เปชวาร์ราตรี : เสวนาคืนที่ 2

130

คืนวันเสาร์ ที่ 24 รอยับ ฮ.ศ 1345

หลังจากข้าพเจ้านมาซอิชาอ์เสร็จ ผู้ร่วมถกปัญหาและเสวนาก็มาถึง ปรากฏว่ามีคนมามากกว่าคืนก่อน ข้าพเจ้าได้ต้อนรับพวกเขาด้วยความยินดี และหลังจากที่ทุกคนเข้าประจำที่ของตัวเองก็ดื่มน้ำชา

ท่านฮาฟิซเริ่มเปิดฉากพูดว่า :

ข้าพเจ้าขอพูดอย่างจริงใจ มิใช่จะยกยอปอปั้น ในคืนที่ผ่านมา พวกเราได้ประโยชน์จากการบรรยายของท่านมาก และหลังจากได้แยกย้ายจากที่นี่ ในระหว่างทางพวกเราก็ยังคุยกันถึงบุคลิกภาพ มารยาท ความรู้ ความสามารถอย่างมากมายของท่าน พวกเรารู้สึกประทับใจต่อลักษณะที่สง่างามและเกียรติประวัติที่ดีของท่าน ซึ่งทั้งสองประการนี้ หาได้น้อยเหลือเกิน ที่จะมีรวมอยู่ในคนๆเดียว ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ท่านคือ บุตรหลานของท่านศาสนทูต แห่งอัลลอฮ์(ศ)อย่างแท้จริง

วันนี้เอง ข้าพเจ้าได้กลับไปยังห้องสมุด แล้วเปิดหนังสือบางเล่มที่บันทึกเกี่ยวกับสายตระกูลของบะนีฮาชิม และบรรดาซัยยิดผู้ทรงเกียรติ แล้วข้าพเจ้าก็พบว่า คำพูดของท่านเมื่อคืนเกี่ยวกับสายตระกูลอันทรงเกียรติของท่านนั้น สอดคล้องตรงกันกับในหนังสือเหล่านั้นทั้งสิ้น ข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มใจต่อสายตระกูลอันสูงส่งของท่าน

แต่ทว่าข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจและแปลกใจอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ บุคคลผู้มีเกียรติสูงส่ง มีสายตระกูลดีเลิศ พร้อมทั้งมีรูปสมบัติและเกียรติประวัติอันงดงามเยี่ยงท่าน เหตุไฉนที่รับเอาขนบธรรมเนียมและหลักความเชื่อดั้งเดิมของสามัญชนทั่วไป เหตุใด พวกท่านละทิ้งแนวทางของตาทวดผู้ทรงเกียรติของพวกท่าน แล้วมาถือปฏิบัติตามนโยบายการเมืองของชาวอิหร่านมะยูซีย์(พวกบูชาไฟ) พวกท่านยึดถือแนวทางและขนบธรรมเนียมประเพณีของคนเหล่านั้น ?

ซุลฏอนฯ : ประการแรก ข้าพเจ้าขอขอบคุณสำหรับคำพูดในตอนต้นของท่าน เกี่ยวกับสายตระกูล ของข้าพเจ้า และความรู้สึกดีที่ท่านมีต่อข้าพเจ้า

แต่ทว่า หลังจากนั้น ท่านกลับขัดแย้งในคำพูด ท่านได้นำของที่อนุญาต(ฮะลาล)ไปคละเคล้ากับของต้องห้าม (ฮะรอม) ท่านได้ร่ายคำพูดเรื่อยเปื่อย ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ทราบจุดมุ่งหมาย และเป้าประสงค์ แน่นอนคำพูดเหล่านี้ของท่าน สำหรับข้าพเจ้าถือว่า เป็นการใส่ร้ายและกลั่นแกล้ง

จึงขอได้โปรด อธิบายจุดประสงค์ของท่านให้ชัดเจนแก่ข้าพเจ้า ตามถ้อยคำที่ว่า : “ขนบธรรมเนียมและหลักความเชื่อเดิมๆของคนทั่วไป”

อะไรคือ ความหมายของคำว่า “แนวทางของตาทวดผู้ทรงเกียรติของข้าพเจ้า” ?

อะไรคือ “นโยบายทางการเมืองของชาวอิหร่าน ที่ท่านกล่าวติดตามมา”?

ท่านฮาฟิซ : คำว่า “ขนบธรรมเนียมและหลักความเชื่อเดิมๆของคนทั่วไป” ข้าพเจ้าหมายถึง เรื่องอุตริที่หลงผิดและการเชื่อถือตามประเพณีที่เหลวไหล ซึ่งพวกยะฮูดได้นำเข้าสอดใส่ในอิสลาม

ซุลฏอน : “ท่านพอจะอธิบายให้ชัดกว่านี้แก่ข้าพเจ้าจะได้ไหม เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้ว่า เรื่องอุตริที่ข้าพเจ้าชื่นชอบอยู่นั้น คืออะไร ?

ท่านฮาฟิซ : ท่านเองก็รู้ดีแก่ใจอยู่แล้วและประวัติศาสตร์เองก็ยืนยันไว้ ว่าหลังจากนบีเจ้าของคัมภีร์ทุกๆท่านวายชนม์ไป บรรดาศัตรูของท่านได้รวมตัวกันและบิดเบือนคัมภีร์ เช่น คัมภีร์เตารอต และคัมภีร์อินญีล กล่าวคือ พวกเขาจะลบบางเรื่องและต่อเติมบางเรื่อง พวกเขาทำการแก้ไขและเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งศาสนาและคัมภีร์ของพวกเขาบกพร่องไปจากมาตรฐานเดิม

แต่ทว่า ศัตรูของอิสลาม ไม่สามารถทำการดัดแปลงคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงวิทยปัญญาได้ พวกเขาจึงหาทางเข้ามาจัดการด้วยวิธีอื่น นั่นคือ มีพวกยะฮูดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสลาม พวกเขาได้เข้ามานับถือศาสนาอิสลาม โดยมีแผนการณ์และกลลวง เช่น อับดุลลอฮ์ บิน ซาบะอ์, กะอับ อัล-อะห์บาร, วะฮับ บิน มินบะฮ์ และฯลฯ พวกเขาแสดงตนว่านับถือศาสนาอิสลาม แต่ทว่าพวกเขาก็เริ่มเผยแพร่และแทรกหลักความเชื่อที่ผิดพลาดของพวกเขาในท่ามกลางชาวมุสลิม ทั้งนี้ก็โดยอาศัยรายงานฮะดีษต่างๆของท่านศาสนทูต แห่งอัลลอฮ์(ศ)

คอลีฟะฮ์ที่สามคือ ท่านอุษมานต้องการจะจับกุมตัวคนเหล่านั้น เพื่อนำมาลงโทษ แต่พวกเขาก็หลบหนีไปยังอียิปต์แล้วพำนักอาศัยที่นั่น มีบรรดาพวกไร้อารยธรรม(ญาฮิลียะฮ์)ได้รวมตัวกันมาอยู่กับคนเหล่านั้น และได้รับการหล่อหลอมโดยหลักความเชื่อของคนเหล่านั้น แล้วคนพวกนั้นก็ได้กลายเป็นพรรคๆหนึ่งชื่อว่า “ชีอะฮ์” กล่าวคือ พวกเขาประกาศตำแหน่งอิมามให้แก่ท่านอะลี บิน บี ฏอลิบ ในสมัยของอุษมาน ทั้งๆเป็นเรื่องที่ไม่สร้างความยินดีแก่ท่านอะลี (อัลลอฮ์ทรงให้เกียรติแก่ใบหน้าของท่าน)เลย พวกเขาได้เขียนฮะดีษปลอมขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวทางของพวกเขา เช่น

“ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “อะลี คือ คอลีฟะฮ์ของฉันและเป็นอิมามของบรรดามุสลิม ภายหลังจากฉัน”

พวกเขาเป็นต้นเหตุของการหลั่งเลือดระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง จนกระทั่งภารกิจได้สิ้นสุดลง ด้วยการสังหารท่านอุษมาน ผู้มีสองรัศมี และต่อมา พวกเขาก็ยกย่องท่านอะลี และได้ให้สัตยาบันรับรองท่านอะลี เป็นคอลีฟะฮ์ ครั้นพวกที่ต้องการจะแก้แค้นแทนท่านอุษมานรวมตัวกันรอบๆตัวท่านอะลี คนเหล่านี้ก็ให้ความช่วยเหลือ ในช่วงวลานั้นเอง ที่พรรคชีอะฮ์ได้ปรากฏโฉมขึ้น

แต่ในสมัยรัฐบาลบะนีอุมัยยะฮ์ เมื่อพวกเขาดำเนินการสังหารวงศ์วานและมิตรสหายของท่านอะลี พรรคนี้ก็หลบซ่อนตัวไป

ได้มีสาวกของท่านนบีจำนวนหนึ่ง เช่น ซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ ,อบูซัร อัล-ฆ็อฟฟารีย์,อัมมาร บิน ยาซิร, คนเหล่านี้ในช่วงหลังจากสิ้นท่านนบี(ศ)แล้ว ก็ได้ประกาศเชิญชวนให้สวามิภักดิ์ต่อท่านอะลี (อัลลอฮ์ทรงให้เกียรติแก่ใบหน้าของท่าน) แต่ทว่าท่านอะลีไม่พึงพอใจกับการกระทำเช่นนี้

พรรคชีอะฮ์ หลบซ่อนตัวในช่วงสมัยของบะนีอุมัยยะฮ์ และช่วงต้นๆของรัฐบาลของบะนีอับบาส แต่หลังจากฮารูน รอชีด ขึ้นเป็นผู้ปกครอง พรรคชีอะฮ์ ก็มีโอกาสเผยโฉมอีกครั้งหนึ่ง และชัดเจนมากขึ้นในสมัยคอลีฟะฮ์มะมูน เพราะด้วยการสนับสนุนของชาวอิหร่าน ทำให้เขาสามารถเอาชนะอะมีน พี่ชายของตัวเอง ด้วยการสังหารเสีย แล้วตั้งตนขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ดังนั้นอิทธิพลของเขาต่อชาวอิหร่านจึงแข็งแรงมากในขณะที่พวกเขาให้เกียรติยกย่องท่านอะลี บินอะบี ฏอลิบ เหนือกว่าบรรดาคอลีฟะฮ์รอชิดีนพวกเขาได้ชักจูงบรรดามุสลิมไปสู่หลักความเชื่อที่ผิดพลาดอันนี้ เรื่องราวทุกประการเหล่านั้น เป็นจุดมุ่งหมายของนโยบายการเมือง และความป่วยไข้ทางจิต

ชาวอิหร่านเองนั้นเล่า ก็แค้นเคืองกับชาวอาหรับอยู่ ทั้งนี้ด้วยเหตุว่า การที่อาณาจักรของพวกเขาล่มสลายลง และเหตุที่ความเป็นใหญ่ของพวกเขามีอันสิ้นสุดลง ก็เนื่องด้วยคมดาบของชาวอาหรับ

พวกเขาจึงสนับสนุนในการประดิษฐ์แนวทางศาสนาใหม่ ที่ขัดกับศาสนาและแนวทางศาสนาของชาวอาหรับ ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้ข่าวเกี่ยวกับพรรคชีอะฮ์และหลักความเชื่อของพวกชีอะฮ์ พวกอิหร่านก็ให้การยอมรับและเพียรพยายามเผยแพร่ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาจักรของวงศ์วานแห่งบะวียะฮ์ ในช่วงที่อิทธิพลของพวกเขาเข้มแข็งและเข้าครอบครองประเทศอิสลามได้เป็นจำนวนมาก

ในส่วนของอาณาจักรศอฟาวีย์นั้น ยังได้ประกาศให้ชีอะฮ์ เป็นแนวทางศาสนาประจำชาติอิหร่าน ทั้งๆที่ความเป็นจริง แนวทางศาสนาของพวกเขาเอง คือ “มะญูซีย์” ซึ่งเป็นนโยบายการเมืองของพวกเขาที่ดำเนินอยู่ตลอดมา ดังจะเห็นได้ว่า แม้กระทั่งทุกวันนี้ พวกเขาก็ยังถือปฏิบัติแตกต่างกับชาวมุสลิมทั้งมวลในโลกนี้ โดยกล่าวว่า เราคือ ชีอะฮ์

ดังนั้น ชีอะฮ์จึงเป็นลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง ที่เพิ่งเกิดขึ้นโดยอับดุลลอฮ์ บิน ซะบะอ์ ชาวยะฮูดได้ก่อตั้งขึ้นมา และแนวทางนี้ ไม่มีชื่อปรากฏในอิสลาม

ตาทวดของท่าน คือศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางนี้ และชื่อนี้อย่างสิ้นเชิง เพราะว่า มันขัดแย้งกับแบบฉบับ(ซุนนะฮ์)และบทบัญญัติของท่าน ยิ่งกว่านั้น แนวทางนี้ คือ สาขาหนึ่งมาจากศาสนายิวและลัทธิความเชื่อของยิว

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงรู้สึกประหลาดใจที่ได้เห็นนักปราชญ์ ผู้ทรงเกียรติ พร้อมทั้งอยู่ในสายตระกูลอัน สูงส่งนี้ แต่เชื่อถือตามแนวทางที่ผิดพลาดนี้ และละทิ้งศาสนาของตาทวดของตนเอง นั่นคือ อิสลาม อันเที่ยงธรรม

โอ้ท่านซัยยิด ท่านควรจะได้เป็นบุคคลอันดับต้นๆ ที่ปฏิบัติตามศาสนาแห่งตาทวดของท่าน ปฏิบัติตามคัมภีร์อัล-กุรอาน และปฏิบัติตามแบบฉบับ(ซุนนะฮ์)ของท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ

เมื่อท่านฮาฟิซได้ร่ายคำพูดของท่านและได้กล่าวอะไรต่างๆตามที่ท่านต้องการจบลงแล้ว ข้าพเจ้าสังเกตเห็นบรรดาชีอะฮ์ผู้เข้าร่วมในที่ประชุมมีสีหน้าเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งเกือบจะเข้าไปทำร้ายท่าน แต่ทว่า ข้าพเจ้าได้ชี้แจงให้เขาเหล่านั้นอยู่ในความสงบและให้เกียรติ

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวตอบท่านฮาฟิซว่า “ในฐานะที่ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ ข้าพเจ้าจะไม่ปลงใจเชื่อว่าท่านยึดถือคำพูดที่เพ้อเจ้อ เลื่อนลอยจากความผิดพลาดของพวกกลับกลอก(มุนาฟิก)และความเท็จ ที่กุขึ้นมาโดยพวกคอวาริจญ์ และคำกล่าวร้ายของพวกนอกศาสนา(นาวาศิบ) ที่พวกพ้องของตระกูลอุมัยยะฮ์ ได้เผยแพร่เอาไว้ และที่คนทั่วไปในบรรดาผู้โง่เขลาทั้งหลายได้ยอมรับมันมา

ท่านได้ผสมผสานสองเรื่องที่ขัดแย้งเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ที่ท่านถือว่า ชีอะฮ์ เป็นสาวกผู้ปฏิบัติตามอับดุลลอฮ์ บิน ซะบะอ์ ท้งๆที่พวกชีอะฮ์กล่าวถึงอับดุลลอฮ์ บิน ซะบะอ์ ไว้ในตำราของพวกเขาด้วยการสาปแช่งและถือว่า คนผู้นี้คือ คนกลับกลอก(มุนาฟิก) และเป็นคนปฏิเสธศาสนา(กาฟิร)คนหนึ่ง

สมมติว่า อิบนุซะบะอ์ อ้างตนว่า เป็นผู้สวามิภักดิ์ และจงรักภักดีต่ออะลี บิน อะบี ฏอลิบ ด้วยเหตุผลทางการเมือง แล้วพวกท่านมีสิทธิอะไรที่จะถือว่า การกระทำของเขาขัดแย้งกับอิสลาม ตามสมมติฐานว่า ชีอะฮ์แห่งวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)เป็นผู้ศรัทธาที่บริสุทธิ์ใจ ?

ถ้าหากปรากฏว่า มีคนสวมชุดผู้รู้ ขึ้นนั่งแท่นเทศนา(มิมบัร)และนำคนนมาซ ครั้นเมื่อบรรดาคนมุสลิมเชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนหลอกลวงคนมุสลิม และขโมยทรัพย์สินคนมุสลิม จะถือว่าถูกต้องกระนั้นหรือ ถ้าเราจะกล่าวว่า ผู้รู้ทุกคน เป็นโจร และเป็นขโมย ?

คำจำกัดความคำว่า “ชีอะฮ์” ของท่านที่ว่า เป็นสาวกผู้ปฏิบัติตามอิบนุซะบะอ์ ผู้ถูกสาปแช่งนั้น ห่างไกลจากความถูกต้อง และขัดกับความเป็นจริง ที่มีอยู่อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจมากต่อทัศนะของท่านที่ว่าแนวทางชีอะฮ์ เป็นพรรคการเมืองที่อิบนุซะบะอ์ ผู้เป็นยิวก่อตั้งขึ้นในสมัยอุษมาน

ข้าพเจ้าประหลาดใจว่า เป็นไปได้อย่างไร ท่านอ่านเรื่องโกหกเหล่านี้แล้วนำเอามาเชื่อถือ โดยไม่ได้อ่านคำบอกเล่าที่ถูกต้องและบทรายงานต่างๆที่ชัดเจนเกี่ยวกับชีอะฮ์ ในตำราของพวกท่านเอง ที่ระบุว่าท่านนี(ศ) เป็นผู้วางพื้นฐานและรากฐานของชีอะฮ์ แน่นอนคำว่า “ชีอะฮ์อะลี” ได้แพร่หลายในวงการของบรรดาสาวก จากวาจาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เอง ขณะเดียวกันนักปราชญ์ของพวกท่านก็ได้อ้างถึงและรายงานถ่ายทอดไว้ในตำราฮะดีษและตัฟซีรของพวกเขา ?(1)

หากว่าในการเสวนาของท่านครั้งนี้ ท่านยึดถือคำพูดของพวกคอวาริจญ์ และคำใส่ไคล้ของพวกนอกศาสนา(นะวาศิบ)เป็นที่อ้างอิง ข้าพเจ้าจะยึดอัล-กุรอานอันทรงวิทยปัญญา และรายงานบอกเล่าที่ถูกบันทึกไว้ในตำราของพวกท่าน กระทั่งว่า สัจธรรมจะเป็นที่ปรากฏและความผิดพลาดจะได้มอดมลายไป

แต่ข้าพเจ้าจะเตือนท่านก่อนว่า อย่าได้พูดอะไร นอกจากจะได้วิเคราะห์อย่างถ่องแท้เสียก่อน เพราะสัจธรรมจะเป็นที่ปรากฏ และคำพูดของท่านจะประทับตรึงอยู่ที่ผู้ฟัง เมื่อนั้น พวกท่านจะพบกับความละอาย แล้วจะเสียใจภายหลัง และความเสียใจในยามนั้นจะไม่ก่อประโยชน์ และควรที่จะนำโองการอันทรงเกียรติวรรคหนึ่งเสนอแก่สายตาของท่าน “ไม่มีแม้แต่คำใดที่เขาเอ่ย เว้นแต่ว่าข้างๆเขานั้นมีผู้เฝ้าเตรียมพร้อมบันทึกอยู่”(2) ดังนั้นคำพูดของท่าน จะถูกบันทึกไว้สำหรับท่านและถูกเก็บรักษาไว้ ณ พระผู้อภิบาลของท่าน และท่านจะถูกสอบถามเกี่ยวกับมัน

บัดนี้ ในเมื่อท่านให้อภัยแก่ข้าพเจ้า และไม่ถือโทษกับคำพูดของข้าพเจ้า ก็จะขอเสนอหลักฐานที่ถูกยอมรับมายืนยันแก่ท่านว่า ความจริง ล้วนขัดแย้งกับที่ท่านกล่าวมาแล้วทั้งสิ้น และสิ่งที่ถูกต้องนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านเชื่อถืออยู่

ท่านฮาฟิซ : แท้จริง การประชุมของเรา ที่จัดขึ้นก็เพื่อจุดประสงค์อันนี้ ทุกเรื่องที่ถกเถียงและเสวนากันก็เพื่อขจัดปัญหาความคลุมเครือ และเปิดเผยความจริงที่ถูกปิดบังซ่อนเร้น คำพูดที่เป็นสัจธรรม จะไม่ทำให้เราเดือดร้อน

ความจริงและจุดเริ่มต้นของชีอะฮ์

ซุลฏอน : ท่านทราบกันแล้วว่า คำว่า “ชีอะฮ์” หมายถึง พวกปฏิบัติตาม และพวกสนับสนุน ช่วยเหลือ(3)

“ท่านฟัยรูซ อาบาดีย์” กล่าวไว้ใน”กอมุส”ในคำว่า “ชาอ์” ว่า ชีอะฮ์ของคนใดคนหนึ่ง หมายถึง ผู้ปฏิบัติตาม และช่วยเหลือคนๆนั้น และเป็นกลุ่มคนอย่างจำกัด ตามหลักภาษาใช้คำนี้ได้เสมอ ไม่ว่ากับคนๆเดียว (เอกพจน์) กับสองคน หรือกับจำนวนมากกว่านั้น(พหูพจน์) จะใช้กับเพศชาย หรือเพศหญิงก็ได้ ส่วนใหญ่คำนามนี้จะหมายถึงผู้จงรักภักดีต่อท่านอะลี และอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน จนกระทั่งได้กลายเป็นชื่อเรียกขานพวกเขาโดยเฉพาะ พหูพจน์ของคำนี้คือ อัชยาอ์ และชีอ์

นี่คือ ความหมายของคำว่า “ชีอะฮ์” ดังนั้น หลังจากผ่านวันนี้ไปแล้ว ขอร้องท่านอย่าได้เคลือบแคลงสงสัยในความหมายของคำนี้อีกเลย

ส่วนประเด็นคลุมเครืออื่นๆ ที่เผยออกมาจากท่านจะโดยเจตนาหรือไม่ ก็ตาม หรือโดยการที่ท่านมิได้ค้นคว้าอย่างละเอียดกับตัฟซีร และตำราฮะดีษต่างๆของท่านเอง หรือเพราะพวกท่านชื่นชอบกับคำพูดที่บรรพชนของท่านเพ้อเจ้อ และใส่ไคล้เอาไว้นั้น ท่านรับมันมาโดยมิได้วิเคราะห์ให้ถ่องแท้ ท่านนำเอาการโกหกของพวกเขามากล่าวซ้ำ โดยบอกว่า คำว่า”ชีอะฮ์ เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ปฏิบัติตามอะลี บิน อะบี ฏอลิบ ในสมัยอุษมานเป็นคอลีฟะฮ์ โดยอับดุลลอฮ์ บินซะบะอ์ ผู้เป็นชาวยิวได้อุตริตั้งขึ้น

แต่การณ์กลับเป็นว่า คำพูดนี้ ขัดแย้งกับความจริงที่ปรากฏ เพราะคำว่า “ชีอะฮ์” ถูกนำมาใช้เรียกบรรดาผู้ปฏิบัติตามท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ และผู้ช่วยเหลือท่านตั้งแต่สมัยท่านนบี(ศ) และผู้จัดวางคำนี้ด้วยการนำมาใช้ เพื่อเป็นที่รู้สำหรับพวกเขา ก็คือ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และท่านก็เป็นดังที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด ตรัสถึงท่านว่า”และเขามิได้พูดจากอารมณ์ มันมิใช่อื่นใด นอกจากวะห์ยูที่ถูกเผยแก่เขาเท่านั้น”(4)

ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “ชีอะฮ์ของอะลีนั้นคือผู้มีชัยชนะ” บรรดานักปราชญ์ของพวกท่านได้บันทึกฮะดีษ นี้ และที่คล้ายคลึงกันนี้ ไว้ในตำราฮะดีษและตัฟซีรของพวกเขา

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้าไม่เคยพบรายงาน ฮะดีษทำนองนี้ในตำราของพวกเราเลย ไฉนเลยข้าพเจ้า จะได้รู้ ว่าท่านได้อ่านรายงานฮะดีษนี้และฮะดีษอื่นๆทำนองนี้จากตำราเล่มใดของพวกเรา ?

ซุลฏอน : ท่านไม่เคยพบฮะดีษนี้และฮะดีษอื่นๆทำนองนี้ ในตำราของพวกท่านเลยหรือ หรือว่าท่านปฏิเสธที่จะยอมรับ ทำเมินเฉย และผลักไส ทั้งนี้มิใช่เพราะเหตุใด นอกจากต่อต้านและปิดบัง ใช่ไหม ?

แต่ทว่า สำหรับพวกเรา ในยามที่ได้อ่านตำราของพวกท่านและของพวกเรา เราจะยอมรับและนำมาประกาศ เราจะไม่ปิดบังเลยอย่างเด็ดขาด เพราะอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ตรัสไว้ว่า “จากบรรดาผู้ที่ปิดบังสิ่งที่เราได้ประทานลงมา ได้แก่หลักฐานอันชัดแจ้ง และทางนำ หลังจากที่เราได้อธิบายเรื่องนั้นในคัมภีร์ พวกเหล่านั้น อัลลอฮ์จะทรงสาปแช่งพวกเขา และบรรดาผู้สาปแช่งทั้งหลายจะสาปแช่งพวกเขาด้วย (5)

พระองค์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ตรัสว่า “แท้จริงบรรดาผู้ที่ปิดบังสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทาน มาจากคัมภีร์ และขายสิ่งนั้นด้วยราคาเล็กน้อย เขาเหล่านั้น ไม่ได้กินอะไรลงในท้องของพวกเขาเลย นอกจากไฟ และอัลลอฮ์จะไม่สนทนากับพวกเขาในวันฟื้นคืนชีพ และพระองค์จะไม่ชำระขัดเกลาพวกเขา และการลงโทษอย่างทรมาณจะได้แก่ พวกเขา”(6)

พระองค์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุดทรงสาปแช่งบรรดาผู้ที่ปิดบังสัจธรรม และแจ้งให้รู้ว่าพวกเขาเป็นชาวนรก และถูกลงโทษ ขอให้พวกท่านระวังจะเป็นส่วนหนึ่งในหมู่ชนพวกนั้น

ท่านฮาฟิซ : โองการต่างๆเหล่านี้เป็นสัจธรรม และเป็นความจริง พระองค์ทรงอธิบายถึงผลตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ปิดบังสัจธรรม แต่ทว่าเรามิได้ปิดบังสัจธรรมใดๆ ดังนั้น โองการอันทรงเกียรตินี้ย่อมไม่ครอบคลุมถึงเราเป็นแน่

ซุลฏอน : โดยการอนุมัติและความปรานีของอัลลอฮ์ ภายใต้การดูแลและความช่วยเหลือของพระองค์ และด้วยการสนับสนุนจากตาทวดของข้าพเจ้า ผู้เป็นนบีคนสุดท้าย(ศ) ข้าพเจ้าจะเปิดเผยสัจธรรม แก่พวกท่าน ซึ่งมันจะให้ความชัดเจนยิ่งกว่าดวงตะวัน และจะลบล้างความมืด ความคลุมเครือให้หมดไป จากความจริง จนกระทั่งบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดจะได้รู้

แต่ข้าพเจ้าขอร้องว่า พวกท่านจะต้องไม่ยึดติดกับการถือฝักฝ่ายตามธรรมเนียมบรรพบุรุษ พวกท่านจะต้องปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากพันธนาการของประเพณีที่บรรพชนได้ผูกมัดพวกท่านไว้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ก็จะสะดวกในการยอมรับสัจธรรม และประกาศความจริง

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้าขอยืนยันต่ออัลลอฮ์ว่า จะไม่ถือฝักฝ่าย และจะไม่ใช้อารมณ์ จะไม่ดันทุรัง ยิ่งกว่านั้น ถ้าหากปรากฏชัดว่าเป็นสัจธรรม ข้าพเจ้าจะยึดถือทันที และเมื่อข้าพเจ้ารู้ว่าเป็นความจริง ข้าพเจ้าจะยอมรับและจะประกาศทันที

ข้าพเจ้าไม่พยายามจะเป็นผู้ชนะในการเสวนา จะมีก็แต่เพียงต้องการรู้สิ่งสัจธรรมและความจริง ดังนั้นหากว่า สัจธรรมปรากฏ พร้อมกันนั้น ข้าพเจ้ากลับถือทิฐิ และดันทุรัง แน่นอน ข้าพเจ้าก็ต้องถูกสาปแช่ง และถูกลงโทษในนรก ดังที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ตรัสชัดเจนไว้แล้ว

แต่สำหรับพวกเราในขณะนี้ มีความพร้อมที่จะรับฟังคำพูดของท่าน ขอต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ให้พระองค์ทรงรวบรวมทั้งเราและท่านไว้กับสัจธรรมด้วยกัน

ซุลฏอน : ฮาฟิซ อะบูนะอีม (7) ได้บันทึกไว้ในตำราของท่าน “ฮุลลียะตุล เอาลิยาอ์” โดยสารบบการรายงานของท่านจาก อิบนุอับบาส ที่ได้กล่าวว่า เมื่อโองการ อันทรงเกียรติตอนหนึ่งถูกประทานลงมาว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้น คือ มนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง”(8) ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้บอกท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ ว่า “โอ้อะลี เขาเหล่านั้นคือเจ้า และชีอะฮ์ของเจ้า ในวันฟื้นคืนชีพ ทั้งเจ้าและชีอะฮ์ของเจ้าจะมาในฐานะผู้พึงพอใจที่ได้รับความพึงพอพระทัย”

อะบูมุอัยยัด มุวัฟฟัก บิน อะห์มัด อัล-คอวาริซมีย์ ได้บันทึกรายงานนี้ไว้ในภาคที่ 17 กิตาบ อัล-มุนากิบ หนังสือ ตัซกิเราะตุลคอวาศุลอุมมะฮ์(9) และท่านซิบฏุล เญาซีย์(10) ก็บันทึกไว้ด้วย โดยไม่ระบุถึงโองการ

ฮากิม อุบัยดิลลาฮ์ อัลฮัสกานีย์ ในฐานะเป็นนักตัฟซีรคนสำคัญคนหนึ่งของพวกท่าน ก็ได้บันทึกไว้ในหนังสือของเขา (ชะวาฮิดุตตันซีล) รายงานจาก ฮากิม อะบี อับดุลลอฮ์ อัลฮาฟิซ โดยสารบบการรายงาน ที่ถูกอ้างยังยะซีด บิน ชะรอฮีล อัล-อันศอรีย์ ที่ได้กล่าวว่า “ฉันได้ยินท่านอะลี (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้บอกกับฉัน ในขณะที่ฉันดึงท่านเข้าแนบที่ทรวงอกของฉันว่า อะไรกัน อะลี เจ้ายังไม่ได้ยินโองการของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดดอกหรือ “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้น คือ มนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง”(11)?

เขาเหล่านั้น คือ เจ้าและชีอะฮ์ของเจ้า ที่นัดหมายของฉันกับพวกเจ้า คือ สระอัล-เฮาฎ์ เมื่อถึงเวลาที่ประชาชาติทั้งมวลถูกนำไปพิพากษา พวกเขาจะเรียกร้อง มิ่งขวัญของบรรดาผู้เคร่งครัดศาสนา(12)

อะบู มุอัยยัด มุวัฟฟัก อะห์มัด อัล-คอวาริซมีย์ ได้บันทึกไว้ในมุนากิบ ภาคที่ 9 (13) รายงานจากท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัล-อันศอรีย์ กล่าวว่า พวกเราเคยอยู่กับท่านนบี(ศ) แล้วท่านได้ลุกขึ้นต้อนรับท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “แน่นอน พี่น้องของฉัน ได้มายังพวกท่านแล้ว หลังจากนั้น ท่านได้หันหน้าไปยังอัล-กะอ์บะฮ์ แล้วใช้มือของท่านตีที่อัล-กะอ์บะฮ์ แล้วกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระองค์ ซึ่งชีวิตของฉัน อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริง เขาผู้นี้ และชีอะฮ์ของเขา คือเหล่าบรดาผู้มีชัยชนะในวันฟื้นคืนชีพ หลังจาก นั้น ท่านได้กล่าวอีกว่า เขาคือ ผู้ศรัทธาคนแรกในหมู่พวกท่าน เขาคือ ผู้ทำตามสัญญาต่ออัลลอฮ์ครบถ้วนที่สุดในหมู่พวกท่าน เขาคือ ผู้ดำรงรักษากฎเกณฑ์ของอัลลอฮ์ได้ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน เขาคือ ผู้เลี้ยงดูที่เที่ยงธรรมที่สุดในหมู่พวกท่าน เขาคือ ผู้แบ่งปันที่ เท่าเทียมที่สุดในหมู่พวกท่าน และเขาคือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่พวกท่านตามทัศนะของอัลลอฮ์”

ท่านได้กล่าวว่า “แล้วโองการหนึ่งได้ถูกประทานลงมา ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้น คือ มนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง” (14) ตลอดไปจนจบ

ท่านได้กล่าวว่า ปรากฏว่า บรรดาสาวกของศาสดามุฮัมมัด(ศ)นั้น เมื่อพบกับท่านอะลี (ขอความสันติ สุขพึงมีแด่ท่าน)ต่างพากันพูดว่า “แน่นอน มนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง ได้มาแล้ว”(15)

ญะลาลุดดีน ซะยูฏีย์ ก็ได้บันทึกไว้ ท่านคือนักปราชญ์อาวุโสที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของพวกท่าน ก็ได้บันทึกเอาไว้ จนกระทั่งบรรดานักปราชญ์เคยกล่าวถึงท่านว่า เป็นผู้ฟื้นฟู(มุญัดดิด)ซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ ในศตวรรษที่ 9 แห่งฮิจเราะฮ์ศักราช ดังมีปรากฏในหนังสือ “ฟัตฮุลมะกอล”

ท่านได้บันทึกไว้ในตัฟซีร “อัดดุรรุลมันซูร” จากอิบนุอะซากิร อัดดะมัชชะกีย์รายงานว่า เขาได้รับรายงานมาจากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัล-อันศอรีย์ ที่ท่านได้กล่าวว่า “พวกเราเคยอยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ขณะนั้น ท่านได้เข้าไปหาท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ) แล้วท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่าว่า “ขอสาบานต่อพระองค์ ซึ่งชีวิตของฉัน อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริง เขาผู้นี้ และชีอะฮ์ของเขา คือเหล่าบรรดาผู้มีชัยชนะในวันฟื้นคืนชีพ” แล้วมีโองการหนึ่งถูกประทานลงมา ว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้น คือ มนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง”

ทำนองเดียวกัน ได้มีบันทึกในหนังสือ “อัดดุรรุลมันซูร” ตอนตัฟซีร โองการอันทรงเกียรตินี้ จากรายงานของอิบนุ อะดีย์ ที่ได้รับรางานจากอิบนุอับบาส ว่า “เมื่อโองการดังกล่าวได้ถูกประทานลงมา ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า “ทั้งเจ้าและชีอะฮ์ของเจ้า จะมาในวันฟิ้นคืนชีพ(กิยามะฮ์)อย่างผู้พึงพอใจที่ได้รับความพึงพอพระทัย”

อิบนุศิบาฆ อัลมาลิกีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “อัล-ฟุศูลุลมุฮิมมะฮ์” หน้า 122รายงานจาก อิบนุอับบาส ที่ได้กล่าวว่า “เมื่อโองการนี้ถูกประทานลงมา (“แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้น คือ มนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง”)ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า “ทั้งเจ้าและชีอะฮ์ของเจ้า จะมาในวันฟิ้นคืนชีพ(กิยามะฮ์)อย่างผู้พึงพอใจที่ได้รับความพึงพอพระทัย ส่วนศัตรูของเจ้าจะมาอย่างโกรธกริ้วและหัวเงยเติ่ง”

อิบนุฮะญัร ได้บันทึกไว้ใน อัศศอวาอิก บทที่ 11 จากฮาฟิซ ญะมาลุดดีน มุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัซซะร็อนดี อัลมะดะนีย์ และเขาได้บันทึกเพิ่มเติมว่า “ท่านอะลี(อ) ได้กล่าวว่า ใครคือ ศัตรูของฉัน ? ท่านนบี(ศ)ตอบว่า “คนที่ปลีกตัวพ้นจากเจ้าและแช่งด่าเจ้า”

อัลลามะฮ์ อัซซัมฮูดีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “ญะวาฮิรุลอุกดัยน์” รายงานจาก ฮาฟิซ ญะมาลุดดีนอัซซะร็อนดี อัลมะดะนีย์ อีกเช่นกัน

อัลมิร ซัยยิด อะลี อัลฮัมดานี อัชชาฟิอีย์ ในฐานะเป็นนักปราชญ์อาวุโสที่สุดคนหนึ่งของพวกท่าน ก็ได้บันทึกไว้ในหนังสือ”มะวัดดะตุลกุรบา”รายงานจากอุมมุ ซะละมะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน ภรรยาของท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ) นางได้กล่าวว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้กล่าวว่า “โอ้อะลี เจ้าและสหายของเจ้า จะได้อยู่ในสวรรค์ เจ้าและชีอะฮ์ของเจ้าจะได้อยู่ในสวรรค์”

อิบนุฮะญัร ได้บันทึกเรื่องนั้น จากรายงานของท่านหญิงอุมมุซะลมะฮ์ ไว้ในหนังสือ อัศศอวาอิก เช่นกัน

ท่านฮาฟิซ อิบนุ อัลมะฆอซาลีย์ อัชชาฟิอีย์ อัลวาซิฏีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือของท่านชื่อ มะนากิบ อะลี บิน อะบีฏอลิบ” โดยสารบบการรายงานของเขาจากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า เมื่ออะลี บิน อะบี ฏอลิบ ได้มาในสงครามบะดัร ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวกับเขาว่า “โอ้อะลี หากมิใช่เพราะว่าจะมีคนพวกหนึ่งในประชาชาติของฉันพูดถึงเจ้า เช่นเดียวกับที่พวกนะศอรอพูดถึงอีซา บุตรมัรยัมแล้วไซร้ แน่อน ฉันจะกล่าวถึงเจ้า สักอย่างหนึ่ง คือ เจ้าจะเดินผ่านพวกหัวหน้าของคนมุสลิมไปเฉยๆไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแห่งหนใด เว้นแต่ว่า พวกเขาจะเก็บเอาดินใต้รองเท้าของเจ้า และน้ำที่เหลือจากที่เจ้าทำความสะอาดไปทำเป็นยารักษาโรค แต่ทว่า เพียงพอแก่เจ้าแล้ว ที่มีตำแหน่งเป็นฮารูนของมูซาสำหรับฉัน เพียงแต่จะไม่มีนบีคนใดภายหลังจากฉันเท่านั้น เจ้า คือผู้ปลดเปลื้องมลทินของฉันและปิดบังอวัยวะพึงสงวนของฉัน เจ้าต่อสู้เพื่อแบบฉบับของฉัน ในวันปรโลกเจ้าจะใกล้ชิดกับฉันยิ่งกว่ามนุษย์คนใด และเจ้าคือคอลีฟะฮ์ของฉัน ณ อัล-เหาฎ์ และบรรดาชีอะฮ์ของเจ้าจะอยู่บนแท่นเทศนาต่างๆ ที่มาจากรัศมี ใบหน้าของพวกเขาผ่องใส อยู่รายล้อมใกล้ฉัน ฉันจะช่วยให้การอนุเคราะห์พวกเขา และพวกเขาจะอยู่ในสวรรค์ฐานะเป็นญาติสนิทของฉัน และผู้ใดสู้รบกับเจ้า จะเท่ากับสู้รบกับฉัน และผู้ใดให้ความสันติแก่เจ้า ก็เท่ากับให้ความสันติแก่ฉัน(16)

เมื่อข้าพเจ้าพูดมาถึงตรงนี้ ก็มีเสียงอะซานประกาศเวลานมาซอิชาอ์ ข้าพเจ้าจึงหยุดพูด และหยุดอ่านตอนท้ายของบทรายงาน ที่ยังมียาวต่อไปอีก พี่น้องซุนนีลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวนมาซ ท่านซัยยิด อับดุลฮัย ก็ออกไปนำนมาซพี่น้องมุสลิมในมัสยิด

เมื่อกลับมาจากมัสยิด ท่านได้นำตัฟซีร “อัดดุรรุลมันซูร” หนังสือ “มะวัดดะตุลกุรบา” “มุสนัดอะห์มัด บิน ฮัมบัล”หนังสือมะนากิบ อัล-คอวาริซมีย์ ท่านกล่าวว่า หลังจากนมาซเสร็จแล้ว ก็กลับไปที่บ้าน แล้วนำหนังสือชุดนี้ตามที่ท่านอ้างถึงในการเสวนามามอบแก่ท่าน เพื่อเราจะได้ตรวจสอบด้วยกันในยามจำเป็น

ข้าพเจ้ารับหนังสือเหล่านั้นจากท่านและกล่าวขอบคุณ และหนังสือเหล่านั้น ก็อยู่กับข้าพเจ้าจนถึงวันสุดท้ายของการเสวนา ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าได้นำเสนอรายงานฮะดีษต่างๆ ที่ถูกนำมาอ้างอิงไว้ในหนังสือเหล่านั้น ทุกขณะที่ข้าพเจ้าอ่านฮะดีษต่างๆที่ปรากฏอยู่ในตำราของพวกเขา ข้าพเจ้าสังเกตได้ว่าใบหน้าของบรรดาผู้อาวุโสหลบต่ำ สีหน้าเปลี่ยนแปลงไป ความเขินอายปรากฏชัดเจนบนใบหน้าของพวกเขา เพราะพวก เขารู้สึกอับอาย ต่อหน้าผู้คนที่ติดตามเข้ามาร่วมฟังพวกเขาในที่ประชุม

ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือ “มะวัดดะตุลกุรบา” เพิ่มเติมจากที่ได้อ้างอิงไปแล้ว เป็นอีกฮะดีษหนึ่งตามหัวข้อเรื่อง ดังนี้

ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า “โอ้อะลีเอ๋ย ทั้งเจ้าและชีอะฮ์ของเจ้า จะมาอย่างผู้พึงพอใจที่ได้รับความพึงพอพระทัย ส่วนศัตรูของเจ้าจะมาอย่างโกรธกริ้วและแหงนคอเติ่ง”

หลังจากนั้นข้าพเจ้ากล่าวว่าหลักฐานบางประการเหล่านี้ มีความชัดเจน และได้รับการสนับสนุนโดยพจนารถของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสูงสุด และเป็นรายงานฮะดีษที่มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของพวกท่าน ถ้าหากข้าพเจ้าจะนำมาอ้างทั้งหมด แน่นอน การพูดคุยก็จะยืดยาวเกินไป แต่เท่าที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วก็เป็นที่พอเพียงสำหรับผู้ที่ใฝ่หาสัจธรรม โดยปราศจากการละเมิด

หลังจากนี้ ข้าพเจ้าหวังว่า พวกท่านจะไม่พูดสิ่งไร้สาระตามจินตนาการของพวกเพ้อเจ้อเช่นนั้นซ้ำอีก ว่า ผู้ก่อตั้งแนวทางชีอะฮ์ คืออับดุลลอฮ์ บิน ซะบะอ์ผู้เป็นชาวยิว

ดังนั้นข้าพเจ้าขอผลักไสข้อกล่าวหาและยกเลิกข้อสงสัยทั้งหลายด้วยอัล-กุรอาน อันทรงวิทยปัญญา และด้วยฮะดีษของท่านนบี ผู้ทรงยิ่งใหญ่(ศ)แน่นอนเป็นที่แน่ชัดแก่พวกท่านแล้วว่า เรื่องต่างๆที่พวกท่านสงสัย ในข้อเท็จจริงของชีอะฮ์นั้น หาใช่อื่นใดไม่ นอกจากแผนการณ์ทำลายของพวกคอวาริจญ์ การโกหกของพวกนาวาศิบ จากพวกบะนีอุมัยยะฮ์และผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น

เป็นที่น่าเสียใจอยู่ว่า …พวกท่านเป็นนักปราชญ์ แต่พวกท่านได้ถ่ายทอดเรื่องเหลวไหลเหล่านั้นให้แก่สานุศิษย์ของพวกท่านในหมู่ประชาชนทั่วไป พวกท่านได้ปิดบังสัจธรรมและความจริงต่อพวกเขา จะโดยที่พวกท่านรู้ หรือไม่ก็ตาม

บัดนี้ พวกท่านรู้แล้วว่า ชีอะฮ์ คือ พวกพ้องของมุฮัมมัด ไม่ใช่พวกยิว และแท้จริงคำว่า “ชีอะฮ์” ได้แก่ ผู้จงรักภักดี รักและสนับสนุน ช่วยเหลือท่านอะลี เป็นคำที่ถูกเผยมาจากศาสดาของอิสลาม ผู้นำมนุษยชาติ มุฮัมมัด(ศ) แน่นอนท่านได้ประกาศคำนี้ซ้ำซาก ท่ามกลางบรรดาสาวกของท่าน จนกระทั่งได้กลายเป็น สามัญนามของผู้สวามิภักดิ์ต่ออะลี(อ)และผู้สนับสนุนเขา ดังที่ท่านได้ยินได้ฟังรายงานฮะดีษต่างๆที่ข้าพเจ้าได้อ้างต่อพวกท่านมาแล้ว

มีการบันทึกอยู่ในหนังสือ “อัซซีนะฮ์” ของอะบี ฮาติม อัรรอซีย์ ซึ่งเป็นผู้รู้ในหมู่พวกท่าน เขากล่าวว่า ชื่อแรกที่ถูกนำมาใช้ในอิสลาม จนเป็นสามัญนามของคนกลุ่มหนึ่งในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ก็คือ ชื่อ ”ชีอะฮ์” มีสาวก 4 ท่านถูกรู้จักอย่างแพร่หลายด้วยชื่อนี้ ในสมัยท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ (ศ)ยังมีชีวิต พวกเขาคือ

1.อะบูซัร อัลฆ็อฟฟารีย์ 2.ซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ 3.มิกดาด บิน อัสวัด อัลกินดีย์ 4.อัมมาร บิน ยาซิร

ดังนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้พวกท่านคิดใคร่ครวญดูให้ดีว่า เป็นไปได้อย่างไร สาวกผู้ใกล้ชิด และผู้ช่วยเหลือท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ได้ถูกรู้จักแพร่หลายโดยสมญานาม หรือโดยชื่อเรียกว่า”ชีอะฮ์”ซึ่งได้ประจักษ์แก่สายตา และการได้ยินได้ฟังของท่านนบี(ศ) ซึ่งท่านก็มิได้ห้ามพวกเขาว่าอย่าใช้คำอุตริคำนั้น ดังที่คนบางส่วนแอบอ้าง ?

แต่ข้าพเจ้าจะนำประมวลรายงานและฮะดีษที่กล่าวถึงเรื่องนี้ มาชี้ให้เห็นว่า เขาเหล่านั้น คือสาวกผู้มีความบริสุทธิ์ใจ พวกเขาได้ฟังคำของท่านนบี(ศ)ที่กล่าวว่า ชีอะฮ์ของอะลี คือมนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง และพวกเขาคือ ผู้มีชัยชนะ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านั้น และท่ามกลางบรรดาสาวก นบี พวกเขาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายโดยชื่อ”ชีอะฮ์”

สถานะของบุคคลทั้งสี่ในอิสลาม

นักปราชญ์ของพวกท่านได้บันทึกมาจากท่านนบี(ศ)ว่า ท่านได้กล่าวว่า สาวกของฉันเปรียบเหมือนดวงดาว พวกท่านจะถูกนำทางและถูกชี้นำ โดยพวกเขาคนใดก็ได้” แน่นอน อะบูฟิดาอ์ ได้บันทึกไว้ใน หนังสือตารีคของเขา (ซึ่งเขาคือ นักประวัติศาสตร์ของพวกท่าน) ว่า บุคคลทั้งสี่นี้ ไม่ยอมให้สัตยาบันต่ออะบูบักร์ ในวันแห่งซะกีฟะฮ์ และพวกเขาปฏิบัติตามท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ (อ) แล้วทำไมพวกท่านจึงไม่นำเอาการกระทำของคนเหล่านั้น มาเป็นหลักฐาน ? ในขณะที่ข้าพเจ้าได้พบในหนังสือของพวกท่านระบุว่า บุคคลเหล่านี้ เป็นผู้ใกล้ชิด และเป็นที่รักของท่านนบี(ศ)

แต่ พวกเราชีอะฮ์ ปฏิบัติตามพวกเขา และทำตามเขา พวกเราจึงเป็นชีอะฮ์ของอะลี(อ) ดังนั้นพวกเรา จึงได้รับทางนำโดยฮะดีษของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ที่บอกเล่าไว้ในตำราของพวกท่าน ว่า “พวกท่านจะถูกชี้นำและถูกนำทาง โดยพวกเขาคนใดก็ได้”

เพื่อให้เรารู้จักกับฐานภาพของบุคคลทั้งสี่ท่านนั้นในทัศนะของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด และศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ข้าพเจ้าจะอ้างรายงานฮะดีษบางตอนแก่พวกท่าน จากสายรายงานของพวกท่านเองเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลเหล่านั้น

1-ฮาฟิซ อะบูนาอีม ได้บันทึกไว้ใน เล่ม 1 หนังสือฮุลลียะตุลเอาลิยาอ์ หน้า 172 อิบนุฮะญัร อัล-มักกีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัศศอวาอิกุล มุฮัรรอเกาะฮ์ ในฮะดีษที่ 5 จาก 40ฮะดีษ ที่อ้างถึงเกียรติคุณของอะลี บิน อะบี ฏอลิบ (อ) เขากล่าวว่า รายงานจากติรมิซีย์ และฮากิม

มีรายงานจาก บุร็อยดะฮ์ กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงบัญชามายังฉันว่า ให้รักคนทั้งสี่ และทรงแจ้งว่า พระองค์ทรงรักพวกเขา มีคนถามว่า พวกเขาเป็นใครบ้าง ? ท่านนบี(ศ)ตอบว่า อะลี บิน อะบี ฏอลิบ ,อะบูซัร ,มิกดาด และซัลมาน(17)

2-อิบนุฮะญัรอีกเช่นกัน ในฮะดีษที่ 39 เขาได้อ้างจากติรมิซีย์ และฮากิมจากท่านอะนัส บินมาลิก กล่าวว่า ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า สวรรค์มีความถวิลหายัง 3 คน คือ อะลี อัมมาร และซัลมาน

เป็นไปได้อย่างไร ว่าบุคคลทั้งสี่ ซึ่งเป็นสาวกคนพิเศษของท่านนบี(ศ) ที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์รัก และเป็นชาวสวรรค์ แต่พวกท่านขัดแย้งกับพวกเขา การกระทำของพวกเขาไม่ได้เป็นหลักฐานใดๆสำหรับพวกท่าน ?

ไม่เป็นเรื่องที่ต้องเสียใจกระนั้นหรือ ต่อการที่พวกท่านจำกัดบรรดาสาวกของท่านนบี(ศ)ไว้เฉพาะกับบรรดาผู้อยู่เบื้องหลังความเสียหายในซะกีฟะฮ์ และมีบทบาทในการเล่นเกมของพวกญาฮีลียะฮ์ ยอมรับทางเลือกของพวกมีแผนการณ์ร้าย และทอดทิ้งหลักฐานของผู้ค้ำจุลสากลโลก ?

ส่วนสาวกผู้ซื่อสัตย์นอกเหนือจากนี้ ที่ขัดแย้งกับกระแสและต่อต้านมติเหล่านั้น เพราะเห็นว่า เป็นมติที่บิดพริ้วขัดแย้งกับข้อบัญญัติของพระองค์ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพลานุภาพ พวกเขาดำเนินตามเส้นทางที่ท่านนบี ผู้ได้รับการเลือกสรร(ศ)ขีดเส้นไว้ให้ เพื่อความผาสุกของบรดาผู้ศรัทธาผู้รักอิสระเสรี ผู้มีคุณธรรม แต่พวกท่าน มิได้ยึดถือพวกเขาเป็นแบบอย่าง และไม่ทำตามพวกเขาเหล่านั้น ราวกับว่าพวกท่านพลิกแพลงฮะดีษของท่านนบี(ศ)ที่ว่า “สาวกของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว…”ให้เป็น “สาวกบางคนของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว”?

การเป็นชีอะฮ์ มิใช่การเป็นพรรคการเมือง

ส่วนคำพูดของทานที่ว่า แนวทางชีอะฮ์ คือ แนวทางการเมือง ชาวอิหร่านมะยูซีย์ ยอมรับหลักการชีอะฮ์ เพื่อหวังเอาตัวรอดจากการยึดครองของอาหรับ เป็นคำพูดที่ไม่มีหลักฐานและถือเป็นการใส่ไคล้จากบรรพชนของพวกท่าน เราขอยืนยันว่า การเป็นชีอะฮ์ คือ แนวทางหนึ่งของอิสลาม และเป็นบทบัญญัติของท่านนบีคนสุดท้าย และผูกมัดกับศาสนาอิสลาม

ท่านนบี(ศ)ได้สั่งประชาชาติให้ปฏิบัติตามท่านอะลี และเดินตามแนวทางของเขาในกิจการงานและในเหตุการณ์ต่างๆ โดยคำสั่งของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสูงสุด เราปฏิบัติตามท่านอะลี อะมีรุลมุมินีน และลูกหลานของท่านผู้บริสุทธิ์(อ) และปฏิบัติตามคำสั่งของพวกเขา ตามที่ท่านนบี ผู้ซื่อสัตย์ (ศ)ได้สั่งไว้ และเราเห็นว่า นี่คือ ทางรอดของเรา

หากเราพิจารณาดูประวัติศาสตร์ และวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆหลังจากท่านนบี(ศ)สิ้นชีวิต เราจะพบว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่โดดเด่นที่สุดและชัดเจนที่สุดได้แก่ เหตุการณ์กบฏ นั่นคือ การวางแผนที่ซะกีฟะฮ์ และการคัดเลือกคอลีฟะฮ์ พร้อมกันนั้น พวกท่านก็ไม่ได้เรียกบรรดาผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ซะกีฟะฮ์ รวมถึงบรรดาผู้ที่ทำตามคนเหล่านั้นด้วยคำว่า “พรรคการเมือง” แต่ทว่าท่านกลับกล่าวหาชีอะฮ์ ผู้ศรัทธา ผู้บริสุทธิ์ใจ ว่าเป็น พวกพรรคการเมือง !!

มีฮะดีษจากพวกท่านมากมายเหลือเกินที่บันทึกว่า ท่านนบี(ศ) สั่งให้ประชาชนปฏิบัติตามท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบและสมาชิกครอบครัวผู้ทรงเกียรติของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ภารกิจเกิดความสับสน และมีความเห็นไม่ตรงกัน ข้าพเจ้าไม่เคยพบแม้สักฮะดีษเดียวจากท่านศาสนทูต(ศ)ว่าท่านได้สั่งประชาชนให้จัดประชุมที่ซะกีฟะฮ์และคัดเลือกคนเป็นคอลีฟะฮ์ภายหลังจากท่าน

ซึ่งถ้าหากว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิหน้าที่ของประชาชนเอง ท่านจะต้องไม่วางข้อบัญญัติไว้แก่ท่านอะลี (อ)ผู้เป็นพี่น้องและญาติสนิทของท่าน และท่านจะไม่แต่งตั้งท่านอะลี ให้เป็นคอลีฟะฮ์ตามคำบัญชาของอัลลอฮ์(ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด) ทั้งในวันแห่งการตักเตือนและในวันฆอดีรคุม และวาระอื่นๆอย่างแน่นอน

ส่วนกรณีการเป็นชีอะฮ์ของชาวอิหร่าน ที่ท่านและผู้คนที่หลงผิดตามโฆษณาชวนเชื่อของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ อีกจำนวนมากแอบอ้างว่า เป็นเป้าหมายหนึ่งของนโยบายทางการเมือง

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ใครก็ตามที่ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างถ่องแท้ในเรื่องเหตุการณ์ทางการเมือง เขาจะรู้ว่า ชนกลุ่มใดก็ตาม ถ้าหากยึดถือเอาแนวทางใดมาปฏิบัติ เพื่อเป็นสื่อนำไปสู่เป้าหมาย และจุดประสงค์ทางการเมืองของตนแล้ว เขาจะละทิ้งแนวทางนั้นๆและไม่แยแสกับแนวทางนั้นอีกต่อไป ในเมื่อเขาได้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายของพวกเขาแล้ว

แต่การณ์กลับเป็นว่า ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันความจริงของชาวอิหร่านว่า พวกเขาได้ยึดถือแนวทางชีอะฮ์และปฏิบัติตามวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ) ทั้งรัก ช่วยเหลือ และยอมพลีเสียสละอย่างสุดใจขาดดิ้นเพื่อท่านเหล่านั้นมานานกว่าพันปีมาแล้ว จนกระทั่งถึงปัจจุบัน พวกเขาก็ยังเป็นอยู่ อย่างนั้น คือยังต่อสู้เสียสละเพื่อเชิดชู ผดุงคำสอนแห่งสัจธรรม ยุติธรรม และโบกสะบัดธง”ลา อิลาฮะ อิลลัล ลอฮ์ มุฮัมมัด รอซูลุล ลอฮ์(ศ) อะลี วะลียุล ลอฮ์”

การใช้ศิลปะอย่างยาวนานเป็นพันกว่าปีเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไมได้ว่า จะเป็นแผนหวังผลทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางโลก อันที่จริงจะมีก็เพียงเป้าหมายทางด้านจิตวิญญาณและผลตอบแทนแห่งปรโลกเท่านั้น การเป็นชีอะฮ์ของผู้ที่ยึดถือ ไม่ว่าที่เป็นชาวอิหร่านและไม่ใช่อิหร่าน เป็นเรื่องของเป้าหมาย ไม่ใช่เรื่องของสื่อนำ

สาเหตุที่ชาวอิหร่านเป็นชีอะฮ์

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ชาวอิหร่านยอมรับแนวทางชีอะฮ์และยึดมั่นในความจงรักภักดีต่ออะฮ์ลุลบัยต์ และต่อบรรดาสานุศิษย์ของอะฮ์ลุลบัยต์ มีวิถีการดำเนินชีวิตตามแบบแผนของท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ และลูกหลาน ผู้ประเสริฐของท่านนั้น แรงจูงใจในเรื่องนี้ คือ

1- ความไม่มีการคลั่งไคล้ในชาติพันธุ์ ไม่มีความขัดแย้งในชนเผ่า และไม่มีการโอ้อวดในเรื่องของ เครือญาติสำหรับคนเหล่านั้น เพราะเหตุว่า พวกเขามิได้เจริญเติบโตมาจากตระกูลใดในจำนวนหลายตระกูลของเผ่ากุเรช หรือเผ่าอื่นใดที่มีอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ เป็นพวกที่ห่างไกลอย่างสิ้นเชิงจากเรื่องเหล่านี้ ทุกประการ พวกเขาพบว่า สัจธรรม อยู่ในตัวของท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) พวกเขาจึงมอบใจให้แก่ท่านอย่างเต็มที่ โดยไม่มีความคลั่งไคล้และความขัดแย้งในชาติพันธุ์ สะกัดกั้นพวกเขาจากแนวทางและมัซฮับของอะฮ์ลุลบัยต์(อ)

2- ความฉลาด การใช้สติปัญญา ของพวกเขา(18) ที่ยับยั้งพวกเขามิให้คลั่งไคล้กับความผิดพลาด และการคล้อยตามประเพณีอย่างหลับหูหลับตา พวกเขาคือนักวิเคราะห์ และวิจารณาญาณอย่างละเอียดในเรื่องศาสนาและการเคารพภักดี ด้วยเหตุนี้ ศาสนามะยูซีย์ สำหรับพวกเขาจึงอ่อนแอและสั่นคลอน

ด้วยเหตุนี้ คนในหลายๆเมืองเข้ารับศาสนาอิสลาม โดยปราศจากการทำสงคราม และหลายเมืองถูกเปิดประตูโดยไม่มีการขัดขืน และหลังจากพวกเขาเปิดเมืองแล้ว ก็ละทิ้งศาสนามะยูซี โดยมิได้ถูกบีบบังคับ และยอมรับศาสนาอิสลามโดยเสรีและตัดสินใจอย่างอิสระ เพราะพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับบรรดามุสลิมและเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอย่างถ่องแท้ พวกเขาเข้าใจในเบื้องลึกของอิสลาม จึงยึดถือทันที แล้วศาสนาอิสลาม ก็ได้กลายเป็นศาสนาของพวกเขา ซึ่งพวกเขาเคยอุทิศชีวิตพลีให้มาแล้ว พวกเขาจึงทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้แก่อิสลามอย่างสุดใจขาดดิ้น พวกเขาต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ ภายใต้ธงอิสลามร่วมกับชาวอาหรับ และมุสลิมชาติอื่นที่ไม่ใช่อาหรับอย่างสนิทชิดเชื้อในแถวเดียวกัน

หลังจากที่พวกเขาเข้านับถือศาสนาอิสลามแล้ว มัซฮับต่างๆ แนวทางอันหลากหลายก็ปรากฏโฉมหน้า ทุกหมู่เหล่าต่างก็อ้างความถูกต้องชอบธรรม แล้วถือว่าแนวทางอื่นเป็นพวกที่หลงผิด ดังนั้นชาวอิหร่านจึงใช้ วิจารณาญานอย่างละเอียด และถกเถียงเพื่อสัจธรรม พวกเขาตรวจสอบ และวิเคราะห์วิจัย เกี่ยวกับสัจธรรมและความเป็นจริง จึงได้พบว่า สิ่งนี้มีอยู่ในมัซฮับชีอะฮ์ อิมามสิบสอง

พวกเขาจึงยึดถือ และผูกมัดหลักคำสอนของแนวทางนี้ไว้ด้วยหัวใจของพวกเขา พวกเขาจึงปฏิบัติตามท่นอะลี และลูกหลานของท่านเหล่าบรรดาผู้ถูกปกป้องให้พ้นบาป(มะอ์ศูม)พวกเขาพึงพอใจที่ท่านเหล่านั้น เป็นอิมาม เป็นผู้นำ และเป็นเจ้านาย เพราะอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ทรงแต่งตั้งพวกท่านให้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ

3- ท่านอะลี(อ) เป็นผู้ที่รู้จักสิทธิมนุษยชนและสิทธิของเชลยในอิสลาม เพราะท่านนบี(ศ)ได้สั่งเสียชาวมุสลิมในเรื่องของเชลยไว้ว่า “จงให้อาหารแก่พวกเขา เช่นเดียวกับอาหารที่พวกเจ้ารับประทาน และจงให้พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าชนิดเดียวกับที่พวกเจ้าสวมใส่ และจงอย่าทำร้ายพวกเขา…” ท่านอะลี(อ)จึงถือปฏิบัติในหลักการว่าด้วยสิทธิเหล่านี้อย่างเคร่งครัด ซึ่งคนอื่นนอกจากท่าน ยังไม่รับรู้ในเรื่องเหล่านี้ และถึงแม้จะรู้ แต่ก็มิได้นำพาปฏิบัติ

เมื่อครั้งที่ได้มีการนำตัวเชลยชาวอิหร่านไปยังเมืองมะดีนะฮ์นั้น มีมุสลิมบางคนได้ปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นอย่างไม่เหมาะสม ท่านอะลี(อ)จึงลุกขึ้นปกป้องราชธิดาสองพระองค์ เมื่อคอลีฟะฮ์ผู้เป็นบิดาของ หัฟศ์ออกคำสั่งให้นำพวกนางไปขาย แต่ทว่าท่านอะลี(อ) ได้ยับยั้งไว้ แล้วกล่าวว่า แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ห้ามมิให้ขายพวกกษัตริย์ รวมทั้งโอรสและธิดา แต่ให้เราคัดเลือกชายมุสลิมคนหนึ่ง แล้วจัดให้แต่งงานกับราชธิดาองค์หนึ่ง จากทั้งสองนาง

ในการคัดเลือกครั้งนี้ นางหนึ่งชื่อ ชาห์ซะนาน ได้เลือกแต่งงานกับมุฮัมมัด บุตรของอะบูบักร์ และอีกนางหนึ่ง คือ ชะฮ์รอบานู ได้เลือกแต่งงานกับอิมามฮุเซน (อ)

ทั้งสองชายต่างก็ได้นำว่าที่ภรรยาของตนเองไปทำพิธีนิกาห์ ตามหลักการศาสนาอิสลามที่บ้าน “ชะห์ซานาน” นั้นต่อมาได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งแก่มุฮัมมัด ชื่อ”กอซิม” บรรดานักวิชาการศาสนาได้ให้ความรู้ว่า เขาผู้นี้ต่อมาก็คือบิดาของ “อุมมุฟัรวะฮ์” มารดาของอิมามญะอ์ฟัร บิน มุฮัมมัด ศอดิก(อ) ส่วนชะฮ์รอบานูนั้น ได้ให้กำเนิดอิมามอะลี บุตรของฮุเซน ซัยนุลอาบิดีน (อ)

เมื่อชาวอิหร่านบางคนได้รู้เห็นและชาวเมืองอื่นได้ยินข่าวการแต่งงานของสองธิดาแห่งกษัตริย์ยาซัด ญะรัด และเรื่องราวการให้เกียรติที่อิมามอะลี(อ) มีต่อนางทั้งสอง ก็แสดงความขอบพระคุณในปรากฏการณ์ ครั้งยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์และการแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบของท่านอะมีรุลมุมินีน อะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)

นี่คือ สาเหตุสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้ชาวอิหร่านต้องวิเคราะห์อย่างมาก เกี่ยวกับบุคลิกภาพของ อะบูฮะซัน (อิมามอะลี อ.) และท่านอะลี(อ) คือ บุรุษผู้มีบุญบารมี ซึ่งคนใดได้ทำความรู้จักท่านเพิ่มมากขึ้นก็จะยิ่งรักท่าน และให้เกียรติท่านมากขึ้น

4- ชาวอิหร่านมีสายใยผูกพันกับซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ เพราะซัลมานคือ คนชาติเดียวกับพวกเขา ต่อมา ก็เนื่องจากเขาเป็นบุคคลระดับแนวหน้า เป็นที่ภาคภูมิใจของอิสลาม ฐานภาพของเขาถูกยกย่องเชิดชูจากท่านนบี(ศ) จนกระทั่งจัดให้เขาเป็นอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านอีกคนหนึ่ง ในฮะดีษของท่านนบี(ศ) อันลือเลื่องที่มีบันทึกอยู่ในตำราต่างๆทั้งของชีอะฮ์และซุนนี ว่า ท่านนบี(ศ) ได้กล่าวว่า “ซัลมาน เป็นส่วนหนึ่งของเรา แห่งอะฮ์ลุลบัยต์”(19)

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ท่านเรียกซัลมานว่า “ซัลมาน มุฮัมมาดีย์”

เกียรติและความดีด้านต่างๆ ของซัลมาน ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอิหร่านและเป็นผู้นำสูงสุดของพวกเขาทั้งในทางโลกและทางศาสนา ครั้นเมื่อซัลมาน เป็นชีอะฮ์ และผู้จงรักภักดีคนหนึ่งของอะฮ์บัยต์ และวงศ์วานของศาสดามุฮัมมัด(ศ) และเป็นคนหนึ่งที่ขัดแย้งกับการประชุมที่ซะกีฟะฮ์ และขัดแย้งกับคอลีฟะฮ์ที่มาจากการเลือกตั้ง ณ ที่นั่น เขาได้แนะนำพรรคพวกของเขาเข้าสู่แนวทางชีอะฮ์ และเรียกร้องเชิญชวนคนเหล่านั้นให้ยึดถือสายเชือกของอัลลอฮ์อันมั่นคงและหนทางอันเที่ยงตรง นั่นคือ อำนาจการปกครอง และการเป็นอิมามของ อะบูฮะซัน อะมีรุลมุมินีน

เพราะเขารู้เห็นเหตุการณ์ในวันฆอดีร และได้ให้สัตยาบันรับรองท่านอะลี(อ)เป็นคอลีฟะฮ์ อีกทั้งเขายังเคยได้ยินฮะดีษจำนวนมากจากปากของท่านนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ)ว่าด้วยเรื่องราวของอะบูฮะซัน และเคยได้ยินฮะดีษของท่านนบี(ศ)ซ้ำๆหลายครั้งว่า “ผู้ใดเชื่อฟัง ปฏิบัติตามอะลี แน่นอน เท่ากับได้เชื่อฟังปฏิบัติตามฉัน และผู้ใดเชื่อฟังปฏิบัติตามฉัน แน่นอน เท่ากับเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์ และผู้ใดขัดแย้งกับอะลี แน่นอนเท่ากับขัดแย้งกับฉัน และผู้ใดขัดแย้งกับฉัน แน่นอน เท่ากับขัดแย้งกับอัลลอฮ์”(20)

5-ในเรื่องนี้หากเราจะสืบสาวให้ลึกลงไป และตรวจสอบประวัติศาสตร์ให้ครบถ้วน เพื่อการเข้าถึงรากเหง้าที่แท้จริง ก็จะพบว่า สาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ชาวอิหร่านผูกพันอย่างแนบแน่นกับท่านอะลี และลูกหลานของท่าน(อ) และเหินห่างจากบรรดาผู้ละเมิดสิทธิของวงศ์วานแห่งนบีมุฮัมมัด(ศ) ก็คือ การปฏิบัติที่เลวร้ายของคอลีฟะฮ์อุมัร บิน ค็อฏฏอบ กับชาวอิหร่าน หลังจากพวกเขาเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว มีคนจำนวนมากที่ได้อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮ์ อันไพโรจน์ แต่ปรากฏว่า พฤติกรรมของคอลีฟะฮ์อุมัร ที่มีต่อพวกเขา แตกต่างกับจริยวัตรของท่านนบี(ศ)ที่มีต่อซัลมานอย่างสิ้นเชิง พฤติกรรมของคอลีฟะฮ์อุมัรนั้นสะท้อนบุคลิกภาพที่บ่งถึงความเคียดแค้นชิงชังในหัวใจ ท่านเหยียดหยามและละเมิดสิทธิคนเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นสมบัติของประชาคม ที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดได้ประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน(21)

ส่วนการปฏิบัติของอิมามอะลี (อ) ต่อพวกเขานั้น แน่นอนที่สุด เป็นการปฏิบัติที่ดีงาม เช่นเดียวกับการปฏิบัติของท่านนบี(ศ) ต่อท่านซัลมานอัล-ฟาริซีย์

เมื่อศตวรรษที่4 แห่งฮิจเราะฮ์ศักราชราชวงศ์บูวัยฮ์แห่งอิหร่านได้ตั้งอาณาจักรที่เมืองชีราซพวกเขาได้ใช้อำนาจทุกอย่างเท่าที่มีเพื่อเข้าไปครอบครองดินแดนต่างๆทั้งในอิหร่านและอิรักทุกหนแห่งยิ่งกว่านั้นราชาของพวกเขายังได้แผ่อำนาจเข้าไปในดินแดนทั้งหมดของราชวงศ์อับบาซีย์จนสามารถเข้ายึดการปกครองได้อย่างเบ็ดเสร็จจนไม่มีอะไรเหลือสำหรับคอลีฟะฮ์ในราชวงศ์อับบาซีนอกจากสัญลักษณ์ของคอลีฟะฮ์เท่านั้นแน่นอนที่สุดพวกเขาคือชีอะฮ์ในอิหร่านและราชวงศ์บุวัยฮ์นั้นทั้งโดยศักยภาพของตนที่มีอยู่ประกอบกับการเป็นชีอะฮ์และจงรักภักดีต่อท่านอะลีและบุตรหลาน(อ) แต่พวกเขาก็มิได้ทำสงครามกับพวกซุนนีเหมือนอย่างบรรดากษัตริย์ของซุนนีส่วนมากเคยกระทำกับพวกชีอะฮ์และมิได้ลำเอียงเข้าข้างพวกชีอะฮ์มากกว่าพวกซุนนีพวกเขาเพียงแต่ให้เสรีภาพแก่พวกชีอะฮ์ในการเปิดเผยหลักความเชื่อของพวกตนเท่านั้น(22)

ชีอะฮ์ในอิหร่านสมัยมองโกล

เมื่อฮิจเราะฮ์ที่ 694 กาซาล คาน แห่งมองโกลได้แผ่อำนาจมาถึงอิหร่าน แต่ทว่า เขาได้ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม โดยใช้นามใหม่ว่า ซุลฏอน มะห์มูด เขาแสดงความจงรักภักดี และให้เกียรติต่อวงศ์วานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และในอาณาจักรของเขานั้น ชีอะฮ์มีเสรีภาพในด้านหลักความเชื่อ ครั้นเมื่อเขาได้วายชนม์ในฮ.ศ 707 น้องชายของเขาได้สืบตำแหน่งแทน โดยเข้านับถือศาสนาอิสลามและมีชื่อว่า “มุฮัมมัด ชาห์ โคดาบันเดห์”เมื่อเขาได้ศึกษามัซฮับต่างๆจำนวนมาก และบรรดาผู้สังกัดในแต่ละมัซฮับต่างอ้างว่า ตนเป็นฝ่ายที่อยู่กับสัจธรรม ส่วนมัซฮับอื่นๆที่แตกต่างออกไป ล้วนหลงผิด เขาชอบที่จะรู้ความจริงและแสวงหาสิ่งสัจธรรมมายึดถือ เขาได้สั่งให้จัดประชุมบรรดานักปราชญ์ทุกมัซฮับ แล้วสั่งให้ถกเถียงกัน แสดงทัศนะและเสวนากันต่อหน้าเขา

ปรากฏว่าอัลลามะฮ์ ผู้อาวุโส เชคญะมาลุดดีน ฮะซัน บิน ยูซุฟ อัลฮุลลีย์ เป็นตัวแทนฝ่ายชีอะฮ์ในที่ประชุม ท่านเป็นเพียงคนเดียว ที่แลกเปลี่ยนทัศนะกับปวงนักปราชญ์ของมัซฮับทั้งสี่ ที่เข้ามาประชุมในมัจลิซของกษัตริย์ ท่านสามารถตอบคนเหล่านั้นอย่างแตกฉานเพรียบพร้อมด้วยหลักฐานอันแหลมคมที่หยิบยกมาอ้าง และยังได้ตั้งคำถามต่างๆโต้ตอบคนเหล่านั้น จนพวกเขาไม่สามารถตอบได้

เป็นอันว่าเมื่อสัจธรรมปรากฏ ความผิดพลาดย่อมมลาย “คุดาบันเดห์” และคนรอบข้างได้ประกาศตัวเป็นชีอะฮ์ หลังจากนั้น เขาได้ออกแถลงการณ์ไปยังข้าหลวงของเขาทั่วประเทศให้รับทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมัจลิซของเขา และให้ทราบว่าเขาได้รับแนวทางชีอะฮ์โดยความรู้และการวิเคราะห์ทางวิชาการ ด้วยเหตุนี้จำเป็นที่เขาต้องถ่ายทอดคุฏบะฮ์วันศุกร์และญะมาอะฮ์ทั้งหลายในนามของอิมามอะลีและลูกหลานของท่าน(อ) และเขาจะพิมพ์เหรียญดิรฮัมและดีนาร ด้วยประโยค “ลา อิลาฮะ อิล ลัลลอฮ์ มุฮัมมัด รอซูลุลลอฮ์ อะลี วะลียุลลอฮ์” เขาพยายามอย่างมากเพื่อเผยแพร่มัซฮับชีอะฮ์ในประเทศ

หลังจากยุคมองโกลราชวงศ์ศอฟาวีย์ ก็พยายามอย่างยิ่งในการเผยแพร่มัซฮับชีอะฮ์ พวกเขาได้ประกาศให้เป็นมัซฮับของทางราชการในอิหร่าน และได้ทำหน้าที่รับใช้อย่างใหญ่หลวงเพื่อประเทศและพสกนิกรภายใต้ธงนำของบรรดานักปราชญ์และนักคิดมัซฮับชีอะฮ์

จนถึงยุคปัจจุบันนี้ แนวทางศาสนาประจำชาติของอิหร่านก็คือ มัซฮับชีอะฮ์อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์ โดยเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์บุวัยฮ์ก่อนสมัยของศอฟาวีย์ 700 ปี ส่วนพวกมะญูซีย์นั้น เป็นชนส่วนน้อยไม่ได้ส่งผลกระทบแต่ประการใดต่อชาวมุสลิมในอิหร่าน แม้กระทั่งชนส่วนน้อยกลุ่มอื่น ซึ่งอาจมีจำนวนมากกว่าพวกมะญูซีย์เสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆแก่ชาวมุสลิมชีอะฮ์ในประเทศเปอร์เซียเช่นเดียวกัน

ดังนั้นคนส่วนใหญ่ในประเทศอิหร่าน เชื่อถือต่อหลักเอกภาพของอัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์)ต่อสาส์นของศาสดามุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ นบีคนสุดท้าย(ขอความจำเริญจากอัลลอฮ์มีแด่ท่าน)ต่อตำแหน่งอิมามของอะมีรุลมุมินีน อะลี บิน อะบี ฏอลิบและบุตรหลานของท่าน บรรดาผู้ปลอดบาปอีก 11 ท่าน(อ)

ท่านฮาฟิซกล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจ ต่อซัยยิดแห่งเมืองฮิญาซทั้งมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ตรงที่เมื่อพวกท่านเข้ามาพำนักในอิหร่านแล้ว ท่านกลับลืมต้นตระกูลเดิม ละเลยบทบัญญัติของท่านตา แล้วกลายเป็นผู้ปกป้องชาวอิหร่าน และถือว่าพวกเขาเป็นผู้สวามิภักดิ์ของอะลี (ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานเกียรติยศแก่ใบหน้าของท่าน)ความจริงแล้ว ท่านอะลีมิได้เกี่ยวข้องแต่ประการใดกับความเชื่อและมัซฮับองพวกเขาเลย เพราะพวกเขาเทิดทูนท่านอะลีและถือว่าท่านเป็นพระผู้อภิบาล(ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด)ทั้งในบทกวี ในคำพูด ซึ่งเป็นที่แน่นอนหนักหนาว่า ท่านอะลีนั้น ย่อมบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเช่นนี้ เพราะท่านเป็นบ่าวผู้ภักดีของอัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสูงสุด)

บัดนี้ ข้าพเจ้าจะขออ่านบทกวีของนักกวีอิหร่านที่เป็นชีอะฮ์ให้ท่านฟังดู เพื่อจะได้รู้ว่าคำพูดของข้าพเจ้าเป็นความจริงและถูกต้อง ซึ่งนักกวีชาวอิหร่านได้เขียนบทประพันธ์ขึ้นมาว่า เป็นคำพูดของท่านอะลี(ขออัลลอฮ์ทรงประทานเกียรติยศแด่ใบหน้าของท่าน)ซึ่งเป็นคำพูดของผู้ปฏิเสธศาสนาโดยแท้ ดังนี้

“ความมหัศจรรย์ทั้งปวงอันถูกสำแดงล้วน มาจากใคร ?….มาจากฉันเอง!

ความลับของสิ่งมหัศจรรย์ทั้งปวงมาจากใคร ?…มาจากฉันเอง!

เจ้าของอำนาจ ความช่วยเหลือของบรรดาตัวแทนทั้งปวงมาจากใคร?….มาจากฉันเอง!

ในสารัตถะแห่งตัวตนอันเที่ยงแท้ มาจากใคร ?….มาจากฉันเอง!”

ยังมีอีกบทหนึ่ง ดังนี้

ในมัซฮับของบรรดาผู้รู้แจ้งในสากลโลกนั้น อัลลอฮ์ คืออะลี! อะลี คืออัลลอฮ์!

แล้วท่านยังสงสัยในการปฏิเสธศาสนาของคนเหล่านี้อยู่อีกหรือ ?

ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้สงสัยในการปฏิเสธศาสนาของผู้ที่กล่าวกวีบทนี้และบทกวีอื่นที่สื่อความหมายทำนองนี้เลย แต่ก็รู้สึกประหลาดใจต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านอ้างว่าบรรดากวีที่ปฏิเสธพระเจ้า นอกศาสนา นอกแนวทาง เหล่านี้เป็นชีอะฮ์ที่ยึดถือเอกภาพของอัลลอฮ์(มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์)โดยการคาดคะเนของผู้มีอคติและมีจินตนาการที่บกพร่องแบบนี้เอง ทำให้พวกท่านวินิจฉัย(ให้แก่บรรดาสานุศิษย์)ว่าชีอะฮ์เป็นพวกปฏิเสธศาสนา แล้วยินยอมให้คนทั่วไปสามารถปล้นทรัพย์สิน หลั่งเลือด และทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของพวกชีอะฮ์ได้

กี่ครั้งมาแล้วที่ความเสียหายเกิดขึ้นทั้งในอัฟกานิสถาน ตอเจกิสถาน อุซเบกิสถาน ตุรกิสถาน อินเดีย ปากีสถาน ฯลฯ โดยผลของการวินิจฉัยแบบนี้เอง ได้ทำให้เกิดความหวาดผวาแก่มนุษยชาติ น้ำตาของมนุษย์ต้องรินไหล อัลลอฮ์เท่านั้น ที่ทรงรู้ว่า ชีอะฮ์ผู้ศรัทธาจำนวนมากเท่าไหร่มาแล้ว ที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่อาวุธของบรรดาสานุศิษย์ของพวกท่าน เพราะพวกเขาอาศัยความเข้าใจจากคำพูดตามจินตนาการ และข้อหาเหล่านี้ ที่ถูกยัดเยียดแก่ชีอะฮ์ของวงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)ว่า เป็นพวกปฏิเสธศาสนา แม้กระทั่งในอดีตกาลก็ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่ในบรรดาอะฮ์ลิซซุนนะฮ์จะเชื่อ โดยอาศัยเหตุผลดังที่ท่านได้กล่าวมาแล้วว่า ผู้ใดฆ่าพวกละเมิด(ชีอะฮ์)ให้ได้สักจำนวนหนึ่ง แน่นอน สวรรค์จะได้เป็นของเขา !!

จงรู้ไว้เถิดว่าหยาดเลือดที่ถูกทำให้หลั่งออกไปเหล่านี้ จะไปฟ้องพวกท่าน มันจะถามพวกท่านในสถานที่ชุมนุมแห่งวันปรโลก เมื่อมีผู้ประกาศ ร้องว่า”พวกเขาจะถูกให้ลุกขึ้นยืน แท้จริงพวกเขาเป็นผู้ถูกสอบสวน”(23)แล้วพวกท่านจะมีคำตอบต่ออัลลอฮ์ อย่างไร?!

ข้าพเจ้าจะขอถามพวกท่าน หากว่า มีพวกปฏิเสธศาสนาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยจำนวนหนึ่งในประเทศ แต่ไม่ได้ทำความเดือดร้อนใดๆแก่ผู้ศรัทธาที่มีมากมายหลายล้านคน จะถูกต้องหรือไม่ กับการตัดสินว่าคนทั้งหมดในประเทศนั้นเป็นพวกปฏิเสธศาสนา ในประเทศของท่านเองก็มีชนกลุ่มน้อย ที่เป็นพวกตั้งภาคีและมีชนเผ่าต่างๆเป็นพวกปฏิเสธศาสนาอยู่มิใช่หรือ ? ซึ่งคนเหล่านั้น ก็ได้ชื่อว่า เป็นคนอัฟกานิสถาน แล้วจะถูกต้องไหม ถ้าเราตัดสินว่า ชาวอัฟกานิสถานทั้งหมดเป็นพวกปฏิเสธศาสนาและตั้งภาคี?

มีคนหลายกลุ่มที่หลงผิดจนเลยเถิด(ฆูลาต) ซึ่งเทิดทูนท่านอะลีเป็นพระเจ้า มีทั้งในตุรกีและประเทศอิสลามอื่นๆด้วยมิใช่หรือ?แล้วจะถือว่าถูกต้องไหม ถ้าเราจะตัดสินว่าพลเมืองในทุกประเทศเหล่านั้นที่มีกลุ่มชนผู้หลงผิดอาศัยอยู่ เป็นพวกปฏิเสธและเป็นพวกนอกศาสนา?

ฉะนั้น การที่ความเชื่อของพวกท่านเป็นเช่นนี้กับชาวอิหร่าน แต่ไม่เป็นกับคนประเทศอื่น ย่อมอธิบายถึงความเคียดแค้น ชิงชังที่แฝงฝังอยู่ในหัวใจของพวกท่านที่ต่อต้านชาวอิหร่าน และเป็นการเผยออกมาซึ่งความอคติจงชังในการต่อต้านชีอะฮ์

ส่วนบทกวีที่ท่านอ่านไปนั้น รวมถึงบทกวีอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน หาใช่อื่นใดไม่ นอกจากเป็นบทกวีของพวกหลงผิดจนเลยเถิด(ฆูลาต) แต่ทว่าชีอะฮ์อิมามียะฮ์และนักปราชญ์ทั้งหลายของพวกเขา ถือว่า พวกฆูลาตเป็นพวกปฏิเสธศาสนา และไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยสิ้นเชิง แน่นอนบรรดานักปราชญ์ชีอะฮ์ในอิหร่านและทุกหนแห่งได้ออกคำวินิจฉัยว่า พวกฆูลาตเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา เป็นสิ่งโสกโครกตามศาสนบัญญัติ(นาญิซ)พวกเขากล่าวด้วยว่า จำเป็น(วาญิบ)ต้องหลีกห่างและตัดขาดจากเขาเหล่านั้น

อิสลามปฏิเสธการคลั่งไคล้ชาติพันธุ์

ส่วนคำพูดของท่านที่ว่า ข้าพเจ้าเป็นซัยยิดแห่งเมืองฮิญาซทั้งมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ แล้วทำไมข้าพเจ้าจึงกลายมาเป็นผู้ปกป้องชาวอิหร่าน ?

เป็นที่แน่ชัดว่า ข้าพเจ้าภาคภูมิใจในสายตระกูลของข้าพเจ้าที่สืบไปถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)และสายตระกูลของข้าพเจ้าเป็นของมักกะฮ์ และของมะดีนะฮ์ แต่ขอขอบพระคุณอัลลอฮ์ ที่พระองค์ไม่ทำให้จิตใจของข้าพเจ้ามีความรู้สึกขัดแย้งในเชิงชาตินิยม ซึ่งแตกแขนงมาจากรากเหง้าของพวกไร้อารยธรรม

เพราะปู่ทวดของข้าพเจ้า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ตามที่ได้มีบทรายงานมาจากท่านว่า ท่านได้กล่าวว่า “ความรักบ้านเมือง เป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา”โดยเหตุผลนี้เอง ท่านได้เรียกร้องทุกกลุ่มชนให้ปกป้องบ้านเมืองและเสียสละเพื่อประเทศชาติด้วยการเผชิญหน้ากับศัตรู แต่ทว่า ท่านทำสงครามเพื่อต่อต้านความขัดแย้งด้านเชื้อชาติและความคลั่งไคล้อย่างรุนแรงในเผ่าพันธุ์(24)เสมือนหนึ่ง ทำสงครามกับพวกเคารพบูชาเจว็ด ท่านศาสดาได้พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอกภาพของชนชาติต่างๆทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ร่มธงของหลักเอกภาพและอิสลาม ท่านได้ประกาศเสียงดังซ้ำๆท่ามกลางเหล่าสาวกว่า มนุษย์ทั้งหลายมีคามเท่าเทียมกันเหมือนซี่ฟันที่เรียงกัน ชาวอาหรับจะต้องไม่ภูมิใจว่าเหนือกว่าชาวอาญัม คนผิวขาวจะต้องไม่ภูมิใจว่าเหนือกว่าคนผิวดำเว้นแต่ ด้วยความยำเกรง(ตักวา)

ท่านศาสดา(ศ)กล่าวว่า ประชาชนทั้งหลาย ขอให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ส่งข่าวไปให้ถึงผู้ไม่ได้อยู่ว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญสูงสุดได้ขจัดความเย่อหยิ่ง ความฮึกเหิมในความยิ่งใหญ่ของบรรพชน และวงศาคณาญาติแบบพวกไร้อารยธรรม ออกจากพวกท่านโดยหลักการอิสลาม

ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านทุกคนมาจากอาดัม และอาดัม มาจากดิน คนดี และคนมีเกียรติที่สุดในหมู่พวกท่านสำหรับอัลลอฮ์ ได้แก่คนที่ยำเกรงต่อพระองค์และเคารพเชื่อฟังพระองค์มากที่สุด ในหมู่พวกท่าน

ท่านศาสดา(ศ)กล่าวเมื่อยึดเมืองมักกะฮ์ได้สำเร็จว่า กลุ่มชนชาวกุเรช !แท้จริงอัลลอฮ์ได้ขจัดความเย่อหยิ่ง ความฮึกเหิมในความยิ่งใหญ่ของบรรพชน มนุษย์ทุกคนมาจากอาดัม และอาดัม ถูกสร้างมาจากดิน

อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด มีโองการว่า “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้ามาจากเพศชายและเพศหญิง และเราได้บันดาลพวกเจ้าให้เป็นชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์ เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้าตามทัศนะของอัลลอฮ์ คือ ผู้ที่สำรวมตนที่สุด ในหมู่พวกเจ้า”(25)

นี่คือ ปู่ทวดของข้าพเจ้า ท่านคือนบี ผู้ทรงเกียรติ(ศ) และเป็นเจ้านายของบะนีอาดัม ท่านให้เกียรติแก่ท่านบิลาล อัลฮะบะชีย์ ท่านซัลมาน อัลฟาริซีย์ ท่านศุฮัยบ์ อัรรูมีย์ ท่านได้ปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเท่าเทียมกับคนอาหรับในรุ่นเดียวกัน เช่น อะบีซัร อัลฆ็อฟฟารีย์ ท่านมิกดาด อัลกินดีย์ ท่านอัมมาร บิน ยาซิร และคนอื่นๆ

แต่กับอะบูละฮับผู้ซึ่งเกิดในตระกูลอันทรงเกียรติจากชนเผ่ากุเรชทั้งที่เขาคือลุงของท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ(ศ) ครั้นเมื่อเขาปฏิเสธอัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)และบรรดามุสลิมก็ปฏิเสธความสัมพันธ์กับเขาอย่างสิ้นเชิงได้มีซูเราะฮ์หนึ่งถูกประทานลงมาตำหนิอะบูละฮับได้แก่ “สองมือของอะบีละฮับพินาศแล้ว”(26)…

ใช่.

แน่นอน “อิสลาม”ได้ยกย่องซัลมาน ฟาริซีย์ ส่วน “การตั้งภาคี”ได้ลดเกียรติของอะบูละฮับ

ความคิดแบ่งแยกชาติพันธุ์ คือสาเหตุของสงคราม

ทุกคนที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์โลกจะรู้ว่า ส่วนมากสำหรับการทำสงครามในโลกนี้ หรือทุกครั้งก็ว่าได้ล้วนมีสาเหตุจากความหยิ่งทะนงในลักษณะของพวกไร้อารยธรรม อันมาจากความขัดแย้งด้านชาตินิยมและแบ่งแยกชาติพันธุ์และอื่นๆ

ชาวอัลมาเนียมีความเชื่อว่าชนชาติเยอรมันมีความสูงส่งกว่าชนชาติอื่น

ชนชาติญี่ปุ่นก็ต้องการจะเป็นนายของชนชาวผิวเหลืองทั่วโลก

ชาวยุโรปก็ถือว่า คนผิวขาวมีความดีเด่นกว่าชนชาติอื่น

ชาวอเมริกันต้องการจะครองโลกโดยอ้างว่าพวกตนประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งมวล และยกย่องให้คนผิวขาวประเสริฐกว่าคนผิวดำเสียจนน่ากลัว พวกเขาออกกฎหมายอธรรมเพื่อลิดรอนสิทธิคนผิวดำ เช่นคนผิวดำไม่มีสิทธิเข้าสถานที่และร้านค้าที่มีไว้สำหรับคนผิวขาวโดยเฉพาะ แม้กระทั่งในโบสถ์และศาสนสถาน!

ในสถาบันการศึกษา นักวิชาการผิวดำจะนั่งแถวล่าง ส่วนคนผิวขาวที่ระดับการศึกษาต่ำกว่า กลับได้นั่งที่สูงกว่าในเวลาจัดประชุม

คนผิวดำไม่มีสิทธิจะถกเถียงคนผิวขาวในการตั้งกระทู้ถามและแลกเปลี่ยนทัศนะทางวิชาการ ด้วยเหตุนี้จะมีสถาบันการศึกษาไว้สำหรับพวกเขาโดยเฉพาะ

แม้กระทั่งในรถไฟในเครื่องบินและอื่นๆเราจะพบการแบ่งแยกชาติพันธุ์อย่างชัดเจน จะพบกับกฎหมายที่อธรรม จะพบกับการใช้กฎหมายในประเทศที่อ้างตนเองว่าเคารพและยึดมั่นในสิทธิมนุษยชน!

ภาพปรากฏชัดเจนที่สุดในการแบ่งแยกชาติพันธุ์ สำหรับยุคปัจจุบันนี้ก็คือที่อเมริกา นี่คือประเทศที่อ้างตนว่า เป็นผู้นำโลก และเป็นผู้ปกป้องสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ทั่วทุกหนแห่งในโลก แต่ที่นี่ได้ปฏิบัติต่อคนผิวดำซึ่งเป็นประชากรชาวอเมริกันจำนวนมากเยี่ยงสัตว์ ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังยกย่องสัตว์บางประเภทให้ประเสริฐกว่าคนเหล่านั้นเสียอีก กล่าวคือคนอเมริกันผิวดำถูกลิดรอนสิทธิทางสังคมและความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดประทานให้แก่มนุษย์ทุกคนอย่างเสมอภาค

แต่อิสลามอันยิ่งใหญ่ และผู้นำอันทรงเกียรติมุฮัมมัด(ศ)ได้ปฏิเสธความขัดแย้งและความแตกแยกทางชาติพันธุ์มามากกว่า 1300 ปีแล้ว อิสลามได้ต่อสู้กับสิ่งนี้ เฉกเช่นการต่อสู้กับผู้ปฏิเสธศาสนาและการตั้งภาคี และถือว่ามันคือความอัปยศและประเพณีของพวกไร้อารยธรรม

ต่อมา ท่านศาสดา(ศ)ได้อุปการะท่านบิลาล อัลฮะบะชีย์ ท่านศุฮัยบ์ อัรรูมีย์ อย่างให้เกียรติและรักใคร่ เช่นเดียวกับอุปการะท่านอะบูซัร ท่านอัมมารและท่านซัลมาน ท่านได้กล่าวถึงเรื่องราว สถานะ และความใกล้ชิดที่แต่ละคนมีต่ออัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสูงสุด)

ท่านได้แต่งตั้งท่านบิลาลเป็นมุอัซซินในมัสยิดของท่าน ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงในอิสลาม เพราะมุอัซซิน คือโฆษกของอัลลอฮ์และผู้ป่าวประกาศเวลาเคารพภักดีของผู้ศรัทธา

แน่นอน อัลลอฮ์ (ผู้ทรงอานุภาพ) ทรงกำหนดให้การสำรวมตน(ตักวา)เป็นมาตรวัดระดับของเกียรติยศและความประเสริฐ ดังพระองค์ทรงมีโองการว่า “แท้จริงผู้มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้าตามทัศนะของอัลลอฮ์ คือ ผู้สำรวมตนในหมู่พวกเจ้า”(27)

ในฐานะที่ข้าพเจ้าไม่มีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และไม่มีความคลั่งไคล้แบบพวกไร้อารยธรรม ข้าพเจ้าตั้งมั่นในการปกป้องสัจธรรม ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นส่วนมากจะมาจากคนที่มิใช่ชาติพันธุ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสู้รบกับความผิดพลาด ถึงแม้ว่าผู้ที่อยู่กับสิ่งนั้นส่วนมากจะมาจากชาติพันธุ์ของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าเป็นชีอะฮ์ก็เพราะว่าชีอะฮ์เป็นมัซฮับที่ถูกต้องถึงแม้ว่าผู้นับถือชีอะฮ์ส่วนมากจะเป็นชาวอิหร่านก็ตาม และข้าพเจ้าจะสู้รบและต่อต้านสิ่งผิดพลาดถึงแม้ว่าส่วนมากจะเป็นชาวเมืองฮิญาซก็ตาม

เราคือลูกหลานของหลักฐาน หลักฐานเอนไปทางไหน เราจะเอนไปทางนั้น

พวกฆูลาต(หลงผิด)มิใช่ชีอะฮ์

แน่นอน ท่านอ้างว่าบทกวีของพวกฆูลาตชาวอิหร่านนั้น เป็นบทกวีของชีอะฮ์ผู้ศรัทธาในหลักเอกภาพ เท่ากับท่านนำวิธีการล่าด้วยตาข่ายมาคละเคล้าให้เข้ากันกับการล่าด้วยธนู

ชีอะฮ์ของอิมามอะลี(อ)นั้น เสมอเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนอิหร่าน หรืออาหรับ หรือนอกเหนือไปจากนั้น พวกเขาทั้งหมดยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮ์ เคารพเชื่อฟังพระองค์ เคารพภักดีต่อพระองค์ และไม่ยกสิ่งใดขึ้นเป็นภาคีต่อพระองค์ พวกเขายืนยันว่า มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮ์ คือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ เป็นนบีคนสุดท้าย จะไม่มีนบีอีกแล้วภายหลังจากท่านจนกระทั่งวันตัดสินตอบแทน

พวกเขาเชื่อมั่นว่าท่านอะลี บุตรของอะบี ฏอลิบเป็นวะลียุลลอฮ์(บุคคลอันเป็นที่รักของอัลลอฮ์)และเป็นบ่าวผู้ทรงคุณธรรมของพระองค์ ท่านนบี(ศ)ถือว่า ท่านคือพี่น้อง และได้ฝากคำสั่งเสียไว้กับท่าน ท่านนบี(ศ)ได้แต่งตั้งท่านอะลีเป็นคอลีฟะฮ์สืบต่อภายหลังจากท่าน ทุกสิ่งเหล่านี้เป็นพระบัญชาจากอัลลอฮ์ (ผู้ทรงจำเริญ สูงสุด)

พวกเขาเชื่อมั่นในเรื่องตำแหน่งอิมามของท่านฮะซัน อัล-มุจตะบา(อ)หลังจากอัล-มุรตะฎอ บิดาของท่านสิ้นชีวิต และผู้ดำรงตำแหน่งอิมามต่อไปหลังจากนั้น คือท่านฮุเซน อัชชะฮีด(อ) หลังจากนั้น ตำแหน่งอิมามก็ได้ตกทอดถึงลูกหลานของท่านฮุเซน 9 ท่านตามบัญชาของที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)มีแก่พวกท่าน ซึ่งท่านนบี(ศ)ได้แนะนำให้รู้จักคนเหล่านั้นโดยได้กล่าวถึงบุคลิกลักษณะของพวกท่านไว้ แน่นอน อัลลอฮ์ทรงปกป้องพวกท่านให้พ้นจากความบาปและทรงขจัดมลทินไปจากพวกท่านและทรงชำระขัดเกลาพวกท่านให้สะอาดบริสุทธิ์ พวกท่านเป็นบ่าวผู้มีเกียรติของอัลลอฮ์ พวกท่านไม่เคยก้าวล่วงต่อพระองค์ด้วยวาจาขณะเดียวกัน พวกท่านกระทำตามคำสั่งของพระองค์

ถ้าปรากฏว่าผู้ใดกล่าวพาดพิงถึงอิมามอะลี และลูกหลานของท่านที่เป็นอิมามทั้ง 11ท่านหรือมีความเชื่อถือที่ไม่ได้เป็นไปตามนี้ ก็จงอย่าได้กล่าวหาว่าเขาผู้นั้นเป็นชีอะฮ์

ชีอะฮ์เราทั้งในอิหร่านและประเทศอื่นๆไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกละเมิดอย่างเกินขอบเขต(พวกฆอลู)ในเรื่องของอิมามอะลีหรือบุตรหลานของท่าน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มซะบะอียะฮ์ คิฏอบียะฮ์ ฆุรอบียะฮ์ และฮุลูลียะฮ์ และกลุ่มอื่นๆคนกลุ่มต่างๆเหล่านี้มีเพียงส่วนน้อย และกระจัดกระจายอยู่ในประเทศอิสลามหลายประเทศไม่เฉพาะแต่ในอิหร่านเท่านั้น อย่างในประเทศตุรกีพวกเขามีจำนวนหลายล้านคน ทั้งนี้ พวกท่านก็มิได้กล่าวหาชาวมุสลิมตุรกี เป็นพวกละเมิดเกินเลย(ฆูลาต)!ในฐานะที่ในตุรกีก็มีชีอะฮ์อยู่ด้วย

ฉะนั้น ชีอะฮ์ในทุกพื้นที่ มิได้เกี่ยวข้องอย่างสิ้นเชิงกับคนกลุ่มนั้น พวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดต่อการที่ใครๆกล่าวหาว่าคนกลุ่มนั้นเป็นชีอะฮ์ ก็เหมือนอย่างเช่นบรรดามุสลิมซุนนี ที่มิได้เกี่ยวข้องอย่างสิ้นเชิงกับคนกลุ่มนั้น แต่จะรู้สึกปวดร้าวในยามที่นักบูรพคดีกล่าวหาว่าคนกลุ่มนั้นอยู่ในศาสนาอิสลาม

ชีอะฮ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์(อุละมาอ์)หรือนักศาสนบัญญัติ(ฟุกอฮาอ์)ทั้งในอิหร่านและที่อื่นๆได้ตัดสินแล้วว่า พวกฆูลาตเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา และได้วินิจฉัยว่า คนกลุ่มนั้นเป็นสิ่งโสโครกตามศาสนบัญญัติจำเป็นให้หลีกเลี่ยง ถึงกระนั้นแล้ว พวกท่านก็ยังกล่าวหาว่าเราเป็นกลุ่มผู้หลงผิดเหล่านั้น หรือคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านั้น!! อย่างนี้จะเป็นอย่างอื่นไปมิได้ นอกจากเป็นการใส่ร้ายอย่างใหญ่หลวง

ถ้าหากท่านอ่านหนังสือของพวกเราบ้าง แน่นอนท่านจะพบว่า นักวิชาการและนักปราชญ์ของเราได้ตอบโต้หลักความเชื่อของพวกฆูลาตและพวกนอกศาสนา ทั้งโดยหลักฐานทางสติปัญญาและตำราอ้างอิงอย่างไร ข้าพเจ้าจะอ้างคำรายงานบางตอนจากบรรดาอิมามของชีอะฮ์ ที่บันทึกไว้ในตำราฝ่ายเรา ตามที่มีการรวบรวมไว้ส่วนหนึ่งโดยนักวิชาการฮะดีษชั้นสูง นักปราชญ์ประจำยุคสมัย เชคเมาลา บากิร อัล-มัจลีซีย์(ขอให้วิญญาณของท่านได้ถูกพิทักษ์ไว้ในความบริสุทธิ์)บันทึกในหนังสือบิหารุลอันวาร ซึ่งเป็นตำราชุดใหญ่ที่ครอบคลุมวิชาความรู้ของชีอะฮ์อิมามียะฮ์ เรียงลำดับจำนวน 110 เล่ม

1- มีรายงานในญุซอ์ที่25 หน้า 273 ฮะดีษที่ 19 จากอะบีฮาชิม อัลญะฟะรีย์ กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ถามอะบูฮะซัน ริฎอ(อ)เกี่ยวกับพวกฆูลาตและพวกมุเฟาเฎาะฮ์ ท่านตอบว่า พวกฆูลาตนั้นปฏิเสธศาสนา(กาฟิร) ส่วนพวกมุเฟาเฎาะฮ์นั้น ตั้งภาคี(มุชริก)ผู้ใดนั่งร่วม หรือสังสรรค์ หรือร่วมรับประทาน ร่วมดื่ม หรือติดต่อ หรือแต่งงาน หรือมอบหมายความไว้วางใจ หรือเชื่อคำพูดใดๆ หรือจะช่วยพูดเสริมแม้เพียงคำเดียว ก็เท่ากับออกนอกการปกครอง(วิลายะฮ์)ของอัลลอฮ์ ออกนอกการปกครอง(วิลายะฮ์)ของท่านศาสนทูต(ศ)และออกนอกการปกครองของพวกเรา(วิลายะฮ์)บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์

2- ในเล่ม 25 หน้า 283 ฮะดีษที่ 33 รายงานจากอิมามญะฟัร ศอดิก(อ)พวกฆูลาตเป็นมนุษย์ที่ชั่วร้ายสำหรับอัลลอฮ์ พวกเขาถือเป็นเรื่องเล็ก สำหรับเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ พวกเขาอ้างว่าหน้าที่ในการอภิบาล เป็นสิทธิของปวงบ่าวแห่งอัลลอฮ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แท้จริงพวกฆูลาตเลวร้ายกว่าพวกยะฮูด นะซอรอและมะยูซีย์ซึ่งเขาเหล่านั้นตั้งภาคี

3- ในเล่ม 25 หน้า 286 ฮะดีษที่40 รายงานจากอุบาน บิน อุษมาน กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านอะบา อับดิลลาฮ์(อ) กล่าวว่า “ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งอับดุลลอฮ์ บิน ซะบะอ์ เพราะเขาอ้างว่า อำนาจด้านการอภิบาลบริหารสรรพสิ่งทั้งปวง(รุบูบียะฮ์)อยู่ในตัวท่านอะมีรุลมุมินีน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) เป็นบ่าวผู้ภักดีคนหนึ่งของอัลลอฮ์ ขอให้ความวิบัติมีแด่ผู้กล่าวเท็จแก่พวกเรา ได้มีคนกลุ่มหนึ่งกล่าวถึงเราในสิ่งที่เราไม่เคยกล่าวถึงตัวของพวกเราเลย เราขอตัดขาดจากพวกเขาเพื่ออัลลอฮ์ เราขอตัดขาดจากพวกเขาเพื่ออัลลอฮ์”

4- ในเล่ม 25 หน้า 286 ฮดีษที่ 41 รายงานจากอัษษุมาลีย์ กล่าวว่า ท่านอะลี บิน ฮุเซน (อ)กล่าวว่า “ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งผู้ที่โกหกแก่พวกเรา” ฉันได้นึกถึงอับดุลลอฮ์ บิน ซะบะอ์แล้วขนลุก แน่นอนเขาเคยอ้างถึงเรื่องราวที่ใหญ่หลวง ถึงขั้นที่อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งเขา ขอสาบานว่า ท่านอะลี(อ)นั้นเป็นบ่าวผู้มีคุณธรรมคนหนึ่งของอัลลอฮ์ เป็นพี่น้องของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ท่านมิได้รับเกียรติพิเศษจากอัลลอฮ์ เว้นแต่โดยการเคารพเชื่อฟัง ที่ท่านมีต่ออัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และท่านศาสนทูต(ศ)เอง ก็มิได้รับเกียรติยศพิเศษอันใดจากอัลลอฮ์ เว้นแต่โดยการเคารพเชื่อฟัง ที่ท่านมีต่ออัลลอฮ์ (ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด)

5- ในเล่ม 25 หน้า 296 ฮะดีษที่ 55 รายงานจากอัล-มุฟัฎฎ็อล บิน ยะซีดกล่าวว่า ท่านอะบูอับดุลลอฮ์(อ)ได้กล่าวว่า (ขณะที่เอ่ยถึงเรื่องราวของบรรดาสาวกแห่งอะบีอัลค็อฏฏอบและพวกฆูลาต)”โอ้มุฟัฎฎ็อล จงอย่านั่งร่วม อย่ารับประทานร่วม อย่าดื่มร่วม อย่าสัมผัสมือกับพวกเขา และอย่ารับมอบมรดกระหว่างกันกับพวกเขาเลย”

6- ในเล่ม 25 หน้า 297 ฮะดีษที่ 59 รายงานจากอิมามศอดิก(อ)กล่าวว่า “ขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งคนที่กล่าวถึงพวกเราในเรื่องที่เราไม่เคยกล่าวถึงตัวของพวกเราเลย และขอให้อัลลอฮ์สาปแช่งคนที่แยกพวกเราออกจากการเป็นบ่าวของอัลอฮ์ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างพวกเรา พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของเรา ทรงเป็นที่คืนกลับของเรา และกระหม่อมของพวกเราอยู่ในห้วงอำนาจของพระองค์”

7- ในเล่มที่ 7 หน้า 303 ฮะดีษที่ 69 รายงานจากศอลิห์ บิน ซะฮัล กล่าวว่า ข้าพเจ้าเคยพูดถึงอะบีอับดิลลาฮ์(อ) ว่ามีอำนาจในการบริหารอภิบาล แล้วฉันก็ได้เข้าพบท่าน ทันใดนั้น ท่านได้มองมายังฉันแล้วพูดว่า “โอ้ศอลิห์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แท้จริงเราคือบ่าวที่ถูกสร้าง เรามีพระเจ้า เราเคารพภักดีพระองค์ ซึ่งถ้าหากเราไม่เคารพภักดีพระองค์แล้วไซร้ พระองค์จะลงโทษพวกเรา”

นี่คือบรรดาอิมามของชีอะฮ์ ที่ได้กล่าวถึงอับดุลลอฮ์ อิบนุซะบะอ์, อะบีค็อฏฏอบ,อัลมะฟูเฎาะฮ์,และพวกฆูลาต แต่ถึงกระนั้นแล้วก็ตามส่วนมากในตำราของพวกท่านจะกล่าวหาชีอะฮ์ว่าเป็นพวกของอิบนุซะบะอ์ ผู้ถูกสาปแช่ง!

ท่านเคยพบบ้างไหม จากหนังสือของชีอะฮ์อิมามียะฮ์ ญะฟะรียะฮ์เอง (ที่อ้างถึงอิมามญะฟัร ศอดิก(อ)) เพียงคำเดียวที่ยกย่องอิบนุซะบะอ์?!

นี่คือหนังสือของพวกเราที่มีมานานกว่าพันปีแล้ว มีเกลื่อนเต็มทั้งห้องสมุด จงอ่านให้ละเอียด จงศึกษาค้นคว้าให้แตกฉาน จะไม่มีบรรทัดไหนเลยที่สนับสนุนอิบนุซะบะอ์ ทั้งความเชื่อและความคิดของเขา หากแต่จะพบการต่อต้านและสาปแช่งทั้งนั้น เขาคือยะฮูด ผู้ปฏิเสธศาสนา

ขอให้พิจารณาคำพูดของท่าน โปรดมีความเป็นธรรมในคำพูด การให้ความคิดเห็นในเรื่องชีอะฮ์ โปรดยำเกรงอัลลอฮ์และเกรงกลัวการพิพากษา ในวันที่ท่านจะถูกสอบสวนในทุกถ้อยวลีที่พูดไป เพราะพระองค์ ผู้ทรงสูงสุดตรัสว่า “ไม่มีที่เขาจะเปล่งออกมาเฉยๆ เว้นแต่จะมีผู้บันทึกที่เข้มงวดอยู่ต่อหน้าเขา”(28)

ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง ตรัสอีกว่า “ผู้ใดกระทำความดีแม้หนักเพียงละอองธุลีเดียวเขาจะได้เห็นมัน และผู้ใดกระทำความชั่วแม้หนักเพียงละอองธุลีเดียว เขาจะได้เห็นมัน”(29)

ข้าพเจ้าขอร้องท่านว่าโปรดร่วมเสวนากับข้าพเจ้าด้วยคำพูดที่กลั่นกรองมาจากข้อมูลและความเป็นจริง อย่าได้เอาเรื่องที่ศัตรูหรือคู่พิพาทของเราพูดถึงเรา เพราะคู่พิพาทย่อมบั่นทอนคู่พิพาทด้วยกัน

ก็ทำนองเดียวกับเวลาที่ข้าพเจ้าโต้แย้งและพูด ก็จะต้องอ้างหนังสือของท่าน ตำราศอฮีฮ์ของท่าน เพื่อยืนยันเรื่องที่พูด เพราะพื้นฐานการโต้แย้งและการเสวนาจะต้องเป็นอย่างนั้น

ท่านฮาฟิซกล่าวว่า คำเตือนของท่านเป็นที่ยอมรับ อินชาอัลลอฮ์ เราจะไม่พูดอีกแล้ว นอกจากจะพูดในสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังรายงานเหล่านี้จากท่าน ซึ่งเป็นการตอบโต้พวกฆูลาต ก็ยิ่งเพิ่มความประทับใจต่อท่านยิ่งขึ้น เพราะข้าพเจ้าได้ฟังการให้เหตุผลในเรื่องบรรดาอิมามของพวกท่าน จากการเสวนาครั้งนี้ รู้สึกได้กลิ่นไอของพวกฆอลู ซึ่งผู้ฟังไม่มีความพึงพอใจในคำพูดต่างๆเหล่านั้นนัก ถึงแม้ว่าท่านพยายามอย่างยิ่งที่จะพูดทุกๆถ้อยคำเหล่านั้นออกมา เพื่อมิให้พวกเขาตำหนิพวกท่านในข้อนั้น และเพื่อจะได้ไม่เป็นเหตุที่ทำให้พวกท่านได้รับการลบหลู่ก็ตาม

ข้าพเจ้าพูดว่า ข้าพเจ้ามิใช่คนโง่เขลาที่ดื้อรั้น และมิใช่คนถือทิฐิจนคลั่งไคล้ ฉะนั้นถ้าหากคำพูดของข้าพเจ้าเป็นเรื่องเหลวไหล และเป็นคำพูดของพวกฆูลาต ก็จำเป็นที่ท่านจะต้องเตือนข้าพเจ้า เพราะคนเราอาจมีข้อผิดพลาดเผลอเรอกันได้ จึงขอร้องท่านได้โปรดระบุถ้อยคำตามความเห็นของท่านที่ว่าเป็นการละเมิดเกินเลยหรือเป็นการปฏิเสธศาสนา หรืออกนอกบรรทัดฐานทางสติปัญญาและกรอบของเหตุและผล

ท่านฮาฟิซกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้นบีของพระองค์ มุฮัมมัด(ศ)ได้รับการคารวะ รับการอวยพรและการให้สลามในโอกงารอันทรงเกียรติ “แท้จริงอัลลอฮ์ และมะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ทรงประทานพรแด่นบีโอ้บรรดาผู้ศรัทธาจงอวยพรและจงให้สลาม(ขอความสุขสันติ)โดยการให้สลามอย่างมากมายแก่เขาเถิด”(30) แต่ทว่าพวกชีอะฮ์ทุกคนแม้แต่ท่านเอง ในที่ประชุมนี้ ทุกครั้งที่ท่านกล่าวถึงบรรดาอิมามคนหนึ่งๆ ท่านจะมีประโยคหนึ่งตามหลังชื่อของอิมามนั้นๆเสมอว่า “สลามุลลอฮิอะลัย”(ขอให้อัลลอฮ์ประทานความสุขสันติแด่ท่าน)หรือ “ศอละวาตุลลอฮิอะลัยฮิ”(ขอให้อัลลอฮ์ประทานพรอันจำเริญแด่ท่าน)แทนที่จะกล่าวว่า “รอฎิยัลลอฮุอันฮุ”(ขอให้อัลลอฮ์พึงพอพระทัยต่อท่าน)กล่าวคือ ท่านยกบรรดาอิมามขึ้นเป็นหุ้นส่วนของท่านนบีในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้กำหนดวิธีการคารวะไว้ให้แก่ท่านเป็นการเฉพาะ ดังนั้นหลักปฏิบัติของท่านในข้อนี้ ถือเป็นสิ่งอุตริ(บิดอะฮ์)และขัดแย้งกับข้อบัญญัติของคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ

ข้าพเจ้ากล่าวว่า ชีอะฮ์จะไม่ขัดแย้งกับข้อบัญญัติใดๆในการปฏิบัติศาสนกิจเลย แต่ศัตรูของชีอะฮ์เช่นพวกคอวาริจญ์ พวกนะวาศิบ และบะนีอุมัยยะฮ์และบริวารของพวกเขาในสมัยอดีตใส่ร้ายป้ายสี แล้วโจมตีว่าการปฏิบัตบางอย่างของพวกชีอะฮ์เป็นสิ่งอุตริ

นักปราชญ์ของพวกเราได้ตอบโต้และตอบด้วยหลักฐานทั้งโดยสติปัญญาและตำราอ้างอิง เพื่อยืนยันว่าชีอะฮ์มิใช่พวกอุตริและหลงผิด ท่านเหล่านั้นได้ตอบแก่พวกเขาอย่างละเอียด แต่เพื่อเป็นการรักษาเวลา เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าสมาชิกที่ประชุมบางท่านเริ่มอาการอ่อนเพลียและง่วงกันแล้ว จะขอตอบพวกท่านสั้นๆ

ประการแรก แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุดมีคำสั่งในโองการอันทรงเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่าให้อวยพรและให้สลามแก่ท่านนบี(ศ)แต่มิได้ห้ามว่าอย่าอวยพรและอย่าให้สลามแก่คนอื่น ที่มิใช่นบี(ศ)

ประการที่ 2-ตามที่อัลลอฮ์ทรงตรัสในโองการอันทรงเกียรติว่า “แท้จริงอัลลอฮ์และมะลาอิกะฮ์ประทานพรแด่นบี”แล้วยังทรงมีโองการในซูเราะฮ์อัศศอฟฟาต”ความสันติสุขพึงมีแด่วงศ์วานของยาซีน”(31)

ในซูเราะฮ์นั้นอีกเช่นกันอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด มีโองการกล่าวสลามแก่บรรดานบีต่างๆ”ความสันติสุขมีแด่นูห์ในสากลโลก”(32) “ความสันติสุขมีแด่อิบรอฮีม”(33)ความสันติสุขมีแด่มูซาและฮารูน”(34)พระองค์มิได้ให้สลามแก่วงศ์วานของนบีท่านใด นอกจากวงศ์วานของยาซีน และ”ยาซีน”เป็นชื่อหนึ่งของนบีของเรา(ศ)เพราะอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดทรงกล่าวถึงนบี ผู้ทรงเกียรติของพระองค์ในอัล-กุรอานไว้ 5 ชื่อ คือ มุฮัมมัด, อะห์มัด, อับดุลลอฮ์, นูน, และยาซีน “ยาซีน จงสนใจกับอัล-กุรอาน แท้จริงเจ้าเป็นศาสนทูตคนหนึ่ง”(35) คำว่า “ยา”เป็นคำเรียก “ซีน” เป็นชื่อของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)หมายถึง การบ่งชี้ไปยัง”ด้านนอก”และ”ด้านใน”อย่างเท่าเทียมเสมอกัน

ท่านนาวาบ กล่าวว่า มีเหตุผลอันใด ในการเลือกตัวอักษร “ซีน”ขึ้นมาท่ามกลางอักษรทั้งหลาย ?

ข้าพเจ้าตอบว่า เพราะว่า อักษร(س)”ซีน” เป็นอักษรตัวเดียวที่มีจำนวนเท่าเทียมกัน ทั้งในแง่ “เปิดเผย”และ”ซ่อนเร้น” เพราะว่าทุกตัวอักษร มีทั้งประเภท”ซุบิร”และประเภท”บัยยินะฮ์”ตามทัศนะของผู้เชี่ยวชาญในวิชาด้านตัวอักษรและจำนวน เมื่อเอาจำนวนมาเทียบกันทั้งประเภท“ซุบิร”และประเภท”บัยยินะฮ์”ของทุกตัวอักษร จะพบว่าจำนวนของทั้งสองประเภทจะแตกต่างกัน ยกเว้นอักษร(س)”ซีน”ตัวเดียวเท่านั้น ที่มีจำนวนเท่าเทียมกันทั้งประเภท”ซุบิร”และ”บัยยินะฮ์”

ท่านนาวาบ: ขออภัย ท่านซัยยิด ได้โปรดอธิบายให้กระจ่าง เพื่อเราจะได้เข้าใจด้วย ในฐานะเราเป็นสามัญชนทั่วไป เราจึงไม่รู้ความหมายของคำว่า “ซุบิร”และ”บัยยินะฮ์”จึงขอร้องท่านอธิบายให้กระจ่างกว่านี้

ข้าพเจ้าพูดว่า จะอธิบายให้ชัดเจน ดังนี้ “อัซซุบิร” หมายถึงชื่อของอักษรที่ถูกเขียนลงบนกระดาษว่า (س) “ซีน” เป็นอักษรตัวเดียว แต่ในเวลาออกเสียง มันจะเป็นเสียงอักษรสามตัว คือ ตัวس ي ن (ซีน,ยาอ์,นูน) การออกเสียงตัวอักษร อื่นเพิ่มแก่ตัว س และการเขียนแบบนั้น จะเรียกว่า “บัยยินะฮ์” ค่าทางตัวเลขของس ตามทัศนะของนักปราชญ์คือ 60 ค่าของ (ي) คือ 10 และค่าของ ن คือ 50 ซึ่งถ้านำค่าของอักษรสองตัวนี้มารวมกันก็จะเป็น 60 อีกเช่นกัน จึงถือว่า ค่าของตัว س กับค่าของ ين มีจำนวนเท่ากัน และนี่คือเอกลักษณ์ของตัว س อักษรเดียวในบรรดาตัวอักษรทั้งหมด ที่มีค่าทางตัวเลขเท่าเทียมกัน ทั้งในประเภท “ซุบิร”และประเภท”บัยยินะฮ์” ของมัน

ด้วยเหตุนี้เอง อัลลอฮ์จึงเรียกนบีของพระองค์ว่า يس ยาซีน อักษร ยาอ์ เป็นคำใช้เรียก ส่วนอักษร س แสดงความหมายบ่งชี้ถึงความเท่าเทียมทั้งในด้านนอกและด้านในของท่าน

ด้วยเหตุนี้ในโองการอันจำเริญนั้น พระองค์ทรงตรัสว่า سلام على آل ياسين “ความสันติสุขมีแด่ วงศ์วานของยาซีน”

ท่านฮาฟิซ : ท่านต้องการทำให้เกิดความพิศวงกับคำพูดของท่าน โดยยืนยันในสิ่งที่ไม่เคยมีนักปราชญ์คนใดพูดมาก่อนเลยสักคน !

ข้าพเจ้าพูดว่า ขอความกรุณาอย่ารีบปฏิเสธในสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังพูด หากแต่จงคิด จงพิจารณา และอย่าใจร้อน เพราะผลของความใจร้อน คือ ความเสียใจ เพราะข้าพเจ้าสามารถยืนยันสิ่งที่พูดกับหลักฐานในตำราและหนังสือศอฮีฮ์ของพวกท่านได้ ซึ่งหากนำออกมาเปิดเผยต่อหน้าผู้เข้าประชุม ท่านจะอับอาย และข้าพเจ้าเองก็ไม่ชอบจะทำกับท่านเช่นนั้น

สำหรับพวกท่าน บางทียังมิใช่ผู้ที่ศึกษาอย่างถ่องแท้กับตำราของพวกท่าน หรืออาจเป็นผู้ศึกษาอย่างถ่องแท้ แต่ปกปิดความจริงที่มีอยู่!

ส่วนเรา กลับเป็นผู้ที่ศึกษาอย่างถ่องแท้กับตำราของพวกท่าน ตลอดถึงรายงานต่างๆ ทั้งที่เป็นฮะดีษศอฮีฮ์และฮะดีษปลอม แล้วเราจะยึดถือเอาเฉพาะฮะดีษที่ศอฮีฮ์ ส่วนอื่นๆนอกเหนือจากนั้น เราสลัดทิ้งไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อนี้ เราดีว่า มีริวายะฮ์และฮะดีษต่างๆที่ถูกบันทึกไว้อย่างมากมายในตำราของพวกท่าน เช่น หนังสือ “อัศศวาอิกุล-มุฮัรรอเกาะฮ์”อธิบายโองการที่ 3 ในเรื่องเกียรติยศของอะฮ์ลุลบัยต์

เขากล่าวว่า นักอรรถาธิบายคัมภีร์คณะหนึ่งรับบทรายงานมาจากอิบนุอับบาส กล่าวว่า ความหมายของโองการนี้سلام على آل ياسين หมายถึงความสันติสุขมีแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด และท่านอัล-กัลบีย์ก็กล่าวทำนองนี้ด้วย

อิบนุฮะญัรได้อ้างอีกเช่นกัน เป็นบทรายงานจากอิมามฟัครุ รอซีย์ที่กล่าวว่า “บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน(ศ)มีความเสมอเหมือนกับท่าน 5 ประการ คือ:

1-ในการให้สลามท่านกล่าวว่า ความสันติสุขมีแด่ท่านโอ้ ผู้เป็นนบี และกล่าวว่า “ความสันติสุขมีแด่วงศ์วานของยาซีน”

2-ในการอวยพร(ศอลาวาต)ให้แก่ท่านและแก่พวกเขา ในตอนอ่านตะชะฮุด

3-ในด้านความบริสุทธิ์ อัลลอฮ์ทรงมีโองการว่า طه (36) หมายความว่าيا طاهر، “โอ้ผู้สะอาด”และทรงตรัสอีกว่า ويطهركم تطهيرا “และทรงชำระขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาด”(37)

4-ในคำสั่งห้ามรับสิ่งของบริจาค

5-ในคำสั่งให้รักใคร่ ผู้ทรงสูงสุดตรัสว่าفاتبعوني يحببكم الله “ดังนั้นจงปฏิบัติตามฉันแล้วอัลลอฮ์จะทรงรักพวกท่าน”(38)แล้วทรงตรัสว่า قل لا أسألكم عليه أجرا إلا المودة في القربى “จงกล่าวเถิด ฉันมิได้ขอรางวัลใดๆจากพวกท่านในการนี้ นอกจากความรักแก่ญาติใกล้ชิด”(39)

ท่านซัยยิด อะบูบักร์ ชิฮาบุดดีนได้บันทึกในหนังสือของท่าน “ร็อชฟะตุศศอดีย์…”บาบที่ 1 หน้า 24ว่า : มีนักอรรถาธิบายคัมภีร์คณะหนึ่งรายงานมาจากอิบนุอับบาส และอัล-นุกอช ได้รายงานจากอัล-กัลบีย์ กล่าวว่า سلام على آل ياسين หมายถึง ความสันติสุขมีแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด

เช่นเดียวกันนี้ ยังมีรายงานอยู่ในบาบที่ 2 หน้า 34

อิมามฟัครุรรอซีย์ ได้บันทึกในตัฟซีร อัล-กะบีร เล่ม 7 หน้า 163 ตอนอธิบายโองการอันทรงเกียรติ سلام على آل ياسين มีหลายประเด็น…ประเด็นที่ 2 คือ วงศ์วานของยาซีน ก็คือ วงศ์วานของมุฮัมมัด(40)

ดังนั้น อนุญาตให้อวยพร(ศอลาวาต)และให้ความสันติแก่วงศ์วานของมุฮัมมัดได้ เป็นคำสั่งสอดคล้องตรงกันทั้งสองฝ่ายซุนนี-ชีอะฮ์(41)

การอวยพร(ศอลาวาต)และให้สลามแก่วงศ์วาน เป็นจริยวัตรท่านศาสดา

มีรายงานในศอฮีฮ์บุคอรีเล่ม 3 ในศอฮีฮ์มุสลิม เล่ม 1

ท่านอัลลามะฮ์ ก็อนดูซีย์ บันทึกไว้ในหนังสือ “ยุนาบีอุล-มะวัดดะฮ์ หน้า 227 อ้างจากบุคอรี อิบนุฮะญัร หนังสือ ศอวาอิกุลมุฮัรรอเกาะฮ์ บาบที่ 11 บทที่ 1 อธิบายโองการที่ 2

ทุกท่านเหล่านั้น ร่วมกันรายงานจากท่านกะอับ บิน อิจเราะฮ์ ว่า ครั้งที่โองการนี้ถูกประทานลงมา พวกเราถามว่า : โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์!พวกเรารู้แล้วว่า จะให้สลามแก่ท่านอย่างไร แต่ทว่า เราจะอวยพร(ศอลาวาต)แก่ท่านอย่างไร?

ท่านตอบว่า :พวกท่านจงกล่าวเถิดว่า اللهم صل على محمد وعلى وآل محمد “โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด”

อิบนุฮะญัรกล่าวว่า : ในรายงานบันทึกโดยท่านฮากิมมีใจความว่า “พวกเรากล่าวว่า :โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ การอวยพรแก่พวกท่านบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์เป็นอย่างไร?

ท่านตอบว่า :จงกล่าวเถิดท่านทั้งหลาย اللهم صل على محمد وعلى آل محمد “โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด”

อิบนุฮะญัรได้กล่าวว่า หลังจากโองการนี้ถูกประทาน(يا أيها الذين آمنوا صلوا عليه وسلموا تسليما) “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาจงอวยพรและจงให้สลาม(ขอความสุขสันติ)โดยการให้สลามอย่างมากมายแก่เขาเถิด”คำถามของบรรดาสาวกก็มีขึ้น และคำตอบที่พวกเขาได้รับก็คือ اللهم صل على محمد وعلى آل محمد”โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด” เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า คำสั่งให้อวยพร(ศอลาวาต)แก่บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์และวงศ์วานของท่านเป็นจุดมุ่งหมายของโองการนี้อยู่แล้ว ถึงแม้บรรดาสาวกมิได้ถามถึงการอวยพรแก่อะฮ์ลุลบัยต์และวงศ์วานของท่าน ภายหลังจากโองการถูกประทานลงมา และพวกเขาไม่ได้รับคำตอบ แต่ครั้นพวกเขาได้รับคำตอบ ก็แสดงว่า การอวยพรแก่วงศ์วาน เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งทันที…ตอนท้ายประโยคคำพูดของท่านใน”อัศศอวาอิก” จึงขอให้ท่านพิจารณาด้วย

อิมามฟัครุร รอซีย์ ได้รายงานไว้ในเล่ม 6 ตัฟซีรอัล-กะบีร หน้า 797 ตอนที่บรรดาสาวกถามท่านนบีว่า: เราจะกล่าวอวยพรแก่ท่านอย่างไร?

ท่านศาสดา(ศ)ตอบว่า : اللهم صل على محمد وعلى آل محمد كما صليت على إبراهيم وعلى آل إبراهيم، بارك على محمد وآل محمد كما باركت على إبراهيم وعلى آل إبراهيم إنك حميد مجيد.

“จงกล่าวเถิดว่า โอ้อัลลอฮ์โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด เหมือนดังที่พระองค์ทรงประทานพรแด่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม โปรดประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด เหมือนดังที่พระองค์ทรงประทานความจำเริญแด่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญ ทรงประเสริฐเลอเลิศยิ่ง”

อิบนุฮะญัรได้รายงานไว้ใน “อัศศอวาอิก”หน้า 87 ท่านศาสดา(ศ)กล่าวว่า “จงอย่าอวยพรอย่างขาดตอนให้แก่ฉัน”

บรรดาสาวกถามว่า “การอวยพรอย่างขาดตอน เป็นอย่างไร?

ท่านศาสดา(ศ)กล่าวว่า :ก็คือการอวยพรที่พวกท่านกล่าวว่า: اللهم صل على محمد”โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัด”แล้วหยุดอยู่แค่นั้นหากแต่จงกล่าวว่า اللهم صل على محمد وعلى لآل محمد ”โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด”(42)

ท่านกล่าวว่า อัดดัยละมีได้รายงานว่า “ท่านศาสดา(ศ)กล่าวว่า คำวิงวอนขอ(ดุอาอ์)ยังเป็นสิ่งถูกปิดกั้นตลอดไป จนกว่าจะได้มีการศอลาวาตแก่มุฮัมมัดและอะฮ์ลุลบัยต์ว่า اللهم صل على محمد وآله โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานพรแด่มุฮัมมัดและวงศ์วานของท่านด้วยเถิด

อิบนุฮะญัรยังได้อธิบายอย่างละเอียดโดยอ้างทัศนะของนักปราชญ์และนักศาสนบัญญัติ(ฟุกอฮาอ์)ของพวกท่าน ที่ระบุว่า การอวยพร(ศอลาวาต)และการให้สลามแก่วงศ์วานของมุฮัมมัด(ศ)ในช่วงอ่านตะชะฮุดนมาซประจำวันถือว่าเป็น “ข้อบังคับ”(วาญิบ) หลังจากนั้น เขายังกล่าวว่า อิมามชาฟิอีย์(ร.ฎ)กล่าวว่า

“โอ้อะฮ์ลุลบัยต์ ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ความรักต่อพวกท่าน

เป็นข้อบังคับจากอัลลอฮ์ ที่มีในอัล-กุรอาน ซึ่งถูกประทานมา

เกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของพวกท่าน พอเพียงแก่พวกท่านแล้ว

เพราะว่า ผู้ใดมิได้อวยพรให้แก่พวกท่าน การนมาซก็จะไม่มีสำหรับคนผู้นั้น”

ท่านได้อธิบายเรื่องของซัยยิดอะบูบักร์ บิน ชิฮาบุดดีน ในหนังสือ รุชฟะตุศศอดีย์ บาบที่ 2 หน้า 29-35 โดยอ้างหลักฐานเรื่องการเป็นข้อบังคับ(วาญิบ)ของศอลาวาตและการให้สลามแก่วงศ์วานของมุฮัมมัดในนมาซประจำวัน จากท่านนะซาอีย์ ,ดารุกุฏนีย์,อิบุฮะญัร,บัยฮะกีย์,อะบีบักร์ อัฏฏ็อรฏูซีย์,อะบีอิสฮาก อัลมะรูซีย์,อัซซัมฮูดีย์,อันนะวะวีย์,เชคซิรอญุดดีนอัล-กุศ็อยมีย์

สังเกตได้ว่า เวลามีจำกัดและเพื่อเห็นแก่บรรดาผู้เข้าร่วมประชุมข้าพเจ้าจะขอยุติลงแค่นี้ และขอมอบเรื่องนี้ให้แก่บรรดานักปราชญ์ที่เข้าร่วมในที่ประชุมนำไปคิด ทบทวน ด้วยน้ำใสใจจริง แล้วให้ตัดสินด้วยความเป็นธรรม หลักจากผ่านทุกประการเหล่านี้แล้ว ท่านทั้งหลายจะเชื่อข้าพเจ้าอย่างแน่นอน และจะยอมรับว่า การอวยพรและการให้สลามแก่บรรดาวงศ์วานของมุฮัมมัด มิได้เป็นเรื่องอุตริ หากแต่เป็นอิบาดะฮ์ และเป็นซุนนะฮ์อย่างหนึ่งที่ท่านนบีผู้ทรงเกียรติ(ศ)ได้สั่งไว้ จะไม่มีใครรังเกียจเรื่องนี้ นอกจากพวกคอวาริจญ์ พวกนาวาศิบและพวกดื้อรั้น ซึ่งอัลลอฮ์ทรงบั่นทอนพวกเขาโดยการปลอมแปลงให้แก่บรรดาพี่น้องทั่วไปของเรา แล้วสวมทับสัจธรรมความจริงให้แก่พวกเขา

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้ที่ท่านนบี(ศ)สั่งให้นำเอาชื่อของพวกเขาผนวกรวมกับชื่ออันทรงเกียรติของท่าน และให้อวยพร ให้สลามแก่ท่านเหล่านั้นในนมาซประจำวัน ย่อมเป็นผู้อยู่แนวหน้าคนอื่นๆทั้งหมด ในด้านเกียรติยศและความประเสริฐ

จะถือเป็นความโง่เขลา เบาปัญญา และเป็นความคลั่งไคล้ ดื้อด้านที่สุด ถ้าหากเราจะนำคนอื่นๆมาเทียบเคียงกับท่านเหล่านั้น

บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นริ้วรอยความอ่อนเพลียและง่วงนอนปรากฏแก่พี่น้องเป็นส่วนมากแล้ว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอปิดประชุมและคอยการมาของท่านใหม่ในคืนต่อไป อินชาอัลลอฮ์