดังนั้นขอให้ท่านได้คำนึงถึงพวกเขาด้วย เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านพูด คือ ท่านจะต้องพูดในลักษณะที่พวกเราคนทั่วไปสามารถเข้าใจได้

ซุลฏอน : ท่านนาวาบ ! ข้าพเจ้าคำนึงถึงข้อนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่ที่ประชุมนี้เท่านั้น หากแต่ทุกๆสถานที่ประชุมและทุกสถานที่ที่ข้าพเจ้าปราศรัยและเสวนาทางวิชาการและโต้วาที คือข้าพเจ้าจะพูดในลักษณะที่ทั้งซุนนีและชีอะฮ์ เข้าใจอยู่เสมอ เพราะจุดประสงค์ของการจัดประชุมคราวนี้ ก็เหมือนกับที่ท่านพูด นั่นคือ ให้ความรู้แก่คนที่ยังไม่รู้ ทำให้ความเข้าใจให้แก่คนที่ลืมเลือน และสิ่งนี้จะเป็นจริงไม่ได้ นอกจากต้องอาศัยการอธิบายอย่างชัดเจนและการพูดที่ง่ายแก่ความเข้าใจสำหรับคนทั่วไปและบรรดานบีทั้งหมด ก็ยึดหลักนี้เช่นกัน

มีรายงานจากท่านนบีสุดท้ายและนายของบรรดานบี(ศ)กล่าวว่า : แท้จริงบรรดานบีนั้นเราได้บัญชาให้พวกเขาพูดกับคนทั้งหลายไปตามระดับความคิดของพวกเขา”(16)

การตั้งภาคีประเภทต่างๆ

ผลสรุปจากโองการต่างๆในอัลกุรอาน จากบรรดาฮะดีษที่ถูกรายงานไว้ และจากการวิเคราะห์ทางด้านวิชาการ สรุปว่า การตั้งภาคี ถุกแบ่งออกเป็นสองประเภท นอกจากนี้ ถือว่า เป็นสาขาปลีกย่อย จากทั้งสองประเภทนี้ นั่นคือ : อัชชิร์กุ อัลญัลลีย์(การตั้งภาคีประเภทเปิดเผย) หมายถึง แสดงออกอย่างชัดเจน และอัชชิรืกุ อัลคอฟีย์(การตั้งภาคีประเภทแฝงเร้น) หมายถึง “ปกปิด”

การตั้งภาคี ประเภทเปิดเผย

การตั้งภาคี ประเภทเปิดเผย หมายถึง การที่มนุษย์ ยึดถือสิ่งอื่นที่เป็นภาคี ต่ออัลลอฮ์ ทั้งในแง่ของซาตหรือศิฟาต หรือการระทำ หรือการเคารพภักดี

ก-การตั้งภาคีในแง่ของตัวตน(ซาต) นั่นคือ การตั้งภาคีสิ่งอื่นใดเป็นภาคี หุ้นส่วนกับอัลลอฮ์ในด้านตัวตน(ซาต)ของพระองค์ หรือเอกภาพของพระองค์ เช่น พวกบูชาเจว็ด ได้แก่ พวกมะญูซีย์ ซึ่งพวกเขาเชื่อมั่นในสองหลักการ นั่นคือ ความสว่างและความมืด

เช่นเดียวกับพวกนะซอรอ….กล่าวคือ พวกเขาเชื่อมั่นในหลักตรีเอกานุภาพ ได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต(วิญญาณบริสุทธิ์)พวกเขาอธิบายว่า แต่ละองค์ ล้วนมีศักยภาพ และฤทธานุภาพเป็นอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับอีกสององค์ที่เหลือ พร้อมกันนี้ พวกเขายังศรัทธาว่า แต่ละองค์ มีสภาวะดั้งเดิม และเป็นการดำรงอยู่ที่จีรังเที่ยงแท้ นั่นคือ อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ทรงสูงสุด บริสุทธิ์พ้นจากเรื่องที่พวกเขากล่าวอ้างทั้งปวง

อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ทรงปฏิเสธหลักความเชื่ออันผิดพลาดเช่นนี้ ไว้ในซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 37 ความว่า “โดยแน่นอนยิ่ง บรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮ์ คือ องค์ที่สาม ในสามองค์นั้น เป็นผู้ปฏิเสธศาสนา และไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระเจ้า ผู้ทรงเอกะ” อีกนัยหนึ่ง พวกนะซอรอ เชื่อมั่นว่า สภาวะของพระเจ้า มีพรั่งพร้อมอยู่ในตรีเอกานุภาพ นั่นคือ มีสภาวะการดำรงอยู่ ซึ่งทฤษฎีนี้ ปรัชญาอิสลาม ได้หักล้างโดยเหตุผลทางสติปัญญาอย่างสิ้นเชิง เพราะการรวมเข้าด้วยกัน ไม่อาจเป็นไปได้ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องตัวตน(ซาต)ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด หรือสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่ตัวตน(ซาต)ของพระองค์ ผู้ทรงสูงสุดก็ตาม

ข-การตั้งภาคีในแง่ของคุณลักษณะ(ซิฟาต)….นั่นคือ การเชื่อมั่นว่า คุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า เช่น ความรู้ วิทยปัญญา ศักยภาพ และชีวิตของพระองค์ คือ “สิ่งอื่นต่างหาก” นอกเหนือไปจากตัวตน(ซาต)ของพระองค์ อีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นสิ่งดั้งเดิม เช่นเดียวกับตัวตน(ซาต)ของพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่า สิ่งดั้งเดิม มีจำนวนหลากหลาย และนั่นคือ การตั้งภาคี พวกที่อธิบายอย่างนี้ ได้แก่พวกอะชาอิเราะฮ์ สาวกของอะบี อัลฮะซัน อะลี บิน อิสมาอีล อัลอัชอะรีย์ อัลบัศรีย์ และนักปราชญ์ส่วนมากของพวกท่านจะเชื่อถือและเชื่อมั่นกันอย่างนี้ และจะเขียนในตำราของพวกเขาไว้อย่างนี้ เช่น อิบนุ ฮิซัม, อิบนุรุชดีและฯลฯ และนี่คือ การตั้งภาคี ในแง่ของคุณลักษณะ(ซิฟาต)…เพราะพวกเขาอ้างว่า ตัวตน(ซาต)ของพระเจ้า ผุ้ทรงสูงสุดนั้น มีภาคีร่วมหุ้น ในความเป็นสิ่งดั้งเดิมและอจินไตย และถือว่า ตัวตน(ซาต)มีลักษณะเป็นองคาพยพ ทั้งๆที่ตัวตน(ซาต)ของพระเจ้า ผู้ทรงสูงสุด เป็นสิ่งเดียว ไม่มีการแยกเป็นส่วนย่อย และคุณลักษณะของพระองค์(ซิฟาต)ก็เป็นเช่นเดียวกับตัวตน(ซาต)นั่นเอง

จะขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจที่ง่ายยิ่งขึ้น และไม่มีประเด็นถกเถียงกันแต่ประการใด ในตัวอย่างดังต่อไปนี้

“ความหวานของน้ำตาล เป็นสิ่งอื่นไปจากน้ำตาลกระนั้นหรือ ?

“ความมันของไขมัน เป็นสิ่งอื่นไปจากไขมันกระนั้นหรือ ?

ดังนั้น น้ำตาล ตัวตนของมัน ก็คือ ความหวาน นั่นคือ เป็นเนื้อหน่วยเดียวกัน

ไขมัน ตัวตนของมันก็คือ ความมัน นั่นคือ เป็นเนื้อหน่วยเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า ไม่สามารถแยกจากกันระหว่างน้ำตาลกับความหวานได้ และไม่สามารถแยกจากกันระหว่างไขมันกับความมันได้ ทำนองเดียวกัน คุณลักษณะของอัลลอฮ์ ก็เป็นอันเดียวกับตัวตน(ซาต)ของพระองค์ โดยมิอาจแยกระหว่างคุณลักษณะ(ซิฟาต)กับตัวตน(ซาต)ของพระองค์ ผุ้ทรงสูงสุดได้ ดังนั้นคำว่า “อัลลอฮ์” ที่เราใช้เรียกซาต แห่งความเป็นผู้ทรงบริหารอภิบาล จึงเป็นคำที่มีความหมายรวมไปถึงลักษณะต่างๆทั้งหมดของพระองค์ในคราวเดียวกัน ดังนั้น คำว่า อัลลอฮ์ จึงหมายถึง ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงอานุภาพ ผู้ทรงวิทยปัญญา….ตลอดไปจนจบในบรรดาคุณลักษณะ(ซิฟาต)ว่าด้วยเกียรติยศ ว่าด้วยความงดงาม และว่าด้วยความสมบูรณ์ทั้งหลาย

ค-การตั้งภาคีในแง่ของการกระทำ…นั่นคือ ความเชื่อที่ว่า มนุษย์บางคนได้รับพรพิเศษให้สามารถมีพฤติกรรมมในเขิงการบริหาร อภิบาล จัดการภารกิจของพระผู้เป็นเจ้าได้ เช่น การสร้างสรรค์ การให้เครื่องยังชีพ หรือเชื่อว่า บางสิ่งบางอย่าง ได้รับพรพิเศษในการควบคุมสรรพสิ่งในสากลโลก เช่น ดวงดาว หรือเชื่อว่า หลังจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ได้สร้างสรรค์พสิ่งทั้งหลาย โดยศักยภาพของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ทรงมอบอำนาจการจัดระเบียบภารกิจและการบริหารโลกให้แก่บุคคลบางคน เช่นความเชื่อของพวกที่เชื่อเรื่องมอบอำนาจ(มุเฟาวาเฎาะฮ์) ดังได้ยกรายงานต่างๆจากบรรดาอิมามของชีอะฮ์ผ่านมาแล้ว ที่สาปแช่งและระบุว่า คนพวกนั้นปฏิเสธศาสนา เช่น พวกยะฮูด ซึ่งอัลลอฮ์ ผุ้ทรงสูงสุด ทรงตำหนิพวกเขาว่า “และพวกยะฮูดนั้นกล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮ์นั้นถูกพันธนาการไว้แล้ว มือของพวกเขาต่างหากที่ถูกพันธนาการ และพวกเขาถูกสาปแช่งเพราะสิ่งที่พวกเขาพูด หากแต่พระหัตถ์ของพระองค์นั้น แผ่ไพศาลเสมอ ทรงแจกจ่ายตามที่พระองค์ทรงประสงค์”(17)

ง-การตั้งภาคีในแง่ของการเคารพภักดี …. นั่นคือ การที่มนุษย์ทำการเคารพภักดี โดยจิตมุ่งหมายไปยังสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์ แด่พระองค์ หรือมิได้มีจิตเจตนาบริสุทธิ์มุ่งยังอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด เช่น อาจทำไปเพื่อต้องการให้คนอื่นเห็น หรือต้องการดึงดูดความเคารพนับถือจากคนอื่นมายังตัวเอง หรือบนบานต่อสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด !!

การกระทำทั้งหมด เราจำเป็นจะต้องมีเจตนามุ่งแสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ แต่ถ้าหากผู้กระทำ มีเจตนาในการทำงานเพื่อบุคคลอื่น นอกจากอัลลอฮ์หรืออ้างถึงสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์ เป็นภาคีหุ้นส่วน นั่นคือ การตั้งภาคี…อัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ทรงห้ามสิ่งนี้ไว้ในอัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ โดยทรงตรัสว่า “ดังนั้น ผู้ใด หวังการพบกับพระผู้อภิบาลของเขา เขาก็ต้องกระทำการดี และต้องไม่ยกสิ่งใดเป็นภาคีต่อพระผู้อภิบาลในการเคารพภักดี”(18)

ท่านฮาฟิซ: “โดยการอ้างอิงถึงคำพูดของท่านเองขณะนี้ แสดงว่าพวกท่าน เป็นผู้ตั้งภาคี เนื่องจากพวกท่านกล่าวว่า : ถ้าใครบนบานต่อสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์ ผู้นั้น เป็นผู้ตั้งภาคี แต่พวกชีอะฮ์นั้น บนบานต่อบรรดาอิมามและลูกหลานของบรรดาอิมามของพวกเขา”

การบนบานในทัศนะของเรา”

ซุลฏอน : สติปัญญาของมุสลิมและความสมเหตุสมผล สามารถตัดสินได้ว่าถ้าคนหนึ่งต้องการจะรู้ถึงหลักความเชื่อของกลุ่มชนใด ก็จำเป็นจะต้องไม่พิจารณาดูคำพูด และการกระทำของคนที่โง่เขลาในกลุ่มชนนั้นๆ แต่จะต้องพิจารณาไปยังคำพูดและการกระทำของผู้มีความรู้ในกลุ่มชนนั้นๆ

ถ้าหากพวกท่านต้องการจะวิเคราะห์เกี่ยวกับชีอะฮ์และหลักความเชื่อของพวกเขา พวกท่านจะต้องพิจารณาตำราของนักปราชญ์และบรรดานักวิเคราะห์ของพวกชีอะฮ์ แล้วพวกท่านจะรู้ความจริงของชีอะฮ์ได้ โดยคำพูดของนักการศาสนาและนักปฏิบัติของพวกเขา

ฉะนั้น ถ้าท่านเห็นปุถุชนคนทั่วไปในหมู่พวกเราบางคน ที่บนบานต่อบรรดาอิมาม(อ)ท่านใดหรือต่อบุตรหลานของบรรดาอิมาม(อ)หรือคนใดในบรรดาผู้มีคุณธรรม โดยความโง่เขลา ก็ขออย่าได้เหมาเข้าใจเอาว่า พวกเขามีความเชื่อตามหลักการของชีอะฮ์ เพราะว่าในทุกๆมัซฮับ ทุกนิกาย ย่อมต้องมีปุถุชนคนโง่เขลา ไม่รู้เรื่องราวในศาสนาของตัวเองอยู่ที่นั่นด้วยเสมอ และนี่ก็มิได้มีแต่ในหมู่พวกเราเท่านั้น

ท่านทั้งหลาย ในเมื่อพวกท่านมิใช่ผู้วางแผนอย่างอื่น และมิได้ต้องการจะหาข้อตำหนิติเตียนและเพื่อหาเรื่องหักล้างกันแบบผิดๆต่อชีอะฮ์ ก็ขอให้ย้อนกลับไปศึกษาตำราของนักการศาสนาของพวกเขาเถิด และจงพิจารณาดูวิถีชีวิตของศรัทธาชนในหมู่พวกเขาเหล่าบรรดาผู้รู้ในเรื่องราวของศาสนา

เพราะว่าความรู้เกี่ยวกับเอกภาพที่แท้จริง และความบริสุทธิ์ปราศจากข้อตำหนิใดๆ จะหามีที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกเหนือจาก ชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ เท่านั้น

ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่านให้ศึกษาตำราสองเล่ม คือ ชัรฮุลลุมอะฮ์ และ “ชะรออิอุลอิสลาม”และตำราอื่นๆก็ได้ที่รวบรวมเรื่องเกี่ยวกับศาสนบัญยัติ แม้กระทั่งเอกสารต่างๆทางวิชาการของบรรดานักการศาสนาร่วมสมัยของพวกเรา ในฐานะพวกเขาเป็นประมุขสูงสุดของชีอะฮ์ ในแง่ของเรื่องราวทางศาสนา

โปรดทบทวนในตำราเหล่านี้ ในหมวดว่าด้วยเรื่อง “การนะซัร(บนบาน)”แล้วท่านจะพบว่า นักการศาสนาของเราได้ให้ทัศนะตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า การบนบานในลักษณะดังต่อไปนี้ “แด่อัลลอฮ์ สำหรับฉัน จะทำอย่างนั้น อย่างนี้” หรือกล่าวว่า “ฉันจะละทิ้งอย่างนั้น อย่างนี้” ซึ่งให้เขากล่าวลงไปในวรรคหลังของประโยค เพื่อให้การบนบานนั้นสมบูรณ์ ไม่ว่าในแง่บวก หรือในแง่ลบก็ตาม ครั้นเมื่อ เขามีอุปสรรคในการกล่าวเป็นภาษาอาหรับหรือเป็นการยากสำหรับเขาในการกล่าวเช่นนั้น ก็สามารถทำได้ด้วยการแปลเป็นภาษาที่เขาเข้าใจเพื่อให้สะดวกแก่การใช้ประโยคคำพูดสำหรับเขา

ในกรณีถ้าหากเขาเจตนาจะบนบานกับสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์ หรือยกสิ่งอื่นขึ้นเคียงคู่กับพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นนบีท่านใด หรืออิมามคนใด หรือบุคคลอื่นใดก็ตาม ถือว่า การบนบานนั้น เป็นโมฆะ

แต่ถ้าเขาบนบานไปตามรูปแบบของข้อหลัง โดยมีความรู้ในเจตนา ถือว่า ภารกิจของเขาเป็นสิ่งต้องห้าม(ฮะรอม)และเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด เพราะพระองค์ทรงมีโองการไว้ว่า “และเขาอย่าได้ตั้งสิ่งอื่นใดเป็นภาคีหุ้นส่วนกับพระผู้อภิบาลของเขาเลย”(19)

จึงจำเป็นแก่นักปราชญ์ ที่จะต้องสอนคนที่ยังไม่รู้และต้องอธิบายปัญหาศาสนาทุกๆข้อแก่พวกเขา ส่วนหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการบนบาน เพราะการบนบาน จะต้องทำกับอัลลอฮ์องค์เดียว ไม่มีภาคีหุ้นส่วนใดๆสำหรับพระองค์ แต่ ผู้บนบานมักจะระบุการจัดการสิ่งที่บนบานลงไปด้วย เช่น กล่าวว่า “สำหรับฉันมีการบนบานต่ออัลลอฮ์ ว่าจะเชือดแพะหนึ่งตัว ณ สุสานของท่านนบี(ศ)หรือ ณสุสานของอิมามอะลี(อ)หรือที่อื่นนอกเหนือจากสองแห่งนี้ หรืออาจกล่าวว่า สำหรับฉัน มีการบนบานต่ออัลลอฮ์ว่า จะเชือดแพะหนึ่งตัว เพื่อใช้เนื้อของมันทำอาหารเลี้ยงบรรดาซัยยิด ผู้ทรงเกียรติ หรือเลี้ยงคนยากจน หรือบรรดานักปราชญ์…ฯลฯ

หรืออาจกล่าวว่า “สำหรับฉัน มีการบนบานต่ออัลลอฮ์ว่า จะมอบผ้าหนึ่งผืนแด่ชายคนนั้น หรือแก่ผู้รู้คนนั้น(อาจระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม)

ทุกๆประโยคดังกล่าวนี้ในการบนบานถือว่า ถูกต้อง แต่ทว่าถ้าหากเขามิได้กล่าวถึงอัลลอฮ์ เช่นกล่าวว่า ฉันขอบนบานต่อท่านนบี หรือต่อท่านอิมาม หรือต่อผู้รู้ทางศาสนา หรือต่อคนยากจน หรือเด็กกำพร้า…ฯลฯ ทุกประการนี้ ถือว่าผิด ปราศจากความถูกต้องใดๆ

ทำนองเดียวกัน ถ้าหากกล่าวถึงอัลลอฮ์ ร่วมกับสิ่งอื่น…เช่นกล่าวว่า ฉันจะบนบานต่ออัลลอฮ์ และต่อท่านนบี หรือฉันจะบนบานต่ออัลลอฮ์ และต่อชายคนนั้น…ถือว่า เป็นความผิด ไม่มีความถูกต้อง และเป็นความบาปอีกด้วย ถ้าหากผู้กล่าวรู้เรื่องดีอยู่แล้ว

จึงจำเป็นที่เรา นักการศาสนา และผู้รู้ทุกคนจะต้องเผยแพร่ความรู้ทางศาสนา และต้องเขียนตำราสอนบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าและนำไปเสนอแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้พวกเขาร่ำเรียนและนำไปปฏิบัติ

สำหรับประชาชนทั่วไปก็จำเป็นด้วยเช่นกัน ที่จะต้องรับฟังเรื่องราวต่างๆทางศาสนา ต้องเรียนและต้องปฏิบัติ เพราะถ้าหากไม่เรียน และไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น ปัญหาการตำหนิก็ย่อมสะท้อนกลับไปหาพวกเขาเอง หาได้ย้อนกลับไปยังศาสนาและมัซฮับของพวกเขาไม่

ชาวอะฮ์ลุซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์จำนวนมากที่ยังดื่มสุรา เล่นการพนัน และประพฤติชั่ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักฐานแสดงว่า มัซฮับของพวกเขายินยอมให้พวกเขากระทำในสิ่งละเมิดศาสนาและความบาปกระนั้นหรือ?ปัญหาการตำหนิจะย้อนกลับไปหามัซฮับของพวกเขาหรือกลับไปหาพวกเขาเองกันแน่ ?

“การตั้งภาคีประเภทแอบแฝง”

การตั้งภาคีประเภทที่สอง คือ ประเภทแอบแฝง และอาจเกิดขึ้นในบุคคลที่มีเจตนาทำการเคารพภักดีเพื่อเอาหน้าเอาตา หรือแสวงหาชื่อเสียง

มีรายงานฮะดีษระบุว่า “แท้จริง ผู้ใดทำนมาซ หรือถือศีลอด หรือบำเพ็ญฮัจญ์ แต่ต้องการทำเพื่อให้ประชาชนยกย่อง แน่นอน เท่ากับเขาตั้งภาคี ในการประกอบภารกิจของเขา(20)

ในรายงานฮะดีษบทหนึ่ง จากอิมามญะฟัร บิน มุฮัมมัด ศอดิก(อ)กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าบ่าวคนหนึ่ง จะประกอบภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อแสวงหาความเมตตาของอัลลอฮ์(21) และรางวัลในปรโลก ต่อมา ความรู้สึกต้องการ ความพึงพอใจจากประชาชน เกิดขึ้นในตัวของเขา นั่นเท่ากับเขาเป็นผู้ตั้งภาคี”(22)

มีรายงานจากท่านนบี(ศ) ได้กล่าวว่า “จงยำเกรงการตั้งภาคีระดับเล็ก” พวกเขากล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ การตั้งภาคีระดับเล็ก เป็นอย่างไร ? ท่านตอบว่า “คือ ความรู้สึกอยากเอาหน้าเอาตา และมีชื่อเสียง”(23)

มีรายงานจากท่านนบี(ศ) ได้กล่าวว่า “แท้จริงสิ่งที่ฉันกลัวจะเกิดขึ้นแก่พวกท่านมากที่สุด คือการตั้งภาคีประเภทแอบแฝง เพราะการตั้งภาคีจะมาอย่างแผ่วเบายิ่งกว่าการคลานของตัวมดบนภูเขาศอฟาในยามกลางคืนอันมืดมิด(24)หลังจากนั้น ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “ผู้ใดทำนมาซ หรือถือศีลอด หรือบริจาคทาน หรือบำเพ็ญฮัจญ์ เพื่อเอาหน้าเอาตา แน่นอน เท่ากับเขาตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์”

ดังนั้น ในการทำนมาซ และการเคารพภักดี(อิบาดะฮ์)ประเภทต่างๆ จำเป็นจะต้องมีเจตนามุ่งมั่นเฉพาะเพื่ออัลลอฮ์ และเพื่อความใกล้ชิดอัลลอฮ์ องค์เดียวเท่านั้น โดยมนุษย์จะต้องมีใจมุ่งหมายต่อพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสูงสุดของตน และจะต้องสนทนากับพระองค์แต่เพียงผู้เดียว จะต้องควบคุมจิตใจตนเอง และมอบหมายหัวใจตนมุ่งตรงยังซาตแห่งพระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะต่างๆที่ได้กล่าวไปแล้ว และนั่นคือ องค์อัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์

ข้าพเจ้าขอยุติเพียงแค่นี้ และเชื่อว่า ความจริงได้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาสมาชิกผู้มีเกียรติในที่ประชุมแล้ว โดยเฉพาะบรรดาผู้อาวุโส บรรดานักปราชญ์ในที่ประชุมนี้ หวังว่า นับจากนี้ คงจะไม่นำเอาเรื่องการตั้งภาคี ไปกล่าวหาแก่ชีอะฮ์ และจะไม่กลบเกลื่อนความจริงต่อประชาชนทั่วไปอีก

เชคอับดุสสลามยิ้มด้วยความยินดีพลางกล่าวว่า “ท่านยังมีอะไรตกค้างในประเด็นนี้อีกไหม หรือว่า จะพูดเพียงแค่นี้ ?หากยังมีบางอย่างในหัวข้อนี้ ค้างคาอยู่ ก็ขอให้อธิบายแก่สมาชิกในที่ประชุมด้วยเถิด

ซุลฏอน : ยังมีอยู่อีกประการหนึ่ง ที่ถูกจัดให้เป็นการตั้งภาคี แต่เป็นประเภทที่ได้รับการอภัย นั่นคือ

การตั้งภาคีในอัซบาบ(สิ่งต้นเหตุ)

นั่นคือ เรื่องที่มักจะเกิดขึ้นกับคนส่วนมากโดยไม่ตั้งใจ เช่น การที่พวกเขาถือว่า สื่อ และสิ่งต้นเหตุ ที่ทำให้พวกเขาบรรลุตามจุดประสงค์และทำให้ความหวังของพวกเขาเป็นจริง หรือการที่พวกเขาเกรงกลัวคนบางคน และกลัวสิ่งต้นเหตุบางอย่าง ในการทำให้ความต้องการและความหวังของพวกเขาเปลี่ยนไป อันนี้ถือเป็นการตั้งภาคีชนิดหนึ่ง แต่ทว่า เป็นเรื่องที่ได้รับการอภัย

ความหมายโดยสรุปของการตั้งภาคีในแง่ของสิ่งต้นเหตุ คือ การที่คนเราเชื่อถือว่า สิ่งเป็นต้นเหตุ มีอิทธิพลต่อสิ่งทั้งหลายและต่อกิจการความเป็นไปทางธรรมชาติ เช่น เชื่อว่า ดวงอาทิตย์ มีอิทธิพลต่อความเจริญเติบโตของพืช ดังนั้น ถ้าเขาเชื่อว่า อิทธิพลอันนี้มาจากดวงอาทิตย์เองล้วนๆ โดยปราศจากเจตนารมณ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด นั่นคือ การตั้งภาคี

แต่ถ้าเขาเชื่อว่า อิทธิพลอันนี้เกิดขึ้นจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ ผู้ทรงอำนาจยิ่ง ดังนั้น พระองค์ คือ ผู้เป็นต้นเหตุ ส่วนดวงอาทิตย์เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในเรื่องนี้เท่านั้น ก็ไม่ถือว่า เป็นการตั้งภาคี หากแต่เป็นหลักเอกภาพของพระเจ้าอย่างเที่ยงแท้ และเป็นการใคร่ครวญอย่างหนึ่ง ต่อสัญญาณและอานุภาพของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด

จะเป็นไปในทำนองนี้เหมือนๆกัน กับทุกสิ่งต้นเหตุและปัจจัยของเหตุ เช่น พ่อค้า กับการค้าของตัวเอง เกษตรกร กับพืชผลของตน ช่าง กับงานช่าง แพทย์ กับการแพทย์ของตน และฯลฯหากพิจารณาไปยังเครื่องมือการประกอบอาชีพของเขา สิ่งต้นเหตุแห่งผลงานของเขา โดยพิจารณาไปยังสิ่งนั้นว่า มีความอิสระ และถือว่า ผลลัพท์ต่างๆที่ปรากฏ ล้วนมาจากสิ่งต้นเหตุและเครื่องมือทั้งหลายเหล่านั้นอย่างอิสระ ปราศจากเจตนารมณ์ใดๆของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด นั่นก็จะเป็น การตั้งภาคี แต่ถ้าหากพิจารณาไปยังสิ่งต้นเหตุและเครื่องมือต่างๆเหล่านั้น โดยพิจารณาไปยังสิ่งนั้นว่า เป็นองค์ประกอบ โดยเชื่อว่า นั่นคือองค์ประกอบ แต่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด คือผู้ทรงบันดาลให้เกิดผลลัพท์ต่างๆขึ้นในองค์ประกอบนั้นๆ จึงไม่มีสิ่งต้นเหตุในการดำรงอยู่ใดๆ นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น อย่างนี้ ไม่ถือเป็นการตั้งภาคี หากแต่อยู่ในหลักเอกภาพโดยแท้จริง

ชีอะฮ์ปลอดพ้นจากการตั้งภาคีชนิดต่างๆอย่างสิ้นเชิง

หลังจากได้อธิบายประเภทและชนิดต่างๆของการตั้งภาคีแล้ว ข้าพเจ้าจะขอถามท่านทั้งหลาย การตั้งภาคีประเทใดกันเล่า ที่ท่านตั้งเป็นข้อหาแก่ชีอะฮ์?

มีผู้รู้ชีอะฮ์หรือคนชีอะฮ์ทั่วไปสักคนไหมที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ในแง่ของตัวตน(ซาต)หรือคุณลักษณะ(ซิฟาต)หรือการกระทำ(อัฟอาล)?

หรือว่าท่านเคยพบข้อความในตำราของชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ และบทรายงานอันถ่ายทอดมาจากบรรดาอิมาม(อ)ที่แสดงให้เห็นว่า ตั้งภาคี ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว ?

ฮาฟิซ: ทุกอย่างที่อธิบายมาเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เราขอขอบคุณท่านในเรื่องนี้ แต่ทว่าถ้าหากพวกท่านพิจารณาอย่างถ่องแท้ในหลักความเชื่อถือของพวกท่านที่มีต่อบรรดาอิมามของพวกท่าน แล้วท่านจะเชื่อว่าจริง ถ้าข้าพเจ้าจะพูดว่า พวกท่านจะขอสิ่งที่พวกท่านต้องการจากบรรดาอิมามและจะอาศัยพวกเขาเป็นสื่อในการที่พวกท่านจะบรรลุสู่เป้าหมาย และเพื่อให้สิ่งที่พวกท่านต้องการ ปรากฏเป็นจริงขึ้นมา นี่แหละ การตั้งภาคี!เพราะเราไม่จำเป็นจะต้องอาศัยสื่อกลางระหว่างเรากับพระผู้อภิบาลของเรา ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่ายามใด เราสามารถจะหันหน้าหาอัลลอฮ์ ผุ้ทรงสูงสุดแล้วขอในสิ่งที่เราต้องการจากพระองค์ได้เสมอ เพราะพระองค์คือ ผุ้ทรงใกล้ชิด ผู้ทรงตอบสนอง

ซุลฏอน :ข้าพเจ้าแปลกใจในตัวท่านมากจริงๆ เพราะท่านเป็นผู้รู้ ผู้มีความคิด แต่ท่านรับอิทธิพลจากคำพูดของบรรพบุรุษมาโดยไม่มีการวิเคราะห์ เหมือนกับว่า ท่านนอนหลับไปในขณะที่ข้าพเจ้าอธิบายประเภทต่างๆของการตั้งภาคี!เพราะหลังจากอธิบายผ่านไปอย่างละเอียดแล้ว ท่านยังพูดเพ้อออกมาว่า การขอในสิ่งที่จำเป็นจากบรรดาอิมาม เป็นการตั้งภาคี!!

ฉะนั้น ถ้าหากขอในสิ่งจำเป็นจากสิ่งถูกสร้างถือเป็นการตั้งภาคี มนุษย์ทุกคน ล้วนเป็นผู้ตั้งภาคี!

เพราะถ้าในเมื่อการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพื่อให้สำเร็จลุล่วงตามความต้องการ ถือเป็นการตั้งภาคี แล้วทำไมบรรดานบีต้องขอความช่วยเหลือต่อเพื่อนมนษย์ในบางสิ่งที่พวกเขาต้องการ

โปรดอ่านอัล-กุรอาน อันทรงเกียรติด้วยความใคร่ครวญและคิดพิจารณาเพื่อความจริงจะได้เป็นที่ประจักษ์แก่ท่าน โปรดพิจารณาประวัติของสุลัยมาน(อ)ในซูเราะฮ์ อันนัมล์ โองการที่ 38-40 “เขากล่าวว่า โอ้เหล่าเสนาอำมาตย์มีใครในหมู่พวกท่านไหม ที่จะนำบัลลังค์ของนางมายังข้าก่อนที่พวกเขาจะมายังข้าในฐานะเป็นผู้นบน้อม ฆิฟรีตผู้มาจากญินกล่าวว่า ฉันจะนำมันมายังท่านก่อนที่ท่านจะลุกจากที่ยืนของท่าน และแน่นอนฉันเป็นผู้มีพลัง เป็นผู้ซื่อสัตย์ สำหรับงานนี้ ผู้มีความรู้ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์กล่าวว่า ฉันจะนำมันมายังท่าน ก่อนที่เปลือกตาของท่านจะกระพริบ ครั้นเมื่อเขาได้เห็นมันมาวางอยู่ข้างเขาแล้ว เขาจึงกล่าวว่า นี่คือส่วนหนึ่งจากความโปรดปรานแห่งพระผู้อภิบาลของฉัน”

เป็นเรื่องแน่ชัดว่า การนำบัลลังค์นางบิลกิสจากสถานที่แห่งนั้นอันไกลโพ้นมาให้ถึงในเวลาน้อยกว่าการกระพริบตา มิใช่เรื่องง่ายๆและมิใช่วิสัยของมนุษย์จะกระทำได้ ซึ่งเป็นผู้อ่อนแอ ไม่มีการเคลื่อนไหวและไม่มีพลังใดๆเป็นของตนเอง มันต้องเป็นงานของผู้ทรงพลัง อันยิ่งใหญ่ที่มหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และสุลัยมานเอง ทั้งๆที่รู้ว่าภารกิจเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ นอกจากโดยอำนาจของอัลลอฮ์ และด้วยพลังของพระองค์เท่านั้น กระนั้นแล้วก็ตาม เขาก็มิได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ในยามต้องการอย่างนั้น ท่านมิได้ขอต่อพระผู้อภิบาลของท่านเลย หากแต่ได้ขอในสิ่งที่ท่านต้องการจากบรรดาสิ่งถูกสร้าง ท่านจึงขอความช่วยเหลือต่อมหาเสนาอำมาตย์ผู้อ่อนแอของท่าน

ข้อนี้ เป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่น เพื่อให้ได้มาตามที่ตนเองปรารถนา และการขอจากเพื่อนมนุษย์เพื่อให้ได้มาตามความต้องการมิได้ขัดแย้งกับความเชื่อในเอกภาพของอัลลอฮ์ และมิใช่การตั้งภาคีตามที่ท่านกล่าวอ้าง เพราะว่าอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ทรงบันดาลให้โลกนี้ เป็นโลกที่มีต้นเหตุและผลลัพท์อันเกิดจากเหตุ และเป็นโลกแห่งเหตุและผล

เป็นอันว่า การตั้งภาคี เป็นเรื่องของจิตใจ เพราะถ้าหากคนเราขอในสิ่งที่ตนเองมีความต้องการจากผู้อื่น หรือขอความช่วยเหลือ เพื่อให้จุดประสงค์ของตัวเอง เป็นจริงขึ้นมา และเพื่อให้ตนได้บรรลุผลตามความต้องการ โดยมิได้เชื่อถือว่า เขาผู้นั้นมีสภาวะเป็นพระเจ้า และมิได้ตั้งเขาผู้นั้นขึ้นเป็นภาคีหุ้นส่วนกับพระผู้เป็นเจ้า หากแต่เชื่อว่า เขาเป็นเพียงสิ่งถูกสร้างอย่างหนึ่งของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด คือเป็นมนุษย์เหมือนเขา อย่างไรก็ตาม อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ ได้สร้างเขามาให้มีพลัง มีความสามารถ ที่สามารถช่วยเหลือให้จุดประสงค์ของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้ และช่วยให้เขาบรรลุล่วงจนได้ในสิ่งที่เขาต้องการ ก็ไม่ถือว่า เป็นการตั้งภาคีแต่อย่างใด

นี่คือ เรื่องราวที่เป็นวัฏจักรหนึ่งในสังคมมนุษย์ทั้งมวล บรรดาผู้ศรัทธาทั่วไปก็ปฏิบัติกันอยู่ และยังมีคนเป็นส่วนมากไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่ม คนสาว พวกเขาใช้เวลาที่มีอยู่หลายๆชั่วโมง ตามประตูบ้านของพวกเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ จากเพื่อนมนุษย์ ให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการในภารกิจต่างๆ โดยมิได้กล่าวถึงอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด

เช่น คนป่วยที่ไปหาแพทย์ อาศัยแพทย์พยาบาลเป็นสื่อ ขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ต้องการให้แพทย์ช่วยรักษาอาการป่วยของเขา อย่างนี้ เป็นการตั้งภาคีหรือ ?

คนจมน้ำอยู่กลางทะเลร้องขอการอนุเคราะห์ต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้ช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากการจมน้ำ และความตาย โดยมิได้กล่าวถึงอัลลอฮ์ อย่างนี้ ถือเป็นการตั้งภาคี หรือ ?

เมื่อผู้มีอำนาจกระทำการอธรรมแก่คนๆหนึ่ง ผู้ถูกอธรรมเดินทางไปร้องเรียนต่อผู้ปกครองว่า “โอ้ท่านผู้ปกครอง โปรดช่วยเหลือฉัน ตามสิทธิที่ฉันมีอยู่ด้วยเถิด เพราะไม่มีใครอื่นอีกแล้ว นอกจากท่าน และฉันก็ไม่ขอร้องใครนอกจากท่านเพียงผู้เดียว ในการขจัดความอธรรมให้พ้นไปจากฉัน !จะถือว่า นี่คือ การตั้งภาคีหรือ ?จะถือว่า ผู้ถูกอธรรมเป็นผู้ตั้งภาคีด้วยหรือ ?

ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะมีผู้ครองสติปัญญาคนใดถือว่า พวกเขาเหล่านั้นตั้งภาคี และใครก็ตามที่กล่าวหาว่าเขาเหล่านั้นตั้งภาคี เขาผู้นั้นก็คือ คนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับความหมายของ การตั้งภาคี หรือไม่ก็คงเป็นคนมีแผนการมากกว่า!!

ขอให้บรรดาท่านสมาชิกในที่ประชุมจงมีความเป็นธรรม ขอให้บรรดานักปราชญ์จงตัดสิน แต่อย่าได้สับสนในประเด็นที่กำลังพูด !!

ความเชื่อของชีอะฮ์ในเรื่องการแสวงหาสื่อสัมพันธ์(ตะวัซซุล)

ชีอะฮ์ทุกคนมีความเชื่อตรงกันว่า คนใดเชื่อว่าสภาวะควาเป็นพระเจ้ามีในตัวท่านนบีหรือบรรดาอิมาม หรือตั้งพวกเขาเป็นภาคีหุ้นส่วนกับอัลลอฮ์ ทั้งในแง่คุณลักษณะและการกระทำ แน่นอน เขาคนนั้น คือ ผู้ตั้งภาคี และเป็นสิ่งโสโครกตามหลักศาสนา(นัจซ์)จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงและออกห่างจากคนผู้นั้น

แต่ในกรณีที่พวกเขากล่าวว่า : ยาอะลี อัดริกนี(ช่วยฉันด้วยเถิด โอ้อะลี) หรือยาฮุเซน ช่วยเหลือฉันด้วยเถิด และอื่นๆในทำนองนี้ มิได้แปลว่า “โอ้อะลี ท่านคืออัลลอฮ์ โปรดช่วยฉันด้วยเถิด! หรือโอ้ฮุเซน ท่านคือ อัลลอฮ์ โปรดช่วยฉันด้วยเถิด! แต่เนื่องจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพกำหนดให้โลกนี้เป็นดินแดนที่มีเครื่องมือ สื่อกลาง และมีสิ่งต้นเหตุ อัลลอฮ์ทรงปฏิเสธการที่จะให้ภารกิจต่างๆดำเนินไป โดยไม่มีสิ่งต้นเหตุ ดังนั้นเราจึงเชื่อถือว่าท่านนบีและวงศ์วานของท่าน คือสื่อที่นำไปสู่ความปลอดภัย ในปัญหาที่ร้ายแรง เราจึงขออาศัยท่านเหล่านั้นเป็นสื่อในการพึ่งพาไปหาอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์

ท่านฮาฟิซ : แล้วทำไมพวกท่านจึงไม่ขอสิ่งที่ต้องการจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดโดยไม่ต้องมีสื่อกลาง ? ! ซึ่งพวกท่านก็สามารถขอจากพระองค์ได้ โดยอิสระ ไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อกลาง

ซุลฏอน : แท้จริง เรามุ่งตรงยังพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพ อย่างเป็นอิสระ ในการขอสิ่งที่ต้องการ ขอการขจัดโพยภัยและความทุกข์ยากอยู่แล้ว แต่ทว่า เราอาศัยท่านนบีและวงศ์วานผู้ประเสริฐของท่าน(ศ)เป็นสื่อเพื่อขอให้อนุเคราะห์แก่เรา ณ อัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ เพื่อให้สิ่งที่เราต้องการบรรลุผล และเราอาศัยพวกท่านเป็นสื่อยังอัลลอฮ์เพื่อขจัดโพยภัยและความทุกข์ร้อนให้พ้นจากเรา และเรามีหลักยึดสำหรับความเชื่อนี้ คืออัล-กุรอาน อันทรงวิทยปัญญา ที่พระองค์ทรงตรัสว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงแสวงหาสื่อเพื่อไปสู่พระองค์”(25)

วงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)เป็นสื่อ (วะซีละฮ์)

พวกเราชีอะฮ์เชื่อว่าอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ คือ ผู้ทรงบันดาลความสัมฤทธิ์ผลแก่ความต้องการด้านต่างๆและเชื่อว่า วงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)ไม่สามารถปลดเปลื้องปัญหาใดๆ ไม่สามารถบันดาลความสำเร็จใดๆให้แก่ใครได้เลย นอกจากโดยการอนุมัติจากอัลลอฮ์ และจากเจตนารมณ์ของพระองค์ แต่พวกเขาคือ “ปวงบ่าวผู้ทรงเกียรติ ที่ไม่ล่วงล้ำพระองค์ด้วยคำพูด และพวกเขากระทำตามพระบัญชาของพระองค์”(26)

พวกเขาคือสื่อในการเข้าสู่อำนาจ และอำนาจที่แท้จริงนั้น คือ อัลลอฮ์ ผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

ท่านฮาฟิซ : มีหลักฐานอะไร ที่ท่านกล่าวว่า ความหมายของคำว่า วะซีละฮ์(สื่อ)ในโองการอันทรงเกียรติ หมายถึง วงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ) ?

ซุลฏอน : แน่นอน บรรดานักปราชญ์อาวุโสของพวกท่านได้รายงานไว้อย่างนั้น ส่วนหนึ่ง คือ : ท่านฮาฟิซ อะบูนะอีม ในหนังสือ “นูซูลุล-กุรอาน ฟีอะลี” ท่านฮาฟิซอะบูบักร์ อัชชีรอซีย์ในหนังสือ “มานุซิละ มินัลกุรอาน ฟี อะลี” อิมาม อัซซะละบีย์ ในหนังสือตัฟซีรของท่าน ในโองการนี้ และอื่นๆอีก ที่พวกเขาได้รับรายงานมาจากท่านนบี(ศ)ว่า “ความหมายของคำว่า “วะซีละฮ์” ในโองการอันทรงเกียรตินี้ หมายถึง เชื้อสายของท่านศาสนทูตและเป็นอะฮ์ลุบัยต์ของท่าน(ขอความจำเริญจากอัลลอฮ์มีแด่ท่านทั้งมวล)

อิบนุอะบีฮะดีด อัลมุอ์ตะซิลีย์ (หนึ่งในบรรดานักปราชญ์อาวุโส ผู้มีเชื่อเสียงโด่งดังของพวกท่าน)อ้างอิงไว้ในหนังสือ “ชะเราะฮ์นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์” หัวข้อเรื่อง “เรื่องเล่าเกี่ยวกับฟะดัก”บทที่ 1 คำปราศรัยของฟาฏิมะฮ์(อ)

นางกล่าวว่า “จงสรรเสริญอัลลอฮ์ผู้ซึ่งมีไว้สำหรับเกียรติยศและรัศมีของพระองค์ ที่บรรดาผู้อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดินแสวงหาเป็นสื่อ(วะซีละฮ์)เพื่อมุ่งยังพระองค์ และเรา คือสื่อของพระองค์ในบรรดาสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง…(27)

ฮะดีษอัษษะกอลัยน์(สิ่งหนักสองประการ)

จากประมวลฮะดีษที่ถูกรายงานบันทึก ตามที่ข้าพเจ้านำมาแสดงเป็นหลักฐานในการยึดมั่นและถือว่าบรรดาวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)เป็นสื่อสัมพันธ์(ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า)นั้น มีฮะดีษหนึ่งคือ ฮะดีษว่าด้วยสิ่งหนักสองประการ(ษะกอลัยน์) และนี่คือ ฮะดีษศอฮีฮ์ มีสายรายงานถูกต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย และจัดว่ามีมาตรฐานในขั้นมุตะวาติร(ตรงกันเป็นเอกฉันท์) ดังนี้

ท่านนบี(ศ)กล่าวว่า “แท้จริง ฉันได้ละทิ้งสิ่งหนัก สองประการไว้ในหมู่พวกท่าน นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และเชื้อสายของฉันแห่งสมาชิกครอบครัว(อะฮ์ลุลบัยต์) ตราบเท่าที่พวกท่านยึดถือสิ่งทั้งสอง พวกท่านจะไม่หลงผิดอย่างเด็ดขาด ภายหลังจากฉัน และทั้งสองประการจะไม่แยกจากกัน จนกระทั่งย้อนกลับไปยังฉัน ณ อัลเฮาฎ์(28)

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้าคิดว่าท่านน่าจะสับสนในตอนที่พูดว่า : ฮะดีษนี้ มีสายรายงานถูกต้อง(ศอฮีฮ์)และตรงกันเป็นเอกฉันท์ ! เพราะฮะดีษนี้มิได้เป็นที่ยอมรับและรู้จักของนักปราชญ์อาวุโสของเราเลย ! กล่าวคือ ท่านเชคอาวุโสของเรา มุฮัมมัด บิน อิสมาอีล อัลบุคอรี ผู้เป็นอิมามของเหล่าบรรดานักปราชญ์ฮะดีษฝ่ายอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ก็มิได้กล่าวถึงฮะดีษษะกอลัยน์ใน “ศอฮีฮ์”ของท่านเลย ซึ่งหนังสือของท่าน เป็นที่ยอมรับในหมู่พวกเราว่า มีความถูกต้องรองจากอัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ!

ซุลฏอน : ถึงแม้ว่า บุคอรี จะมิได้กล่าวถึงฮะดีษษะกอลัยน์เลย แต่ก็มิได้หมายความว่า ฮะดีษนี้จะด้อยในความน่าเชื่อถือ(ฎออีฟ)แต่ประการใด เพราะมีท่านบุคอรีเท่านั้น ที่มิได้กล่าวถึง แต่นักปราชญ์ที่กล่าวถึงและถือว่าฮะดีษนี้มีสายรายงานถูกต้อง(ศอฮีฮ์) มีมากมายหลายสิบท่าน ในหมู่บรรดานักปราชญ์และนักฮะดีษของพวกท่าน เช่น ท่านอิบนุฮะญัร อัลมักกีย์ ทั้งๆที่เป็นคนมีทิฐิอย่างมาก แต่ท่านก็ยังกล่าวไว้ในหนังสือ “อัศศอวาอิก อัลมุฮัรรอเกาะฮ์”บทสุดท้าย หมวดที่ 11 อธิบายโองการที่ 3 หน้า 89,90

หลังจากได้อ้างรายงานบอกเล่าต่างๆเกี่ยวกับฮะดีษษะกอลัยน์แล้ว ท่านกล่าวว่า “โปรดรู้ไว้ว่า ฮะดีษที่สั่งให้ยึดถือสิ่งหนักสองประการ(ษะกอลัยน์)นั้น มีสายรายงานมากมาย และถูกถ่ายทอดมาจากบรรดาสาวกจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน….ฯลฯ(29)

แน่นอนฮะดีษนี้ มีรายงานจากติรมิซีย์ และอะห์มัด บิน ฮัมบัล อัฏฏ็อบรอนีย์ และมุสลิม…………..ฯลฯ

เกี่ยวกับบุคอรีและตำราศอฮีฮ์ของเขา

ส่วนคำกล่าวของท่านที่ว่า ฮะดีษษะกอลัยน์ ไม่ใช่ฮะดีษศอฮีฮ์ เพราะเหตุว่า บุคอรีมิได้บันทึกไว้ในตำราศอฮีฮ์ของท่านนั้น ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สร้างความงุนงงสงสัย สำหรับบรรดานักปราชญ์และผู้มีสติปัญญาทั่วไป

เพราะบุคอรีนั้น ถึงแม้จะมิได้บันทึกฮะดีษนี้ แต่มีบรรดานักปราชญ์ระดับอาวุโส ผู้มีชื่อเสียงของพวกท่านจำนวนมากได้บันทึก เช่น มุสลิม บิน ฮัจญาจ ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติเสมอกับบุคอรีในทัศนะของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ท่านบันทึกฮะดีษนี้ไว้ในตำรา “ศอฮีฮ์”ของท่าน ทำนองเดียวกับบรรดานักปราชญ์เจ้าของตำราศอฮีฮ์เล่มอื่นๆอีกหลายท่านต่างก็ได้บันทึกไว้ ยกเว้นเพียงบุคอรี

ฉะนั้น เมื่อพวกท่านไม่เชื่อถือตำราเล่มอื่นเลย นอกเหนือจาก “ศอฮีฮ์บุคอรี” เล่มเดียว ก็จงประกาศเถิดว่า “ศอฮีฮ์บุคอรี” เล่มเดียวเท่านั้น ที่เป็นตำราศอฮีฮ์ ส่วนตำราฮะดีษเล่มอื่นล้วนไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเรา เนื่องจากไม่มีความถูกต้องในสายรายงาน และแท้จริงอะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ จะยึดถือเฉพาะเพียงเท่าที่มีบันทึกอยู่ใน “ศอฮีฮ์บุคอรี” เท่านั้น!

หากว่าพวกท่านมิได้เชื่ออย่างนี้ แต่ยังยึดถือตำราศอฮีฮ์ทั้งหกเล่ม(ศิฮาฮุซซิตตะฮ์) ท่านก็จำเป็นจะต้องยอมรับเรื่องราวและบทรายงานที่บันทึกไว้ในตำราเหล่านั้นด้วย ถึงแม้บุคอรีจะไม่บันทึกไว้ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม

ท่านฮาฟิซ : ไม่มีอะไรเป็นสาเหตุทำให้ท่านไม่บันทึกบางบทรายงานหรอก นอกเหนือจากว่าท่านเป็นคนพิถีพิถันอย่างมากในการบันทึก และมีความละเอียดถี่ถ้วนในการตรวจสอบสายรายงาน ฉะนั้นฮะดีษใดที่บุคอรีมิได้บันทึก บางทีอาจเป็นเพราะความอ่อนด้อยในสารบบรายงาน(ฎออีฟ)หรืออาจเพราะค้านกับสติปัญญาก็เป็นได้ ท่านจึงไม่ยอมรับและไม่ยืนยันความถูกต้องของเรื่องนั้นๆ

ซุลฏอน :ข้าพเจ้าพูดไว้ก่อนแล้วว่า มีสุภาษิตบอกว่า “ความรัก มักทำให้ตาบอดและหูหนวก!

เนื่องจากพวกท่านชื่นชอบอย่างรุนแรงต่อบุคอรี จึงทำให้พวกท่านสุดโต่งเกินไป แล้วกล่าวว่า เพราะเขาเป็นคนประณีต และพิถีพิถัน และถือว่า รายงานบอกเล่าที่เขาได้รายงานไว้ในตำรา “ศอฮีฮ์”ของเขาทั้งหมด เป็นที่ยอมรับและมีความน่าเชื่อถือสูง ราวกับเป็นวะห์ยูที่ถูกประทาน ! ทั้งๆที่ในความเป็นจริง บรรดานักรายงานของศอฮีฮ์บุคอรี มีนักปลอมฮะดีษ และคนโกหก พวกเขาถูกปฏิเสธและไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับบรรดานักปราชญ์ นักวิเคราะห์ใน“อิลมุลริญาล”(ศาสตร์ว่าด้วยนักรายงานฮะดีษ)

ท่านฮาฟิซ: คำพูดของท่านอย่างนี้ ถูกปฏิเสธจากบรรดานักปราชญ์ทั้งหมด เพราะเป็นการลบหลู่ฐานภาพ ทางวิชาการและเกียรติยศของนักรายงานฮะดีษ โดยพาะอย่างยิ่งท่านอิมามบุคอรี และก่อความเกลียดชังแก่อะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ทุกคน!

ซุลฏอน : ถ้าหากท่านคิดว่า การตำหนิทางวิชาการก่อให้เกิดความเกลียดชังและการลบหลู่ดูแคลนแล้วไซร้ ก็บรรดานักปราชญ์ชั้นอาวุโสของพวกท่านเอง ที่ลบหลู่ดูแคลนพวกท่าน พวกเขาลบหลู่ดูแคลนมัซฮับของตนเองก่อนข้าพเจ้าเสียอีก !

เนื่องจากนักปราชญ์ของพวกท่าน ในฐานะนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงได้ตำหนิติเตียนตำราศอฮีฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราทั้งสองเล่ม “ศอฮีฮ์มุสลิมและศอฮีฮ์บุคอรี” พวกเขาได้แยกแยะระหว่างประเภทผู้ป่วย กับประเภทที่สมบูรณ์ ประเภทแป้ง และประเภทไขมัน แล้วประกาศว่า นักรายงานฮะดีษในตำราศอฮีฮ์ทั้งหลาย แม้กระทั่งในตำราศอฮีฮ์ทั้งสองเล่ม บุคอรี มุสลิม ส่วนใหญ่จะเป็นนักปลอมแปลง และแต่งฮะดีษขึ้นมาเอง

ข้าพเจ้าขอเตือนท่านว่า อย่ารีบด่วนออกคำตัดสินข้าพเจ้า ในสิ่งที่กำลังพูดเกี่ยวกับพวกท่าน แต่ทว่า จงกลับไปทบทวนตำราว่าด้วย “การตำหนิและการปรับให้น่าเชื่อถือ” ซึ่งนักปราชญ์ของพวกท่านเอง ที่เป็นนักวิเคราะห์ได้เขียนถึงนักรายงานฮะดีษเอาไว้ และจงได้ศึกษาให้ละเอียด แล้วพิจารณาโดยหลีกเลี่ยงจากการถือฝักฝ่ายและคลั่งไคล้ในคุณสมบัติเจ้าของตำราศอฮีฮ์ต่างๆ ด้วยการให้ความเท่าเทียมกัน ทั้งบุคอรีและคนอื่นๆ เพื่อจะได้รับรู้ข้อมูลที่เป็นจริง

โปรดทบทวนดูในหนังสือ “อัลลาลิล-มัศนูอะฮ์ ฟิล ฮะดีษ อัลเมาฎูอะฮ์”ของอัลลามะฮ์ อัซซะยูฏีย์ หนังสือ “มีซานอัลอิอ์ติดาล” หนังสือ “ตัลคีศุลมุสตัดร็อก” ของอัลลามะฮ์ อัซซะฮาบีย์ หนังสือ “ตัซกิเราะตุลเมาฎูอาต”ของอิบนุเญาซีย์ หนังสือ “ตารีคบัฆดาด” ของอะบีบักร์ อัลคอฏีบ อัลบัฆดาดีย์และหนังสืออื่นๆที่บรรดานักปราชญ์ของพวกท่านเขียนไว้เอง ในหนังสือประเภท “ศาสตร์ว่าด้วยนักรายงานฮะดีษ(อิลมุลริญาล)” และหนังสือเกี่ยวกับ “นิยามแห่งนักรายงานฮะดีษ”

โปรดทบทวนดูเรื่องราวของ อะบูฮุร็อยเราะฮ์คนโกหก, อิกรอมะฮ์ อัลคอริญีย์,มุฮัมมัด บิน อับดะฮ์ อัสสะมัรกินดีย์,มุฮัมมัด บิน บะยาน,อิบรอฮีม บิน มะฮ์ดีย์อัลอะบะลีย์,บะนูซ บิน อะห์มัด อัลวาซิฏีย์,มุฮัมมัด บิน คอลิด อัลฮับลีย์,อะห์มัด บิน มุฮัมมัด อัลยะมานีย์,อับดุลลอฮ์ บิน วากิด อัลฮุรรอนีย์, อะบีดาวูด สุลัยมาน บิน อัมร์,อิมรอน บิน ฮิฏอนและนักรายงานคนอื่นๆที่บุคอรี และเจ้าของตำราศอฮีฮ์ทั้งหลายรับฮะดีษจากพวกเขามาบันทึก เพื่อท่านจะได้รู้ซึ้งถึงทัศนะของบรรดานักปราชญ์และนักวิเคราะห์ของพวกท่านต่อบุคคลเหล่านี้ บรรดานักปราชญ์และนักวิเคราะห์ได้กล่าวหาพวกเขาว่าปลอมแปลง โกหก และแต่งฮะดีษจำนวนหนึ่ง ซึ่งความจริงต่างๆจะปรากฏแก่ท่าน แล้วหลังจากนั้น ท่านจะไม่คลั่งไคล้ในความถูกต้องของเรื่องราวที่บุคอรี มุสลิม และเจ้าของตำราศอฮีฮ์คนอื่นๆนำมาบันทึกอีกต่อไป !

ถ้าท่านฮาฟิซเคยอ่าน เคยศึกษาตำราตามที่กล่าวมานี้ในฐานะเป็นตำราของนักปราชญ์ในหมู่พวกท่านเอง แน่นอน ท่านจะไม่พูดว่า : ที่บุคอรีมิได้บันทึกฮะดีษษะกอลัยน์นั้น หาใช่เพราะสาเหตุใด นอกจากเป็นเพราะความพิถีพิถันของท่านในการบันทึก

ผู้มีสติปัญญาบริบูรณ์จะยอมรับกระนั้นหรือ ปราชญ์ผู้พิถีพิถัน ผู้นำในการวิเคราะห์ ที่บันทึกรายงานและฮะดีษปลอม จากเหล่าบรรดานักถ่ายทอดที่โกหก จนทำให้ผู้มีสติปัญญาพากับปฏิเสธ ไม่อาจยอมรับได้ ? ยิ่งกว่านั้น ยังทำให้ผู้มีสติปัญญา มีความรู้สึกนึกคิด และมีความศรัทธา ทุกคนเย้ยหยันรายงานเหล่านั้น เช่น เรื่องที่ข้าพเจ้าเสนอผ่านไปแล้วว่า มูซา ตบ “อิซรออีล” เข้าที่ใบหน้าทำให้ตากระเด็น จนต้องไปทูลต่อพระผู้อภิบาล…ฯลฯหรือเรื่องก้อนหินฉวยเอาผ้านุ่งของมูซาวิ่งหนี แล้วมูซาก็วิ่งไล่ตามในสภาพเปล่าเปลือย ทำให้พวกบะนูอิสรออีลมองไปที่นบีของพวกตน ในขณะที่เปลือยกายล่อนจ้อน….ฯลฯ !!

เรื่องราวที่งมงาย ไร้สาระเช่นนี้ มิใช่รายงานประเภทปลอมแปลงกระนั้นหรือ ?

หรือว่า ในทัศนะของท่าน การบันทึกเรื่องเหลวไหลแบบนี้ในตำราศอฮีฮ์ ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพิถีพิถัน และความละเอียดถี่ถ้วน ในการบันทึกรายงานฮะดีษ?!!

การทำลายคุณค่าอันบริสุทธิ์ของท่านนบีผู้ทรงเกียรติ(ศ) ในสองตำราศอฮีฮ์(บุคอรี-มุสลิม)

เราพบว่ามีหลายบทรายงานในสองตำราศอฮีฮ์ บุคอรี มุสลิม ที่ขัดแย้งกับหลักการว่าด้วยอิห์ติยาฏ(ความพิถีพิถัน) และการปกป้องอิสลาม และเป็นบทรายงานที่ศรัทธาชน ผู้เจริญแล้วทั้งหลาย มิอาจยอมรับได้!

เช่น : มีรายงานที่บุคอรีบันทึกไว้ในตำรา “ศอฮีฮ์” เล่ม 2 หน้า 120 หมวดว่าด้วย “การละเล่นในสงคราม” และมุสลิมก็ได้บันทึกไว้ในตำรา “ศอฮีฮ์” เล่ม 1 หมวดว่าด้วย “การอนุโลมให้ละเล่นในสิ่งที่ไม่ละเมิด ในวันอีดต่างๆได้” รายงานโดยอะบูฮุร็อยเราะฮ์ จากรายงานของท่านหญิงอาอิชะฮ์ นางเล่าว่า “เมื่อถึงวันอีด พวกซูดานได้เล่นตีกลองและรำดาบในมัสยิด ดูเหมือนว่าฉันขอต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ และดูเหมือนว่า ท่านกล่าวว่า “เธออยากจะดูหรือ ? ฉันตอบว่า “ใช้แล้ว” แล้วท่านก็พาฉันลุกขึ้นยืนเกาะหลังท่าน แก้มของฉันแนบกับแก้มของท่าน พลางกล่าวว่า “เชิญเถิดพวกท่าน โอ้ชาวบะนีอัรฟะดะฮ์ จนกระทั่งฉันรู้สึกเบื่อ ท่านถามว่า “เพียงพอแก่เธอแล้วหรือ? แนตอบว่า “ใช่แล้ว” ท่านกล่าวว่า “จงไปกันเถิด”

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เป็นหน้าที่ของพวกท่าน บรรดาสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม ! มีใครบ้างไหมในหมู่พวกท่าน ที่ชื่นชมการนำเรื่องน่าบัดสีและการกระทำอันต่ำทรามเช่นนี้ แก่ท่านศาสดา ? !

ถ้ามีใครสักคนพูดกับท่านฮาฟิซว่า “เราได้ยินมาว่าท่านแบกภรรยาของท่านขึ้นบนหลัง และแก้มของนางประทับกับแก้มของท่าน และท่านได้ออกไปหาฝูงชนเพื่อดูกิจกรรมการละเล่นของคนกลุ่มหนึ่ง แล้วท่านกล่าวกับภรรยาของท่านว่า เพียงพอแก่เธอแล้วหรือ? แล้วเธอก็ตอบท่านว่า “ใช่แล้ว”หลังจากนั้น ภรรยาของท่าน ก็นำเรื่องนี้ไปบอกเล่ากับคนภายนอกที่เป็นพวกผู้ชาย

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เป็นหน้าที่ของพวกท่าน บรรดาสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม ! ท่านฮาฟิซ จะพึงพอใจในเรื่องนี้กระนั้นหรือ ? หรือว่า ท่านยินดีที่จะให้ใครๆพูดถึงเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ ?

ถ้าหาก ท่านได้ยินเรื่องนี้จากคนที่มีเจตนาดี สมควรแก่ท่านหรือไม่ ที่จะนำไปถ่ายทอดยังคนอื่นๆ?

และถ้าหากท่านนำไปถ่ายทอดต่อ แล้วแน่นอน ท่านฮาฟิซจะต้องกริ้วโกรธ แล้วจะกล่าวว่า “เป็นคนโง่เขลาเท่านั้น ที่นำเรื่องแบบนี้ไปบอกเล่า แต่นี่ท่านเป็นคนมีสติปัญญา ทำไมท่านต้องนำเรื่องแบบนี้ ไปบอกเล่าต่อประชาชนด้วย ?

ผู้มีสติปัญญาจะสนับสนุนความรู้สึกโกรธเคืองของท่านฮาฟิซในเรื่องนี้ หรือไม่ ? ก็ขอให้ท่านเปรียบเทียบดูกับเรื่องราวในบทรายงานนี้ที่ยกมาจากสองตำราศอฮีฮ์ก็แล้วกัน ทั้งมุสลิมและบุคอรี ประการหลังสุด ถ้าหากเป็นเหมือนอย่างที่ท่านอ้างว่า เขาเป็นคนประณีตละเอียดอ่อน และพิถีพิถันในการบันทึก อีกทั้งยังเป็นคนรู้แจ้งเห็นจริง เป็นนักปราชญ์ เกี่ยวกับพื้นฐานที่มาของฮะดีษ สมมติว่า เขาได้ยินคนนำเรื่องนี้มาบอกเล่า สมควรแก่เขาหรือไม่ เป็นสิทธิสำหรับเขาหรือไม่ ในการที่จะบันทึกเรื่องนี้ในตำรา “ศอฮีฮ์”ของเขา และทำเรื่องนี้ให้ดูเป็นเรื่องจริงจัง จนเป็นที่ยอมรับ?

แปลกจริงๆ…ที่คนทั่วไป รวมทั้งท่านฮาฟิซด้วย ที่เชื่อมั่นว่า ตำราศอฮีฮ์บุคอรี เป็นตำราที่มีความถูกต้องที่สุด รองจากอัล-กุรอาน อันทรงวิทยปัญญา!!

“ความพิถีพิถัน(อิห์ติยาฏ)ของบุคอรี”

ความพิถีพิถันของบุคอรี มิได้อยู่ในที่ที่ควรจะเป็น หนำซ้ำยังถือเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักเกณฑ์ของคำว่า “อิห์ติยาฏ”(ความพิถีพิถัน)เสียอีก ดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไปแล้วในบางรายงานที่เขาได้นำมาบันทึกไว้ในตำราศอฮีฮ์ ของเขา

โดยหลักการของคนมีสติปัญญาและมีความศรัทธา จะยืนยันและสำทับอย่างหนักแน่นว่า มิให้บันทึกเรื่องราวแบบนี้ ซ้ำโดยหลักการว่าด้วย “อิห์ติยาฏ”ยิ่งต้องถือเป็น “วาญิบ” ที่ต้องไม่กล่าวถึงเรื่องนี้

แต่ทว่า เขาพิถีพิถันเสียจนไม่บันทึกเรื่องราวที่บ่งบอกถึงอำนาจการปกครอง(วิลายะฮ์)ของอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)หรืออธิบายถึงเกียรติยศของท่าน และของลูกหลานของท่านผู้ประเสริฐทั้งหลาย ที่เป็นเชื้อสายตระกูลวงศ์ของท่านนบี ผู้สัจจริง ที่ซื่อสัตย์ยิ่ง(ศ) !!

ใช่แล้ว เขาเป็นคนพิถีพิถัน กระทั่งไม่ยอมบันทึกรายงานต่างๆเหล่านั้น จนบรรดานักปราชญ์ ผู้เที่ยงธรรมไม่สามารถนำมาอ้างเป็นหลักฐานในเรื่องตำแหน่งอิมามของท่านอะลี(อ)และสิทธิของท่านในตำแหน่งคอลีฟะฮ์ ซึ่งถ้าหากเราเปรียบเทียบตำราศอฮีฮ์บุคอรี กับตำราศอฮีฮ์อื่นๆทั้งหกเล่ม เราจะรู้ทันทีว่า เรื่องนี้ชัดเจนเหลือเกิน แต่เขามิได้บันทึกรายงานบทใดเลย บางทีอาจเป็นไปได้ว่า เรื่องตำแหน่งคอลีฟะฮ์ และตำแหน่งอิมามของท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ จะได้ประโยชน์จากเขาบ้าง ถ้าหากว่า เป็นบทรายงานที่ได้รับการสนับสนุนจากอัล-กุรอาน และการบันทึกที่สอดคล้องตรงกันเป็นเอกฉันท์ในตำราศอฮีฮ์และตำรารวบรวมฮะดีษทั้งหลาย แม้กระทั่ง เรื่องที่ถูกบันทึกตามสายรายงานที่ถูกต้อง(ศอฮีฮ์)ตรงกันเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม อย่างเช่น เรื่อง “อัลฆอดีร” ว่าด้วยสาเหตุการลงโองการอันทรงเกียรติ “โอ้ศาสนทูต จงประกาศเรื่องที่ถูกประทานแก่เจ้า จากพระผู้อภิบาลของเจ้า”(30)

เช่น เรื่องการบริจาคแหวน ซึ่งเป็นสาเหตุการลงโองการอันทรงเกียรติ “อันที่จริง ผู้ปกครองของพวกเจ้ามีเพียง อัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา ที่ดำรงนมาซและจ่ายซะกาตในขณะที่พวกเขาโค้ง(รุกูอ์)(31)

รายงานเกี่ยวกับ การตักเตือน และเป็นสาเหตุการลงโองการอันทรงเกียรติ “และจงตักเตือนญาติใกล้ชิดของเจ้า”(32)

เรื่องการจับคู่เป็นพี่น้อง,ฮะดีษเรื่องลำนาวา,ฮะดีษเรื่องประตูไถ่บาป,และฮะดีษอื่นๆอีกที่เป็นหลักฐานยืนยันถึงอำนาจการปกครองของบิดาท่านฮะซัน “อะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)”และการเคารพเชื่อฟังบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ทั้งๆที่เรื่องราวเหล่านี้มีเป็นจำนวนมาก แต่ท่านบุคอรีได้ใช้ความพิถีพิถันกับการบันทึก เสียจนมิได้นำมากล่าวถึงในตำราศอฮีฮ์ของท่านเลย !!!

ตำราอ้างอิงบางเล่มที่บันทึกฮะดีษษะกอลัยน์

บัดนี้ จำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องเรียนให้ท่านทราบชื่อตำราของท่านบางเล่ม ที่กล่าวถึง และถ่ายทอดรายงานฮะดีษษะกอลัยน์ จากท่านนบี(ศ)จนกระทั่งทำให้เรารู้ว่า การที่ท่านบุคอรี มิได้บันทึกฮะดีษ อันทรงเกียรติบทนี้ ก็เพราะความพิถีพิถัน เพราะนักปราชญือาวุโสและมีชื่อเสียงของพวกท่าน ได้บันทึกฮะดีษนี้ ส่วนหนึ่ง คือ มุสลิม บิน ฮัญาจ ซึ่งมาตรฐานความถูกต้อง(ศอฮีฮ์)สำหรับตำราของเขานั้น มิได้น้อยไปกว่าศอฮีฮ์บุคอรีเลย ในแง่ของการยอมรับจากอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัล ญะมาอะฮ์ ดังนี้

1-ศอฮีฮ์มุสลิม 7/122

2-ติรมิซีย์ 2/307

3-อันนะซาอีย์/คอศออิศ 30

4-อะห์มัด บิน ฮัมบัล ในมุสนัด เล่ม 3/14,17, เล่ม 4/26,59 เล่ม 5/182,189 และของท่านอื่นอีก(33)ที่ได้รับรายงานมาจากสารบบการสืบฮะดีษของตนตามที่ได้ฟังมาจากท่านนบี(ศ)ว่า “แท้จริง ฉันได้ละทิ้งสิ่งหนักสองประการไว้ ในหมู่พวกท่าน คือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และเชื้อสายของฉันจากอะฮ์ลัลบัยต์ของฉัน ทั้งสองประการนี้จะไม่แยกจากกัน จนกว่าจะย้อนกลับไปหาฉัน ณ อัลเฮาฎ์ ผู้ใดยึดถือสองประการนี้ เขาจะปลอดภัย และผู้ใดผละจากสองประการนี้ แน่นอน เขาต้องพินาศ” และในบางรายงานท่านกล่าวว่า “ตราบใดที่พวกท่านยึดถือสองประการนี้ พวกท่านจะไม่หลงผิดอย่างเด็ดขาด”

ดังนั้น เพื่อเป็นการยึดถือหลักฐานแห่งวิทยปัญญาและมีความมั่นคง จึงจำเป็นแก่เรา จะต้องยึดถืออัล-กุรอาน อันทรงเกียรติและอะฮ์ลุลบัยต์(สมาชิกครอบครัวท่านศาสดา(อ))

เชค อับดุสสลาม :ท่านศอลิห์ บิน มูซา บิน อับดุลลอฮ์ บิน อิสฮาก บิน ฏ็อลหะฮ์ บิน อับดุลลอฮ์ อัลกุรชีย์ อัตตะมีย์ อัฏฏ็อลฮีย์ ได้รับรายงานมาจากอะบูฮุร็อยเราะฮ์ ว่า ท่านนบี ได้กล่าวว่า “แท้จริงฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านสองประการ คือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และแบบอย่าง(ซุนนะฮ์)ของฉัน….ฯลฯ

ซุลฏอน : จะยึดถือรายงานจากบุคคลคนเดียวที่ด้อยความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นคนถูกปฏิเสธจากบรรดานักวิเคราะห์และเปรียบเทียบฮะดีษ,ถูกปฏิเสธจากบรรดาผู้เขียนประวัติบุคคลที่เป็นนักรายงานฮะดีษเช่น ท่านซะฮะบีย์ ท่านยะห์ยา อิมามนะซาอีย์ บุคอรีย์ และอิบนุอะดีย์และฯลฯซึ่งท่านเหล่านี้ปฏิเสธ และไม่ยอมรับฮะดีษของบุคคลผู้นี้ หรือจะให้ยอมรับฮะดีษนี้ แล้วละทิ้งฮะดีษที่รายงานมาจากนักปราชญ์กลุ่มใหญ่ ซึ่งส่วนมากล้วนเป็นนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงของพวกท่านทั้งสิ้นกระนั้นหรือ ?!ซึ่งเขาเหล่านั้นรายงานโดยอาศัยสารบบการสืบฮะดีษของพวกเขา ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ท่านนบี(ศ)กล่าวว่า “คัมภีร์ของอัลลอฮ์และเชื้อสายของฉัน”โดยมิได้กล่าวคำว่า “ซุนนะฮ์ของฉัน”เลย

นี่คือ หมวดหมู่หนึ่งของการบันทึก

แต่สำหรับผู้มีสติปัญญา ถือว่า ก็แท้จริง แบบอย่างของท่านนบี และเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดมาจากท่านนั่นแหละ คืออีกประการหนึ่งอีกเช่นกัน ที่จำเป็นต้องมีผู้อธิบาย และอรรถธิบายเหมือนคัมภีร์ อันทรงวิทยปัญญา ดังนั้น ด้วยเหตุนี้เอง ท่านนบี(ศ)จึงกล่าวว่า “และเชื้อสายของฉัน” …เพราะคำว่า เชื้อสาย หมายถึง บรรดาผู้ซึ่งจะทำหน้าที่อธิบายให้ประชาชาตินี้เข้าใจสิ่งคลุมเครือในคัมภีร์ และให้เข้าใจกระจ่างแจ้งต่อฮะดีษและแบบอย่างอันจำเริญของท่าน เพราะพวกเขาคือสมาชิกครอบครัวศาสดา บ้านแห่งวะห์ยู (อะฮ์ลุลบัยต์) สมาชิกครัวเรือนของผู้ดำรงตำแหน่งนบี และสมาชิกครัวเรือน ย่อมรู้เรื่องราวในครัวเรือนได้ดีกว่าใครๆ

ฮะดีษว่าด้วยลำนาวา

ยังมีบางหลักฐานที่ให้ความรู้อย่างชัดเจน ในเรื่องการยึดถืออะฮ์ลุลบัยต์ (อ) เป็นสื่อสัมพันธ์ ได้แก่ฮะดีษอันประเสริฐของท่านนบี ดังนี้ “สมาชิกครอบครัวของฉัน(อะฮ์ลุลบัยต์)เปรียบเสมือนลำนาวาของนูห์ ใครขึ้นขี่ ก็จะปลอดภัย ส่วนใครผละจาก ก็จะพินาศ” นี่คือ ฮะดีษที่ถูกยอมรับว่า ศอฮีฮ์ สอดคล้องตรงกัน เป็นเอกฉันท์ ซึ่งลำบากแก่ข้าพเจ้าที่จะสาธยายให้ครบถ้วน เพราะมีมากกว่าร้อยคนจากบรรดานักปราชญ์ อาวุโส และนักฮะดีษของพวกท่าน ซึ่งต่างบันทึกฮะดีษนี้ไว้ในตำราของแต่ละท่าน ส่วนหนึ่งได้แก่ :

มุสลิม บิน ฮัจญาจ หนังสือ ศอฮีฮ์ของท่าน

อะห์มัด บิน ฮัมบัล 3/14,17,26

ฮาฟิซ อะบูนะอีม ใน “ฮุลลียะตุล เอาลิยาอ์ 4/306

อิบนุอับดุลบัร ใน “อัลอิสตีอาบ”

อัลคอฏีบอัลบัฆดาดีย์ใน “ตารีค บัฆดาด”12/91

มุฮัมมัด บิน ฏ็อลหะฮ์ อัชชาฟิอีย์ ใน “มุฏอละบุซซุอูล 20

อิบนุอัลอะซีร อัลญัซรีย์ ใน “อันนิฮายะฮ์ หมวด (زخ)

ซิบฏุ อิบนุเญาซีย์ ใน “ตัซกิรอตุ คอวาซุล อุมมะฮ์ 323

อิบนุศิบาฆ มักกีย์ ใน “อัล-ฟุศูลุล มุฮิมมะฮ์” 8

อัซซัมฮูดีย์ ใน “ตารีคอัล-มะดีนะฮ์”

ซัยยิด มุมิน อัชชิบลันญีย์ ใน “นูรุลอับศอร” 105

อิมามฟัครุร รอซีย์ ในตัฟซีร(มะฟาตีฮุลฆ็อยบ์)โองการ “อัลมะวัดดะฮ์”

ซะยูฏีย์ ใน “อัดดุรรุล มันซูร” ตัฟซีร โองการความว่า “และเมื่อเราได้กล่าวว่า จงเข้าไปยังเมืองนี้เถิด และจงกิน ในเมืองนั้นตามที่พวกเจ้าประสงค์”(35)

อัษษะละบีย์ ใน “ตัฟซีรกะชะฟุลบะยาน”

อัฏฏ็อบรอนีย์ ใน “อัลเอาซัฏ”

อัลฮากิม ใน “อัลมุสตัดร็อก” เล่ม 3/150 และเล่ม 2/343

สุลัยมาน อัลฮะนะฟีย์ อัลก็อนดูซีย์ ใน “ยะนาบีอุลมะวัดดะฮ์” บาบที่4,6,50

อัลฮัมดานีย์ ใน “มะวัดดะตุลกุรบา”/อัลมะวัดดะฮ์ที่ 2และ 12

อิบนุฮะญัร ใน “อัศศอวาอิกุล มุฮัรรอเกาะฮ์” 234

อัฏฏ็อบรีย์ ใน “ตัฟซีรและตารีค”

อัลกันญีย์ อัชชาฟิอีย์ ใน “กิฟายะตุฏฏอลิบ บาบ 100(36)

นอกเหนือจากนักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ของพวกท่านแล้ว ยังมีนักปราชญ์ท่านอื่นอีกที่รายงานโดยสารบบการสืบฮะดีษของพวกเขาว่า ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “อะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน เปรียบเสมือนลำนาวาของนูห์ ผู้ใดขึ้นขี่ ก็จะปลอดภัย และผู้ใดผลักไส ก็จะพินาศ” หรือ “จมน้ำ” หรือ “เสียหาย” (โดยถ้อยวลีแตกต่างกัน)อาจเป็นไปได้ว่า ท่านนบี(ศ)กล่าวซ้ำหลายวาระ ถ้อยวลีจึงแตกต่างกัน

แน่นอน อิมามมุฮัมมัด บิน อิดรีซ อัชชาฟิอีย์ ได้ขี้แจงในบทกวีของท่านว่า ฮะดีษนี้ มีที่มาถูกต้อง(ศอฮีฮ์) ซึ่งท่านอัลลามะฮ์ อัลอะญีลีย์นำมาบันทึกไว้ใน “ซะคีรอตุล มะอาล” ดังนี้

ครั้นแล้ว ข้าฯก็ได้เห็นคนเหล่านั้น ที่ข้าฯเคยเดินทางร่วมกับพวกเขา

ตามเส้นทางที่มืดมนและไม่รู้ทิศทางกลางทะเล

โดยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ข้าฯได้ขึ้นขี่ลำนาวาที่ปลอดภัย

พวกเขาคือ อะฮ์ลัลบัยต์ ของศาสดามุศฏอฟา ศาสนทูตคนสุดท้าย

ข้าฯได้ยึดสายเชือกของอัลลอฮ์แล้ว นั่นคือ จงรักภักดีต่อพวกเขา

เหมือนกับเราถูกบัญชาว่าต้องถือเชือกให้มั่น

เพราะในศาสนามีการแตกแยกกันเจ็ดสิบพวก

ต่างบอกเล่าว่าตนอยู่ในความชัดเจน

แต่ไม่มีความปลอดภัยจากพวกเขาเลย นอกจากพวกเดียว

จงบอกข้าฯเถิดโอ้ผู้มีปัญญาสว่างไสว ว่าวงศ์วานของมุฮัมมัดนั่นหรือ เป็นพวกที่พินาศ

จงบอกฉันที พวกเขาใช่ไหมที่ให้ความปลอดภัย

ดังนั้นถ้าหากข้าฯพูดถึงพวกที่ปลอดภัย คำพูดก็มีคำเดียว

และหากฉันพูดถึงความพินาศก็เท่ากับฉันพลาดจากความยุติธรรม

ในเมื่อเจ้านายของพวกเขา คือบุคคลเหล่านั้น

ข้าฯก็ยินดีต่อพวกเขา ที่ได้อยู่ในร่มเงาของพวกเขาตลอดกาล

ข้าฯพอใจต่ออะลีและเชื้อสายของเขา ในฐานะอิมาม

ส่วนท่านเป็นส่วนหนึ่งของพวกที่ตกค้าง อยู่ในสถานที่อันกว้างไพศาล”

สำหรับคนที่มีสายตาทางปัญญาชัดเจนเมื่ออ่านกวีบทนี้ ย่อมรู้ดีอย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่า แน่นอนท่านชาฟิอีย์ ในฐานะอิมามคนหนึ่งของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ได้ประกาศชัดเจนว่า วงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)และผู้ที่ยึดถือพวกท่าน คือ ผู้ปลอดภัย นอกเหนือจากพวกเขาแล้ว ล้วนเป็นผู้พินาศ ระหกระเหินในหุบเหวที่หลงผิดไร้ทิศทาง !!

ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสั่งเดียวของท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ) แต่ก็เหมือนกับที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงวิทยปัญญามีโองการไว้ว่า “และเขามิได้พูดจากอารมณ์ หาใช่อื่นใดเลย นอกจากเป็นวะห์ยู ที่ถูกดลบันดาลมา”(37)

ชีอะฮ์ได้ยึดถือต่อวงศ์วานของมุฮัมมัด ผู้สะอาดบริสุทธิ์ และเชื้อสายที่ประเสริฐ ชีอะฮ์จะอาศัยท่านเหล่านั้นเป็นสื่อในการเข้าหาอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด นี่คือ เหตุผลประการหนึ่ง

ส่วนประการสุดท้าย ซึ่งตอนนี้ข้าพเจ้าเองก็ลำบากใจ ถ้าในเมื่อคนทั้งหลายไม่ต้องการเข้าหาสื่อ เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา และขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ แล้วถือว่า ถ้าใครเข้าหาสื่อเพื่อนำไปสู่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ก็เท่ากับผู้นั้นตั้งภาคี

แล้วทำไมท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบหรือฟารูกของพวกท่านจึงอาศัยคนบางคนเป็นสื่อในการเข้าหาอัลลอฮ์ เมื่อประสบความคับขันและยากลำบาก?

ฮาฟิซ :เป็นไปไม่ได้ ที่ฟารูก อุมัร (ร.ฎ)จะกระทำเยี่ยงนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย!! นี่เป็นครั้งแรก ที่ข้าพเจ้าได้ยินคำมุสาต่อคอลีฟะฮ์ ! จึงจำเป็นที่ท่านจะต้องอธิบายที่มาของคำพูดนี้ เพื่อเราจะได้รู้ว่า มาจากบทรายงานที่ถูกต้องหรือไม่ ?

ซุลฏอน: ตามที่มีการบันทึกไว้ในตำราของพวกท่านระบุว่า : เมื่อท่านฟารูกประสบปัญหาร้ายแรงท่านจะอาศัยอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านนบีและเชื้อสายของท่าน ผู้บริสุทธิ์ เป็นสื่อในการขอต่ออัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์ต่อพระองค์ ท่านได้ทำเช่นนี้หลายครั้งตลอดสมัยที่ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ แต่ข้าพเจ้าจะชี้แจงสักสองครั้ง ก็พอแล้ว เพื่อรักษาเวลาของการประชุม

1-ท่านอิบนุฮะญัรได้บันทึกไว้ในตำราของท่าน “อัศศอวาอิกุลมุฮัรรอเกาะฮ์” หลังจาก โองการที่ 14 ใน มักศูดที่ 5 กลางหน้า 106 ว่า :

บุคอรีได้บันทึกว่า ท่านอุมัร บินค็อฏฏ็อบได้ขอให้ท่านอับบาสช่วยขอฝน เมื่อประชาชนพบปัญหาฝนแล้งโดยกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริง เราเคยขอต่อพระองค์โดยอาศัยนบีของเรา มุฮัมมัด(ศ)เป็นสื่อ เมื่อเราประสบภาวะฝนแล้ง แล้วพระองค์ทรงประทานฝนแก่เรา บัดนี้เราขอต่อพระองค์โดยอาศัยลุงของนบีของเราเป็นสื่อ ดังนั้นขอพระองค์ทรงประทานฝนแก่เราด้วยเถิด แล้วพวกเขาก็ได้รับน้ำฝน

อิบนุฮะญัร และในหนังสือ ตารีคดะมัชชัก กล่าวว่า “แท้จริง ประชาชนขอฝนกันหลายครั้งในปีอันแห้งแล้งเมื่อ ฮ.ศ 17 แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับน้ำฝนเลย จนกระทั่งท่านอุมัรพูดว่า “วันพรุ่งนี้ เราต้องขอฝนโดยอาศัยคนที่อัลลอฮ์จะทรงประทานน้ำฝนให้แก่เรา โดยอาศัยเขา ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น ท่านก็ได้ไปหาท่านอับบาสตั้งแต่เช้า โดยไปเคาะประตูบ้าน มีเสียงถามว่า “นั่นใคร?”ท่านตอบว่า “อุมัร” ท่านอับบาสถามว่า “ท่านต้องการอะไร?” ท่านอุมัรตอบว่า “ฉันออกมานี่เพื่อขอฝนจากอัลลอฮ์โดยอาศัยท่าน”ท่านอับบาสกล่าวว่า “จงนั่งลงเถิด”

แล้วท่านอับบาสก็สั่งคนไปแจ้งพวกบะนีฮาชิมว่า ให้ทำความสะอาด ให้สวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด แล้วให้มาหาท่านแล้วท่านก็นำของหอมออกมา พวกเขาก็นำของหอมออกมา ต่อจากนั้น ท่านก็เดินออกมาโดยมีท่านอะลีเดินนำหน้า มีท่านฮะซันเดินขนาบด้านขวา ท่านฮุเซนเดินขนาบด้านซ้าย และมีชาวบะนีฮาชิมเดินตามหลัง

ท่านอับบาสกล่าวว่า “โอ้อุมัร!ท่านอย่าให้คนอื่นเข้ามาปะปนกับพวกเรานะ” จากนั้นท่านก็ทำนมาซ แล้วลุกขึ้นยืนกล่าวสรรเสริญ สดุดีอัลลอฮ์ แล้วกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์ทรงสร้างเราและไม่มีแผนการร้ายต่อเรา และพระองค์ทรงกระทำในสิ่งที่พวกเราเป็นผู้กระทำ ก่อนจะทรงสร้างเรา ดังนั้นพระองค์ไม่เคยยับยั้งความรู้ของพระองค์โดยไม่ประทานมาในหมู่พวกเราเลย โอ้อัลลอฮ์ ดังเช่นที่พระองค์ทรงให้เกียรติในคนรุ่นก่อน ขอได้ดปรดให้เกียรติแก่พวกเราในคนรุ่นหลังด้วยเถิด”

ท่านญาบิรเล่าว่า “หลังจากนั้นไม่ทันไร ท้องฟ้าก็ครึ้มด้วยก้อนเมฆ พวกเราเดินยังไม่ทันถึงบ้าน ก็ปรากฏว่าฝนตกลงมาใส่จนเปียกโชก”

ท่านอับบาสกล่าวว่า “ฉันคือคนขอฝน บุตรของคนขอฝน บุตรของคนขอฝน บุตรของคนขอฝน บุตรของคนขอฝน บุตรของคนขอฝน(ห้าครั้ง) เพื่อแสดงให้เห็นว่า ท่านอับดุลมุฏฏอลิบบิดาของท่านนั้น เคยขอฝน แล้วได้รับน้ำฝนมา 5 ครั้ง(38)

2-ในหนังสือ “ชะเราะฮ์นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์”ของอิบนุอะบี อัลฮะดีด (39) กล่าวว่า : ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด รายงานว่า ท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ได้ออกไปขอฝนกับท่านอับบาส แล้วกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงเราขอความใกล้ชิดต่อพระองค์ โดยอาศัยลุงแห่งนบีของพระองค์ ในฐานะเป็นบิดาของท่าน และผู้อาวุโสฝ่ายของท่านที่ยังเหลืออยู่ แท้จริงพระองค์ทรงดำรัส และคำดำรัสของพระองค์ คือสัจธรรมว่า “และสำหรับกำแพงนั้น เป็นของเด็กสองคนที่เป็นลูกกำพร้า ซึ่งอยู่ในเมือง…”(40)ซึ่งพระองค์ทรงรักษาเขาทั้งสองไว้เพื่อคุณงามความดีแก่บิดาของเขาทั้งสอง โอ้อัลลอฮ์ดังนั้น พระองค์ทรงรักษานบีของพระองค์ไว้กับลุงของท่าน แน่นอน พวกเราขออาศัยเขาผู้นี้ ในการวิงวอนขอต่อพระองค์ ในฐานะเป็นผู้ขอการอนุเคราะห์ และผุ้ขอการอภัยโทษ”

หลังจากนั้น ท่านไดหันหน้าไปหาประชาชน แล้วกล่าวว่า “พวกท่านจงขอการอภัยจากพระผู้อภิบาลของพวกท่านเถิด แท้จริงพระองค์ คือ ผู้ทรงให้การอภัย”(41)

ท่านอิบนุอะบี อัลฮะดีดบันทึกไว้เพียงเท่านี้

นี่คือ การกระทำของคอลีฟะฮ์อุมัร ที่อาศัยลุงของท่านนบี(ศ)เป็นสื่อ และเพื่อความใกล้ชิดยังอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ซึ่งไม่มีสาวกคนใดคัดค้านการกระทำของท่าน และในวันนี้ก็ไม่มีคนใดในหมู่พวกท่านคัดค้านการกระทำของท่าน ยิ่งกว่านั้น พวกท่านถือว่า การกระทำของท่านอุมัร เป็นหลักฐาน ที่พวกท่านต้องปฏิบัติตาม แต่พวกท่าน คัดค้านพวกชีอะฮ์ เนื่องจากพวกเขาอาศัยวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)และเชื้อสายของท่านเป็นสื่อ โดยกล่าวหาว่า การกระทำของพวกชีอะฮ์นั้นเป็นการปฏิเสธศาสนา เป็นการตั้งภาคี(ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ด้วยเถิด)!!

เพราะว่า ถ้าหากการขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮ์ โดยอาศัยวงศ์วานและเชื้อสายของมุฮัมมัด(ศ)เป็นสื่อ หมายถึง การตั้งภาคี เท่าที่ปรากฏในรายงานบอกเล่าของพวกท่าน ก็แสดงว่า คอลีฟะฮ์ฟารูก เป็นผู้ตั้งภาคีและเป็นผู้ปฏิเสธศาสนาเช่นกัน แต่ถ้าหากพวกท่านปกป้องว่า ท่านมิได้ตั้งภาคีและมิใช่ผู้ปฏิเสธศาสนา และไม่ยอมรับการตั้งข้อหานี้ต่อท่าน หากแต่พวกท่านถือว่า การกระทำของท่านอุมัร ถูกต้อง และยังเชิญชวนมวลมุสลิมให้ปฏิบัติตามท่านอุมัรอีกด้วย ดังนั้น การกระทำของชีอะฮ์เกี่ยวกับการอาศัยวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)เป็นสื่อ ก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน คือ มิใช่การตั้งภาคี แต่เป็นการกระทำที่ดีงาม ที่ถูกต้องด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ จำเป็นแล้วที่พวกท่านต้องขออภัยโทษต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่าน จากการใส่ร้ายป้ายสีและตั้งข้อหาเช่นนี้ ต่อชีอะฮ์แห่งวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ) และหาว่าพวกเขาปฏิเสธศาสนา แล้วกล่าวว่า พวกเขาเป็นผู้ตั้งภาคี

จำเป็นแล้วสำหรับพวกท่านที่จะต้องประกาศแก่บรรดาสานุศิษย์ของพวกท่านและคนทั่วไปที่ยังไม่รู้ว่า พวกท่านเป็นผู้ผิดพลาด ในความเชื่อของพวกท่านที่มีต่อชีอะฮ์ เพราะพวกเขามิใช่ผู้ตั้งภาคี หากแต่เป็นผู้ศรัทธา และยึดมั่นในหลักเอกภาพของอัลลอฮ์ อย่างแท้จริง

สมาชิกของที่ประชุมผู้มีเกียรติ และบรรดานักปราชญ์ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย !ในเมื่อท่านอุมัร ฟารูกเอง ทั้งโดยคุณสมบัติและฐานภาพของท่านที่มีต่ออัลลอฮ์ ตามที่ท่านทั้งหลายเชื่อถืออยู่ และชาวเมืองมะดีนะฮ์ รวมทั้งบรรดาสาวกผู้ทรงเกียรติที่มีอยู่ท่ามกลางพวกเขาทั้งหลาย แต่ทว่า การขอดุอาของพวกเขายังไม่ถูกตอบรับ เว้นแต่ต้องอาศัยวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)เป็นสื่อ พวกเขาจึงแต่งตั้งท่านเหล่านั้น เป็นสิ่งเชื่อมโยง และสื่อกลางระหว่างพวกเขากับอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ เพื่อที่ว่า พระองค์จะทรงตอบรับการขอดุอาและการขอฝนของพวกเขาจากความเมตตาของพระองค์ แล้วกับพวกเราเล่า จะเป็นอย่างไร ?!อัลลอฮ์จะทรงตอบรับดุอาของเราโดยปราศจากสิ่งเชื่อมโยงใดๆ ปราศจากสื่อสัมพันธ์ใดๆ กระนั้นหรือ ?!

ดังนั้น วงศ์วานและเชื้อสายของมุฮัมมัด(ศ) ทุกยุคทุกสมัยพวกเขาคือสื่อสัมพันธ์เพื่อความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด โดยอาศัย การเป็นต้นเหตุ การอนุเคราะห์ การขอดุอาของพวกเขา เท่านั้น ที่อัลลอฮ์ทรงเมตตาปรานีปวงบ่าวของพระองค์

พวกท่านมิได้เป็นผู้มีความอิสระในการบันดาลให้ลุล่วงตามความต้องการและช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากทั้งปวง หากแต่อัลลอฮ์เท่านั้น คือ ผู้บันดาลให้ลุล่วงตามความต้องการทั้งหลายและทรงเป็นผุ้ขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากทั้งหลาย วงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)เป็นบ่าวผู้ทรงคุณธรรมและเป็นอิมามผู้ใกล้ชิดพระองค์เท่านั้น พวกท่านมีเกียรติยศ อันยิ่งใหญ่ ณ พระผู้อภิบาล พวกท่านเป็นผู้อนุเคราะห์การขอความช่วยเหลือ ณ อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด ซึ่งพระองค์ทรงประทานสถานะผู้อนุเคราะห์การขอความช่วยเหลือ(ขอชะฟาอะฮ์)ให้แก่พวกท่าน โดยความโปรดปรานและความเผื่อแผ่ของพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า “จะมีใครให้การอนุเคราะห์การขอความช่วยเหลือ ณ พระองค์ได้เล่า นอกจากโดยการอนุมัติของพระองค์”(42)

นี่คือความเชื่อของเรา ที่มีต่อท่านนบีและเชื้อสายของท่านซึ่งเป็นผู้ชี้นำและเป็นความเชื่อที่มีต่อวงศ์วานของท่าน บรรดาผู้มีเกียรติ ผู้ประเสริฐ และผู้สะอาดบริสุทธิ์(ขอความจำเริญจากอัลลอฮ์และความสันติสุขจากพระองค์ ได้ประสบแก่พวกท่านทั้งมวล) ในตำราว่าด้วยหลักความเชื่อ และตำราที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการเยี่ยมเยือน(ซิยาเราะฮ์)และบทดุอาอ์ของเรา ที่ตกทอดมาจากบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ผู้เป็นอิมาม(อ) พวกท่านจะไม่พบมากไปกว่าที่ข้าพเจ้าได้พูดกับพวกท่านไปแล้ว

ฮาฟิซ: เรื่องราวเกี่ยวกับหลักความเชื่อของพวกท่านต่ออะฮ์ลุลบัยต์(ร.ฎ)ตามที่ท่านอธิบาย ไม่ตรงกับที่เราได้รับฟังมาจากคนอื่นๆและไม่ตรงกับเรื่องราวของพวกท่าน ตามที่เราได้อ่านในหนังสือของนักปราชญ์ของเรา ผู้เป็นนักวิเคราะห์

ซุลฏอน : โปรดละทิ้งเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเราที่ท่านได้ยินได้ฟังมาหรืออ่านมา แต่จงเชื่อถือในสิ่งที่พวกท่านเห็นจากเราและอ่านจากหนังสือของเรา แล้วท่านเคยอ่าน เคยพิจารณาบ้างไหม ในตำราจากนักปราชญ์ของพวกเราที่รวบรวมบทอ่านซิยาเราะฮ์ บทดุอาอ์ที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรดาอิมามของเรา อิมามแห่งอะฮ์ลับยต์ และเชื้อสาย ซึ่งเป็นผู้ชี้นำทั้งหลาย(อ) ?

ท่านฮาฟิซ : จนกระทั่งบัดนี้ สองมือของข้าพเจ้ายังไม่เคยได้สัมผัสกับตำราของพวกท่านเลย

ซุลฏอน : คนมีปัญญาจะตัดสินได้ทันทีว่า ท่านต้องอ่านหนังสือของเราก่อน ครั้นเมื่อพบปัญหาใดๆในหนังสือนั้นๆตรงกับที่ท่านเคยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเรา มื่อนั้นแหละ ท่านจึงค่อยมาถกปัญหากับเรา ขณะนี้ข้าพเจ้านำหนังสือติดตัวมาสองเล่ม เล่มหนึ่ง คือ หนังสือ”ซาดุลมิอาด” รวบรวมโดยอัลลามะฮ์ อัลมัจลิซีย์(ขอให้ท่านดำรงอยู่กับความบริสุทธิ์)และอีกเล่มหนึ่ง คือ “ฮะดียะตุซซาอิรีน” รวบรวม นกปราชญ์ผู้มีเกียรติ ท่านเป็นนักฮะดีษผู้เชี่ยวชาญ ฮัจญี เชค อับบาส อัลกุมมีย์(ขอให้ท่านดำรงอยู่กับความจำเริญ) ข้าพเจ้าขอมอบหนังสือสองเล่มอันมีค่าสูงส่งนี้ให้ท่าน เพื่อท่านจะได้อ่านและพิจารณาในถ้อยความ แล้วท่านจะรู้ซึ้งถึงความเป็นจริง

พวกเขารับหนังสือสองเล่มนั้นไปเปิดอ่าน และพิจารณาถ้อยคำและประโยคต่างๆอย่างละเอียด ทันทีที่ซัยยิด อับดุลฮัย อ่านถึงดุอาตะวัซซุล ดูราวกับว่าเขาได้พบกับจุดประสงค์ที่ต้องการ เขาส่งสัญญาณให้สมาชิกที่ ประชุมเงียบเสียง แล้วตั้งต้นอ่านดุอาตะวัซซุล เป็นคำๆไป สมาชิกในที่ประชุมก็ตั้งใจฟังอย่างดี บางคนที่รู้ภาษาอาหรับและเข้าใจความหมายอันงดงามของประโยคต่างๆก็ผงกศีรษะรับ และแสดงความรู้สึกเสียใจที่ตัวเองห่างไกลเกินไปจากมัซฮับอะฮ์ลุลบัยต์(อ) พวกเขาพูดคุยกันว่า “เหตุการณ์กลับตาละปัดไปอย่างไร ขณะที่เราหลงลืม สัจธรรมอยู่กับเรา ขณะที่เราโง่เขลาเอง ?

เมื่อซัยยิด อับดุลฮัย อ่านดุอาอ์จบแล้ว………

ซุลฏอน: พี่น้องทั้งหลาย ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ขอให้ท่านมีใจเป็นธรรม!!! มีถ้อยคำ หรือประโยคใดบ้างที่พวกท่านได้กลิ่นไอของการตั้งภาคีหรือความคลั่งไคล้ บรรดานักปราชญ์ทั้งหลาย โปรดตอบข้าพเจ้าด้วยเถิด?

ดังนั้น ถ้าในนั้น ไม่มีเรื่องการตั้งภาคีและไม่มีความคลั่งไคล้แล้วทำไมท่านจึงใส่ความแก่บรรดาชีอะฮ์ผู้เป็นศรัทธาชนว่าตั้งภาคี ?!

ทำไมท่านจึงหว่านเมล็ดพันธุ์ของความเป็นศัตรูและความชิงชังในท่ามกลางบรรดามุสลิม ซึ่งเขาเหล่านั้นอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์กำหนดให้มีความรักใคร่และภราดรภาพในระหว่างพวกขาด้วยกัน?!

ทำไม “ท่านจึงสวมสัจธรรมด้วยความเท็จและปกปิดสัจธรรม ขณะที่พวกท่านรู้”(43)

ทำไมพวกท่านได้สร้างความหลงผิดแก่สานุศิษย์ของพวกท่านผู้ลืมเลือนและโง่เขลา แล้วเสี้ยมความรู้สึกต้านชีอะฮ์ผู้เป็นศรัทธาแล้วมองเขาเหล่านั้นด้วยสายตาขยะแขยง เพราะเห็นพวกเขาเป็นผู้ตั้งภาคี?!

มากมายตั้งเท่าไหร่แล้ว คนโง่เขลาของพวกท่านที่คลั่งไคล้เพราะอิทธิพลคำสอนของนักปราชญ์เช่นพวกท่าน ถึงขั้นหลั่งเลือดและริบทรัพย์สินของชีอะฮ์ ทั้งฆ่าและฉกชิง”โดยที่พวกเขาคิดว่า แท้จริงพวกเขากระทำความดีเป็นชิ้นงานแล้ว”(44)พวกเขาคิดว่า สวรรค์ จะตกเป็นของตน โดยพฤติกรรมอันเหี้ยมโหดเหล่านี้ !

ไม่ต้องสงสัยเลย ภาระของความผิดและความโหดร้ายเหล่านี้ ย่อมเป็นข้อตำหนิของพวกท่านด้วย เพราะพวกท่านคือ นักปราชญ์ ผู้รับผิดชอบและต้องถูกสอบสวนในเรื่องนี้มากกว่า คนโง่เขลาอยู่แล้ว

จนกระทั่งบัดนี้พวกท่านเคยได้ยินบ้างไหม ว่าเมื่อคนเป็นชีอะฮ์ ได้พบกับอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ แล้วเขาจะฆ่าพี่น้องซุนนะฮ์เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ?

ไม่มีเลย และจะไม่มีชีอะฮ์คนไหนกระทำเช่นนั้นเป็นอันขาด แม้จะเป็นคนธรรมดาในหมู่พวกเขาก็ตาม เพราะนักปราชญ์ และนักเผยแผ่ของพวกเขาจะประกาศต่อสานุศิษย์เสมอเลยว่า ชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์นั้น เป็นพี่น้องร่วมศาสนาของเรา ไม่อนุญาตให้ทำร้ายพวกเขา แล้วเป็นอย่างไร ที่พวกชีอะฮ์เองกลับถูกเข่นฆ่า และถูกปล้นทรัพย์สิน?!

ใช่แล้ว เราได้อธิบายสานุศิษย์ของพวกเราว่า มีความขัดแย้งกันระหว่างมัซฮับของเรากับพวกท่าน แต่เราบอกพวกเขาด้วยว่า : ถึงแม้เราจะมีความขัดแย้งกับพี่น้องซุนนีในบางประเด็นปัญหา แต่พวกเขาก็คือพี่น้องของเราในศาสนา ไม่อนุญาตให้เราแสดงตนเป็นศัตรูและชิงชังต่อพวกเขา

ส่วนนักปราชญ์ซุนนะฮ์เองนั้น แม้จะมีความขัดแย้งทางทัศนะ ทางการวินิจฉัย เท่าที่มีอยู่ในระหว่างอิมามทั้ง 4 มัซฮับ ทั้งในแง่ของรากฐานและรายละเอียดปลีกย่อยของศาสนา แต่พวกเขาจะถือว่าผู้ปฏิบัติตามมัซฮับทั้ง 4 ล้วนเป็นสหายร่วมศาสนาเดียวกัน ใน 4 มัซฮับนั้นพวกเขามีเสรีภาพที่จะเลือกสังกัดมัซฮับใดก็ได้ตามใจชอบ

แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า บรรดานักปราชญ์เหล่านั้นเป็นส่วนมากจะถือว่าชีอะฮ์ของอะลีอัลมุรตะฎอ( และผู้ปฏิบัติตามเชื้อสายท่านนบีผู้ชี้นำ(อ)นั้น เป็นพวกตั้งภาคี และเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา…จนถึงขั้นอนุญาตให้หลั่งเลือดและปล้นทัพย์สินของพวกเขา จนพวกเขาไม่มีเสรีภาพในเรื่องความเชื่อถือ และเลือกมัซฮับในประเทศซุนนะฮ์ จนกระทั่งพวกเขาต้องได้รับความเดือดร้อนต้องใช้ชีวิตกับพวกท่านด้วยความหวดกลัว และปกปิดอำพรางตน เพราะกลัวว่าจะถูกฆ่าด้วยน้ำมือของบรรดาคนโง่เขลาที่หลงลืมหรือดันทุรังด้วยความดื้อดึง!!

มากมายเท่าไหร่มาแล้ว ที่นักปราชญ์ผู้สำรวม และนักการศาสนา ผู้ยำเกรงต่อัลลอฮ์ ต้องถูกสังหารเป็นชะฮีด เพราะคำวินิจฉัยความ(ฟัตวา)โดยนักปราชญ์ของพวกท่านบางคน

แต่ไม่เคยมีชีอะฮ์แม้สักคนเดียว แม้กระทั่งคนทั่วไปในหมู่พวกเขาที่โง่เขลา จะยอมรับการหลั่งเลือดของซุนนี หรือยินยอมให้สาปแช่ง ด้วยเหตุผลว่า เป็นซุนนี

ฮาฟิซ : ท่านต้องการปลุกเร้าความรู้สึกเร่าร้อนด้วยคำพูดเช่นนี้ มีนักปราชญ์ชีอะฮ์คนใดบ้าง ที่ถุกสังหารโดยคำวินิจฉัยจากนักปราชญ์ของเรา ?

มีนักปราชญ์ของเราคนใดบ้างที่สาปแช่งชีอะฮ์ ?

ซุลฏอน : ข้าพเจ้าไม่ต้องการอธิบายเรื่องนี้โดยละเอียด เพราะจำเป็นต้องใช้เวลาที่ยืดยาว ซึ่งเวลาของที่ประชุมก็ยืดเยื้อ ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ทว่า ข้าพเจ้าจะอ้างถึงสำหรับพวกท่านสักเล็กน้อยจากเรื่องราวอันมากมายที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นที่กระจ่างและรับรู้สำหรับพวกท่านในสิ่งที่พวกท่านยังไม่รู้ !

ถ้าหากท่านทั้งหลายเปิดตำราซึ่งเขียนโดยนักปราชญอาวุโสบางคนของพวกท่าน ผู้มีชื่อเสียงในด้านความคิดต่อต้านอย่างรุนแรงต่อชีอะฮ์ผู้ประเสริฐ แน่นอนพวกท่านจะพบคำพูดของพวกเขาอย่างชัดเจนในเรื่องการสาปแช่งอย่างเป้นเนืองนิจและซ้ำซากต่อชีอะฮ์ ศรัทธาชน !!

ส่วนหนึ่งนั้น ได้แก่ อิมาม อัลฟัครุร รอซีย์ ในหนังสือ “ตัฟซีร”ที่มีชื่อเสียงของเขา ราวกับว่า เขาคอยจ้องจะพบช่องทางเพื่อที่จะปล่อยความโกรธเคือง และการสาปแช่งแก่ชีอะฮ์แห่งวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ) ดังที่เราจะพบในตอนอธิบายโองการอัลวิลายะฮ์และโองการอิกมาลุดดีน(46) และอื่นๆ เขาจะกล่าวถ้อยคำซ้ำๆอยู่เสมอว่า …สำหรับพวกรอวาฟิฎนั้น ขอให้อัลลอฮ์ทรงสาปแช่พวกเขา…เขาเหล่านั้น คือพวกรอวาฟิฎ ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งพวกเขา …ส่วนคำพูดของพวกรอวาฟิฎ ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งพวกเขา….ฯลฯ

ส่วนคำวินิจฉัย(ฟัตวา)ของบรรดานักปราชญ์ของพวกท่าน เรื่องให้ฆ่านักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิของพวกเรานั้นมีมากมายส่วนหนึ่ง คือ….

การสังหารชะฮีด คนที่ 1

ส่วนหนึ่งคือ ความโหดร้ายทารุณอันเกิดขึ้นแก่นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง ผู้เป็นคนมีตักวาสูง เป็นชีอะฮ์และเป็นชีอะฮ์แห่งวงศ์วานมุฮัมมัด(ศ) โดยคำวินิจฉัยอันแปลกพิสดารของสองผู้พิพากษาใหญ่ แห่งประเทศซีเรีย นั่นคือ บุรฮานุดดีน อัล-มาลิกีย์ และอิบาด บิน ญะมาอะฮ์ อัชชาฟิอีย์

แน่นอน คำพิพากษาให้ประหารชีวิตนักปราชญ์ทางศาสนาผู้คงแก่เรียนแห่งยุคสมัยได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือนักปราชญ์ ผู้บำเพ็ญตน ผู้มีความยำเกรงต่อพระเจ้าอย่างมีเกียรติ ผู้มีความสมถะที่สำรวมอย่างสูง ท่านอับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด บิน ญะมาลุดดีน อัลมักกีย์ อัล-อามิลีย์ (ขอความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ พึงมีแด่ท่าน)ท่านเป็นผู้มีความรู้ แตกฉานทางด้านวิชาศาสนบัญญัติ ท่านเป็นผู้รวบรวมตำรา “อัลลุมอะฮ์ อัดดะมัช-ชะกียะฮ์ ในคุกภายใน1 สัปดาห์ หนังสือว่าด้วย วิชาศาสนบัญญัติของท่านไม่มีเล่มใดนอกจาก อัล-มุคตะซิรอตุล-นาฟิอ์”

หนังสือ “อัลลุมอะฮ์” ถูกนำมาเป็นตำราเรียนในสถาบันการศึกษาเฮาซะฮ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ เป็นตำราที่รวบรวมรายละเอียดและพื้นฐานทางวิชาศาสนบัญญัติไว้มากมาย ท่านเชคผู้เป็นชะฮีด(ขอให้วิญญาณของท่านอยู่ในความบริสุทธิ์) เป็นเสาหลักของบรรดานักปราชญ์ทั้งสี่มัซฮับ ในการแก้ปัญหาขัดแย้งทางวิชาการและปัญหาว่าด้วยอะห์กาม(ศาสนบัญญัติ)ต่างๆทางศาสนา ท่านใช้ชีวิตโดยการตะกียะฮ์(อำพราง)คือ ปกปิดมัซฮับของตนเองมิให้รัฐบาลและประชาชนทั่วไปรู้ แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังรู้ว่าท่านเป็นชีอะฮ์ โดยมีคนกลุ่มหนึ่งยืนยันต่อทางผู้ปกครอง ดังนั้น ผู้ปกครองก็นำตัวท่านส่งไปยังผู้พิพากษา ทางผู้พิพากษาก็สั่งขังคุกด้วยความริษยาและเกลียดชัง

ท่านถูกขังในคุก นอกเมืองชามเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ที่นั่น ท่านถูกทรมานด้วยความหิวและการลงโทษ ต่อมา บุรฮานุดดีน อัลมาลิกีย์ และอิบนุญะมาอะฮ์ อัชชาฟิอีย์ ก็ได้ตัดสินประหารชีวิต พวกเขาได้ฆ่าท่านด้วยดาบก่อน แล้วนำศพไปตรึงกางเขน การแสดงออกถึงความเคียดแค้นชิงชัง มิได้สิ้นสุดยุติลงแค่นั้น พวกเขายังยกพวกกันเข้ามารายล้อมเหมือนฝูงสัตว์ โดยได้ขว้างก้อนหินใส่ร่างนั้นของนักการศาสนา ผู้ทรงเกียรติ ผู้เป็นนักปราชญ์ผู้บำเพ็ญตน เพราะพวกเขาหมายว่า เป็นผู้ปฏิเสธศาสนา เป็นผู้ตั้งภาคี!!

นับเป็นการลงทัณฑ์ที่ ไม่มีการลงโทษทัณฑ์ใดๆในอิสลามเสมอเหมือน !!

พวกเขายังสั่งให้เผาร่างอันทรงเกียรติของท่าน แล้วนำขี้เถ้าไปโปรยในอากาศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 หรือ 19 เดือนญุมาดัลอูลา ฮ.ศ 786 สมัยกษัตริย์บัรกูก และเป็นผู้ปกครองประเทศซีเรียสมัยนั้น : ตามบันทึกของผู้รายงาน

การสังหารชะฮีดคนที่ 2

การสังหารโหดเพื่อต่อต้านมัซฮับชีอะฮ์ ยังมีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัย(ฟัตวา) โดยนักปราชญ์ของพวกท่านบางคน นั่นคือการสังหารนักปราชญ์ ด้านศาสนบัญญัติ ผู้ยำเกรงอัลลอฮ์ ผู้รู้ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของชะฮีดที่สอง เชคซัยนุดดีน บิน นูรุดดีน อะลี บิน อะห์มัด อัลอามิลีย์(ขอให้วิญญาณอันสะอาดของท่านอยู่ในความบริสุทธิ์)

ท่านเป็นนักปราชญ์ ที่มีชื่อเสียงและมีเกียรติที่สุดในประเทศซีเรีย ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพื่อรวบรวมและเรียบเรียงตำรา โดยใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่กับการวิเคราะห์ปัญหาและค้นคว้าวิชาด้านบทบัญญัติศาสนา และจดบันทึก ซึ่งมีหนังสือที่ท่านเรียบเรียงรวมทั้งหมดมากกว่า 200 เล่ม ในสาขาวิชาต่างๆ

พวกนักปราชญ์ในสมัยนั้นอิจฉาท่านเพราะประชาชนหันไปนิยมยกย่องท่าน ผู้พิพากษานักล่าคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือ เชคมะอ์รูฟ ได้ส่งหนังสือไปยังสุลต่านซะลีม อัลอุษมานีย์ฉบับหนึ่งมีใจความว่า : แน่นอนในประเทศซีเรีย มีชายคนหนึ่ง เป็นนักบิดอะฮ์(กระทำสิ่งอุตริทางศาสนา) ออกนอกแนวทางของมัซฮับทั้งสี่

สุลต่านจึงออกคำสั่งให้นำตัวเชคซัยนุดดีน ไปยังกรุงอิสตัลบูลเพื่อนำไปสอบสวน แต่ปรากฏว่า ใช่วงนั้น ท่านเชคกำลังอยู่ในพิธีฮัจญ์ พวกเขามิได้รอคอยการกลับมาของท่านแต่อย่างใด หากแต่ได้ส่งคนกลุ่มหนึ่งเดินทางตามไปจับกุมเชคในมัสยิดอัล-ฮะรอม ซึ่งอัลลอฮ์ทรงมีโองการว่า “และผู้ใดได้เข้าสู่ที่นั่น เขาจะเป็นคนปลอดภัย”(อาลิอิมรอน/97)(47)พวกเขาได้จับท่านขังไว้ที่เมืองมักกะฮ์ 40 วันหลังจากนั้น จึงส่งตัวท่านลงเรือกลับไปยังเมืองอิสตันบูล เมืองหลวงของคอลีฟะฮ์

เมื่อเรือมาถึงท่านก็ลงจากเรือขึ้นฝั่ง แต่แล้วพวกเขาก็ฟันที่คอของท่าน ศีรษะขาด ก่อนจะมีการสอบสวน แล้วโยนศพท่านทิ้งทะเล ก่อนส่งศีรษะไปยังสุลต่าน !!

ท่านทั้งหลายเคยได้อ่าน เคยได้ยินไหมว่า มีนักปราชญ์ชีอะฮ์คนใดบ้าง ที่ได้กระทำแบบนี้กับนักปราชญ์ซุนนะฮ์ หรือคนทั่วไปในฝ่ายซุนนะฮ์สักคน ทั้งๆที่พวกเขามีความสามารถ และมีอำนาจจะกระทำได้โดยบารมีของกษัตริย์และรัฐบาลชีอะฮ์ที่ปกครองบ้านเมืองของฝ่ายซุนนะฮ์อยู่เป็นอันมาก

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ! สำหรับพวกท่านถือว่า ถ้าใครไม่ยอมรับมัซฮับทั้งสี่แล้วไซร้ ถือเป็นความบาปจนถึงขั้นต้องฆ่ากระนั้นหรือ ?! เกินปัญญาของข้าพเจ้า ที่จะคิดว่า อะไรคือ หลักฐานของพวกเขา ?!

มัซฮับทั้ง 4 ที่ถูกทำให้มีขึ้นหลังจากสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) หลายสิบปีเหล่านั้นเองหรือ คือ มัซฮับที่จำเป็นต้องยอมรับ ต้องยึดถือและต้องปฏิบัติตาม ?! ส่วนมัซฮับที่เคยมีในสมัยท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ (ศ)และเป็นที่พึงพอใจของท่าน กลับไม่ได้รับความยินยอมให้ยึดถือ ?! และถ้าใครยึดถือตามมัซฮับนี้จะมีโทษถึงต้องประหาร !!

เมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วจะคิดเห็นอย่างไรกับบรรดาคนมุสลิมที่ยึดถือ ปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเวลาหลังจากท่านนบี(ศ) แต่ก่อนการถือกำเนิดของบรรดาอิมามทั้งสี่มัซฮับ และก่อนจะมีการเผยแพร่ทัศนะของพวกเขาเหล่านั้น ?!

พวกท่านกล้าพูดหรือว่า บรรดาอิมามทั้งสี่มีมาตั้งแต่สมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)และพวกเขารับวิชาการมาจากท่านเองโดยไม่มีสื่อกลาง ?!

ฮาฟิซ : ไม่เคยมีใครสักคนที่อ้างว่า บรรดาอิมามทั้งสี่ หรือคนใดคนหนึ่ง มีชีวิตในสมัยท่านนบี(ศ)และได้รับเกียรติเป็นสาวกของท่าน และได้ยินคำสอนของท่านด้วยตัวเอง

ซุลฏอนฯ : แล้วการที่ท่านอะลี(อ)เป็นสาวกของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เคยได้ยินคำสอนอันประเสริฐของท่าน จนกระทั่งได้เป็นประตูแห่งวิชาการของท่านศาสนทูต(ศ) เล่า มีใครปฏิเสธเรื่องนี้บ้างไหม ?

ฮาฟิซ : ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้สักคน ยิ่งกว่านั้น อะลี(ร.ฎ)ยังเป็น สาวกชั้นผู้ใหญ่ และในบางแง่มุม ท่านคือ บุคคลที่ดีเลิศกว่าสาวกท่านอื่น

ซุลฏอน : ตามหลักเกณฑ์อันนี้ ถ้าหากเราเชื่อมั่นว่า ผู้ปฏิบัติตามอิมามอะลี (อ)และรับเอาความรู้ด้านศาสนบัญญัติมาจากท่าน เป็นสิ่งที่จำเป็น ตามที่ท่านนบี(ศ)เคยกล่าวถึงสิทธิของท่านว่า : “แท้จริงผู้ที่เชื่อถือตามเขา เท่ากับเชื่อถือตามฉัน และผู้ใดละเมิดต่อเขา เท่ากับละเมิดต่อฉัน และเขาคือ ประตูความรู้ของฉัน และผู้ใดต้องการจะรับความรู้ของฉัน เขาก็ต้องมาทางประตู”

ถามว่า ความเชื่อเช่นนี้ เป็นการปฏิเสธศาสนากระนั้นหรือ ?หรือว่า ผู้ที่ขัดคำสั่งท่านนบี(ศ)นั่นเอง ที่ปฏิเสธศาสนา ?! เพราะมีโองการของพระองค์ว่า “และอันใดที่ศาสนทูตได้นำมายังพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงรับมันไว้ และอันใดที่เขาห้ามพวกเจ้า ก็จงยับยั้งสิ่งนั้นเสีย”(อัล-ฮะชัร/7)(48)

ถ้าหากเราจะกล่าวว่า : ผู้ใดไม่เชื่อถือตามที่ท่านนบี(ศ)สอนไว้ ในเรื่องของอะลี บิน อะบี ฏอลิบ และบรรดาอิมามจากบรรดาลูกหลานของท่าน ผู้ซึ่งท่านได้กำหนดให้พวกเขามีฐานะเสมอกันกับคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงวิทยปัญญา ตามใจความฮะดีษษะกอลัยน์ และยังให้ถือว่าจำเป็น ต้องเป็นผุ้ปฏิบัติตามพวกเขา และให้อาศัยพวกเขาเป็นสื่อ ตามใจความฮะดีษว่าด้วยลำนาวา ซึ่งทั้งสองฮะดีษนี้เป็นที่ยอมรับของพวกท่านเองด้วย ดังที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงตำราของพวกท่านที่บันทึกฮะดีษทั้งสองนี้

ดังนั้น ถ้าหากเราจะกล่าวว่า :ใครก็ตามที่ขัดแย้งกับเชื้อสายของท่านนบี(ศ)และฮ์ลุลบัยต์ ผู้บริสุทธิ์ แน่นอน เท่ากับเขาทรยศต่ออัลลอฮ์ ต่อศาสนทูตของพระองค์และออกนอกศาสนา เราก็มิได้พูดแบบกำปั้นทุบดิน และก็มิใช่การให้ทัศนะแบบผิดๆ โดยหลักฐานฮะดีษ อันประเสริฐทั้งสอง คือ ฮะดีษษะกอลัยน์และฮะดีษลำนาวา พร้อมทั้งยังมีเหตุผลทางสติปัญญาและหลักฐานอ้างอิงอื่นๆอีก

แต่ถึงแม้กระนั้นแล้วก็ตาม มิได้มีฟัตวา(คำวินิจฉัย)อันตรายใดๆ ออกมาจากพวกเรา เพื่อเป็นกำลังใจให้คนเป็นชีอะฮ์ทั่วไปและบรรดากษัตริย์ของพวกเขาก่อวิบากกรรมอันโหดร้ายใดๆ ต่อสิทธิของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ หรือเป็นคนโง่เขลาในหมู่พวกเขาก็ตาม

หากแต่นักปราชญ์ของเราจะประกาศอยู่เสมอว่า อะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ คือพี่น้องร่วมศาสนาของเรา จำเป็นที่เราต้องเข้าด้วยกันให้ได้ เพื่อต่อต้านกับพวกดันทุรังที่มิใช่มุสลิม เหนือสิ่งอื่นใดยังมีสิ่งหนึ่งที่เราต้องกล่าวคือ เรื่องที่ถูกต้องและสัจธรรม ยังคลุมเครือและสับสนสำหรับพวกท่านอยู่ แต่ด้วยเหตุที่พวกท่านเชือถือตามนักปราชญ์ของพวกท่านบางคน ทำให้พวกท่านกล่าวถึงเรา คลาดเคลื่อนจากที่เรากล่าวถึงพวกท่าน นั่นคือ การที่พวกท่านกล่าวถึงสิทธิของชีอะฮ์ ศรัทธาชนผู้เชื่อถือตามอะฮ์ลุลบัยต์แห่งนบี(ศ)ว่า เป็นพวกกระทำสิ่งอุตริ(บิดอะฮ์) เป็นพวกคลั่งไคล้(ฆูลาต) พวกละเมิดละเมิดเกินเลย เป็นพวกยิว เป็นพวกปฏิเสธศาสนา เป็นพวกตั้งภาคี และฯลฯ…!!!

พวกท่านอนุญาต ซ้ำยังให้ถือว่า เป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ที่ต้องฆ่าคนที่ไม่เลื่อมไสในมัซฮับใดในสี่มัซฮับ ทั้งๆที่พวกท่านไม่มีหลักฐานทางศาสนาและเหตุผลทางสติปัญญา และสามัญสำนึกประการใดในเรื่องนั้นเลย!

ฮาฟิซ : ข้าพเจ้าคิดไม่ถึงเลยว่า ท่านจะใส่ร้ายพวกเราได้ถึงเพียงนี้ ท่านกล่าวเท็จแก่นักปราชญ์ของเราด้วยเรื่องที่ไกลเกินจริง อันนี้ เป็นเพียงความหลงผิด เป็นการโกหกอย่างน่าละอายของชีอะฮ์เอง พวกเขาต้องการเร่งเร้าความรู้สึก และเรียกร้องเมตตาสงสารจากประชาชนเท่านั้นเอง

ซุลฏอนฯ : ทุกเรื่องที่ข้าพเจ้านำมาอ้างต่อพวกท่าน ล้วนเป็นเรื่องจริงและเชื่อถือได้โดยประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ ท่านคิดออกมาได้อย่างไรว่า ข้าพเจ้าใส่ร้ายพวกท่าน ใส่ร้ายมัซฮับ หรือนักปราชญ์ของพวกท่าน ทั้งๆที่อยู่ต่อหน้าท่าน และต่อหน้าธารกำนัลซึ่งส่วนมากล้วนเป็นนักปราชญ์ ที่มาพร้อมกับท่าน ขณะเดียว กันสมาชิกจำนวนมากในที่ประชุม ก็เป็นสานุศิษย์ของท่าน มันสมเหตุสมผลกระนั้นหรือ ?!

โปรดรู้ไว้เถิดว่า ที่ข้าพเจ้าได้นำเอาสองกรณีทางประวัติศาสตร์มาอ้างไปแล้วนั้น เป็นตัวอย่างหนึ่งจากพฤติกรรมของนักปราชญ์และผู้พิพากษาของพวกท่าน ที่ได้มีต่อนักการศาสนา(ฟุกอฮาอ์)และนักปราชญ์ของพวกเรา

ถ้าหากท่านทั้งหลายเปิดตำราประวัติศาสตร์คอวาริซม์กับการโจมตีประเทศอิหร่าน ประวัติของพวกอัซบัก กับการบุกโจมตีเมืองคุรอซาน และประวัติศาสตร์อัฟกานิสถานบุกโจมตีอิหร่าน กับการสังหารหมู่ประชาชนทั่วไปอย่างไร้ความปรานี รวมทั้งการปล้นทรัพย์สิน การกวาดต้อนสตรีและเด็กๆเป็นเชลย แล้วนำไปขายทอดตลาด เยี่ยงการกระทำต่อพวกปฏิเสธศาสนา แน่นอนพวกท่านจะเชื่อถือคำพูดของข้าพเจ้า แล้วจะไม่กล่าวว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดเป็นความเท็จ !

ในสมัยของสุลต่านฮุเซน อัศศอฟาวีย์ อัฟกานิสถาน(ชนชาติของท่านและเป็นพลเมืองของท่าน)ได้ส่งกองทัพเข้ามาถึงเมืองอิศฟาฮาน พวกเขาไม่ปรานีแม้กระทั่งกับเด็กอ่อนและแม่ที่กำลังให้นม พวกเขาลงมือสังหาร แล้วปล้น และกวาดต้อนเชลย พวกเขากระทำการย่ำยีเกียรติยศของมวลมุสลิมในทุกๆพื้นที่และเหยียบย่ำประเทศอิหร่าน ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยคำวินิจฉัย(ฟัตวา)จากนักปราชญ์ของพวกเขา แห่งอะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ จนถึงขั้นอออกคำวินิจฉัย(ฟัตวา) ให้ขายเชลยที่เป็นชีอะฮ์เหล่านั้นเยี่ยงทาส ซึ่งพวกเขาได้ขายผู้ชายชีอะฮ์ไปมากกว่า 100,000คนให้แก่ชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์และคนลัทธิอื่นๆ ในตลาดเตอร์กิสถาน !!(ดังที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้)

ฮาฟิซ : การรบพุ่งกันครานั้น เป็นเรื่องของการเมือง ไม่เกี่ยวกับฟัตวาใดๆจากนักปราชญ์ของเรา

ถ้อยวาจาของ “คาน ค็อยยูฮ์”

ซุลฏอนฯ : ประวัติศาสตร์ระบุว่า ในช่วงต้นสมัยรัฐบาลนาศิรุดดีน ชาห์ กอญาร และในการบริหารราชการของอะมีรใหญ่ “มีรอซา ตะกี” คาน ยามนั้น บ้านเมืองกำลังประสบกับมรสุมทางการเมืองจากการสร้างกระแสขึ้นที่เมือง “คุรอซาน” โดยชายคนหนึ่ง ชื่อ : “ซาลาร” ส่วนอำนาจรัฐ ณ วันนั้น นับว่าอ่อนแอมาก

อะมีรแห่งคอวาริซม์ มีชื่อว่า “มุฮัมมัด อะมีน คาน อัซบัก” หรือที่รู้จักกันในนาม “คาน ค็อยยูฮ์” เขาฉวยจังหวะนี้หาประโยชน์ โดยนำทหารที่มีความพร้อมบุกโจมตีเมืองคุรอซาน เขาได้ฆ่า ปล้น เหยียบย่ำทำลาย กวาดจับคนเป็นเชลย เป็นจำนวนมาก แล้วต้อนคนเหล่านั้นไปยังประเทศของตนในฐานะเชลย

หลังจากมรสุมทางการเมืองที่ก่อขึ้นโดย “ซาลาร”ผ่านพ้นไป ทางรัฐบาลกอจาร์ ได้ส่งทูตไปยัง “คาน ค็อยยูฮ์” เพื่อเจรจาความในเรื่องเชลยและขอให้ปล่อยตัวคนเหล่านั้น ทูตที่ไปเจรจาชื่อ “ริฎอ กูลีย์ คาน” มีฉายาว่า “บิฮิดายัต” เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และบุคคลสำคัญของราชวงศ์

เมื่อไปถึงยังคอวาริซม์ ก็ได้พบกับ คาน ค็อยยูฮ์ การเจรจาที่ค่อนข้างยาวก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งประวัติศาสตร์ได้บันทึกประโยคต่อประโยค คำต่อคำ เอาไว้ ซึ่งพยาน ณ ที่นี่ คือ ประโยคต่อไปนี้ : ฮิดายัต(ขอให้เขาได้รับการอภัย)กล่าวแก่ คาน ค็อยยูฮ์ว่า :

แท้จริง รัฐบาลพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) เคยปฏิบัติต่อชาวอิหร่านเป็นอย่างดี กล่าวคือ ชาวอิหร่านมีความปลอดภัย และมีสวัสดิภาพ จากทหารของรัสเซีย และฝรั่งเศส แต่เป็นที่น่าเสียใจที่พวกท่านปฏิบัติต่อชาวอิหร่านเยี่ยงการปฏิบัติต่อพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)และพวกตั้งภาคี(มุชริกีน) ทั้งๆที่พวกเขากับพวกท่าน เป็นคนศาสนาเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องกิบลัต อัล-กุรอาน และนบีของเรา ทั้งเราและพวกท่าน เชื่อมั่นและปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ศ) แล้วทำไมท่านจึงนำทหารบุกโจมตีบ้านเมืองและทำลายบ้านเรือนของพวกเรา ท่านฆ่าและปล้นทรัพสิน จับคนมุสลิมเป็นเชลยและนำไปขายในตลาดเยี่ยงพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)และพวกตั้งภาคี(มุชริกกีน)ที่ตกเป็นเชลย ?!

คาน ค็อยยูฮ์ ตอบว่า : นักปราชญ์และผู้พิพากษาของเราในบุคอรอ และคอวาริซม์ วินิจฉัยความแล้วว่า พวกชีอะฮ์ นั้น เป็นพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) ที่กระทำสิ่งอุตริ(บิดอะฮ์)และหลงผิด การตอบแทนสำหรับเขาเหล่านั้น คือการฆ่า การปล้นทรัพย์สิน และเขาเหล่านั้นกำหนดให้เราปฏิบัติเช่นนี้ ต่อชาวอิหร่าน ดังนั้น พวกเขาถือว่า เลือดของพวกเขา สตรีและทรัพย์สินของพวกเขา เป็นที่อนุญาตให้แก่พวกเรา!!

ถ้าต้องการศึกษาให้สมบูรณ์ ก็ต้องกลับไปอ่าน “ตารีค เราฎอตุศศอฟา อันนาศิรีย์” และเช่นเดียวกัน กับหนังสือ “บันทึกความทรงจำทูตคอวาริซิสม์” รวบรวมโดย “ฎอ กอลีย์ คาน ฮิดายัต”

การโจมตีของ “อัซบัก”

เช่นเดียวกรณีของผู้ปกครองอัซบักคนหนึ่ง ชื่อ อับดุลลอฮ์ คาน ที่นำทหารเข้าปิดล้อมเมืองคุรอซาน ได้มีนักปราชญ์เมืองคุรอซานคนหนึ่งเขียนจดหมายไปหาใจความว่า “พวกเราปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัด เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ เพราะเหตุใด ท่านจึงกลั่นแกล้งเราโดยทหารของพวกท่าน เข่นฆ่าพวกเรา และทำลายเกียรติยศของเรา พวกเราเป็นผู้ปฏิบัติตามคัมภีร์อัล-กุรอาน และเชื้อสายของศาสดาผู้ชี้นำ และแท้จริงความป่าเถื่อนและการปฏิบัติอย่างเลวร้ายที่เราได้พบจากพวกท่าน ไม่เป็นที่ยอมรับในอิสลาม และแท้จริง อัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ไม่ทรงอนุญาตให้พวกท่านกระทำเช่นนั้น กับบรรดาผู้ปฏิเสธศาสนา แล้วจะเป็นอย่างไร กับกระทำต่อคนมุสลิมด้วยกัน ?!

เมื่อจดหมายฉบับนี้ไปถึงมือของอับดุลลอฮ์ คาน เขาได้ส่งต่อไปยังนักปราชญ์ซุนนะฮ์ และผู้พิพากษาของพวกเขาที่สนับสนุเขาให้ส่งทหารเข้าโจมตีเมืองของมุสลิมชีอะฮ์ และขอร้องว่าให้พวกเขาตอบจดหมายฉบับนี้ด้วย

บรรดานักปราชญ์ซุนนะฮ์ได้ตอบจดหมายของนักปราชญ์เมืองคุรอซาน ด้วยคำตอบที่เต็มไปด้วยความเหลวไหล และป้ายสีพวกชีอะฮ์ด้วยความเท็จ และโจมตีว่าพวกเขาเป็นพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)!! แต่ทว่า นักปราชญ์แห่งคุรอซานก็ได้ตอบโต้พวกเขาอีก โดยการแก้ข้อกล่าวหาและลบล้างคำบิดเบือนของพวกเขา และยืนยันว่า พวกชีอะฮ์นั้น เป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และศรัทธาต่อทุกเรื่องราวที่ท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ)นำมาสอน”

ใครที่ต้องการจะได้ข้อยุติของการโต้ตอบเหล่านั้น ก็ต้องศึกษาจากหนังสือ “นาสิคุตตะวารีค”

คำพูดที่ยืนยันชัดเจน ตามที่นักปราชญ์ซุนนะฮ์ของชาวอัซบักเขียนเอง ก็คือ “แท้จริงพวกชีอะฮ์ เป็นพวกหลงผิดและปฏิเสธศาสนา ดังนั้นเลือดเนื้อ บรรดาทรัพย์สินและสตรีของพวกเขา ย่อมเป็นที่อนุญาตแก่คนมุสลิม!!

สำหรับประเทศอัฟกานิสถานนั้น ปรากฏว่าพวกชีอะฮ์จะถูกจับตามองด้วยความชิงชังอย่างยิ่ง และมีการโจมตีอย่างป่าเถื่อนจากพวกท่านและจากคนประเภทเดียวกับพวกท่านชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์

หนังสือประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยเรื่องราวความโหดร้ายและอาขญากรรมต่างๆที่กลุ่มชนแห่งซุนนะฮ์ได้กระทำต่อสิทธิของชีอะฮ์ในอัฟกานิสถาน บางส่วนมีดังนี้

เมื่อ ฮ.ศ 1267 วันอาชูรอ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ ปรากฏว่าพวกชีอะฮ์ได้จัดชุมนุมที่ฮุซัยนียะฮ์ต่างๆในเมืองกันดาฮาร ขณะที่พวกเขากำลังทำกิจกรรมแสดงความอาลัยต่อโศกนาฏกรรมของอิมามฮุเซน บิน อะลี (อ)ทายาทท่านศาสนทูต และประมุขของบรรดาผู้พลีชีพ และสหายของท่านซึ่งได้สละชีพพร้อมกับท่านในหนทาง ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด

ขณะนั้นเอง มีชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์กลุ่มหนึ่ง โจมตีพวกเขาด้วยอาวุธทำลายล้าง ทั้งๆที่พวกชีอะฮ์ ไม่มีอาวุธและมิได้เตรียมพร้อมเพื่อทำการรบ จนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ดังนั้น พรรคพวกของท่าน จึงสังหารพวกเขาเป็นจำนวนมากด้วยวิธีการสังหารอันโหดเหี้ยมรูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งเด็กเล็ก และยังปล้นทรัพย์สินของพวกเขาและทรัพย์สินของฮุซัยนียะฮ์ต่างๆอีกด้วย!!

ที่แปลกประหลาดกว่านั้นก็คือ นักปราชญซุนนะฮ์สักคนหนึ่ง มิได้คัดค้านการกระทำอย่างป่าเถื่อนเยี่ยง ชัยฏอน และมิได้แสดงความเสียใจใดๆต่อเหตุการณ์อันเลวร้ายที่สยดสยองเหล่านี้ กล่าวคือนักปราชญ์ทั้งหลายต่างพากันวางเฉยเพื่อสนับสนุนการกระทำอันโง่เขลาของพวกป่าเถื่อน และความผิดของพวกคลั่งไคล้ในชาติพันธุ์ อาจเป็นไปได้ว่า เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะการเคลื่อนไหวของนักปราชญ์บางคนของพวกท่าน อัลลอฮเท่านั้น ที่ทรงรู้

ประวัติศาสตร์ได้บอกเล่าแก่เรา ถึงเรื่องราวการโจมตีโดยวิธีการต่างๆนานา มากครั้ง เพื่อต่อต้านพวกชีอะฮ์ ทั้งในประเทศอัฟกานิสถาน,ประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน ด้วยเช่นกัน มากมายเท่าไหร่มาแล้ว สำหรับชีวิตของผู้ศรัทธาที่ต้องถูกทำลายไป โดยฝีมือของชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ แน่นอนพวกเขาได้ฆ่าแม้กระทั่งนักการศาสนา(ฟุกอฮาอ์)และนักปราชญ์ระดับสูง ผู้ทรงคุณธรรมของพวกเรา

การสังหารชะฮีด คนที่ 3

ในการเดินทางของข้าพเจ้าครั้งนี้ ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยียนสุสานของบางท่าน ที่ต้องพลีชีพไปกับเหตุการณ์ต่างๆอันขมขื่นในเมือง “อักบัร อาบาด อาการาฮ์”โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุสานของผู้พลีชีพคนที่ 3 นั่นคือ นักปราชญ์ผู้สำรวม นักการศาสนา(ฟากีฮ์) ผู้ยำเกรงพระเจ้า(มีตักวา)ซึ่งเป็นคนมีเชื้อสายอันประเสริฐสืบไปถึงท่านนบี(ศ) นั่นคือ ท่านกอฎี ซัยยิด นูรุลลอฮ์ อัตตัสตะรีย์ (ขอให้วิญญาณของท่านอยู่กับความบริสุทธิ์)ท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่คามโหดร้ายทารุณและความคลั่งไคล้ในลัทธินิยมซึ่งมีอยู่ในชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ทั่วไป

ท่านผู้รู้ที่ทรงเกียรติ และนักปราชญ์ที่ประเสริฐยิ่งท่านนี้ พลีชีพเมื่อ ฮ.ศ 1019 บนความพยายามปลุกปั่นยุยงของนักปราชญ์หมู่ชนทั่วไปในเมือง “อักบัร อาบาด อาการาฮ์” ต่อกษัตริย์มองโกลที่โง่เขลาคลั่งไคล้ชาติพันธุ์ “ญาฮังกีร”ในประเทศอินเดีย

อายุของซัยยิด ผู้พลีขีพท่านนี้ ณ วันที่พวกเขาตัดศีรษะของท่านประมาณ 70 กว่าปี สุสานของท่านของ ท่านในปัจจุบันนี้ เป็นสถานที่เยี่ยมเยียนของบรรดาชีอะฮ์ผู้ศรัทธา และข้าพเจ้าได้เห็นข้อความจารึกที่แผ่นหินอ่อน ข้างสุสานเป็นโคลงสองวรรค มีความหมายว่า

ผู้อธรรมดับรัศมี(นูร)แห่งอัลลอฮ์ และตัดศีรษะของผู้เป็นที่เย็นตาของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ฏอมินอะลี ได้กล่าวในประวัติการพลีชีพของท่านว่า “แท้จริง ซัยยิดนูรุลลอฮ์ ไดเป็นชะฮีดแล้ว”

ฮาฟิซ: ท่านพูดถึงกรณีคดีความ แล้วทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเกินเลยไปแล้ว เรารู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของบรรดาคนโง่เขลาและคนทั่วไปของพวกเรา แต่ทว่า พวกชีอะฮ์เองนั้นแหละ ด้วยการกระทำที่ผิดพลาด ของพวกเขาเอง ที่เป็นเหตุให้ประสบกับความโศกสลดแบบนี้ :

ซุลฏอน: การกระทำอันใดของพวกชีอะฮ์หรือ ที่จำเป็นต้องฆ่าและต้องปล้นทรัพย์สินของพวกเขาและต้องย่ำยีเกียรติยศของพวกเขา ?!

ฮาฟิซ :ทุกวันนี้ บรรดาชีอะอ์จำนวนหลายพันคน จะยืนที่หน้าสุสานแล้วขอในสิ่งต่างๆตามที่ต้องการจากคนตาย การกระทำเช่นนี้ ไม่ถือเป็นการเคารพภักดีต่อคนตายกระนั้นหรือ ?!

แล้วทำไมพวกท่าน ในฐานะนักปราชญ์ จึงมิได้ห้าม ? จนกระทั่งเราจะพบว่ามีมากเหลือเกินที่พวกเขาทรุตัวลงยังพื้นดินแล้วกราบสุสานเหล่านั้น ในนามของการเยี่ยมเยือน(ซิยาเราะฮ์) ดังนั้นโดยการกระทำที่ผิดพลาดเช่นนี้เอง จึงเป็นเหตุให้เกิดเรื่องโศกสลดเหล่านั้น เพราะคนทั่วไปของพวกเรา ไม่ยอมให้ทำสิ่งอุตริเหล่านี้ในนามของอิสลาม ดังนั้นพวกเขาจึงกระทำผิดพลาดด้วยความแค้นเคือง!!

ในระหว่างท่านฮาฟิซกำลังพูดและพวกเราทุกคนก็ตั้งใจฟังที่ท่านพูดอยู่นี้ ปรากฏว่าเชค อับดุสสลาม นักการศาสนามัซฮับฮะนาฟีย์ ได้เปิดหนังสือ “ฮะดียะตุซซาอิรีน” แล้วอ่านไปพบกับปัญหาหนึ่งเข้าพอดี เมื่อท่านฮาฟิซพูดมาถึงประโยคนี้ ท่านเชคอับดุสสลามก็ออกเสียง สนับสนุนท่านฮาฟิซทันที แล้วพูดกับข้าพเจ้าว่า :”ขอเชิญท่านอ่านหน้านี้ เพื่อให้พวกเรารู้เรื่องที่ท่านฮาฟิซกำลังพูด”

ซุลฏอน : “เชิญท่านอ่านเองเถิด เราจะฟัง”

ท่านเชคอับดุสสลามได้อ่านประโยคต่อไปนี้ “เมื่อท่านเสร็จจากการซิยารัตแล้ว ก็จงนมาซซิยารัตสองร็อกอะฮ์” แล้วท่านเชคฯก็พูดว่า “การตั้งเจตนา(นียะฮ์)เพื่อความใกล้ชิดอัลลอฮ์ มิได้เป็นเงื่อนไขของความถูกต้องของนมาซดอกหรือ ?แล้วการนมาซแด่สิ่งอื่น นอกเหนือจากแด่อัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์ยิ่ง) ย่อมไม่เป็นที่อนุญาต แม้กระทั่งแด่ท่านนบีและแด่อิมามก็ตาม ดังนั้น การยืนเบื้องหน้าสุสานแล้วทำนมาซที่บริเวณนั้น ย่อมเป็นการตั้งภาคีอย่างชัดแจ้ง มันเป็นหลักฐานอันยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงการปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) และนี่คือหนังสือของพวกท่าน ที่เป็นรายงานอันถูกบันทึกและเป็นหลักฐานยืนยันต่อพวกท่าน!

ซุลฏอนฯ : “เนื่องจากเรานั้งกันนานแล้ว และเวลาก็มีไม่มากพอสำหรับคำตอบ ข้อเคลือบแคลงสงสัยของพวกท่าน ฉะนั้นเราควรจะละคำตอบไว้แล้วค่อยตอบในคืนต่อไป อินชาอัลลอฮ์”

แต่สมาชิกที่ประชุม(ทั้งชีอฮ์และซุนนะฮ์)ต่างพากันพูดว่า “พวกเราพร้อมทีจะอยู่ต่อไปจนถึงรุ่งเช้า เพื่อฟังคำตอบของท่าน

ซุลฏอน : ท่านเชคอับดุสสลาม ข้าพเจ้าใคร่จะถามท่านสักข้อ ท่านเคยไปเยี่ยมสุสานของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)สักท่านไหม?ท่านเคยเห็นด้วยตาของท่านเอง ต่อการกระทำของชีอะฮ์ ที่เยี่ยมเยียนสุสานบรรดาอิมาม(อ)ของพวกเขาหรือเปล่า ?

เชคอับดุสสลาม : ไม่เคย…ข้าพเจ้ายังไม่เคยไปเยี่ยมเยียนบรรดาอิมาม และไม่เคยเห็นการกระทำของบรรดาชีอะฮ์ที่นั่น

ซุลฏอน : ถ้าเช่นนั้น ท่านพูดได้อยางไรว่า : พวกชีอะฮ์ทำนมาซหันหน้าตรงยังงงสุสานบรรดาอิมาม ?! แล้วอ้างเป็นหลักฐานว่าชีอะฮ์เป็นพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)! นั่งบนบัลลังก์ แล้วลงตราประทับ

เชคฯ : อันที่จริง ที่ข้าพเจ้าพูดไปนี้ คือ การอ้างอิงจากหนงสือที่อยู่ในมือของข้าพเจ้า ที่เขียนไว้ว่า : “จงทำนมาซซิยารัตให้กับอิมาม!”

ซุลฏอน: “ส่งหนังสือแก่ข้าพเจ้าเถิด เพื่อจะทำความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องที่ท่านพูด”

ท่านเชคยื่นหนังสือที่กำลังกางอยู่นั้นมายังข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็เห็นในหน้าหนังสือตอนที่บอกเล่าวิธีการทำซิยารัต ท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ) ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า : สมาชิกที่ประชุมทั้งหลาย ! ข้าพเจ้าจะอ่านข้อความต่างๆให้พวกท่านฟัง รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับการซิยารัตนี้ จนกระทั่ง ถึงประโยคเหล่านั้น ที่ท่านเชคอ่านไปเมื่อครู่ จากนั้น ขอให้พวกท่านใช้ความเป็นธรรมตัดสิน ระหว่างข้าพเจ้ากับท่านเชคอับดุสสลาม กับท่านฮาฟิซ มุฮัมมัด รอชีด

จรรยาในการเยี่ยมสุสานอะมีรุลมุมินีน(อ)

เมื่อผู้เยี่ยมเยียนไปถึงกำแพงกูฟะฮ์ ก็ให้เขายืนตรงแล้วกล่าวว่า : อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ เจ้าของความยิ่งใหญ่เกรียงไกร ความประเสริฐ และเกียรติยศอันสูงส่ง อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ เจ้าของการสำแดงความยิ่งใหญ่ ความบริสุทธิ์ ความพิสุทธิ์ไพบูลย์ และความโปรดปรานยิ่ง อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่ข้าเกรงกลัวและระมัดระวัง อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ เป็นที่พึ่งของข้า และข้าขอมอบหมายยังพระองค์ อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ เป็นความหวังของข้า และข้าต้องืคนกลับยังพระองค์ ….ต่อไปจนจบ

เมื่อไปถึงประตูเมือง(นะญัฟ) ก็ให้กล่าวว่า :

“มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผุ้ทรงนำทางเรามาสิ่งนี้ และเรามิอาจรับการชี้นำได้ ถ้าหากไม่เป็นเพราะอัลลอฮ์ทรงชี้นำเรา….จนจบ

เมื่อไปถึงประตูที่ 1 ของเราเฎาะฮ์ อันบริสุทธิ์ ก็ควรกล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดแล้วกล่าวว่า :

“ข้าขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ ไม่มีภาคีใดๆสำหรับพระองค์ …จนจบ

เมื่อไปถึงประตูที่ 2 ก็ให้กล่าวว่า : ข้าขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ ….จนจบ

เมื่อต้องการจะเข้าไปหาเราเฎาะฮ์ อันบริสุทธิ์ ก็ให้ขออนุญาตต่ออัลลอฮ์และต่อศาสนทูตของพระองค์ (ศ)ต่อบรรดาอิมาม และต่อบรรดามะลาอิกะฮ์

หลังจากนั้น ก็ให้กล่าวสลามสุสานอันประเสริฐ โดยให้สลามแด่ท่านนบี แด่ท่านอะมีรุลมุมินีน แด่อาดัมและนูห์ …จนจบ

ประโยคซึ่งเป็นที่สังเกตของท่านเชคอับดุสสลามและของเราในขณะนี้คือ : หลังจากนั้น ให้เขาทำมาซสามครั้ง ครั้งละสองร็อกอะฮ์ สองรฮกอะฮ์แรกเป็นฮะดียะฮ์(สิ่งกำนัล)แด่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) สองร็อกอะฮ์ต่อไปเป็นฮะดียะฮ์แด่อาดัม(อ) บิดาแห่งมวลมุษยชาติ และสองร็อกอะฮ์สุดท้าย เป็นฮะดียะฮ์แด่นูห์ ผู้อาวุโสแห่งบรรดาอัมบิยาอ์ เพราะสุสานท่านทั้งสองอยู่ใกล้กับสุสานท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)บิดาของฮะซัน

การนมาซซิยารัต กับการอ่านดุอาอ์

การนมาซฮะดียะฮ์ เป็นการตั้งภาคีหรือ ?!

พวกท่านปฏิเสธรายงานต่างๆเกี่ยวกับการนมาซฮะดียะฮ์แด่บิดามารดาและบุคคลอื่นที่เป็นศรัทธาชนกระนั้นหรือ ?

กล่าวคือ เมื่อคนที่เข้าเยี่ยมเยียนสุสานมีเจตนาว่า : ข้าพเจ้าทำนมาซสองร็อกอะฮ์เป็นฮดียะฮ์แด่ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) เพื่อความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ถือเป็นการตั้งภาคีกระนั้นหรือ ?

เพราะว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์และของผู้ศรัทธาเช่นเดียวกัน เมื่อคนไปเยี่ยมเยียนผู้เป็นที่รักของตัวเอง ก็จะมีสิ่งกำนัลไปมอบให้แก่เขา เราจะพบว่าในตำรารายงานฮะดีษเล่มต่างๆจะมีบทหนึ่ง ว่าด้วยการกระทำที่ชอบ และว่าด้วยภาคผลของผู้ศรัทธาที่มอบฮะดียะฮ์(สิ่งกำนัล)แด่พี่น้องและการรับ ก็เช่นเดียวกัน

ผู้เยี่ยมเยียนสุสาน เมื่อได้นมาซ ที่สุสานของผู้ที่เขารัก แล้วรู้ว่า การนมาซ เป็นของรักมากที่สุดสำหรับบุคคลที่เขามาเยี่ยม เขาก็จะทำนมาซสองร็อกอะฮ์ เพื่อความใกล้ชิดต่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด และขอมอบภาคผลของนมาซนั้นๆ แด่บุคคลผู้ถูกเยี่ยม

บรรดาผู้คัดค้านทั้งหลาย ถ้าหากพวกเขาทำการศึกษาอย่างถ่องแท้ และอ่านความหมายของดุอาอ์ หลังนมาซซิยารัตดู แน่นอน พวกเขาต้องรู้ ถึงความเข้าใจผิดพลาดของตนเอง และพวกเขาต้องมั่นใจว่า การกระทำของชีอะฮ์ ในการเยี่ยมเยียนสุสานบรรดาอิมาม(อ)ของพวกเขา และการทำนมาซซิยารัตสองร็อกอะฮ์นั้น มิใช่การตั้งภาคี หากแต่ อยู่ในหลักเอกภาพของอัลลอฮ์ และเป็นการเคารพภักดีอย่างสมบูรณ์แด่อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด

โปรดรู้ไว้ด้วยว่า ชีอะฮ์นั้นเพียงแต่เยี่ยมเยียนสุสานของอิมามอะลีและลูกหลานของท่าน(อ)เท่านั้น เพราะท่านเหล่านี้คือบ่าวของอัลลอฮ์ ผู้มีคุณธรรม และเป็นทายาทผู้มีความสัตย์จริงของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ด้วย

ส่วนถ้อยคำในประโยคของบทรายงาน ดังต่อไปนี้ มีควาแตกต่างจากที่ท่านเชคอับดุสสลามกล่าว ที่ว่า “จะต้องยืนตรงข้างสุสานแล้วให้นมาซ” หากแต่เป็นประโยคดังนี้

“จะต้องยืนตรงหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ตรงที่ที่ถัดไปจากศีรษะของอิมาม(อ) “คือให้สุสานอยู่ด้านซ้ายมือของผู้นมาซ แล้วกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงข้าพเจ้านมาซสองร็อกอะฮ์นี้ เพื่อเป็นสิ่งกำนัลจากข้าพเจ้า แด่ประมุขและเจ้านายของข้าพเจ้า ผู้เป็นที่รักของพระองค์ และเป็นพี่น้องของศาสนทูตแห่งพระองค์ อะมีรุลมุมินีน ประมุขของบรรดาทายาท อะลี บิน อะบี ฏอลิบ(ขอความจำเริญจากอัลลอฮ์ พึงมีแด่ท่านและวงศ์วาของท่าน) โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัด และวงศ์วานของมุฮัมมัด และโปรดรับสิ่งนี้จากข้าพเจ้าและโปรดให้รางวัลสำหรับสิ่งนี้แก่ข้าพเจ้า เยี่ยงรางวัลสำหรับผู้ประพฤติดีด้วยเถิด โอ้อัลลอฮ์ ข้าฯได้นมาซแด่พระองค์ โค้งแด่พระองค์ กราบแด่พระองค์ องค์เดียวเท่านั้น การนมาซ การโค้งรุกูอ์ และการกราบไม่เป็นที่อนุญาตแก่ใคร นอกจากแด่พระองค์เท่านั้น เพราะพระองค์คือ อัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์”

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ สำหรับท่านทั้งหลาย สมาชิกที่ประชุม! โปรดให้ความเป็นธรรม ตรงไหนของการกระทำเหล่านี้ ที่ถือว่า เป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด

เชคอับดุสสลาม : แปลกมาก ทำไมท่านไม่พบถ้อยคำประโยคนี้ที่กล่าวว่า : หลังจากนั้น ให้จูบธรณีประตูแล้วเดินเข้าฮะรอม การกระทำอย่างนี้ ยังไม่เป็นการสุญูดต่อเจ้าของสุสานอีกหรือ ?

และการสุญูดต่อสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์ เป็นการตั้งภาคี

“การจูบสุสานบรรดาอิมาม(อ)และธรณีประตูสุสานอันบริสุทธิ์ของบรรดาท่าน”

ซุลฏอน: ท่านผู้มีเกียรติ อธิบายคลาดเคลื่อนไปแล้ว ถ้าท่านอธิบายว่าการจูบธรณีประตู เป็นการกราบ(สุญูด) แล้วต่อมาท่านก็กล่าวหาว่า นั่นคือ การตั้งภาคี ต่ออัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ !! นี่ขนาดว่าพวกท่านอยู่ในที่ประชุมกับเรา ท่านยังอธิบายคำพูดของเราได้ถึงเพียงนี้ แน่นอนที่เดียวว่าในยามไม่มีพวกเรา และอยู่กันเฉพาะเพียงกับบรรดาสานุศิษย์ของพวกท่าน ทั้งสามัญชนทั่วไป และบรรดาคนที่ยังโง่เขลา พวกท่านจะต้องยืนยันว่า เราเป็นพวกปฏิเสธศาสนาแน่ๆ!!

สำหรับคำตอบในข้อนี้ก็คือ เรื่องราวที่มีบันทึกในหนังสือเล่มนี้และเล่มอื่นๆจากบรรดาหนังสือประเภทซิยารัต จะกล่าวว่า : ผู้เยี่ยมเยียนจะแสดงมารยาทด้วยการจุมพิตที่ธรณีประตู…เกินความรู้สึกของข้าพเจ้าจะคิดว่า เป็นหลักฐานอะไรที่ชวนให้อธิบายว่า การจุมพิต คือ การกราบ ?!

มีที่ไหนกันเล่า คำสั่งห้ามมิให้จูบสุสานของบรรดานบีและของบรรดาทายาทของพวกท่าน และของบรรดาเอาลิยาอ์ ผู้ทรงคุณธรรมสำหรับอัลลอฮ์ การจูบธรณีประตูของพวกเขาอันบริสุทธิ์ ? อยู่ในอัลกุรอาน อันทรงเกียรติหรือ ? อยู่ในฮะดีษอันประเสริฐหรือ ?

แล้วด้วยหลักฐานอันใดหรือ ที่พวกท่านคิดว่า การกระทำอย่างนี้ เป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ?

แปลกที่สุด สามัญชนคนทั่วไปในหมู่พวกท่านปฏิบัติต่อสุสานของอะบูฮะนีฟะฮ์และเชคอับดุลกอดิร มากยิ่งกว่าที่ชีอะฮ์กระทำต่อสุสานของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ของพวกเขาเสียอีก

ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนต่ออัลลอฮ์ ผุ้ทรงสูงสุด ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ว่าวันหนึ่งข้าพเจ้าได้ไปยังสุสานของอะบูฮะนีฟะฮ์ ที่เมืองแบกแดด ในสถานที่ที่ยิ่งใหญ่มาก ข้าพเจ้าได้พบชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์จากอินเดียกลุ่มหนึ่ง พวกเขาทิ้งตัวลงกับพื้นดินเหมือนกับคนกำลังสุญูดแล้วจูบดิน!!

อย่างไรเสีย ข้าพเจ้าก็มิได้มองพวกเขาด้วยสายตาที่ชิงชัง หรือเป็นศัตรู เพราะข้าพเจ้าไม่มีหลักฐานอะไรที่จะถือว่า การกระทำของพวกเขาเป็นการปฏิเสธศาสนา และตั้งภาคี ข้าพเจ้ามิได้นำเอาเรื่องนี้ไปกล่าวในที่ประชุมแห่งใดเลย และมิดึ้กตำหนิพวกเขา และนี่คือเรื่องที่ยอมรับได้ โอ้ท่านเชค โปรดทราบ ! และสมาชิกในที่ประชุมก็ต้องรับรู้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นชีอะฮ์คนใดที่ไปเยี่ยมสุสาน จะเป็นผู้รู้ หรือคนโง่เขลาก็ตาม ไม่มีทางที่พวกเขาจะกราบสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด และคำพูดของพวกท่านที่มีต่อชีอะฮ์ ว่า พวกเขากราบบรรดาอิมามของพวกเขานั้น เป็นความเท็จ และเป็นการใส่ร้ายพวกเรา!!

เราสมมติกันว่า คนเยี่ยมสุสานวางหน้าผากลงบนดินเบื้องหน้าสุสาน แต่ถ้าเขาไม่มีความตั้งใจกราบเจ้าของสุสาน หากแต่ที่ทำเช่นนี้ ก็เพราะเขาต้องการให้เกียรติ และแสดงความรัก ในข้อนี้ ไม่ถือว่ามีปัญหาแต่ประการใด

เชคอับดุสสลาม : คิดออกมาได้อย่างไรว่า การที่คนๆหนึ่งทรุดกายลงกับพื้นแล้ววางหน้าผากลงบนดิน ถึงขนาดนี้แล้ว การกระทำของเขายังไม่ใช่สุญูดอีก ?!

ซุลฏอน: เพราะว่าการกระทำ ขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา(นียะฮ์) กล่าวคือ ถ้าหากคนใดกระทำเช่นนั้น แต่ไม่มีเจตนาที่จะสุญูด เราก็ต้องไม่คิดว่าการกระทำของเขาคือ สุญูด(49)อย่างเช่นพี่น้องของยูซุฟผู้ซื่อสัตย์ กระทำต่อท่านและท่านยูซุฟก็มิได้ห้ามพวกเขา และบิดาก็มิได้ห้ามด้วย อัลลอฮ์ ได้ทรงบอกเล่าถึงการกระทำของพวกเขาไว โดยที่พระองค์ไม่ทรงตำหนิแต่ประการใด ดังโองการความว่า “และเขาได้ยกบิดามารดาของเขาขึ้นบนบัลลังก์ แล้วพวกเขาก็ทรุดกายให้แก่เขาเป็นการสุญูด แล้วเขากล่าวว่า โอ้พ่อของฉัน นี่คือ การทำนายความฝันของฉัน ก่อนหน้านี้ ซึ่งพระผู้อภิบาลของฉันทรงบันดาลให้มันเป็นความจริงแล้ว”(50)

มีมากมายหลายโองการจากอัล-กุรอานอันทรงวิทยปัญญา ที่อัลลอฮ์ทรงบอกเล่าเรื่องการสุญูดของมะลาอิกะฮ์ ต่ออาดัม ตามคำสั่งของพระองค์

ถ้าถือตามถ้อยคำที่ท่านพูด ก็เท่ากับว่า พี่น้องของยูซุฟ ผู้ซือสัตย์ และมะลาอิกะฮ์ทุกท่าน ล้วนเป็นผู้ตั้งภาคี นอกจากอิบลีสเท่านั้น เพราะมันไม่ยอมสุญูด!! แต่เหตุการณ์มิได้เป็นอย่างที่คิด เพราะอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ทรงกำหนดให้การสาปแช่งมีแด่อิบลีส และขับไล่มันออกจากสวรรค์ไป

ส่วนคำตอบของข้าพเจ้าสำหรับท่านฮาฟิซ ถึงแม้เวลามีไม่มากพอ แต่ข้าพเจ้าจะขออธิบายพอสังเขป

ตายแล้ว แต่วิญญาณยังคงอยู่

ถ้าหากท่านยังเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับพวกชีอะฮ์ ว่าทำไมพวกเขาจึงขอสิ่งที่ต้องการจากสุสาน ?

อันที่จริง มันเป็นคำพูดของพวกวัตถุนิยม และนักธรรมชาติวิทยา ที่ไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังจากความตาย และอัลลอฮ์ทรงนำคำพูดของพวกเขามาเล่าไว้ในอัล-กุรอาน ที่พวกเขากล่าวว่า :ไม่มีอะไรอีกนอกจากชีวิตของเราในโลกนี้ เราตายและเรามีชีวิต และเราไม่มีการฟื้นคืนชีพอีก”(51)

ส่วนความเชื่อเรื่องชีวิตภายหลังจากตาย และแม้ว่าร่างกายจะเน่าเปื่อยด้วยเหตุความตาย แต่ทว่า วิญญาณยังคงมีอยู่นั้น เป็นหลักการสำคัญที่สุดประการหนึ่งของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะชีวิตของบรรดาผู้พลีชีพ เพราะอัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า : “และจงอย่าคิดว่าบรรดาผู้ถูกสังหารในหนทางของอัลลอฮ์ เป็นคนตาย หากแต่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขากำลังรับเครื่องยังชีพ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา อย่างปลื้มปิติ กับความโปรดปรานที่อัลลอฮ์ทรงประทานแก่พวกเขา…(52)

เป็นไปได้หรือที่คนตายจะมีความสุขและได้รับเครื่องยังชีพ?! ไม่ได้ !

ด้วยเหตุนี้โองการอันทรงเกียรติ กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขา “มีชีวิต พวกเขากำลังรับเครื่องยังชีพจากพระผู้อภิบาลของพวกเขาอยู่”เช่นเดียวกัน พวกเขาก็มีความสุขและรับเครื่องยังชีพ ดังนั้นพวกเขาจึงได้ยิน และตอบรับคำพูด แต่ม่านกั้นที่วัตถุแห่งโสตการได้ยินของเราต่างหากที่ปิดกั้นความรู้สึกและการรับฟังของเราจนไม่ได้ยินคำพูด และการตอบรับของพวกเขา

มีรายงานจากอิมามญะอ์ฟัร บิน มุฮัมมัด ศอดิก(อ) เรื่องการเยี่ยมเยียน(ซิยารัต)สุสานปู่ของท่าน คือ ประมุขของผู้พลีชีพฮุเซน (อ) ท่านกล่าวว่า : โอ้อะบาอับดิลลาฮ์ ข้าฯขอยืนยันว่า ท่านมองเห็นการยืนของข้าฯและได้ยินคำพูดของข้าฯ แท้จริงท่านมีชีวิตอยู่ กำลังรับเครื่องยังชีพอยู่ ณ พระผู้อภิบาลของท่าน ดังนั้นข้าฯจะขอต่อพระผู้อภิบาลของท่าน และพระผู้อภิบาลของข้าฯ เพื่อช่วยจัดการให้ความต้องการของข้าฯสำเร็จลุล่วง”

ในบทเทศนาที่ 86 ในหนังสือ “นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์”จากท่านอิมามอะลี (อ)ได้มีการแนะนำให้รู้จัก และกล่าวถึงลักษณะของอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ไว้ดังนี้

ประชาชนทั้งหลาย ! จงรับเรื่องนี้ไปจากท่านนบีคนสุดท้าย : แท้จริงแล้ว คนที่ตายในหมู่พวกเรา เขาไม่ได้ตายเหมือนคนตายทั่วไป ความเน่าเปื่อยสำหรับพวกเรามิได้เป็นเหมือนความเน่าเปื่อยของคนทั่วไป

ทั้งอิบนุอะบีอัลฮะดีด,อัลมัยซะมีย์,และเชค มุฮัมมัด อับดุฮ์ มุฟตี อัดดัยยารแห่งอียิปต์ ได้กล่าวอธิบายประโยคนี้มีใจความสรุปว่า :

“อะฮ์ลุลบัยต์ของท่านนบี()นั้น ในความเป็นจริง พวกเขามิได้ตายเหมือนคนทั่วๆไป”(53)ดังนั้นเราจึงยืนตรงที่สุสานของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ)และเชื้อสายผู้ชี้นำ เราไม่ถือว่า เขาเหล่านั้นตาย หากแต่พวกเขายังีมชีวิตอยู่ กับพระผู้อภิบาลของพวกเขา และเราจะพูดกับพวกเขา เหมือนดังที่ท่านทั้งหลายพูดกับคนเป็นๆที่อยู่รอบตัว แต่เรามิได้เคารพภักดีคนตายอย่างที่พวกท่านแอบอ้างและใส่ความพวกเรา หากแต่เราเคารพภักดีอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ซึ่งปกปักษ์รักษาเรือนร่างของกัลยาณชนมิให้เน่าเปื่อยและรักษาวิญญาณของคนทั้งหลายให้ดำรงคงอยู่ หลังจากพวกเขาจรจากโลกนี้ไปแล้ว(54)

ทำไมพวกท่านไม่คิดบ้างว่า ท่านอะลี(อ)และลูกชายทั้งสองรวมถึงบรรดาผู้พลีชีพพร้อมกับท่าน ก็เป็นเช่นเดียวกับบรรดาสาวกของท่านนบี(ศ)ที่ถูกสังหารในสงครามบะดัรและสงครามอื่น แล้วได้เป็นผู้พลีชีพ ?

พวกท่านไม่เชื่อเลยหรือว่าบรรดาผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น ที่ได้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮ์ และต่อสู้กับความ อธรรมของพวกบะนีอุมัยยะฮ์ และคนปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)อย่างยะซีด เขาเหล่านั้น ช่วยเหลือศาสนาอันบริสุทธิ์ใรอดพ้นจากการเหยียบย่ำทำลายของวงศ์วานแห่งอะบูซุฟยาน พวกเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวของหลักเอกภาพของพระเจ้าและตำแหน่งนุบูวะฮ์ด้วยหยาดเลือดของตนเอง?

ขณะที่บรรดาวกของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เข้าสู่สมรภูมิรบและต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และได้ต่อสู้กันกับบรรดาศัตรูของศาสนา และต่อต้านกับผู้ผลักไสตำแหน่งของนบีและผู้ขัดแย้งกับคำสอนเพื่อเผยแผ่อิสลามและเพื่อเชิดชูคำสอนแห่งสัจธรรมให้สูงส่ง อิมามอะลี(อ)และบุตรชายสองคนของท่านและสหายของท่าน ทั้งสองก็เฉกเช่นเดียวกัน พวกเขาได้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด เพื่อดำรงคงไว้ซึ่งศาสนาและช่วย เหลืออิสลาม แม้กระทั่งพวกท่านต้องถูกสังหารและพลีชีพในหนทางของอัลลอฮ์ก็ตาม

ทุกท่านที่ผ่านการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลาม หลังจากสมัยท่านนบี(ศ)แล้ว จะรู้ดีว่า วงศ์วาน ของอะบูซุฟยาน โดยเฉพาะยะซีดบุตรมุอาวียะฮ์ และสมุน เกือบจะพิชิตศาสนาอิสลามและเปลี่ยนแปลงคำสอนจากแนวทางของพระผู้เป็นเจ้าได้สำเร็จมาแล้ว ด้วยการกระทำที่อุกอาจของพวกเขา และแท้จริง อันตรายของพวกมุนาฟิกีนเหล่านี้ ร้ายแรงต่ออิสลามและบรรดามุสลิมยิ่งกว่าพวกปฏิเสธศาสนาและพวกตั้งภาคีเสียอีก

ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันว่า ถ้าหากไม่มีการยืนหยัดต่อสู้ของอิมามฮุเซน ทายาทของท่านศาสนทูตแห่ง อัลลอฮ์(ศ)และการเสียสละของมวลมิตรผู้มีเกียรติที่จิตใจมั่นคงแล้ว แน่นอน ยะซีดบุตรมุอาวียะฮ์จะต้องทำให้ เจตนารมณ์ของบรรพชนมุนาฟิกีน ที่ชั่วร้ายของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้ นั่นคือ การบิดเบือนและเปลี่ยนแปลงคำสอนของอิสลามให้ไปสู่สภาพกาฟิร(การปฏิเสธศาสนา)และความงมงายในยุคแรก

ดังนั้น ท่านฮุเซน ผู้เป็นทายาทท่านศาสดาละผุ้สนับสนุน บรรดาสหาย ผู้มีเกียรติ(อ) ถึงแม้พวกท่านจะหลั่งเลือดและพลีชีพ แต่ทว่า พวกท่านก็ได้เปิดโปงความชั่วร้ายของยะซีดและพลพรรค ตลอดถึงบรรพชนผู้ละเมิดของเขาได้ พวกท่านได้กระชากหน้ากากของคนเหล่านั้นออกมา แล้วแนะนำคนเหล่านั้นให้เป็นที่รู้จักของบรรดามุสลิม

เชคอับดุสสลาม ปกป้องมุอาวียะฮ์และยะซีด

เชค : ข้าพเจ้าแปลกใจที่ท่านพูดอย่างเปิดเผยว่ายะซีดเป็นคนปฏิเสธศาสนา ทั้งๆที่เขาเป็นคอลีฟะฮ์ของมุสลิมที่ถูกแต่งตั้งโดยมุอาวียะฮ์ และเขาคือ อาและคอลีฟะฮ์ของศรัทธาชน ซึ่งท่านอุมัรฟารูก และอุษมาน คอลีฟะฮ์ผู้ถูกอธรรมได้แต่งตั้งเขาเป็นเจ้าเมืองซีเรียตลอดสมัยการดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของทั้งสองท่าน

ครั้นเมื่อบรรดามุสลิมเห็นในคุณสมบัติอันเหมาะสมกับตำแหน่งผู้ปกครอง พวกเขาก็ได้ให้สัตยาบันรับรองเขาให้เป็นคอลีฟะฮ์ และเขาได้แต่งตั้งยะซีดบุตรชายขึ้นเป็นผู้สำเร็ชราชการแทน เพื่อเป้นคอลีฟะฮ์สืบต่อจากเขา บรรดาชาวมุสลิมต่างมีความพึงพอใจต่อเขา และให้สัตยาบันรับรองเขาเป็นคอลีฟะฮ์!

ส่วนท่านได้ประกาศว่ายะซีดและบรรพชนของเขาเป็นพวกปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) เท่ากับท่านดูถูกบรรดามุสลิมทั้งหมดที่ให้สัตยาบันรับรองเขาเป็นคอลีฟะฮ์ และดูถูกอาของศรัทธาชน ยิ่งกว่านั้น ยังดูถูกคอลีฟะฮ์รอชิดีนสองท่านที่แต่งตั้งมุอาวียะฮ์เป็นเจ้าเมือง และเป็นตัวแทนของทั้งสองท่านในประเทศซีเรีย!!

ในประวัติศาสตร์เราไม่เคยพบว่ายะซีดจะประกอบกรรมอันใด จนเป็นเหตุให้กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)และตระบัดสัตย์ เพราะเขาคือศรัทธาชน คนทำนมาซ และปฏิบัติตนตามหลักศาสนา อิสลาม นอกจากข้าหลวงของเขาคนหนึ่งในประเทศอิรัก ที่ได้สังหารทายาทและขวัญใจของท่านนบี อีกทั้งยังกวาดต้อนบรรดาสตรี เด็กๆ ในครอบครัวของท่านส่งไปให้ยะซีดที่ประเทศซีเรีย!! ครั้นพอคนเหล่านั้นไปถึงที่ประชุมยะซีดก็โศกเศร้าและขอโทษต่อบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ และขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ จากการกระทำของบรรดาผู้อธรรม

อิมามอัลฆอซาลีย์และอัดดะมีรีย์ได้ยืนยันว่า คอลีฟะฮ์ยะซีดเป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อหาหลั่งเลือดของฮุเซน บุตรของอะลีและสหายของเขา แล้วท่านจะแก้ตัวอย่างไร?!

ถ้าสมมติว่า กรณีเหตุการณ์อันขมขื่นแห่งอาชูรอ และโศกนาฏกรรมแห่งกัรบะลาอ์เป็นเพราะคำสั่งของ ยะซีด บุตรมุอาวียะฮ์จริง หลังจากนั้นเขาก็กลับตัวแล้ว และขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์แล้ว และอัลลอฮ์ คือ ผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ !!

คำตอบของข้าพเจ้าต่อถ้อยคำของท่านเชคฯ

ซุลฏอน: ข้าพเจ้าคิดไม่ถึงเลยว่า อิทธิพลความคลั่งไคล้ในลัทธินิยม ทำให้ท่านไปไกลถึงขั้นปกป้องยะซีด คนดันทุรัง!

คำพูดของท่านที่ว่า คอลีฟะฮ์ทั้งสองท่านแต่งตั้งมุอาวียะฮ์เป็นเจ้าเมือง แล้วมุอาวียะฮ์ ก็แต่งตั้งยะซีด บุตรชาย เป็นคอลีฟะฮ์ปกครองบรรดามุสลิม กล่าวคือ เขาได้ออกกฎให้คนเหล่านั้นเคารพเชื่อฟังบุตรชายของตัวเอง ! เป็นคำพูดที่ถูกปฏิเสธจากบรรดาผู้มีสติปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุค ประชาธิปไตย

ต่อมา คำพูดนี้ ไม่อาจสร้างความชอบธรรมให้กับบทบาทของมุอาวียะฮ์และพฤติกรรมของยะซีดได้ เลย ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการสนับสนุนคำพูดของเราและเป็นหลักฐานที่แสดงว่าความเชื่อของเราถูกต้อง เพราะว่าจำเป็นเหลือเกินที่คอลีฟะฮ์จะต้องเป็นคนปราศจากความบาป และต้องเป็นผู้ถูกแต่งตั้งมาจากอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ จนกระทั่งประชาชาตินี้ จะไม่แยแสต่อบุคคลและทัศนะของคนเยี่ยงยะซีด

สำหรับคำพูดของท่านที่ว่า อิมามอัลฆอซาลีย์ หรืออัดดะมีรีย์และคนเยี่ยงเดียวกันนี้ปกป้องยะซีด และถือว่า สถานะของเขาบริสุทธิ์จากข้อหาอันน่าบัดสี ที่มีพฤติกรรมป่าเถื่อน และก่ออาชญากรรมที่แสนสกปรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสังหารหลานของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ผู้เป็นประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์ นั่นคือ อิมาม ฮุเซน (อ)!

ข้าพเจ้าขอสรุปว่า เขาเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ที่ความคลั่งไคล้ในลัทธินิยมทำให้ตาบอดเหมือนกับพวกท่าน ดังสุภาษิตที่กล่าวไปแล้วว่า “ความรัก มักทำให้ตาบอด หูหนวก” แต่อย่างไรเสีย ผู้มีใจเป็นธรรมคนใดบ้าง และผู้มีสติปัญญา มีความยุติธรรมคนใดบ้าง ที่ถือว่ายะซีดคนดื้อด้าน เป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากข้อหาหลั่งเลือด ของชะฮีดหลานท่านศาสดา และบรรดาสหายผู้ประเสริฐของท่าน?!

จะมีนักปราชญ์ ผู้เคร่งครัดศาสนา ยึดมั่นในสัจธรรมคนใด ยินยอมมอบตัวเอง มอบศาสนาของตัวเอง และความรู้ของตัวเอง เพื่อปกป้องคนอย่างยะซีด ผู้ดื้อดึง?!

คำพูดของท่านที่ว่า : การสังหารฮุเซน ผู้เป็นขวัญใจของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) มิได้เกิดจากคำสั่งของยะซีด อีกทั้งเขาได้ขอโทษบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ และกลับเนื้อกลับตัวแล้ว เขาได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ จากการกระทำของตนที่ทำลงไป ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วทำไมเขาจึงไม่สอบสวนอิบนุซิยาด และไม่ลงโทษ ฆาตรกรที่สังหารฮุเซน(อ)

ทำไมยะซีดมิได้ปลดพวกก่ออาชญากรรมให้พ้นจากตำแหน่ง ที่งๆที่คนเหล่านั้น คือข้าราชการและสมุน ของตัวเองและเป็นเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขาเองทั้งนั้น ?!

ท่านเอาที่ไหนมาพูดว่า ยะซีดกลับตัวแล้วและขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์แล้ว ?! แล้วท่านมั่นใจ และแน่ใจอย่างไรว่าอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ทรงรับรองและอภัยโทษให้เขาแล้ว ?!

จริงอยู่ อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุดคือ ผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตา แต่ทว่า การขอลุแก่โทษ ย่อมมีเงื่อนไข

ประการแรก; มอบสิทธิคืนกลับแก่บุคคลผู้นั้น ถามว่ายะซีดได้คืนอะไรให้แก่บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ เชื้อสาย ผู้บริสุทธิ์บ้าง

ต่อมา ความน่าบัดสีและความเลวร้ายของยะซีด มิได้จำกัดอยู่แค่การสังหารหลานรักผู้เป็นชะฮีดของท่านศาสดา การกวาดต้อนบรรดาสตรีของท่านเป็นเชลย ปล้นทรัพย์สินของท่านและเผากระโจมของท่าน…ยิ่งกว่านั้น เขายังปฏิเสธต่อหลัการอันสำคัญของศาสนา ทำตัวขัดแย้งกับอัล-กุรอานอันทรงเกียรติ แสดงตนเป็นคนละเมิดศาสนาและกระทำความบาปอย่างเปิดเผย ทุกประการเหล่านี้ เป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธศาสนาและออกนอกศาสนา

ท่านนะวาบ : ขอท่านได้โปรดอธิบายหลักฐานต่างๆของท่านที่แสดงถึงการปฏิเสธศาสนาของยะซีดให้แก่เรา เพื่อเราจะได้รู้ความจริงและปฏิบัติตามสัจธรรม

หลักฐานที่แสดงถึงการปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)ของยะซีดคนดื้อดึง

ซุลฏอนฯ : ส่วนหนึ่งจากหลักฐานอันแน่ชัดที่แสดงว่ายะซีด บุตรมุอาวียะฮ์ เป็นคนปฏิเสธศาสนา ก็คือ ความขัดแย้งที่เขามีต่อบทบัญญัติของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ในเรื่องดื่มสุรา คือ เขาเป็นนักดื่มสุรา และแสดงความภาคภูมิใจในเรื่องนี้ไว้ในบทกวีของเขา แน่นอน เขาได้กล่าวและยืนยันไว้ในกลอนของเขา ที่ถูกบันทึกไว้ ดังนี้ :

شميسةكرمبرجهاقعردنّهــافمشرقهاالساقيومغربهـافمـي

فإنحرمتيوماعلىدينأحمدفخذهاعلىدينالمسيحبنمريم

ตะวันน้อยราศีสถิตที่ก้นไหสุรา

บูรพทิศคือผู้ริน ประจิมทิศนั้นปากข้า

แม้นสุราเป็นที่ต้องห้ามในสมัยศาสนา อะฮฺมัด

ก็จงดื่มมันตามศาสนาของมะซีฮฺ บุตรมัรยัม

เขายังกล่าวในบทกลอนอีกตอนหนึ่งว่า :

أقوللصحبصمّتالكاسشملهموداعيصباباتالهوىيترنّم

خــذوا بنصـيـب مـن نعيم ولذة فكل وإن طال الـمدى يتصرم

ข้ากล่าวแก้วสุรารวมมิตรสหาย

และปล่อยให้อารมณ์ใคร่นั้นขับร้อง

จงตักตวงความสำราญและความโอชา

เพราะทุกชีวาแม้กาลจะยาวนานก็ต้องดับสูญ

ในกวีสองบทนี้ บอกให้รู้ถึงความเอร็ดอร่อยและความบรมสุขของโลกนี้ และปฏิเสธปรโลก และเป็นส่วนหนึ่งจากบทกลอนของเขาที่แสดงถึงการปฏิเสธเรื่องปรโลกและการคืนกลับ ตามที่อะบูอัลฟะร็อจญ์ อิบนุ อัล-เญาซีย์ บันทึกไว้ในหนังสือ “คำตอบสำหรับผู้คลั่งไคล้และห้ามสาปแช่งยะซีด ละอะนะฮุลลอฮ์” มีดังนี้

عليـةهـاتيناوليوترنميحديثكإنيلاأحبالتناجيا

فإن الذي حدثت عن يوم بعثنا أحاديث زور تترك القلب ساهيا

อะลียะห์มานี่หน่อยมาร้องเพลง

เพราะฉันไม่ชอบเก็บความลับ

แท้จริงสิ่งที่เธอเล่ามาเรื่องที่เราจะฟื้นคืนชีพ

เป็นเรื่องงมงายที่ปล่อยให้หัวใจหลงลืม

บทกวีของเขาอีกตอนหนึ่งที่แสดงว่า เขาเป็นคนปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)

يامعشرالندمانقومواواسمعواصوتالأغاني

واشربواكـأسمـدامواتركواذكرالـمـعاني

شغلتنينغمةالعيـدانعــنصـوتالأذان

وتعوضت عن الحـور عـجوزا في الـدنـان

โอ้เหล่าสหายวงสุราลุกขึ้นเถิด

เพื่อฟังเสียงเพลง

และจงดื่มสุราในแก้ว

และจงละทิ้งการรำลึกถึงความหมาย

เสียงบรรเลงของพิณทำให้ฉันร่าเริง

หลงลืมเสียงอาซาน

และฉันถูกสับเปลี่ยนนางสวรรค์

เป็นยายเฒ่าในไหสุรา

ส่วนหนึ่งจากหลักฐานอันเด่นชัดว่า ยะซีดเป็นผู้ปฏิเสธและตระบัดสัตย์ต่อศาสนา บทกวีของเขาที่แสดงถึงกรออกนอกศาสนาและการปฏิเสธศาสนานั้น เขาได้ร่ายมันออกมาหลังจากได้สังหารหลานผู้พลีชีพของศาสดา ประมุขของบรรดาชายหนุ่มชาวสวรรค์ ฮุเซน บุตรของอะลี (อ)

ซิบฏุล อิบนุลเญาซีย์ ยังบันทึกไว้ใน “อัต-ตัซกิเราะฮ์” หน้า 148 ว่า เมื่อพวกเขาได้นำบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ไปถึงประเทศซีเรียในฐานะเชลย ยะซีดซึ่งกำลังนั่งอยู่ในราชวังของเขา ที่ตั้งอยู่บนเนินที่ชื่อว่าญีรูน เขาได้ขับขานบทกวีตอนหนึ่งออกมาว่า :

لمابدتتلكالرؤوسوأشرقـتتلكالشموسعلىربىجيرون

نعب الغراب قلت: نح أو لا تنح فلقد قضيت مـن النـبي ديونـي

เมื่อเหล่าศีรษะปรากฏและเหล่าอาทิตย์

ส่องแสงเหนือเหล่าเนินแห่งญีรูน

กาดำร้องข้าจึงกล่าว : ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้

ข้าก็ได้เอาหนี้คืนจากนบีนั้นแล้ว

ส่วนหนึ่งจากหลักฐานแสดงว่ายะซีดเป็นคนปฏิเสธศาสนาที่ดื้อรั้น(ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งเขาเถิด)

แน่นอน บรรดานักประวัติศาสตร์ทุกคนล้วนกล่าวว่า ยะซีดได้จัดงานฉลองเนื่องในการสังหารอิมาม อะบี อับดิลลาฮ์ ฮุเซน(อ)สำเร็จและเขาได้เชิญผู้อาวุโสของศาสนายิวและคริสต์มาร่วมในการประชุมนี้ด้วย และเขาได้จัดให้วางศีรษะของหลานชายผู้เป็นชะฮีดของท่านศาสดา ประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์ ไว้ตรงหน้าเขา แล้วเขาร่ายบทกวีของอิบนุซะบะอ์รีย์ ดังนี้

ليتأشياخيببدرشهدواجزعالخزرجمنوقعالأسل

لأهلواواستهلوافرحاثمقالوايايزيدلاتشل

قدقتلناالقرممنساداتهموعدلناهببدرفاعتدل

لعبتهــاشمبالملكفلاخبرجاءولاوحينزل

لستمنخندفإنلمأنتقممنبنيأحمدماكانفعل

قد أخذنا من علي ثارنا وقتلنا الفارس الليث البطل

แม้นเหล่าบรรพบุรุษข้าในบะดัรได้มาเห็น

ความหวาดผวาของเผ่าคอซร็อจจากสงครามอัลอะซัล

พวกเขาคงกู่ตระโกนด้วยความร่าเริง

และกล่าวว่า”โอ้ยะซีดขอให้อย่าพลาดมือ”(1)

เราได้ เข่นฆ่านายใหญ่ของพวกเขา

เปรียบเทียบกับวันบะดัรแล้วมันก็เท่าเทียมกัน

วงศ์ฮาชิมเล่นบทกษัตริย์

แท้จริงไม่มีข่าวคราวมาและไม่มีการวิงวรณ์ประทานลง

ข้าจะไม่ใช่พวกคินดิฟหากข้ามิได้แก้แค้น

วงศ์วานอะฮฺมัดเนื่องจากสิ่งที่เขาทำไป

เราได้แก้แค้นอะลีย์แล้ว

และเราได้ฆ่าอัศวินสิงห์ผู้กล้าหาญ

ความหมายที่ชัดเจนของบทกวีที่ 2 และบทหลังสุดที่นำมาเสนอนี้ เป็นของยะซีดเอง

มีนักปราชญ์บางคนบันทึกไว้เช่น อะบี ฟะร็อจญ์ อิบนุ อัลเญาซีย์ และเชค อับดุลลอฮ์ บิน มุฮัมมัด บิน

อามิร อัชชิบรอวีย์ ในหนังสือ “อัลอิตติคอฟ บิหุบบิล อัชรอฟ” หน้า 18 และอัลคอฏีบ อัลคอวาริซมีย์ ในภาคที่สองของหนังสือของเขาชื่อ “มักตัลฮุเซน”

พวกเขายืนยันชัดเจนว่า ยะซีด(ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่ง)ใช้คฑาตีที่ใบหน้าของอะลี อับดิลลาฮ์ อัลฮุเซน พลางร่ายบทกวีต่างๆตามที่ข้าพเจ้านำมาอ้างไปแล้ว

อนุญาตให้สาปแช่งยะซีด

นักปราชญ์ของพวกท่านเป็นส่วนมากกล่าวว่า ยะซีดเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) เช่น : อิมามอะห์มัด บิน ฮันบัล และนักปราชญ์ของพวกท่านส่วนมาก จะอนุญาตให้สาปแช่งเขาด้วย เช่น : อิบนุอัลเญาซีย์ ซึ่งรวบรวมหนังสือ “คำตอบสำหรับผู้คลั่งไคล้และห้ามสาปแช่งยะซีด ละอะนะฮุลลอฮ์” และที่ดีที่สุด คือ บทกวีที่ อะบุลอะลาอ์ อัลมุอัรรีย์ กล่าวไว้ :

ข้าฯเห็นเจ้าทำชั่วทุกวัน

ซึ่งข้าฯเองก็หาได้เป็นคนที่รู้เกินเลยถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ

มิใช่กุเรชของพวกท่านดอกหรือที่สังหารฮุเซน

มันเกิดขึ้นแล้วโดยคอลีฟะฮ์ยะซีดของพวกท่าน!!

ยังีมนักปราชญ์ของพวกท่านอีกจำนวนหนึ่งที่มีความคลั่งไคล้ต่อวงศ์อุมัยยะฮ์จนไม่ลืมหูลืมตา สติปัญญาของพวกเขาจึงถูกตรึงด้วยม่านของพวกญาฮิลียะฮ์ เช่น อัลฆอซาลีย์ ซึ่งเขาได้เข้าข้างยะซีดและเอ่ยคำแก้ตัวให้ อย่างน่าขำต่อการก่ออาชญากรรมของยะซีด !!

แต่ทว่านักปราชญ์ของพวกท่านจำนวนมาก ได้เขียนเกี่ยวกับความคึกคะนองของยะซีดและจัดให้เขาเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา และมีความพยายามลบล้างศาสนาอิสลาม และดับแสงสว่างของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด เขาเหล่านั้นกล่าวถึงยะซีดว่าเป็นคนที่มีพฤติกรรมขัดแย้งกับหลักคำสอนของอิสลาม และกฎเกณฑ์ของพระเจ้า

ดังที่อัดดะมีรีย์ ได้อ้างไว้ในหนังสือ “ฮะยาตุลหะยะวาน”และอัลมัสอูดีย์ที่บันทึกในหนังสือ “มะรูญุซซะฮับ” และนอกเหนือจากสองท่านนี้แล้ว ก็ยังมีอีก พวกเขากล่าวว่า : ยะซีดเลี้ยงลิงจำนวนมาก เขาเป็นคนรักลิง ดังนั้นเขาจะสวมผ้าไหมและใส่ทองคำให้แก่มัน และเขาจะให้มันขี่ม้าเทศ และเช่นเดียวกัน ยะซีดยังมีสุนัขจำนวนมาก และยะซีดได้สวมสร้อยคอทองคำให้มันด้วย ยะซีดชอบอาบน้ำให้สุนัขด้วยมือของตัวเอง จะให้น้ำดื่มแก่สุนัขด้วยภาชนะทองคำ เขาจะดื่มเลือดสุนัข โดยนำเลือดของมันมาผสมกับสุรา!!

อัล-มัสอูดีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “มะรูญุซซะฮับ” เล่ม 2 ดังนี้ : แท้จริง วิถีชีวิตของยะซีด มีลักษณะคล้ายคลึงกับฟิรเอาว์น หากแต่ว่า ฟิรเอาว์นนั้น จะมีความอธรรมในการปกครองน้อยกว่าความอธรรมของยะซีด และรัฐบาลของยะซีดกลายเป็นความบัดสีอันยิ่งใหญ่สำหรับอิสลาม เพราะเขามีพฤติกรรมที่ชั่วโฉดหลายประการ เช่น ดื่มสุราอย่างเปิดเผย เขาได้สังหารหลานของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ประมุขแห่งชายหนุ่มชาวสวรรค์ เขาได้กล่าวสาปแช่งทายาทของนบีคนสุดท้าย นั่นคือ อะมีรุลมุมินีน อะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)เขาได้ขว้างอัลกะอ์บะฮ์ด้วยก้อนหิน ทำลายและเผาอัล-กะอ์บะฮ์ เขาอนุญาตให้บุกรุกเมืองของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ในเหตุการณ์ “วักอะตุลหุรเราะฮ์”เขาประพฤติตน ในทางคึกคะนอง และชั่วร้าย เขาทำการละเมิด และสิ่งเลวทรามต่างๆอย่างชนิดที่นับไม่ถ้วน และทุกประการเหล่านั้น บ่งชี้ให้เห็นว่า เขามิใช่ผู้ได้รับการอภัย

ท่านนะวาบ : “อะไร คือ “วักอะตุลฮุรเราะฮ์” และความหมายของประโยคที่ว่า “อนุญาตให้บุกรุกเมืองมะดีนะฮ์ อัลมุเนาวะเราะฮ์ โดยคำสั่งของยะซีดนั้น เป็นอย่างไร ??!

ซุลฏอน : นักประวัติศาสตร์ทุกท่าน ไม่ยกเว้นใครเลยได้กล่าวไว้ นับตั้งแต่ ซิบฏ์ อิบนุ อัลเญาซีย์ ในหนังสือ “อัตตัซกิเราะฮ์” : 63 กล่าวว่า เมื่อฮ.ศ 62 ชาวเมืองมะดีนะฮ์คณะหนึ่ง เดินทางเข้าประเทศซีเรีย และได้รู้เห็นอาชญากรมและความประพฤติที่เลวร้ายต่างๆของยะซีด จึงเข้าใจชัดเจนว่า ยะซีดเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา และเป็นคนพาล พวกเขาจึงเดินทางกลับเมืองมะดีนะฮ์ อัลมุเนาวะเราะฮ์ แล้วบอกเล่าทุกเรื่องราวที่พวกตนไปพบไปเห็นมาแก่บรรดาชาวเมือง และได้ยืนยันว่า ยะซีดเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา และตระบัดสัตย์ โดยอับดุลลอฮ์ บิน ฮินเฏาะฮ์ (ฆอซีลุลมะลาอิกะฮ์)เป็นคนพูด เพราะเป็นคนที่อยู่กับพวกเหล่านั้น เขากล่าวว่า

“ประชาชนทั้งหลาย ! พวกเราเดินทางมาจากประเทศซีเรีย มาจากที่อยู่ของยะซีด เขาเป็นคนไม่มีศาสนา เขาร่วมเพศกับเหล่ามารดา บรรดาบุตรสาว และพี่น้องที่เป็นเพศหญิงของตนเอง!! เขาดื่มสุรา เขาละทิ้งการนมาซ และสังหารลูกหลานของบรรดานบี !!”

ทำให้ประชาชนมีความขัดแย้งกันในเรื่องการให้สัตยาบันรับรองตำแหน่งของยะซีด คนทั้งหลายพากันสาปแช่งยะซีด แล้วขับไล่ข้าหลวงเมืองมะดีนะฮ์ออกไป นั่นคือ อุษมาน บิน มุฮัมมัด บิน อะบี ซุฟยาน

ครั้นข่าวนี้ ถูกนำไปแจ้งแก่ยะซีด ที่อยู่ ณ ประเทศซีเรีย เขาก็ได้จัดการส่ง “มุสลิม บิน อุกบะฮ์” พร้อมทหารจำนวนมากเดินทางเข้ายังเมืองซีเรีย แล้วออกคำสั่งว่าให้บุกเมืองมะดีนะฮ์ อัลมุเนาวะเราะฮ์ และให้สังหารใครก็ได้ตามความประสงค์ และให้ทำทุกอย่างได้ตามความต้องการ เป็นเวลาสามวัน

อิบนุอัล-เญาซีย์ และอัลมัสอูดีย์ รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ท่านอื่น กล่าวตรงกันว่า : เมื่อทหารเหล่านั้นบุกจู่โจมเมืองมะดีนะฮ์ ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)พวกเขาได้ฆ่าทุกคนที่พบ ณ ที่นั่น จนกระทั่งเลือดไหลนองตามท้องถนนไปทั่ว ผู้คนจมในกองเลือด เลือดไหลท่วมกระทั่งถึงสุสานของท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ) ตามบริเวณสุสาน(เราเฎาะฮ์)อันบริสุทธิ์ และมัสยิด เต็มไปด้วยเลือด เหตุการณ์คราวนั้น ได้รับการขนานนามว่า “วักอะตุลหุรเราะฮ์” และปรากฏว่ามีคนมุสลิมทั่วไปตกเป็นเหยื่อความเหี้ยมโหดนับหมื่นคน และมีเจ็ดร้อยคนที่ถูกฆ่า นั่นคือบุคคลระดับแกนนำของชาวเมืองมะดีนะฮ์ และบรรดาผู้อาวุโสทั้งในหมู่ชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรร์!!

ในส่วนของเกียรติยศที่ถูกทำลาย และความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลบล้าง ข้าพเจ้ารู้สึกละอายใจที่จะกล่าวออกมาให้สิ้น เพราะพวกเขาได้ก่อความบัดสีและความน่าเกลียดชังหลายอย่างที่น่าขยะแขยงสำหรับมนุษ์ แต่เพื่อให้พวกท่านได้รู้สิ่งเล็กๆน้อยๆบางประการ จากเหตุการณ์อันหฤโหดและป่าเถื่อนคราวนั้น ข้าพเจ้าจะขออ้างต่อท่านทั้งหลายเพียงเรื่องเดียว ตามที่ซิบฏ์ อิบนุลเญาซีย์ กล่าวไว้ว่า :หน้า 163 เขาได้รับการบอกเล่าจากอะบี ฮะซัน อัลมะดาอินีย์ ว่า “ในเหตุการณ์ “วักอะตุลหุรเราะฮ์”นั้น ทำให้มีหญิงสาวหนึ่งพันคนคลอดบุตรออกมาโดยปราศจากสามี”!!

ใช่แล้ว นี่คือ อาชญากรรมส่วนปลีกย่อยของยะซีด คนดื้อดึง แต่อันนี้แหละสามารถนำไปเปรียบเทียบกับกรณีอื่นๆได้

เชคอับดุสสลาม : ทุกเรื่องที่ท่านพูดผ่านมาเกี่ยวกับการกระทำยะซีด เป็นเพียงการบ่งชี้ถึงความเป็นคนละเมิดเท่านั้น ยังมิใช่หลักฐานแสดงถึงการปฏิเสธศาสนาของเขาเลย การละเมิดหลักศาสนา(ฟาซิก)เป็นการทำผิดอย่างหนึ่ง ที่อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษให้แก่เขาได้ และพระองค์จะทรงผ่อนผันให้ ถ้าเขากลับตัวและขอลุแก่โทษ ซึ่งยะซีดจะต้องขอกลับตัวจากพฤติกรรมนั้นแล้วอย่างแน่นอน เขาต้องขออภัยแล้วอย่างแน่แท้ และอัลลอฮ์ เป็นผู้ทรงให้การอภัย และทรงยกโทษให้ แน่นอน เขาต้องขออภัยต่อพระองค์ อย่างเช่นที่พระองค์ทรงอภัยแก่คนละเมิดหลักศาสนาและคนทำบาปทุกคน ถ้าเขากลับตัวและขอการอภัย แล้วทำไมพวกท่านจึงสาปแช่งยะซีด ?!

ซุลฏอน ฯ : ทนายความบางคน ที่สนับสนุนผู้มอบอำนาจเพื่อสินจ้างรางวัลไปแค่ช่วงหนึ่ง เพียงแค่มีหลักฐานชัดเจนว่า คำพูดของเขาผิดพลาด และผู้มอบอำนาจให้เขาเป็นฝ่ายผิด ! เท่านั้น แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ท่านเชคได้รับอะไรบ้าง ถึงได้ให้การปกป้องยะซีดคนชั่วที่ถูกสาปแช่งอยู่เรื่อยๆ ? การพูดที่ไร้สาระซ้ำซากของท่าน โดยปราศจากหลักฐานใดๆ ที่ว่า : ยะซีดกลับตัวแล้ว ขออภัยโทษแล้ว และแท้จริงอัลลอฮ์ มหาบริทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ ทรงให้การอภัยแก่ยะซีดแล้ว !

หรือว่าท่านมาจากพระเจ้า ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด แล้วพระองค์ทรงแจ้งให้ท่านทราบว่า พระองค์ทรงอภัยโทษแก่ยะซีด ผู้ก่ออาชญากรรมที่ดื้อรั้นแล้ว ?!

ท่านเอาที่ไหนมาพูด ว่ายะซีดกลับตัวแล้ว ?ท่านไม่มีหลักฐานอันใด นอกจากความสงสัย “และแท้จริงการสงสัยนั้น ไม่เพียงพอกับความจริงแต่อย่างใด”(55)

การก่ออาชญากรรมอย่างโหดร้าย และพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของยะซีดนั้น ถูกเล่าขานเป็นตำนานใน ประวัติศาสตร์ โดยไม่มีใครหักล้างได้ นอกจากคนดื้อรั้น ที่คลั่งไคล้อย่างสุดโต่งเท่านั้น

หรือว่าในทัศนะของท่านถือว่า การแสดงความชิงชังต่อมูลฐานเบื้องต้น ต่อการคืนกลับไปสู่พระองค์ ต่อวะห์ยู และต่อหลักคำสอนของศาสนา ยังไม่ถือว่าเป็นการปฏิเสธศาสนา ?

หรือว่าในทัศนะของท่าน ไม่อนุญาตให้สาปแช่งบรรดาผู้อธรรม และบรดาผู้ปฏิเสธศาสนา ?

หรือว่า ในทัศนะของท่าน ยะซีด มิใช่คนปฏิเสธศาสนา และมิใช่ผู้อธรรม ?

เพื่อให้ท่านและบรรดาสมาชิกในที่ประชุมได้รู้ความจริง ข้าพเจ้าจะพูดให้ฟังสักสองเรื่อง จากตำราศอฮีฮ์ของพวกท่าน ดังนี้ :

1-บุคอรี มุสลิมได้บันทึกไว้ในตำรา “ศอฮีฮ์” อัลลามะฮ์ อัซซัมฮูดีย์ได้บันทึกใน “วะฟาอุลวะฟาอ์” อิบนุ อัลเญาซีย์ บันทึกใน “คำตอบสำหรับผู้คลั่งไคล้ที่ดื้อรั้น” ซิบฏ์ อิบนุ อัลเญาซีย์บันทึกใน “ตัซกิรอตุลคอวาศ” อิมามะห์มัด บิน ฮัมบัล บันทึกไว้ใน “มุสนัด”และท่านอื่นๆ ต่างได้รับรายงานจากท่านนบี(ศ)ท่านกล่าวว่า : ใครได้ทำ ให้ชาวเมืองมะดีนะฮ์หวาดกลัว ด้วยความอธรรม อัลลอฮ์จะบันดาลให้เขาผู้นั้นหวาดกลัว และการสาปแช่งของ อัลลอฮ์ ของมะลาอิกะฮ์ และของมนุษย์ทั้งมวล จะประสบแก่เขา และในวันฟื้นคืนชีพ อัลลอฮ์จะไม่ทรงรับการอุทธรณ์ใดๆ และการช่วยเหลือใดๆสำหรับเขาเลย

2-ท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งคนที่สร้างความหวาดกลัวแก่เมืองมะดีนะฮ์ของฉัน หมายถึงชาวเมือมะดีนะฮ์ แล้วความหฤโหดสีแดง การหลั่งเลือดเหล่านั้นจนไหลนอง การเข่นฆ่าคนมุสลิมผู้บริสุทธิ์ และการเหยียบย่ำศักดิ์ศรี การทำลายเกียรติยศ การข่มขืนบุตรสาวและภรรยาของพวกเขา การปล้นทรัพย์สินของพวกเขา มิใช่สิ่งที่น่ากลัวของคนเมืองมะดีนะฮ์ดอกหรือ ?!

โดยเหตุนี้ นักปราชญ์ส่วนมากของพวกท่านจึงสาปแช่งยะซีด และเขาเหล่านั้นได้เขียนเป็นสาส์น เป็นหนังสือระบุว่าอนุญาตให้สาปแช่งเขา เช่น อัลลามะฮ์ อับดุลลอฮ์ บิน มุฮัมมัด บิน อามิร อัชชิบรอซีย์ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลอิตติฮาฟ บิ ฮุบบิล อัชรอฟ”หน้า 20 ว่า “เมื่อชื่อยะซีดถูกเอ่ยถึงต่อหน้าท่านมุลลา สะอ์ดุดดีน อัตตัฟตาซานีย์ ท่านได้กล่าวว่า “ขอการสาปแช่งของอัลลอฮ์ ประสบแด่เขาและแด่บรรดาผู้สนับสนุน และช่วยเหลือเขา”

พวกเขากล่าวอีกว่า อัลลามะฮ์ อัซซัมฮูดีย์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ญะวาฮิรุล อุกดัยน์” ว่า เขาเห็นด้วยสำหรับการอนุญาตให้สาปแช่งคนที่สังหารฮุเซน(ร.ฎ)หรือคนที่สั่งให้ฆ่า หรือคนที่ยินยอม หรือคนที่พึงพอใจในเรื่องนี้ แม้ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยก็ตาม

อิบนุอัลเญาซีย์, อะบูญะอ์ลา,ศอลิห์ บินอะห์มัด บิน ฮัมบัล ล้วนยืนยันถึงการสาปแช่งยะซีดโดยหลักฐานจากโองการอัล-กุรอานอันทรงเกียรติ และฮะดีษอันประเสริฐของท่านนบี(ศ)

เวลาขณะนี้ ไม่ได้อำนวยให้ข้าพเจ้าพอที่จะพูดให้มากกว่าที่พูดไปแล้วได้ แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่ต้องการทางนำที่ถูกต้องและออกห่างจากความหลงผิด

อิมามฮุเซน บิน อะลี(อ)นั้น สิทธิและเกียรติยศของท่านมีมากมายและยิ่งใหญ่นักสำหรับอิสลามและความเป็นมนุษยชน กล่าวคือ ท่านได้ต่อสู้และต่อต้านกับผู้อธรรมที่ชั่วร้าย และมีการกระทำที่น่าบัดสีที่สุดในโลกอย่างคนผู้นี้ ท่านช่วยปลดปล่อยศาสนาจากเงื้อมมือของผู้ปฏิเสธศาสนาอย่างยะซีด และพรรคพวกของเขาเหล่าบรรดาผู้อธรรม ผุ้ละเมิด ผู้กลับกลอก

ข้าพเจ้าเสียใจกับคำพูดที่ถูกระบายออกมาจากพวกท่าน เพราะแทนที่พวกท่านจะแสดงความนับถือต่อการต่อสู้เสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่านฮุเซนผู้เป็นหลานของศาสดา ให้เกียรติต่อการพลีอันทรงคุณค่าของท่าน และการมลายไปของท่านในหนทางของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ที่ท่านทั้งหลายควรติดตามเรื่องราวของฮุเซนให้ทุกปี และเชิดชูวันอาชูรอ โดยจัดประชุม แล้วอ่านประวัติอันจำเริญของท่าน ให้บรรดามุสลิมรับฟัง โดยมอบคำเทศนาและคำปราศรัยที่อธิบายสาเหตุการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ และเป้าหมายอันสูงส่งของฮุเซน ที่ยะซีดและลูกหลานของอุมัยยะฮ์ และพลพรรคของพวกเขาฝากความบัดสีให้ไว้

แทนที่ท่านจะไปเยี่ยมเยียนสุสานของฮุเซนผู้ประเสริฐ และยืนตรงเบื้องหน้าสุสาน ด้วยการให้เกียรติและให้ความนับถือ เพื่อพวกท่านจะได้ตักตวงเอาความศรัทธาและความเชื่อมั่น และเรียนรู้จากฮุเซนซึ่งงานเสียสละและการพลีในหนทางของศาสนา

แทนที่จะเป็นอย่างนี้ พวกท่านกลับคัดค้านชีอะฮ์ และคนจงรักภักดีต่อฮุเซนหลายล้านคนที่แสดงความนับถือและให้เกียรติยกย่องการต่อสู้อันจำเริญ และการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของฮุเซน พวกเขาจะพิจารณาฮุเซน ด้วยการพิจารณาถึงความยิ่งใหญ่และสูงส่ง พวกเขาจะร้องไห้ จะเสียใจ กับทุกขภัยที่ประสบแก่ท่าน จากเหล่าบรรดาผู้อธรรมศัตรูของท่าน พวกเขาจะเยี่ยมเยือนสุสานอันบริสุทธิ์ของท่าน ด้วยความสำรวมและนอบน้อม

ส่วนพวกท่านกลับโจมตีว่าพวกเขาเป็นพวกปฏิเสธ และตั้งภาคี และมองการเยี่ยมเยียนสุสานอันทรงเกียรติเหล่านั้น เป็นการเคารพภักดีต่อคนตาย !!

อนุสรณ์สถานทหารนิรนาม

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในโลกนี้หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศทันสมัยในยุโรปและอาณาจักรแหล่งอารยธรรม โดยประชาชนจะก่อสร้างสถานที่โดดเด่น ลักษณะสุสานมีชื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า “ทหารนิรนาม”พวกเขาจะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา และช่วยกันบริหาร จัดการ โดยมีเจ้าหน้ารับผิดชอบและพิทักษ์รักษาสถานที่แห่งนั้น

พวกเขาจะเชิญแขกเมือง ที่เป็นบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ เช่นบรรดาประธานาธิบดีของบรรดาสาธารณรัฐ บรรดาประมุข บรรดานายกรัฐมนตรีของประเทศต่างๆ และผู้แทนของคนเหล่านั้น ไปเยี่ยมสุสานที่ไม่ปรากฏชื่อเจ้าของเหล่านี้ คนเหล่านั้นจะยืนสงบอย่างนอบน้อมและให้เกียรติ พวกเขาจะจัดให้มีพิธีการเพื่อยกย่อง และเทิดเกียรติสถานทีเหล่านั้น ซึ่งมิได้เป็นอะไรเลย นอกเหนือจากอนุสาวรีย์ที่ถูกก่อสร้างขึ้น เพื่อเชิดชูชื่อเสียงของบรรดาทหารที่ปกป้องประเทศชาติและพลีชีพในหนทางแห่งเสรีภาพของประชาชนและบ้านเมืองของตน

ไม่มีผู้รู้คนใด และไม่มีผู้มีสติปัญญาคนใด คิดต่อต้าน และยับยั้งการกระทำเช่นนี้ แต่กลับเห็นว่า พิธีการนี้เกือบๆจะเป็นหน้าที่(วาญิบ)ของรัฐบาลและอาณาจักรต่างๆที่เจริญก้าวหน้า

แต่เราพบว่าพวกท่านต่อต้านและชิงชังพวกชีอะฮ์ และหลักปฏิบัติในยามที่พวกเขายืนเบื้องหน้าสุสานของบรรดาชุฮะดาอ์แห่งอิสลาม โดยเฉพาะเชื้อสายของศาสดาที่เป็นบรรดาผู้พลีชีพ ทั้งๆที่พวกเขาเป็ทหารของ อัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้เป็นที่รู้จัก และถูกยอมรับเป็นอย่างดี ทั้งในชั้นฟ้าและแผ่นดินทั้งหลาย

ท่านทั้งหลายตำหนิติเตียนชีอะฮ์ ที่ยืนตรงเบื้องหน้าสุสานของคนเหล่านั้น ซึ่งมิใช่เรื่องมาจากจินตนาการ และความเพ้อฝัน หากแต่เป็นสุสานอันบริสุทธิ์ เป็นศูนย์รวมของแสงสว่าง เป็นหลักประกันที่บ่งชี้ว่าบุคคลเหล่านั้น มีผลงานอันยิ่งใหญ่ ในการสถาปนาอารยธรรมแห่งมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ของมนุษย์ และเป็นหลักประกันว่า เรือนร่างเหล่านั้น คือที่มาของแสงสว่างแห่ความรู้และเกียรติยศ แสงสว่างแห่งศรัทธาและคุณงามความดี เป็นการเตือนสติแก่ผู้เข้าเยี่ยมเยือนด้วยอุดมคติอันสูงส่ง และทำให้เข้าใจถึงความอดทน เสียสละ และคุณลักษณะที่ประเสริฐด้านต่างๆ ทุกแง่มุมของความดีและจริยธรรมอันควรสรรเสริญ

ดังนั้น พวกชีอะฮ์จึงยืนหน้าสุสานอันประเสริฐ บริสุทธิ์ พวกเขาสนทนากับเจ้าของสุสาน ที่ท่านทั้งหลายคิดว่าพวกเขา เป็นผู้ตาย แต่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า “และจงอย่าคิดว่า บรรดาผู้ถูกสังหารในหนทางของอัลลอฮ์ เป็นคนตาย หากแต่มีชีวิตอยู่ พวกเขากำลังรับเครื่องยังชีพอยู่ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา”(56)

ด้วยเหตุนี้เอง พวกชีอะฮ์จึงกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า

“ข้าฯให้ความสันติแด่ผู้ที่ให้ความสันติแด่ท่าน และรบกับผู้ที่รบกับท่าน รักคนที่รักท่าน เป็นศัตรูกับคนที่เป็นศัตรูกับท่าน” นั่นคือ การประกาศเจตนารมณ์โดยประโยคคำพูดอันไพเราะ ที่หมายว่าตนเอง เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตบนเส้นทางการเสียสละในหนทางของอัลลอฮ์ และยอมรับการพลีชีพเพื่อศาสนาและหลักความเขื่อ…พวกในขณะที่พวกท่านตำหนิติเตียนชีอะฮ์และชิงชังพวกเขาเพราะพวกเขาเยี่ยมเยือนสุสานอันบริสุทธ์

ส่วนอีกพวกหนึ่ง(พวกวะฮาบีย์)ที่ทำลายสุสานอันจำเริญ พกเขาทำลายโดมอันบริสุทธิ์ เหยียบย่ำ เกียรติยศของท่านเหล่านั้นและเข่นฆ่าคนที่มาเยี่ยมเยียน ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้ยเมื่อง ฮ.ศ 1216 วันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ในวันฆอดีร ปรากฏว่า ชาวเมืองกัรบะลาอ์จำนวนมาก พากันเดินทางไปเยี่ยมสุสานของอิมามอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)ที่เมืองนะญัฟ อันจำเริญ ส่วนบรรดาสตรี เด็กๆและคนชรา คนป่วยจะอยู่ในเมือง ไม่ไปไหน พวกวะฮาบีย์ฉวยโอกาสนี้ เดินทางมุ่งหน้าจากเมืองฮิญาซมายังเมืองกัรบะลาอ์ อันบริสุทธิ์ พวกเขาได้ทำลายสุสานของ อะบี อับดิลลาฮ์ อัลฮุเซน(อ) และสุสานของบรรดาผู้พลีชีพ ที่เป็นสหายของอิมามฮุเซน(อ)พวกเขาได้ปล้นคลังสมบัติของฮะรอมอันประเสริฐ ซึ่งเป็นไปด้วยสิ่งล้ำค่า ซึ่งล้วนเป็นของกำนัลมาจากบรรดากษัตริย์และบุคคลสำคัญอื่นๆที่มิใช่กษัตริย์อีกมากมาย

พวกเขาบุกเข้ามาอย่างป่าเถื่อนและเลวร้าย ไม่มีที่เปรียบ เพราะไม่มีความปรานีแก่ใครเลย แม้แต่สตรี และเด็ก คนชรา และคนป่วย พวกเขาฆ่ามนุษย์อย่างมากมายจนกระทั่งมียอดจำนวนผู้ตายกว่า 5,000 คนและถูกจับเป็นเชลยไปอีกจำนวนหนึ่ง โดยได้กวาดต้อนคนเหล่านั้นไปขายในท้องตลาด!!

ในทำนองนี้เอง พวกเขากระทำแล้ว ในสิ่งที่พวกเขากระทำ และประพฤติแล้วในสิ่งที่พวกเขาประพฤติ โดยอาศัยนามของศาสนาอันชัดแจ้ง และบทบัญญัติของประมุขแห่งบรรดาศาสนทูต ในขณะที่ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆต่อพวกเขาเลย ดังนั้นแท้จริงเราเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ และแท้จริงเรา คือ ผู้คืนกลับสู่พระองค์

การทำลายสุสานบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ที่บะกีอ์

ประชาชาติที่เจริญแล้วในโลกนี้จะก่อสร้างสุสานให้แก่บุคคลสำคัญของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ ประมุข กษัตริย์ หัวหน้าระดับท้องถิ่นก็ตาม และจะพิทักษ์รักษา จะให้เกียรติสุสานเหล่านั้น แม้กระทั่งสุสานที่สร้างขึ้นตามจินตนาการ และอนุสาวรีย์ของทหารนิรนามก็ตาม

แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจยิ่งนัก ที่มีชนพวกหนึ่งที่ได้อ้างตนว่า เป็นมุสลิม และยังแอบอ้างว่า ผู้ที่มีความเชื่อไม่ตรงกับพวกเขา เป็นพวกตั้งภาคี โดยไม่มีหลักฐานใดถุกประทานจากอัลลอฮ์แก่พวกเขาเลย นั่นคือ พวกวะฮาบีย์ พวกเขาได้โจมตีอย่างป่าเถื่อนด้วยอาวุธสังหาร ทั้งประเภททำให้เกิดบาดแผลและเกิดไฟที่สุสานของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ของท่านนบี(ศ) การก่อเหตุของพวกเขาที่สุสานอัล-บะกีอ์ เมืองมะดีนะฮ์ อัล-มุเนาวะเราะฮ์ และการทำลายโดมอันบริสุทธิ์ แล้วพวกเขายังถากดินที่สูงเป็นเนินเหนือสุสานอันบริสุทธิ์จนราบเสมอกับพื้นดิน และยังได้ปรับพื้นที่ทั้งหมดจนเรียบ นี่คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 เชาวาล ฮ.ศ 1324

ราวกับว่าพวกเขาเสียใจที่มิได้อยู่ร่วมกับบรรพชน ซึ่งเขาเหล่านั้นยิงธนู และยิงดอกศรใส่ศพของท่านฮะซัน อัลมุจญ์ตะบา หลานชายคนโตของท่านนบี อัล-มุศฏอฟา หรือบรรพชนของพวกเขาที่ใช้ม้าศึกเหยียบย่ำทำร้ายเรือนร่างของท่านฮุเซน หลานของท่านศาสนทูต และผู้เป็นแก้วตาของท่านหญิงอัซซะฮ์รออ์ ผุ้บริสุทธิ์ และเรือนร่างทั้งหลายชองสมาชิกครอบครัวและผู้สนับสนุนท่าน เหล่าบรรดาชะฮีดที่พลีชีพพร้อมกับท่าน

แต่ทว่า เมื่อพวกเขาเกิดมาไม่ทันกับคนในยุคนั้น และไม่ได้เข้าไปจาบจ้วงกับเรือนร่างของวงศ์วานท่าน นบี ผู้ทรงเกียรติ พวกเขาก็จึงพากันเข้ามาจาบจ้วงและทำลายสุสานอันบริสุทธิ์ของท่านเหล่านั้น !

สุสานเหล่านั้นของลูกหลานและเชื้อสาย ผู้บริสุทธิ์ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ที่อัล-บะกีอ์ และสุสาน ของบรรดาผู้พลีชีพที่อุฮุด และสุสานนายของของท่านเหล่านั้น คือ ท่านฮัมซะฮ์ ประมุขของบรรดาผู้พลีชีพที่อุฮุด และสุสานของบุคคลอื่นในบรรดาสาวกผู้ทรงเกียรติ จึงถูกทำลาย และถูกรื้อทิ้ง ที่นั่นจึงไม่มีหลังคาเป็นที่ร่มให้ผู้มาเยี่ยมเยือนอาศัย ไม่มีโคมไฟ ไม่มีแสงไฟ ที่จะให้บรรดาผู้เข้ามาเยือนได้รับแสงสว่าง เพื่อจะได้มองกันเห็นสำหรับบรรดามุสลิม ขณะที่พวกเขามีสิทธิมากกว่าใครอื่น ในการพิทักษ์รักษาปูชนียสถานแห่งความภาคภูมิใจและสุสานอันบริสุทธิ์เหล่านั้น ซึ่งท่านนบี(ศ)ได้กล่าวไว้ว่า :เกียรติยศของมุสลิมที่ตา ก็มีความเสมอเหมือนกับเกียรติยศของผู้มีชีวิตอยู่ มีรายงานฮะดีษที่ศอฮีฮ์ ทั้งจากตำราของเราและของท่านมากมายสักเท่าไหร่ ที่กล่าวถึง ความดีงามของการเยี่ยมเยียนสุสานของศรัทธาชนและที่รายงานว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้ไปที่อัล-บะกีอ์ แล้วขอการอภัยโทษให้แก่คนตาย

มีบทกวีที่ไพเราะบทหนึ่ง ดังนี้ :

لمنالقبورالدارساتبطيبةعفتلهاأهلالشقاآثارا

قلللذيأفتىبهدمقبورهمأنسوفتصلىفيالقيامةنارا

أعلمت أي مراقد هدمتها؟! هي للملائك لا تزال مزارا

จากสุสานทั้งหลาย มีบทเรียนที่ดีเลิศ

คนชั่วทั้งหลายยังได้รับการอภัยด้วยภาคผลของที่นั่น

จงบอกแก่ผู้วินิจฉัยให้ทำลายสุสานเถิด

ว่าในวันฟื้นคืนชีพ เจ้าจะถูกนำเข้านรก

เจ้ารู้ไหมสุสานใคร ที่เจ้าทำลาย?

มันเป็นที่ซึ่งมวลมะลาอิกะฮ์ลงมาเยี่ยมเยียน ไม่ขาดสาย

เพราะอะไร จึงมีการกระทำที่ชั่วร้ายเช่นนี้ กับวงศ์วานของท่านนบี(ศ)และกับบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)?! ทั้งๆที่พวกท่านคือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ ทรงยกฐานะไว้ในระดับที่สูงส่ง และทรงกำหนดให้ท่านเหล่านั้นเป็นประมุขของบรรดามุสลิม และเป็นผู้นำของศรัทธาชน

ท่านฮาฟิซ : พวกท่านคลั่งไคล้ในสิทธิแห่งบรรดาอิมามของพวกท่านจนเลยเถิด อะไรเป็นข้อแตกต่างระหว่างพวกเขากับบรรดาอิมามอื่นๆของมวลมุสลิม ? นอกจากความพิเศษสิ่งเดียวคือเป็นคนมีเชื้อสายสืบไปถึงท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ)พวกเขาจึงไม่มีความดีเด่นอื่นใด ที่เหนือกว่าคนอื่นๆ!

ซุลฏอน : นี่คือ คำพูดของคนไม่รู้ในสถานะของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ) และไม่รู้จักคุณสมบัติและตำแหน่งของท่านเหล่านั้น ! ถ้าหากท่านละทิ้งความคลั่งไคล้ และความดื้อรั้น แล้วได้ศึกษาชีวประวัติของท่านเหล่านั้น ด้วยการศึกษาให้ถ่องแท้ และจริงจัง แน่นอน ท่านจะต้องรู้ว่า ท่านเหล่านั้นมีความประเสริฐกว่าบรรดาอิมามของพวกท่านอย่างไร แน่นอน ท่านจะต้องยืนยันว่าบรรดาอิมามของเรา กลุ่มเดียวเท่านั้นที่เจริญรอยตามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)ปู่ทวดของพวกท่าน ทั้งในด้านความรู้ ความปราดเปรื่อง คุณลักษณะ จริยธรรม วิถีการดำเนินชีวิต และพฤติกรรมความเป็นอยู่

ด้วยเหตุว่าเวลา มีไม่มากพอที่จะเข้าสู่ประเด็นนี้ ข้าพเจ้าขอยุติการพูดลงแค่นี้ และจะขอยกหัวข้อเรื่องที่สำคัญข้อนี้ ไปพูดในการประชุมคราวต่อไป อินชาอัลลอฮ์

สมาชิกที่ประชุมเห็นด้วยทุกคน แล้วพวกเขาก็เลิกการประชุม และลาจากไป ข้าพเจ้าเดินออกไปส่งที่ประตูบ้าน เพื่ออำลาพวกเขาเช่นกัน