หน้าแรก ห้องสมุด เปชวาร์ราตรี : เสวนาคืนที่ 1

เปชวาร์ราตรี : เสวนาคืนที่ 1

139
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ

 

ค่ำวันศุกร์ ที่ 23 รอยับ ฮ.ศ 1345

สถานที่: บ้านของท่านมุฮ์ซิน วะญีฮ์ อัล-มิรซา ยะอ์กูบ อะลี คาน กอซัล บาช(1) บุคคลสำคัญท่านหนี่งในเมืองเปชาวาร

เปิดฉากเสวนาตั้งแต่เริ่มค่ำ-หลังนมาซมัฆริบ

เปิดประชุม : โดยบรรดาผู้อาวุโส นักปราชญ์เช่น ฮาฟิซ (2) มุฮัมมัด รอชีด, เชคอับดุสสลาม, ซัยยิด อับดุลฮัย และผู้รู้อีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งบุคคลสำคัญและผู้มีชื่อเสียงจากหลายวงการ มาพร้อมกันในที่ประชุม

ข้าพเจ้าแสดงความยินดีต้อนรับตามอัธยาศัยและยิ้มแย้มเช่นเดียวกับเจ้าบ้าน ที่ให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้น หลังจากนั้นก็สั่งคนใช้ส่งชา ผลไม้ และขนมมาเลี้ยงแขกเหรื่อทั้งหมด

แต่ทั้งนี้ ผู้อาวุโสในหมู่คณะที่มา กลับแสดงท่าทีตรงข้ามกับที่ข้าพเจ้าปฏิบัติ กล่าวคือเราสามารถเห็นสีหน้าปรากฏความขุ่นเคืองนับตั้งแต่พบข้าพเจ้า รู้สึกได้ว่าพวกเขาเครียดราวกับจะมาหาเรื่องข้าพเจ้ามากกว่าจะมาเพื่อสานความเข้าใจและแลกเปลี่ยนทัศนะซึ่งกันและกัน

แต่ข้าพเจ้ามิได้ใส่ใจกับสิ่งนี้ เพราะไม่ต้องการจะให้การพบปะคราวนี้ มีเป้าหมายเรื่องส่วนตัวแฝงอยู่เบื้องหลัง จิตใจข้าพเจ้ามิได้พกพาความอวดดื้อถือดี และมิได้คลั่งไคล้ในลัทธินิยมจนไม่ลืมหูลืมตาเพื่อขับเคี่ยวใครๆ ข้าพเจ้ามีเป้าหมายอย่างเดียวคือ ทำให้สัจธรรมกระจ่างชัดและอธิบายไปตามความจริงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงมิอาจเลี่ยงความจำเป็นประการหนึ่ง คือ สัมมาคารวะ ข้าพเจ้าจึงต้อนรับพวกเขาอย่างสดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ยินดีและให้เกียรติ ข้าพเจ้าเสนอว่าให้พวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน โดยมีเงื่อนไขว่า เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผู้พูดจะต้องเป็นคนใดคนหนึ่งที่แน่นอนในหมู่คณะ และอย่าพูดนอกประเด็นที่ตกลงกันไว้แล้ว

พวกเขาตอบตกลงตามนั้นและกำหนดให้ท่านฮาฟิซ มุฮัมมัด รอชีดเป็นคนพูดในนามพวกเขา แต่บางครั้งคนอื่นก็สามารถร่วมถกปัญหาได้เป็นครั้งคราว แต่ต้องได้รับอนุญาตจากคนแรกก่อน

การเริ่มต้นเสวนา

ป็นอันว่า ที่ประชุมได้ยึดระเบียบการประชุมที่เป็นของทางการมาใช้ การแสดงทัศนะตอบโต้ระหว่างข้าพเจ้ากับพวกเขาจะเป็นไปอย่างละเอียดและอย่างเป็นวิชาการ โดยท่านฮาฟิซมุฮัมมัด รอชีด ได้เรียกข้าพเจ้าว่า”กิบละฮ์ ศอฮิบ” (3) กล่าวว่า :

“นับตั้งแต่ท่านได้เข้ามาพำนักที่เมืองนี้ ได้มีประชาชนเข้าฟังคำปราศรัยของท่านในที่ประชุมของท่านจำนวนมาก แต่แทนที่การประชุมของท่านจะก่อให้เกิดความสมานฉันท์และความเป็นพี่น้อง กลับปรากฏว่า ท่านได้สร้างความแตกแยกและความเป็นศัตรูขึ้น ท่านได้แพร่ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเมืองนี้ สำหรับเราถือว่าจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขปัญหาสังคม และขจัดความขัดแย้ง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเดินทางมาบนเส้นทางอันยาวไกล ร่วมกับเชค อับดุสสลาม และการที่เรามาเมืองเปชาวาร ก็เพื่อขจัดปัญหาความคลุมเครือที่ท่านจุดชนวนขึ้นในหมู่ประชาชน

วันนี้ ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมฟังคำปราศรัยของท่านที่ฮุซัยนียะฮ์ ข้าพเจ้าพบว่า การพูดของท่านเป็นคำบรรยายที่มีเสน่ห์และเป็นการพูดที่ละเอียดเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะตำหนิได้ บัดนี้เราได้มาประชุมร่วมกับท่าน โดยหวังจะได้รับประโยชน์จากท่านผู้มีเกียรติ เพื่อประชาชนทั่วไป หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์

ดังนั้น ถ้าหากท่านเห็นพ้องต้องกันตามนี้ ข้าพเจ้าก็จะขอเริ่มสนทนากับท่านด้วยความยินดี และเราจะพูดเกี่ยวกับหลักการขั้นพื้นฐานที่ทั้งเราและท่านถือว่าสำคัญ

ซุลฏอน : เชิญท่านตามอัธยาศัยและยินดีเสมอสำหรับท่าน ขอให้ท่านพูดตามที่ท่านต้องการ ข้าพเจ้าจะตั้งใจฟัง และจะเก็บคำพูดของพวกท่านมาใส่ใจด้วยความปรารถนาและต้องการจะรับฟังอย่างยิ่ง

แต่ทว่า ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องผ่านไปยังผู้ที่เข้ามาในสถานที่นี้ทั้งหมด รวมทั้งท่านและตัวข้าพเจ้าเองด้วยว่า เราต้องสลัดความคิดที่ถือฝักฝ่าย และความรู้สึกตามประเพณีนิยมในท้องถิ่น และยึดธรรมเนียมบรรพบุรุษ เราจะไม่รุ่มร้อนเยี่ยงพวกไร้อารยธรรมที่ปฏิเสธสัจธรรม หลังจากมันได้ปรากฏแก่เราแล้ว

(ต้องขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์) ซึ่งเราอาจพูดตามคำพูดของพวกไร้อารยธรรมที่ว่า “เพียงพอแล้ว สำหรับเรา เท่าที่เราพบเห็นมาจากบรรพชนของเรา”(4)หรือ ประโยคที่ว่า “เป็นไปไม่ได้ เราจะปฏิบัติตามก็เฉพาะเท่าที่บรรพชนของเราได้กำหนดแนวทางให้กับเราเท่านั้น” (5)

สิ่งที่ขอร้องก็คือ ทั้งข้าพเจ้าและท่าน จะต้องพิจารณาเนื้อหาและประเด็นที่เราถกเถียงกันด้วยความสุขุมคัมภีรภาพและวิเคราะห์อย่างแท้จริง เพื่อเราจะได้เดินบนเส้นทางเดียวกันแล้วจะไปถึงสัจธรรม และความถูกต้องด้วยกัน ดังนั้นเราจะเป็นไปตามที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ นั่นคือ ความเป็นพี่น้องของเราที่เข้มแข็งและรักใคร่กันในหนทางของอัลลอฮ์ผู้ทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงสูงสุดยิ่ง

ท่านฮาฟิซ ตอบว่า : คำพูดของท่านจะถูกยอมรับ ภายใต้เงื่อนไขว่า ท่านต้องมีหลักฐานอ้างอิงจากคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติเท่านั้น

ซุลฏอนฯ : เงื่อนไขของท่านตรงจุดนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดานักปราชญ์และผู้สติปัญญาในศาสนาอิสลาม ยิ่งกว่านั้น ยังถูกปฏิเสธโดยสติปัญญาและบทบัญญัติศาสนาเองด้วยซ้ำ ทั้งนี้ก็เพราะว่า อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ อันเป็นคัมภีร์จากฟากฟ้า อันศักดิ์สิทธิ์นั้น วางบทบัญญัติและกฏเกณฑ์ทุกประการไว้เพียงสังเขปและสรุป ซึ่งความเข้าใจในแต่ละเรื่องจำเป็นต้องมีผู้อธิบาย และจริยวัตรอันประเสริฐของท่านศาสดา คือ ผู้อธิบาย

ดังนั้น สำหรับเราจึงจำเป็นจะต้องย้อนกลับไปหาบทรายงานและฮะดีษต่างๆที่ถูกบันทึกไว้จากจริยวัตรอันทรงเกียรติ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องนั้นๆ และเราจะต้องอ้างจริยวัตรอันทรงเกียรติ เป็นหลักฐานสำหรับเรื่องที่ต้องการจะพูด

ท่านฮาฟิซ: คำพูดของท่านถูกต้อง มั่นคงดีแท้ แต่ทว่า ในคำพูดของท่านนั้น เราหวังว่า ท่านจะอ้างถึงบทรายงานที่มีสายสืบถูกต้อง(เศาะฮีฮ์)เป็นเอกฉันท์ และเป็นฮะดีษที่ถูกยอมรับในหมู่พวกเราและพวกท่าน จึงขอให้ท่านอย่าได้อ้างหลักฐานจากคำพูดของคนทั่วไปและจากหลักความเชื่อของพวกท่านล้วนๆ

เราหวังอีกเช่นกันว่า การสนทนาของเรา จะเป็นไปด้วยความราบรื่น ปราศจากเรื่องเหลวไหล ยั่วยุเพื่อเราจะได้ไม่เป็นที่ดูถูกดูแคลนของชาวศาสนิกอื่น

ซุลฏอน : นี่คือคำพูดที่ต้องยอมรับข้าพเจ้ายึดมั่นในข้อนั้นก่อนท่านจะขอร้องอยู่แล้วทั้งนี้ก็เพราะว่าไม่สมควรสำหรับนักการศาสนาและนักปราชญ์ทางจิตวิญญาณจะนำเรื่องเหลวไหลมาพูดในสถานที่เสวนาทางวิชาการและในการทำความเข้าใจเรื่องศาสนา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนอย่างข้าพเจ้า ซึ่งเป็นผู้มีเกียรติ มีความภาคภูมิใจ และมีสายตระกูลอันประเสริฐซึ่งสืบไปถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ผู้เป็นเจ้าของคุณลักษณะที่ดีงาม มีสถานะที่ได้รับการสรรเสริญและจริยธรรมอันยิ่งใหญ่ ดังที่อัลลอฮ์ได้ประทานโองการกล่าวถึงเรื่องของท่านว่า “แน่นอน เจ้าตั้งอยู่กับจริยธรมอันยิ่งใหญ่(6)

เป็นอันว่า ข้าพเจ้ามีหน้าที่ต้องยึดถือแบบอย่างปู่ทวดของข้าพเจ้าก่อนเป็นอันดับแรก อีกประการหนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่ฝ่าฝืนคำสั่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่ ที่ทรงตรัสว่า “จงเชิญชวนสู่หนทางของพระผู้อภิบาลของเจ้าด้วยวิทยปัญญาและคำสอนที่ดียิ่ง และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวัธีการที่ดีกว่า”(7)

ท่านฮาฟิซ : ท่านกล่าวว่า สืบเชื้อสายถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในมวลมนุษยชาติ ท่านพอจะอธิบายให้เรารู้ถึงสายตระกูลของท่านที่สืบถึงท่านนบีผู้ทรงเกียรติ(ศ)ได้ไหม ?

ซุลฏอน : แน่นอน สายตระกูลของข้าพเจ้าสืบจากทางอิมาม มูซา กาซิม บุตรของ ญะอ์ฟัร (ขอความจำเริญ ความสันติสุขมีแด่ท่าน)แล้วสืบไปถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ดังจะเรียงลำดับให้เห็นต่อไปนี้

สายตระกูลของผู้เรียบรียง

ข้าพเจ้าชื่อมุฮัมมัด บุตรของ อะลี อักบัร “อัชรอฟุล วาอิซีน” บุตรของกอซิม “บะห์รุลอุลูม” บุตรของฮะซัน บุตรของอิสมาอีล “อัลมุจะฮิดุลวาอิซ” บุตรของอิบรอฮีม บุตรของซอลิห์ บุตรของอะบี อะลี มุฮัมมัด บุตรของอะลี ที่รู้จักในนาม มุรดาน บุตรของอะบี กอซิม มุฮัมมัด ตะกีย์ บุตรของ “มักบูลุดดีน” ฮุเซน บุตรของ อะบี อะลี ฮะซัน บุตรของมุฮัมมัด บิน ฟัตฮุลลอฮ์บุตรของอิสฮาก บุตรของฮาชิม บุตรของอะบี มุฮัมมัด บุตรของ อิบรอฮีม บุตรของอะบี อัลฟะตะยาน บุตรของอับดุลลอฮ์ บุตรของฮะซัน บุตรของอะห์มัด อะบี ต็อยยิบ บุตรของอะบี อะลี ฮะซัน บุตรของอะบี ญะอ์ฟัร มุฮัมมัด อัลฮาอิรีย์ “นะซีลกัรมาน” บุตรของอิบรอฮีม อัฎ-ฎอรีรที่รู้จักกันในนาม “อัลมุญาบ” บุตรของอะมีร มุฮัมมัด อัล-อาบิด บุตรของอิมามมูซา กาซิม บุตรของอิมามญะอ์ฟัร ศอดิก บุตรของอิมามมุฮัมมัด บากิร บุตรของอิมามอะลี ซัจญาด “ซัยนุลอาบิดีน” บุตรของอิมามอะบี อับดุลลอฮ์ อัล-ฮุเซน “ซิบตุชชะฮัด” บุตรของอิมาม อะมีรุลมุมินีน อะลี บิน อะบี ตอลิบ (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่านทั้งมวล)

ท่านฮาฟิซ : ดีมากความจริงสายตระกูลของท่านตามที่อธิบายมาได้สิ้นสุดที่ท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ (ขอให้ อัลลอฮ์ทรงประทานเกียรติยศแก่ใบหน้าของท่าน)สายตระกูลนี้ยืนยันว่า ท่านแค่เป็นเครือญาติท่านนบี(ศ)เท่านั้น หาใช่เป็นบุตรหลานของท่านแท้ๆไม่ เพราะ “บุตรหลาน” จะหมายถึงเฉพาะผู้ที่มาจากเผ่าพันธุ์และเป็นเชื้อสายของคนนั้นๆเองเท่านั้น มิใช่นับเอาคนที่มาจากบุตรสาวและบุตรเขยของตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะแอบอ้างว่า เป็นลูกหลานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)ได้อย่างไร ?

ซุลฏอน`: ที่ว่าเชื้อสายของเราสืบไปถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ก็เพราะสืบมาจากท่านหญิงฟาติมะฮ์อัซซะฮ์รออ์ (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)บุตรสาวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ด้วยเหตุว่าท่านคือมารดาของอิมามฮุเซนอัช-ชะฮีด (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)

ท่านฮาฟิซ : “ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจในตัวท่านและคำพูดของท่านมากท่านกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมาได้อย่างไรในเมื่อท่านเป็นนักวิชาการและมีมารยาทที่ดีงาม ?

ท่านไม่เคยรู้หรือการสืบเชื้อสายของมนุษย์เรานั้นจะถือว่าถูกต้องก็เพียงผู้สืบเชื้อสายมาจากลูกชายเท่านั้นไม่ใช่จากลูกสาว ? ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ไม่มีผู้สืบตระกูลที่มาจากลูกชายเพราะฉะนั้นท่านเป็นเพียงสายตระกูลของท่านและเป็นลูกหลานของบุตรสาวของท่านเท่านั้นไม่ใช่ลูกหลานและเชื้อสายของท่าน!!”

ซุลฏอนฯ : “ข้าพเจ้าไม่คิดว่าท่านเป็นคนดื้อรั้นหรือเป็นคนพาลหาไม่แล้วข้าพเจ้าจะไม่ขออยู่ในฐานะผู้ตอบคำถามของท่านและจะไม่ขอเข้าร่วมวงเสวนากับพวกท่าน!

ท่านฮาฟิซ : หามิได้สหายไม่มีการกลั่นแกล้งท่านเลยแท้จริงเราไม่ต้องการจาบจ้วงและพูดพาลแต่อย่างใดหากแต่เราต้องการรู้ความจริงเท่านั้นเพราะข้าพเจ้าและบรรดานักปราชญ์ส่วนมากมีความเห็นตรงกันในประเด็นที่ข้าพเจ้าได้อธิบายแก่ท่านไปแล้วคือเราเห็นว่าทายาทและผู้สืบตระกูลของคนเรานั้นจะมีก็เพียงลูกของบุตรชายเท่านั้นมิได้นับลูกของบุตรหญิงดังที่นักกวีได้กล่าวในแง่นี้ไว้ว่า

บุตรหลานของเรา ได้แก่บุตรหลานของบุตรชายของเรา

ส่วนบุตรหลานของเรา ที่สืบมาจากบุตรหญิงของเรานั้น

ที่แท้เป็นบุตรหลานของคนอื่น อันห่างไกลไปจากเรา

ถ้าหากท่านมีหลักฐานอื่นหักล้าง โดยให้เหตุผลว่าบุตรหลานของลูกสาวท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เป็นลูกหลานและเป็นผู้สืบเชื้อสายของท่าน ก็ขอได้อธิบายให้เป็นที่รู้แก่เราเถิด เผื่อบางทีจะเป็นที่ยอมรับ แล้วเมื่อนั้นเราจะขอบพระคุณ

ซุลฏอน : “ในระหว่างที่ฟังคำพูดของท่านอยู่นั้น ข้าพเจ้านึกถึงการถกเถียงประเด็นนี้ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่าง ฮารูน คอลีฟะฮ์แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์กับอิมามอะบีอิบรออีม มูซา บิน ญะอ์ฟัร อัล-กาซิม(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) ซึ่งท่านอิมามได้ตอบอย่างสมบูรณ์ จนฮารูนยอมรับและเชื่อถือมาแล้ว

ท่านฮาฟิซ : “การถกเถียงกันคราวนั้น เป็นอย่างไร กรุณาอธิบายให้เราฟังเถิด”

ซุลฏอน : การถกเถียงกันในเรื่องนี้ นักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิของเราได้ถ่ายทอดไว้ในตำราของพวกท่าน เช่น บุคคลผู้เป็นที่ยอมรับประจำสมัย ได้แก่ เชคศ็อดดูก ท่านได้บันทึกในตำราอันทรงคุณค่าชื่อ “อุยูน อัคบารุรริฎอ”(8) (บรรดาผู้ถ่ายทอดคำสอนของอิมามริฎอ(อ) ในจำนวนนั้นมีนักปราชญ์ประจำสมัยอีกหนึ่งท่าน) หรือผู้เชี่ยวชาญแห่งศตวรรษ คือ เชค ฎ็อบรอซีย์ ดังมีความปรากฏในหนังสืออันทรงคุณค่าของท่านเชค ชื่อ “อัลอิห์ติยาจญ์” ซึ่งข้าพเจ้าจะหยิบยกข้อความตอนหนึ่งจากหนังสืออัล-อิห์ติยาจญ์ (9)ในฐานะเป็นตำราทางวิชาการที่มีคุณค่ามาเสนอต่อท่าน เรื่องทั้งหมดในหนังสือนี้ คือ มรดกทางวิชาการและจริยธรรม ซึ่งจำเป็นสำหรับบุคคลเยี่ยงท่านฮาฟิซจะได้ศึกษาโดยละเอียด เพื่อที่ว่า ข้อเท็จจริงต่างๆทางวิชาการ และประวัติศาสตร์ที่ถูกปิดบังอย่างมากมายจะได้เปิดเผยแก่ท่าน

ลูกหลานของท่านหญิงผู้สะอาดบริสุทธิ์ (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) คือเชื้อสายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์()

ท่านอัลลามะฮ์ ฎ็อบรอซีย์ อะบูมันซูร อะห์มัด บิน อะลี ได้รายงานไว้ในตำรา(อัล-อิห์ติยาจญ์)ของท่านว่า มีหนึ่งรายงานซึ่งแยกออกไปต่างหาก และมีความยาวมาก ภายใต้หัวข้อเรื่อง “คำตอบของอิมามมูซา บิน ญะอ์ฟัร (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) สำหรับคำถามของฮารูน มีคำถามและคำตอบหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่เรากำลังถกกันอยู่ตอนนี้ จึงขอให้ท่านพิจารณาเรื่องที่จะแจกแจงต่อไปนี้ :

ฮารูน : เป็นที่แน่ชัดว่า พวกท่านได้อนุญาตให้ชาวมุสลิมทั้งซุนนีและชีอะฮ์เชื่อถือว่า พวกท่านเป็นเชื้อสายของท่านนบี(ศ)และให้เรียกพวกท่านว่า โอ้บุตรหลานของท่านศาสนทูตห่งอัลลอฮ์ ทั้งๆที่พวกท่านเป็นลูกหลานของอะลี อันที่จริง บุรุษเพศต่างหากที่จะสืบสายตระกูลของบิดา ฟาฏิมะฮ์นั้นเป็นเพียง “เครื่องรับ” ฉะนั้นท่านนบี(ศ)จึงมีศักดิ์เป็นตาของพวกท่าน ที่นับจากฝ่ายมารดา

อิมาม มูซา (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) : “ขอถามท่าน สมมติว่าท่านนบี(ศ)ฟื้นคืนชีพในขณะนี้ แล้วสู่ขอบุตรสาวของท่าน ท่านยินดีตอบรับการสู่ขอของท่านนบี(ศ)ไหม ?

ฮารูน : “มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ ทำไมที่ข้าฯจะไม่ตอบรับการสู่ขอของท่านเล่า ข้าฯจะต้องมีเกียรติเหนือกว่าใคร ทั้งชาวอาหรับและไม่ใช่อาหรับ และเหนือบรรดาชาวกุเรช เพราะเรื่องนี้เป็นแน่แท้”

อิมามมูซา (อ): “แต่ท่านนบี(ศ)จะไม่สู่ขอบุตรสาวของฉันแน่นอน และฉันก็ไม่อาจจัดการแต่งงานบุตรสาวของฉันให้กับท่านได้อย่างแน่นอน”

ฮารูน: ทำไม ?

อิมาม(อ): “เพราะเหตุว่า ท่านนบี(ศ)มีฐานะเป็นผู้ให้กำเนิดฉัน แต่มิได้ให้กำเนิดท่าน”

ฮารูน : ท่านพูดได้ดีทีเดียว แต่ทว่า ท่านพูดได้อย่างไรว่า พวกเราเป็นลูกหลานของท่านนบี(ศ)ในขณะที่ท่าน นบี ไม่มีผู้สืบตระกูล ? เพราะผู้สืบตระกูลจริง ๆ ต้องสืบสายโลหิตมาจากบุตรชาย มิใช่จากบุตรหญิง พวกท่านเป็นเพียงบุตรหลานของบุตรหญิงท่านนบี ฉะนั้น บุตรหลานของนาง จึงมิใช่ผู้สืบตระกูลของท่านนบี(ศ)

อิมาม(อ) : “ข้าพเจ้าจะขอจากท่านในเรื่องสิทธิของเครือญาติ สุสานและบุคคลสุสาน หากไม่มีคำตอบจากท่านก่อน ข้าพเจ้าก็จะขอออกตัวไม่ตอบปัญหานี้”

ฮารูน: ไม่ได้ …ทางเดียว คือท่านต้องบอกหลักฐานของพวกท่านแก่ข้าพเจ้าในข้อนี้ก่อน โอ้บุตรของอะลี โอ้มูซาเอ๋ย ท่านเป็นผู้นำ และเป็นอิมามของพวกเขาประจำสมัย และทำนองเดียวกับ ข้าฯก็จะไม่ยอมผ่อนผัน ในทุกประเด็นที่ข้าได้ถาม จนกว่าท่านจะได้นำข้อพิสูจน์อย่างใดอย่างหนึ่งจากคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ มาแสดงต่อข้าฯ

พวกท่านเป็นคนในตระกูลลูกหลานของอะลี พวกท่านอ้างตน ว่าในคัมภีร์นั้น ไม่มีอะไรตกหล่นไปจาก(ความรู้)พวกท่านเลยแม้สักสิ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นอักษร”อะลีฟ” หรือ”วาว” ทั้งหมดล้วนมีหลักตีความอยู่ที่พวกท่าน โดยพวกท่านอ้างหลักฐาน จากโองการของพระองค์ผู้ทรงอานุภาพ สูงส่งว่า ”เรามิได้ละเว้นเรื่องใด โดยไม่กล่าวถึงไว้ในคัมภีร์”(10) แน่นอนพวกท่านมักจะอธิบายเกินเลยไปจากทัศนะและหลักวิชาเปรียบเทียบของบรรดนักปราชญ์เสมอมา”

อิมาม(อ): จะอนุญาตให้ข้าพเจ้าตอบหรือ ?

ฮารูน : เชิญเลย

อิมาม(อ): “ขอความคุ้มครองต่อัลลอฮ์ให้พ้นจากชัยตอนที่ถูกสาปแช่ง ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ “และส่วนหนึ่งจากสายตระกูลของเขาคือ ดาวูด และสุลัยมาน และอัยยูบ และยูซุฟ และมูซา และฮารูน และทำนองเดียวกัน เราได้ให้รางวัลแด่บรรดาผู้มีคุณธรรม และซะกะรียา และยะห์ยา และอีซา และอิลยาซ ทุกคนล้วนเป็นกัลยาณชน”(11) ขอถามว่า ใครเป็นบิดาของอีซา (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)?!

ฮารูน : อีซา ไม่มีบิดา

อิมาม(อ): “แต่อัลลอฮ์ทรงจัดลำดับให้ท่านเป็นสายตระกูลของบรรดานบี โดยผ่านทางท่านหญิงมัรยัม มารดาของท่าน(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)ทำนองเดียวกันที่ทรงจัดลำดับให้พวกเราเป็นสายตระกูลของ นบี(ศ) โดยผ่านทางท่านหญิงฟาติมะฮ์มารดาของเรา(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) จะให้ข้าพเจ้าอธิบายเพิ่มเติมอีกไหม?

ฮารูน : “เชิญเลย”

อิมาม(อ) : “อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด มีโองการว่า “ดังนั้น ผู้ใดที่โต้แย้งเจ้าในข้อนี้ หลังจากได้มีความรู้มายังเจ้าแล้ว ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงมาเถิด เราจะเรียกบุตรทั้งหลายของเรา และบุตรทั้งหลายของ พวกท่าน และบรรดาสตรีของเรา และบรรดาสตรีของพวกท่าน และตัวของเราและตัวของพวกท่าน หลังจากนั้น เราจะขอการพิสูจน์ เพิ่อให้การสาปแช่งของอัลลอฮ์มีแก่บรรดาผู้อ้างความเท็จ”(12)

พระองค์ไม่ทรงละเลยบุคคลใดเลย ที่ท่านนบีเคยนำเข้าอยู่ใต้ผ้าคลุมอัล-กิซาอ์ ฉะนั้น ตอนที่ทำการพิสูจน์สาบานกับพวกนะซอรอ ก็มีเพียงอะลี บิน อะบี ฏอลิบ, ฟาฏิมะฮ์, ฮะซัน และฮุเซน (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)เท่านั้น

นักปราชญ์มุสลิมเชื่อถือตรงกัน ว่า ผลลัพท์ของคำว่า “บุตรทั้งหลายของเรา” ในโองการอันทรงเกียรติ คือ ฮะซันและฮุเซน (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)ผลลัพท์ของคำว่า “บรรดาสตรีของเรา” ก็คือ ฟาฎิมะฮ์ อัซซะฮ์รออ์(ความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)ผลลัพท์ของคำว่า “ตัวของเรา” ก็คือ อะลี บิน อะบี ฏอลิบ (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)

ฮารูน : “ดีมาก โอ้ มูซา ถ้าเช่นนั้น ก็เชิญยกประเด็นที่ท่านต้องการ มาเสนอต่อเราได้เลย”

อิมาม (อ) : “ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าเดินทางกลับไปยังสุสานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ปู่ทวดของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้อยู่กับคครอบครัว

ฮารูน : “แล้วเราจะพิจารณา อินชาอัลลอฮ์”(13)

การแสดงหลักฐานโดยตำราและบทรายงานของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์

ยังมีหลักฐาน ในประเด็นเดียวกันนี้อีกมาก ซึ่งล้วนแต่ให้เหตุผลตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไปแล้ว แน่นอน นักปราชญ์ และนักท่องจำ นักรายงานของพวกท่านได้นำหลักฐานนั้นๆไปอ้างอิงไว้

เช่น อิมาม อัรรอซีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือตัฟซีร อัล-กะบีร ของท่าน เล่มที่ 4(14) ปรากฏความในหน้า 124 หัวข้อที่ 5 ท่านได้กล่าวอธิบายโองการนี้ ของซูเราะฮ์ อัลอันอามว่า :

“โองการนี้ เป็นหลักฐานยืนยันว่า ฮะซัน, ฮุเซน(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)เป็นเชื้อสายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ขอความจำเริญและความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)เพราะว่าโองการนี้ อัลลอฮ์ทรงกำหนดว่า อีซา เป็น เชื้อสายของอิบรอฮีม และอีซานั้น ไม่มีบิดา แต่ได้สืบตระกูลโดยมารดา และทำนองเดียวกับฮะซันและฮุเซน(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)กล่าวคือ คนทั้งสองสืบตระกูลจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)โดยมารดา

ขณะเดียวกัน ท่านอิมามบากิร(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)ก็เคยแสดงหลักฐานต่อฮัจญาจญ์ อัษ-ษักฟีย์ โดยยกโองการนี้เพื่อยืนยันว่า พวกเขาคือ ผู้สืบเชื้อสายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)เช่นกัน(15)

นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่ง คือ อิบนุ อะบี ฮะดีด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชะเราะฮ์ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ อะบูบักร์ อัรรอซีย์ ได้กล่าวไว้ในตัฟซีรของท่าน เป็นหลักฐานแสดงว่า ฮะซันและฮุเซน(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) เป็นบุตรชายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)โดยผ่านทางฝ่ายมารดาของท่านทั้งสอง คือท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ) ด้วยการยกโองการว่าด้วยการพิสูจน์สาบาน(มุบาฮะละฮ์)และยกคำว่า “บุตรทั้งหลายของเรา” ดังที่อัลลอฮ์ทรงจัดลำดับสายตระกูลของอีซาจากฝ่ายมารดาให้ถึงอิบรอฮีมไว้แล้ว ในคัมภีร์อันทรงเกียรติของพระองค์

นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ อัลคอฎีบ คอวาริซมีย์ ซึ่งท่านเได้รายงานไว้ใน “อัลมะนากิบ”และท่านซัยยิด อะลี อัล-ฮัมดานีย์ อัช-ชาฟิอีย์ ได้กล่าวในหนังสือของท่าน ชื่อ “มะวัดดะตุล-กุรบา” และอิมาม อะห์มัด ฮัมบะลีย์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ผู้โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของพวกท่าน ก็ได้กล่าวไว้ใน “มุสนัด” ท่านสุลัยมาน อัล-ฮะนะฟีย์ อัล-บะละญีย์ ก็บันทึกไว้ใน “ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์”(16)ทั้งหมดได้บันทึกสรุปสอดคล้องตรงกันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวพลางชี้ไปที่ท่านฮะซันและท่านฮุเซน(อ)ว่า “สองคนนี้ คือ บุตรชายของฉัน เป็นดวงใจของฉันในโลกนี้ บุตรชายทั้งสองของฉันนี้ เป็นผู้นำตลอดกาลไม่ว่าเขาจะยืนหรือนั่งก็ตาม

นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ มุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัช-ชาฟิอีย์ หรือที่รู้จักกันในนามอัลลามะฮ์ อัล-กันญีย์ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน ชือ”กิฟายะตุฎฎอลิบ”โดยให้รายละเอียดอย่างครบครัน จำนวน100 บท ในหัวข้อเรื่อง “คำอธิบายตระกูลของท่านนบี(ศ)มาจากกระดูกสันหลังของอะลี (อ)” ท่านได้นำเสนอสารบบการรายงานบทหนึ่ง จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัล-อันศอรีย์ กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ทรงกำหนดให้สายตระกูลของทุกนบี อยู่ในกระดูกสันหลังของตนเอง แต่อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสุงสุด ได้กำหนดให้สายตระกูลของฉัน อยู่ในกระดูกสันหลัง ของอะลี บิน อะบี ฎอลิบ” (17)

ท่านอิบนุฮะญัร อัล-มักกีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “ศอวาอิกุลมุฮัรรอเกาะฮ์” หน้า 74-94 รายงาน โดยท่านฏ็อบรอนีย์ จากท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เช่นเดียวกับท่านคอฏีบ อัล-คอวริซมีย์ ที่บันทึกใน “อัล-มะนากิบ”รายงานจากอิบนุอับบาส

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า (18)ท่านฏ็อบรอนีย์ได้รายงานเรื่องนี้ไว้ใน “มุอัจญะมุล-กะบีร” ถัดจากคำอธิบายหมวดชื่อ “ฮะซัน” ดังนี้

“หากจะกล่าวว่า ผู้สืบตระกูลของท่านนบี(ศ)กับของท่านอะลีนั้น เชื่อมกันไม่ได้ นอกจากอาศัยการจัดลำดับจากท่านหญิงฟาฎิมะฮ์ (อ) ฉะนั้นบรรดาบุตรหลานของบุตรสาว จึงไม่ใช่คนในตระกูล ตรงตามที่นีกกวี ได้ว่าไว้

บุตรหลานของเรา ได้แก่บุตรหลานของบุตรชายของเรา

ส่วนบุตรหลานของเรา ที่สืบมาจากบุตรหญิงของเรานั้น

ที่แท้เป็นบุตรหลานของคนอื่น อันห่างไกลไปจากเรา

ข้าพเจ้าจะขอตอบว่า ในคัมภีร์ที่ถูกประทาน คือข้อพิสูจน์อันชัดแจ้ง ที่ยืนยันความถูกต้องของข้ออ้างนี้ นั่นคือ โองการของพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด (19)“และเราได้ประทานแก่เขา (อิบรอฮีม)คือ อิสหาก และยะอ์กูบ ทั้งสองนั้น เราได้ชี้นำ ส่วนนูห์นั้น เราได้ชี้นำมาก่อน…….และซะกะรียา,ยะห์ยา และอีซา” กล่าวคือ พระองค์ทรงจัดให้ “อีซา” (อ)เป็นคนในกลุ่มสายตระกูลที่สืบถึงนูห์ (อ) ทั้งๆที่ท่านคือลูกชายของสตรีนางหนึ่ง ไม่มีบิดาเชื่อมถึงนูห์เลย เว้นแต่จะนับจากมารดาเท่านั้น นั่นคือ ท่านหญิงมัรยัม

ในเรื่องเหล่านี้ เป็นหลักฐานยืนยันได้ประการหนึ่งว่า ลูกหลานของท่านหญิงฟาฎิมะฮ์(อ) คือ ผู้สืบเชื้อสายของท่าน นบี(ศ) และท่านจะไม่มีผู้สืบตระกูลเลย นอกจากทางฝ่ายท่านหญิงฟาฏิมะฮ์เท่านั้น จึงให้นับสายตระกูลที่สืบจากนางถึงผู้ทรงเกียรติที่ดำรงตำแหน่งนบี และไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด หากจะนับผู้สืบตระกูลจากทางฝ่ายมารดา เช่นเดียวกับนบีอีซา ที่สืบตระกูลไปถึงนูห์ โดยไม่แตกต่างกันเลย

ท่านฮาฟิซ อัลกันญีย์ อัช-ชาฟิอีย์ รายงานไว้ในตอนท้ายของบทนี้ โดยสารบบรายงานของท่านเอง จากท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า “บุตรชายของหญิงทุกคนนั้น ถือว่า ต้นตระกูลของตัวเองจะอยู่ที่บิดาทั้งสิ้น เว้นแต่บุตรชายของฟาฏิมะฮ์ เพราะว่าแท้จริงฉันคือต้นตระกูลของพวกเขา และฉันคือบิดาของพวกเขา”(20)

ท่านอัลลามะฮ์ อัล-กันญีย์ กล่าวว่า ท่านฏ็อบรอนีย์ ได้รายงานเรื่องนี้ไว้ใน ตอนอธิบายคำว่า “ฮะซัน”

นี่คือส่วนหนึ่ง กับอีกรายงานหนึ่งที่ท่านได้อ้างเป็นข้อความสั้นๆไว้โดยสอดคล้องตรงกัน และเสริมต่อไว้ ในตอนต้นว่า ท่านศาสนทูตแห่งัลลอฮ์(ศ) กล่าวว่า “การนับสายตระกูลและการสืบตระกูลของทุกตระกูลนั้น จะหมดสิ้นไปวันต่อวันจนถึงวันฟื้นคืนชีพ(กิยามะฮ์) ยกเว้นการนับสายตระกูลและการสืบตระกูลของฉัน”(21)

ข้าพเจ้าขอสรุปว่า นักปราชญ์และนักท่องจำของพวกท่านเป็นจำนวนมาก ได้อ้างอิงเรื่องนี้ไว้ ส่วนหนึ่งคือ ท่านฮาฟิซสุลัยมาน อัล-ฮะนะฟีย์ ที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือของท่าน ชื่อ “ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์”(22)โดยท่านได้แยกบทต่างหากเป็นเอกเทศไว้บทหนึ่งในหัวข้อเรื่องนี้ กล่าวคือ เป็นรายงานที่ได้รับมาจากอะบี ศอลิห์ ,ท่านฮาฟิซ อับดุละซีซ บิน อัคฏ็อรและอะบีนะอีม ใน”มะอ์ริฟะตุศศอฮาบะฮ์”และท่านดารุกุฏนีย์ ท่านฏ็อบรอนีย์ ก็ได้บันทึกไว้ใน “อัล-เอาซัฏ”

นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่งได้แก่ เชคอับดุลลอฮ์ บิน มุฮัมมัด อัช-ชิบรอวีย์ ซึ่งบันทึกไว้ใน “อัล-อิตติฮาฟ บิฮุบบิล อัชรอฟ”

ท่านญะลาลุดดีน อัซซะยูฏีย์ บันทึกไว้ใน “อิห์ยาอุล-มัยยิต บิฟะฎออิลอะฮ์ลิลบัยต์”(23)

ท่านอะบูบักร์ บิน ชิฮาบุดดีน บันทึกไว้ใน “ร็อชฟะตุศศอดีย์ ฟี บะห์ริ ฟะฎออิลิ บะนี นบี อัล-ฮาดีย์”พิมพ์ที่อียิปต์ บทที่ 3

อิบนุฮะญัร อัล-ฮัยซุมีย์ บันทึกไว้ใน “อัศศอวาอิกุลมุฮัรรอเกาะฮ์”บทที่9 ภาคที่ 8 ฮะดีษที่ 27 ท่านกล่าวว่า : ท่านฏ็อบรอนี รับรายงานมาจากท่านญาบิร และท่านคอฏีบ รับรายงานมาจาก ท่านอิบนุอับบาส …..แล้วท่านก็ได้อ้างถึงฮะดีษนั้น

ท่านอิบนุฮะญัร รายงานไว้อีกเช่นกันใน “อัศศอวาอิกฯบทที่ 11 ภาคที่ 1 โองการที่ 9 ….และท่านอะบูค็อยรุลฮากิมีย์ เจ้าของหนังสือ “กุนูซุฏฏอลิบ ฟี บะนี อะบี ฏอลิบ” รายงานว่า ท่านอะลีได้เข้าไปพบท่านนบี(ศ)โดยมีท่านอับบาสอยู่ที่นั่นด้วย เมื่อท่านอะลีกล่าวสลามแล้ว ท่านนบี(ศ)ก็ตอบรับสลาม จากนั้นท่านนบีได้ลุกขึ้นแล้วเข้าไปกอดท่านอะลี และจูบตรงระหว่างดวงตาสองข้าง แล้วท่านนบี(ศ)ก็ได้นำท่านอะลีไปนั่งทางขวามือ

ท่านอับบาสถามว่า “ท่านรักเขามากหรือ ?

ท่านนบี(ศ)ตอบว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ อัลลอฮ์ทรงรักเขามากกว่าที่ฉันรักเสียอีก แท้จริง อัลลอฮ์ทรง กำหนดให้ตระกูลของนบีทุกคนอยู่ในกระดูกสันหลังของตัวเอง แต่ทรงกำหนดให้ตระกูลของฉันอยู่ในกระดูกสันหลังของเขาคนนี้”

ท่านอัลลามะฮ์ อัลกันญีย์ อัชชาฟิอีย์ ได้รายงานไว้ในหนังสือของท่าน”กิฟายะตุฏฏอลิบ” บทที่ 7(24) โดยสารบบการรายงานจากอิบนุอับบาส

ปรากฏว่า ยังมีประมวลฮะดีษอันทรงเกียรตือีกชุดใหญ่ ที่รายงานบันทึกอยู่ในตำราอันเป็นที่ยอมรับโดยบรรดานักปราชญ์ของพวกท่าน จึงสรุปว่า ท่านนบี(ศ)ถือว่า ท่านฮะซันและท่านฮุเซน เป็นบุตรชายของท่าน และได้แนะนำทั้งสองท่านให้บรรดาสาวกรู้อย่างนี้ ซึ่งท่านกล่าวว่า “สองคนนี้เป็นลูกชายของฉัน”

มีรายงานในตัฟซีร”อัล-กิชาฟ”ซึ่งเป็นตัฟซีรที่สำคัญเล่มหนึ่งของพวกท่าน ในตอนอธิบายโองการอัล-มุบาฮะละฮ์ ท่านกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานใดมีน้ำหนักกว่านี้อีกแล้ว สำหรับการบ่งบอกถึงเกียรติยศของ “ผู้อยู่ใต้กิซาอ์” ได้แก่ท่านอะลี, ฟาฏิมะฮ์, และฮะซัน, ฮุเซน(อ)

เพราะว่า ตอนที่โองการนี้ถูกประทาน ท่านนบี(ศ)ก็เรียกคนเหล่านั้นเข้าไป แล้วได้โอบกอดท่านฮุเซนอีกมือหนึ่งก็โอบท่านฮะซัน ส่วนท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ก็ได้เดินตามหลังท่านไป ท่านอะลีก็เดินตามหลังคนทั้งสองไปด้วย

เป็นอันว่า บุคคลเหล่านี้ คือ ความหมายที่แท้จริงของโองการนี้ ฉะนั้น บุตรชายของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์และเชื้อสายของพวกเขา จึงได้ชื่อว่า บุตรชายและสายตระกูลท่านศาสดา(ศ) ท่านเป็นสายตระกูลที่ถูกต้อง มีคุณอนันต์ทั้งในโลกนี้และปรโลก(25)

ทำนองเดียวกัน ท่านเชค อะบูบักร์ อัรรอซีย์ ก็ได้บันทึกไว้ใน “ตัฟซีร อัล-กะบีร” ตรงตอนท้ายของโองการอัล-มุบาฮะละฮ์ และในตอนอธิบายคำว่า “อับนาอะนา” ท่านได้ร่ายคำอธิบายยาวเหยียด และวิเคราะห์หาข้อเท็จจริง ท่านได้ยืนยันในนั้นว่า “ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนเป็นลูกชายสองคนและเป็นสายตระกูลของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)” ขอเชิญตรวจสอบดู(26)

ซุลฏอน : ท่านฮาฟิซ หลังจากอธิบายความมาทั้งหมดนี้แล้ว ยังมีที่สำหรับบทกวีที่ท่านได้นำมาอ้างเป็นหลักฐานอยู่อีกหรือ ? “บุตรหลานของเรา ได้แก่บุตรหลานของบุตรชายของเรา……..” หรือว่า กลอนของนักกวีบทนี้ สามารถหักล้างข้อบัญญัติอัน และข้อพิสูจน์อันชัดแจ้งได้ ?

ดังนั้น ถ้าหากว่า หลังจากรับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้แล้ว คนใดยังเชื่อในคุณค่าจากบทกวีของพวกไร้อารยธรรม ตามคำเล่าขานไปแล้วนั้น เขาก็คือ ผู้ปฏิเสธคนหนึ่งเช่นนักกวีแห่งยุคไร้อารยธรรมเพราะว่า ปฏิเสธคัมภีร์ของอัลลอฮ์ อันทรงอานุภาพ และขัดกับวจนะของศาสนทูต ผู้ทรงเกียรติ (ศ)

ท่านฮาฟิซโปรดทราบไว้เถิดว่า นี่คือ หลักฐานบางส่วนเท่านั้น เกี่ยวกับความถูกต้องสำหรับสายตระกูลของเราที่สืบไปถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) และเป็นเพียงข้อพิสูจน์บางประการเท่านั้น ที่ยืนยันว่าเราคือสายตระกูลและชาติพันธุ์ของท่าน นี่แหละ คือสิ่งที่เรามีความภาคภูมิใจต่อเรื่องนี้

ท่านฮาฟิซ: ข้าพเจ้าขอยืนยัน และยอมรับว่าหลักฐานของท่าน เป็นหลักฐานที่เที่ยงแท้ ข้อพิสูจน์ของท่าน เป็นข้อพิสูจน์ที่มั่นคง ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ได้เลย นอกจากคนโง่เขลา ที่แข็งกระด้าง ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้ความกระจ่างหลายอย่างในเรื่องนี้ แน่นอน ท่านได้เปิดเผยข้อมูลตามความเป็นจริงแก่พวกเรา และขจัดความคลุมเครือออกไปจากความคิดของเรา

นมาซอิชาอ์

ถึงตอนนี้ ได้มีเสียงอะซานในมัสยิดดังขึ้น มันเป็นการประกาศเข้าเวลานมาซอิชาอ์ ความจริงพี่น้องซุนนี ที่นี่ ถึงแม้จะขัดแย้งกับพวกเราที่เป็นชีอะฮ์ โดยถือในหลักการแยกช่วงเวลานมาซซุฮ์ริกับอัศริ และระหว่างมัฆริบกับอิชาอ์ออกจากกันก็ตาม แต่พวกเขสก็กระทำรวมในช่วงเวลาเดียวกันบ่อยๆ และนั่นก็เพราะสาเหตุบางประการ เช่น เวลามีฝนตก และเดินทาง

ด้วยเหตุนี้พวกเขาทั้งหมดจึงเตรียมตัวกันเพื่อไปยังมัสยิด แต่มีบางท่านกล่าวว่า ด้วยเหตุที่เราต้องการจะย้อนกลับมาพูดคุยกันต่อ ยังสถานที่นี้อีกภายหลังจากนมาซเสร็จแล้ว ทางที่ดีก็น่าจะให้ญะมาอะฮ์ที่มัสยิด ทำนมาซที่มัสยิดกันไป ส่วนอีกญะมาอะฮ์หนึ่งที่นี่ก็ทำนมาซในสถานที่แห่งนี้สำหรับผู้มาร่วมประชุม เพื่อมิให้หมู่คณะของเราแบ่งแยกและไม่ให้เป็นการเสียเวลา เพราะโอกาสเช่นนี้ นับว่ามีค่ายิ่งที่เราจำเป็นจะต้องตักตวงประโยชน์

เป็นอันว่าคนทั้งหมดเห็นพ้องตรงกันกับข้อเสนอแนะ แต่ท่านซัยยิดอับดุล ฮัย ในฐานะอิมามประจำมัสยิดนั้น ท่านต้องออกไปเพื่อนำนมาซประชาชนที่มัสยิด

ส่วนคนอื่นๆต่างก็ทำนมาซอิชาอ์ด้วยกันเป็นญะมาอะฮ์ในสถานที่นั้น และพวกเขาถือปฏิบัติอย่างนั้นเป็นประจำในหลายๆคืนต่อมาอีกด้วย

ปัญหาการทำนมาซรวมหรือแยกช่วงเวลาระหว่างสองนมาซ

เมื่อเราตกลงให้มีการประชุมต่อ หลังจากนมาซเสร็จแล้ว มีสมาชิกในที่ประชุมท่านหนึ่ง ชื่อ ท่านนาวาบ อับดุลก็อยยูม คาน ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในบรรดาผู้รู้และเป็นผู้มีเกียรติในบรรดาอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ท่านเป็นสุภาพบุรุษระดับปัญญาชน ชอบใฝ่หาวิชาความรู้และความชัดแจ้ง ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า ในโอกาสที่บรรดาผู้รู้รับดื่มน้ำชากันอยู่นี้ข้าพเจ้าใคร่ขอหยิบยกประเด็นปัญหานอกหัวข้อเรื่องที่เรากำลังจะพูดคุยกัน ขึ้นเสนอต่อท่านสักข้อหนึ่ง แต่ในความคิดของข้าพเจ้ารู้สึกมีความสงสัยและรู้สึกกังวลใจอย่างมากทีเดียว

ซุลฏอนฯ : เรียนเชิญ ถามมาได้ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะรับฟังคำถามของท่านเสมอ

ท่านนาวาบ : ข้าพเจ้าใฝ่ฝันที่จะพบกับผู้รู้ของชีอะฮ์มานานแล้ว เพื่อจะถามเขาว่า ทำไมพวกชีอะฮ์จึงถือปฏิบัติในสิ่งที่ขัดแย้งกับแบบฉบับของท่านนบี(ศ)แม้กระทั่งการนมาซ ที่พวกเขาทำรวมกันระหว่างซุฮ์ริกับอัศริ และมัฆริบกับอีชาอ์ ?

ซุลฏอน : ประการแรก บรรดาท่านผู้รู้ในที่ประชุมนี้ทั้งหลาย ต่างก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ทัศนะของบรรดานักปราชญ์นั้นมีความแตกต่างกันในประเด็นปัญหาส่วนที่เป็นรายละเอียด(ฟุรูอ์)ค่อนข้างมาก อย่างเช่น บรรดาอิมามทั้งสี่มัซฮับของพวกท่าน ก็มีทัศนะทางวิชการด้านศาสนบัญญัติ ที่แตกต่างกันในระหว่างพวกท่านกันเองมากมายหลายเรื่อง เพราะฉะนั้น ความขัดแย้งที่มีอยู่ระหว่างพวกเรากับพวกท่านกรณีปัญหาในส่วนที่เป็นรายละเอียด(ฟุรูอ์)เช่นนี้ จึงไม่ถือว่า เป็นเรื่องแปลก

ประการที่สอง คำพูดของท่านที่กล่าวว่า พวกชีอะฮ์อยู่กับความขัดแย้งต่อแบบฉบับของท่านนบี(ศ) เป็นการตั้งข้อกล่าวหา เป็นคำพูดที่ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่ประการใด ทั้งนี้ก็เพราะท่านนบี(ศ)ทำนมาซรวมเป็นเนืองนิจ และแยกนมาซในบางโอกาส

ท่านนาวาบ: พูดพลางหันหน้าไปขอความเห็นต่อบรรดานักปราชญ์ในที่ประชุมและตั้งคำถามคนเหล่านั้นว่า ความจริงเรื่องนี้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)แยกทำเป็นเนืองนิจและทำรวมกันในบางโอกาสมิใช่หรือ?

ท่านฮาฟิซกล่าวตอบพลางหันหน้าไปหาท่านนาวาบ ท่านนบี(ศ)ทำรวมสองนมาซในช่วงเวลาเดียวกัน ในสองกรณีเท่านั้น คือในยามเดินทาง กับในกรณีที่มีอุปสรรคเช่น ฝนตกและอื่นๆที่คล้ายกัน ทัง้นี้ก็เพื่อไม่สร้างความยุ่งยากแก่ประชาชาติของท่าน

ส่วนในยามปกติ ถ้าไม่มีปัญหาอุปสรรค ที่ต้องทำนมาซรวม ท่านก็ทำแยกช่วงเวลา ข้าพเจ้าสงสัยว่า ท่านซัยยิดคงจะสับสนเกี่ยวกับกฎของการเดินทางกับยามปกติ

ซุลฏอน : หามิได้ ข้าพเจ้ามิได้สับสนในเรื่องนี้เลย ข้าพเจ้ามีความมั่นใจในเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป แม้กระทั่งรายงานต่างๆที่ถูกต้อง(ศอฮีฮ์)ของพวกท่านเองก็ระบุไว้ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ทำรวมสองนมาซในช่วงเวลาเดียวกัน ในยามปกติ โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ

ท่านฮาฟิซ : บางที อาจเป็นไปได้ว่า ท่านพบเรื่องเช่นนั้น ในรายงานต่างๆของพวกท่านเอง แล้วโมเมเอาว่าเป็นบทรายงานของฝ่ายเรา

ซุลฏอน: มิได้ ไม่ใช่อย่างนั้นแน่ เพราะเหตุว่า บันทึกรายงานของฝ่ายชีอะฮ์ทั้งหมด ล้วนอนุญาตให้ทำสองนมาซรวมกันในช่วงเวลาเดียวกันอยู่แล้ว บทรายงานในตำราของฝ่ายเรามีความชัดเจนในเรื่องนี้ ส่วนที่ยังมีปัญหาถกเถียงกัน ว่าทำนมาซรวมกันได้หรือไม่ได้นั้น จะมีก็เพียงแต่ในหมู่นักรายงานฝ่ายท่านเท่านั้น แน่นอนเราได้อ้างถึงหลักฐานที่เชื่อถือได้ และกล่าวถึงสารบบการรายงานของพวกท่าน ซึ่งล้วนเป็นฮะดีษและเป็นคำบอกเล่าที่ชี้ชัดในประเด็นนี้อย่างมากมาย

ท่านฮาฟิซ : ท่านสามารถระบุบทรายงานและฮะดีษต่างๆที่กล่าวถึงเรื่องนี้ แล้วสามารถระบุถึงตำราอ้างอิงหลักฐานนั้นให้แก่พวกเรา ได้หรือไม่ ?

ซุลฏอน: ได้ แน่นอน นี่คือ มุสลิม บิน ฮัจญาจ ท่านได้รายงานไว้ในศอฮีฮ์ของท่าน ในบทว่าด้วยการรวมระหว่างสองนมาซในยามปกติ โดยอ้างสารบบการรายงานของท่าน จากท่านอิบนุอับบาส ซึ่งท่านได้กล่าวว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้ทำนมาซซุฮ์ริ และอัศริรวมกัน และทำนมาซมัฆริบกับอิชาอ์รวมกัน ในยามที่ไม่มีเหตุน่ากลัวใดๆ และไม่ใช่เดินทาง ท่านรายงานต่อไปอีก โดยอ้างสารบบการรายงานของท่าน จากอิบนุอับบาส ที่ได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้นมาซกับท่านนบี(ศ)แปดร็อกอะฮ์รวมกันและเจ็ดร็อกอะฮ์รวมกัน(27)

คำบอกเล่าในความหมายเดียวกันนี้ท่านอิมามอะห์มัดบินฮันบัลก็ได้รายงานไว้ในตำรามัสนัดของท่านเล่ม 2 หน้า 221 และท่านได้ผนวกฮะดีษหนึ่งจากรายงานของอิบนุอับบาสเสริมเข้าไปอีกที่ท่านได้กล่าวว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ทำนมาซที่เมืองมะดีนะฮ์ ในช่วงที่พำนักอยู่ มิใช่ในช่วงเดินทาง เจ็ดร็อกอะฮ์(มัฆริบ-อิชาอ์)และแปดร็อกอะฮ์(ซุฮ์ริ-อัศริ)

ท่านมุสลิมรายงานคำบอกเล่ามากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในตำราศอฮีฮ์ของท่านจนถึงข้อความในฮะดีษที่ 57 โดยอ้างสารบบการรายงานของท่านจากอับดุลลอฮ์บินชะฟีกที่กล่าวว่าท่านอิบนุอับบาสกล่าวปราศรัยแก่พวกเราในวันหนึ่งหลังจากนมาซอัศริแล้วจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดินแล้วเริ่มมองเห็นดวงดาวทำให้ประชาชนพูดว่า นมาซเถิด นมาซเถิด แต่ท่านอิบนุอับบาสก็มิได้ใส่ใจกับพวกเขา ทำให้คนตระกูลตะมีมคนหนึ่ง ตะโกนขึ้นในยามนั้นโดยไม่เว้นวรรคว่า นมาซเถิด นมาซเถิด

ท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่า “เจ้าจะสอนแบบฉบับของท่านศาสดาให้แก่ฉันกระนั้นหรือ ? เจ้าไม่มีมารดาแน่แล้ว

แล้วท่านกล่าวว่าท่านรู้หรือไม่ว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ทำนมาซรวมระหว่างซุฮ์ริกับอัศริและมัฆริบกับอิชาอ์

ท่านอับดุลลอฮ์บินชะกีกกล่าวว่าในใจของฉันรู้สึกสับสนต่อเรื่องนั้นยิ่งนักฉันจึงไปหาท่านอะบูฮุร็อยเราะฮ์แล้วถามท่านฉันจึงเชื่อถือคำพูดของท่าน

ท่านมุสลิมรายงานไว้ในศอฮีฮ์ของท่านฮะดีษที่ 58 นี่เป็นอีกฮะดีษหนึ่งที่มีสายสืบมาจากท่านอับดุลลอฮ์บินชะกีกอัลอุก็อยลีย์ท่านกล่าวว่าชายคนหนึ่งพูดกับท่านอิบนุอับบาส(เพราะท่านกล่าวปราศรัยยืดยาวมาก)ว่านมาซเถิดแต่ท่านอิบนุอับบาสยังนิ่งเฉยจากนั้นเขาก็ยังกล่าวว่านมาซเถิดแต่ท่านอิบนุอับบาสก็ยังนิ่งเฉยต่อจากนั้นเขาก็ยังกล่าวอีกว่านมาซเถิดแต่ท่านอิบนุอับบาสก็ยังนิ่งเฉยอีกแล้วท่านกล่าวขึ้นว่าเจ้าไม่มีมารดาแน่แล้วเจ้าจะสอนเราในเรื่องการนมาซกระนั้นหรือขณะที่เราเคยทำสองนมาซรวมกันในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)

ท่านริซกอนีย์ซึ่งเป็นนักปราชญชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งของพวกท่านรายงานไว้ในตำราของท่าน”ชะเราะฮ์มุวัฏเฏาะมาลิก 1 หน้า 263 การทำสองนมาซรวมกันรายงานจากท่านนะซาอีย์จากสายรายงานของอุมัรว์บินฮะร็อมจากอิบนุชะอ์ซาอ์ท่านกล่าวว่าแท้จริงท่านอิบนุอับบาสทำสองนมาซ(ซุฮ์รับอัศริ) และสองนมาซ(มัฆริบกับอิชาอ์)รวมกันที่เมืองบัศเราะฮ์และท่านได้บอกว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ทำนมาซอย่างนี้

ท่านมุสลิมรายงานไว้ในตำราศอฮีฮ์ท่านมาลิกรายงานไว้ในตำราอัล-มุวัฏเฏาะท่านอะห์มัดบินฮันบัลรายงานไว้ในตำรามุสนัดท่านติรมิซีย์รายงานไว้ในตำราศอฮีฮ์บทว่าด้วยการทำสองนมาซ รวมกัน โดยอ้างสารบบการรายงานของพวกเขาเอง จากท่านซะอีด บิน ญุบัยร์ ซึ่งรายงานจากอิบนุอับบาส ที่กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)ทำนมาซซุฮ์ริ และอัศริรวมกันและทำนมาซมัฆริบกับอิชาอ์รวมกันที่เมืองมะดีนะฮ์ โดยไม่มีเหตุที่น่ากลัว และไม่มีฝนแต่ประการใด มีคนถามท่านอิบนุอับบาสว่า ท่านมีจุดประสงค์ใดในการกระทำเช่นั้น ? ท่านกล่าวว่า ท่านนบี(ศ)ต้องการจะไม่ให้มีความยุ่งยากแก่คนใดในหมู่ประชาชาติของท่าน

นี่คือบทรายงานบางส่วนของพวกท่านในเรื่องนี้ทั้งที่ยังมีนอกเหนือจากนี้อีกมากแต่บางทีอาจมีคนกล่าวว่ามีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าอนุญาตให้รวมสองนมาซในช่วงเวลาเดียวกันได้แม้จะไม่มีอุปสรรคอันใดและมิใช่เดินทางโดยนักปราชญ์ของพวกท่านได้ตั้งชื่อบทไว้ในตำราศอฮีฮ์และมุสนัดของพวกเขาไว้ภายใต้ชื่อบทว่า “การทำสองนมาซรวมกัน” แล้วในบทนั้นพวกเขายังได้กล่าวถึงรายงานต่างๆที่อนุญาตให้ทำนมาซรวมกันได้โดยไม่มีข้อแม้ใดทั้งสิ้นไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเดินทางหรือในยามปกติจะมีหรือไม่มีอุปสรรคใดก็ตาม

ถ้าหากมิใช่ความหมายนี้บรรดานักปราชญ์เหล่านั้นก็จะต้องตั้งชื่อบทไว้เป็นการเฉพาะเกี่ยวกับนมาซรวมในยามปกติและอีกบทหนึ่งเกี่ยวกับนมาซรวมในยามเดินทางแต่โดยที่พวกเขามิได้ทำอย่างนี้ พวกเขาพรรณนาถึงรายงานต่างๆในบทเดียวกัน หมายความว่า เป็นหลักฐานแสดงว่า อนุญาตให้นมาซรวมกันโดยไม่มีเงื่อนไข

ท่านฮาฟิซ : “แต่ทว่าข้าพเจ้าไม่เคยพบรายงานเหล่านั้น และไม่ปรากฏว่าจะมีรายงานว่าด้วยเรื่องนี้ในหนังสือศอฮีฮ์บุคอรีเลย”

ซุลฏอน: ประการแรก เพียงเท่าที่บรรดาเจ้าของตำราศอฮีฮ์เล่มอื่นได้บันทึกคำบอกเล่าและรายงานฮะดีษ ตามมาตรฐานที่จำเป็นในการตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้องของฮะดีษนั้นไว้แล้ว เช่นมุสลิม ติรมิซีย์ นะซาอีย์ อะห์มัดบิน ฮันบัล และหนังสือชัรรอฮ์ ศอฮีฮัยมุสลิม บุคอรี และบรรดานักปราชญ์ใหญ่ๆของพวกท่าน ยกเว้นบุคอรีคนเดียว ยังไม่ถือว่ารายงานใดๆของท่านเหล่านั้นเพียงพอ ต่อการยืนยันโดยมาตรฐานที่จำเป็นในการตรวจสอบอีกหรือ ? ถ้าเป็นเช่นนั้น จุดมุ่งหมายและจุดประสงค์ของเราได้ยืนยันความถูกต้องแล้ว ?

ประการที่สอง ท่านบุคอรีได้สนับสนุนรายงานบทนี้ไว้ในศอฮีฮ์ของท่านแล้ว แต่ทว่าอยู่ในหัวข้ออื่น นั่นคือในบทว่าด้วย”การยืดเวลานมาซซุฮ์ริออกไปถึงเวลอัศริ”จาก “กิตาบมะวากีตุศศอลาฮ์” และยังมีปรากฏในบทว่าด้วย “ซิกรุลอิชาอ์วัลอิตมะฮ์”และบทว่าด้วย “วักตุลมัฆริบ”

ขอได้โปรดตรวจสอบบทรายงานเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วท่านจะพบว่า รายงานบอกเล่าทุกประการเหล่านี้ ล้วนเป็นหลักฐานว่า อนุญาตให้ทำสองนมาซรวมกันในช่วงเวลาเดียวได้ ดังที่ถูกนำมาอ้างไว้ก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

การทำสองนมาซรวมกันตามทัศนะของบรรดานักปราชญ์ทั้งสองฝ่าย

ผลสรุปก็คือถ้าหากรายงานฮะดีษเหล่านี้ถูกนำมาอ้างโดยนักปราขญ์ทั้งสองฝ่ายพร้อมกับยืนยันความถูกต้องของฮะดีษนั้นในตำราศอฮีฮ์ของพวกเขาก็หมายความว่านักปราชญ์เหล่านั้นอนุญาตและยินยอมให้ทำนมาซรวมได้นั่นเองหาไม่แล้วแน่นอนพวกเขาจะไม่บันทึกรายงานต่างๆเหล่านี้ไว้ในตำราศอฮีฮ์ของพวกเขาแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับท่านอัลลามะฮ์อันนูรีย์ ที่อธิบายไว้ใน”ชะเราะฮ์ศอฮีฮ์มุสลิม” ท่านอัสก็อลลานีย์ ท่านกิสฏ็อลลานีย์ และท่านซะกะรียา อัล-อันศอรีย์ ที่ได้บันทึกในหนังสือ “ชะเราะฮ์ศอฮีฮ์บุคอรีย์” ของพวกเขา และทำนองเดียวกับท่านริซกอนีย์ ที่บันทึกไว้ใน “ชะเราะฮ์มุวัฏเฏาะมาลิก”และนอกเหนือจากนี้ บรรดานักปราชญ์ชั้นอาวุโสคนอื่นๆของพวกท่าน ยังได้กล่าวถึงรายงานบอกเล่าบทนี้ โดยให้ความเชื่อถือและรับรองความถูกต้อง และยืนยันอย่างชัดเจนว่า รายงานฮะดีษเหล่านี้ให้ความหมายว่าอนุญาตและยินยอมให้ทำสองนมาซรวมกันในยามปกติได้ ถึงแม้จะไม่มีเหตุอุปสรรคและไม่มีฝนก็ตาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากผ่านบทรายงานของท่านอิบนุอับบาสและให้การรับรองในความถูกต้องของบทรายงานแล้ว พวกเขายังไดก้มีหมายเหตุกำกับไว้ว่า รายงานฮะดีษนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าอนุญาตให้ทำนมาซรวมได้โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้มนุษย์คนใดในหมู่ประชาชาติตกในความยุ่งยากลำบากนั่นเอง

ท่านนาวาบ : แต่เขาก็ยังพูดแปลกอยู่ดี คือ ถ้าหากรายงานบอกเล่าเหล่านี้มีระบุอยู่อย่างชัดเจนและมากมายหลายกระแสจริงว่า อนุญาตให้ทำสองนมาซรวมกันได้ แล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่บรรดานักปราชญ์ของเราจะขัดแย้งกับเรื่องนั้น ทั้งในแง่ของกฎเกณฑ์และภาคปฏิบัติ

ซุลฏอน: ขอยอมรับว่าเป็นความจริง และต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพูดตรงๆว่า น่าเสียใจยิ่งนัก ที่บรรดาปราชญ์ของพวกท่านไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่ชัดเจนและบทรายงานที่ถูกต้อง(ศอฮีฮ์)อีกมากมายหลายเรื่อง ไม่เฉพาะแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว

ยังมีความเป็นจริงอีกมากที่ท่านนบี(ศ)ได้ระบุเป็นข้อบัญญัติและกล่าวอย่างชัดเจนไว้ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต แต่แล้วพวกเขามิได้นำพามาปฏิบัติ หากแต่พวกเขาได้ตีความให้เป็นอื่น ปิดบังอำพรางข้อบัญญัตินั้นไปจากประชาชนทั่วไป และข้าพเจ้าจะเปิดเผยความจริงเหล่านี้บางประการแก่พวกท่าน ในช่วงอธิบายและถกกันในหัวข้อเรื่องตำแหน่งอิมาม และอื่นๆอีก อินชาอัลลอฮ์

ส่วนในหัวข้อเรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ บรรดานักการศาสนาของพวกท่าน ก็มิได้นำพามาปฏิบัติอีกด้วยเช่นกัน ทั้งๆที่มีรายงานถูกบันทึกไว้ พร้อมกับการยืนยันอย่างชัดเจนอย่างนั้นแล้ว ทั้งนี้ เป็นเพราะพวกเขาตีความเรื่องนั้นให้เป็นอื่น ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ

เช่น นักปราชญ์ส่วนหนึ่งกล่าวว่า บทรายงานที่ระบุอย่างชัดเจนในการทำสองนมาซรวมกันนี้ อาจเป็นไปได้ว่า มีจุดมุ่งหมายให้ทำนมาซรวมในยามมีอุปสรรคเท่านั้น เช่น ในเวลามีเหตุน่ากลัว มีฝน มีเหตุทำให้ดินแฉะ และเป็นโคลน การตีความในลักษณะที่ขัดแย้งกับความหมายอันชัดเจนของบทรายงาน ได้เป็นคำวินิจฉัยของบรรดาผู้อาวุโสในหมู่นักปราชญ์ชั้นนำของพวกท่าน เช่น อิมามมาลิก อิมามชาฟิอีย์ และนักการศาสนาในมะดีนะฮ์บางท่าน ดังที่พวกเขากล่าวว่า ไม่อนุญาตให้ทำสองนมาซรวมในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากในยามมีอุปสรรคและมีฝนเท่านั้น

ทั้งที่การตีความเช่นนี้ถูกหักล้างอย่างสิ้นเชิงโดยบทรายงานอันชัดเจนของท่านอิบนุอับบาสที่กล่าวว่าท่านนบี(ศ)ได้รวมนมาซซุฮ์ริและอัศริในเวลาเดียวกันและรวมนมาซมัฆริบและนมาซอิชาอ์ในเวลาเดียวกันที่เมืองมะดีนะฮ์โดยปราศจากเหตุที่น่ากลัวและไม่มีฝน

นักปราชญ์เหล่านั้นอีกส่วนหนึ่งกล่าวว่า บทรายงานเหล่านี้ที่ระบุอย่างชัดเจนในการทำสองนมาซรวมกันโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ จนกระทั่งได้ระบุว่า โดยไม่มีเหตุอุปสรรคใดๆ และไม่ใช่ยามเดินทางนั้น บางทีเป็นไปได้ว่า มีเมฆครึ้มจนท้องฟ้ามืดมัว ทำให้พวกเขาไม่รู้เวลา ครั้นพอทำนมาซซุฮ์ริเสร็จเรียบร้อย ก้อนเมฆได้สลายพอดี ความมืดครึ้มได้คลี่คลาย เมื่อนั้น พวกเขาถึงได้รู้ว่า เป็นเวลาอัศริ จึงทำนมาซอัศริรวมกับนมาซซุฮ์ริติดต่อไป

ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาเถิด การตีความในลักษณะเช่นนี้ กับกิจการที่สำคัญเช่นการนมาซ ซึ่งเป็นเสาหลักของศาสนา เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ ?

นักตีความเหล่านั้น ลืมไปแล้วกระนั้นหรือว่า คนนมาซในรายงานบทนี้ คือท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)โดยลืมไปว่า การมีเมฆ หรือไม่มีเมฆ ไม่ได้มีผลกระทบต่อความรู้ของท่านนบี(ศ) ซึ่งท่านรู้โดยการดลบันดาลจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด และท่านมองเห็นโดยรัศมีจากพระผู้อภิบาล ผู้ทรงอานุภาพสูงสุดของท่าน

เมื่อเป็นเช่นนี้ จะอนุญาตให้เราตัดสินเรื่องศาสนาของอัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ได้กระนั้นหรือ ด้วยการยึดถือการตีความที่ไม่ปราศจากความรู้จริงเช่นนี้ ซึ่งไม่มีหลักฐานใดๆประกอบ นอกจากการให้น้ำหนักกับความสงสัย ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าผู้สูงสุด ตรัสว่า “แท้จริงการสงสัยนั้น ไม่พอเพียงที่จะให้ความจริงแต่ประการใด”(28)

นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ยังมีอะไรอีกที่พวกท่านจะอ้างว่า การทำนมาซรวมของท่านนบี(ศ)ระหว่างมัฆริบ กับอิชาอ์ เพราะการมีเมฆหรือไม่มีเมฆในยามนั้น ไม่มีผลแต่ประการใด ?

เพราะฉะนั้น การตีความแบบนี้และแบบอื่นที่ตีความกัน เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับบทรายงานต่างๆและขัดแย้งกับความชัดเจนของคำบอกเล่า ที่ว่า ท่านอิบนุอับบาส ได้กล่าวคำปราศรัยอยู่จนกระทั่งเริ่มปรากฏแสงดาว และท่านก็ไม่แยแสกับเสียงร้องตะโกนของชายคนนั้น ที่ว่า นมาซเถิด นมาซเถิด ต่อจากนั้น ท่านอิบนุอับบาส ได้ตอบโต้คนตระกูลตะมีม ด้วยคำพูดของท่านเองว่า ““เจ้าจะสอนแบบฉบับของท่านศาสดาให้แก่ฉัน กระนั้นหรือ ?เจ้าไม่มีมารดาแน่แล้ว จากนั้นท่านได้กล่าวว่า เจ้ารู้หรือไม่ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้ทำนมาซรวมระหว่างซุฮ์ริกับอัศริ และมัฆริบกับอิชาอ์ หลังจากนั้น อะบูฮุร็อยเราะฮ์ ก็ยังให้การรับรองคำพูดของอิบนุอับบาสอีก

แสดงให้เห็นว่า การตีความในรูปแบบนี้ ไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางสติปัญญาและไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับพวกเรา และทำนองเดียวกันก็ไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดานักปราชญ์ระดับอาวุโสของพวกท่านอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะพวกท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า การตีความนั้นๆขัดแย้งกับความหมายที่ชัดเจนของบทรายงาน

ดังที่กล่าวมานี้ ท่านชัยคุลอิสลาม อัลอันศอรีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน”ตุห์ฟะตุลบารีย์ ฟี ชัรฮิ ศอฮีฮิลบุคอรี” บทว่าด้วยการนมาซซุฮ์ริรวมกับอัศริ และนมาซมัฆริบรวมกับอิชาอ์ หน้า 292 เล่มที่ 2 และทำนองเดียวกับ อัลลามะฮ์ กิสฏ็อลลานีย์ ในหนังสือ “อิรชาดุซซารี ฟี ชัรฮิ ศอฮีฮ์ บุคอรี”หน้า 293 เล่ม 2 และเช่นเดียวกับนักอธิบาย”ศอฮีฮ์บุคอรี”ท่านอื่นๆ และบรรดาปราชญ์ นักวิเคราะห์ของพวกท่านอีกจำนวนมาก พวกท่านกล่าวว่า การตีความในรูปแบบที่ขัดแย้งกับรายงานต่างๆเหล่านี้ และการเชื่อถือคล้อยตาม โดยแบ่งเวลาสองนมาซออกจากกัน เป็นการนำเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ มาเป็นที่เชื่อถือ และเป็นการนำเรื่องที่ไม่ชี้ชัด มาเป็นเรื่องชี้ชัด

ท่านนาวาบ : ถ้าเป็นเช่นนั้น ความขัดแย้งเหล่านี้มันมาจากไหน ซึ่งทำการแบ่งแยกพี่น้องมุสลิมออกเป็นสองพวก เป็นคู่กรณีกัน ในสายตาของแต่ละพวกที่มองไปยังอีกพวกหนึ่ง จะมองด้วยความชิงชังและเป็นศัตรู แต่ละพวกจะตำหนิติเตียน พิธีการเคารพภักดีของอีกพวกหนึ่ง ?

ซุลฏอน : ดังที่ท่านได้กล่าวว่า บรรดามุสลิมได้กลายเป็นสองพวกที่เป็นศัตรูกัน ตรงนี้มีความจำเป็น สำหรับข้าพเจ้าที่จะขอเสนอคำพูดสักเล็กน้อย เพื่อเราจะได้มองเห็นตรงกันว่า คำว่าศัตรูตามที่ท่านว่านั้น มาจากทั้งสองฝ่าย หรือว่ามาจากฝ่ายเดียว ?

ตรงนี้ จำเป็นสำหรับข้าพเจ้า ในฐานะเป็นชีอะฮ์เพียงคนเดียว ข้าพเจ้าจะต้องปกป้องบรรดาชีอะฮ์ ที่ปฏิบัติตามบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(อ)และขจัดข้อเคลือบแคลงเช่นนี้ให้พ้นจากพวกเขา นั่นคือ พวกเราบรรดาชีอะฮ์ทั้งหลาย ไม่ได้มองบรรดานักปราชญ์ฝ่ายซุนนีท่านใด และบรรดาผู้เป็นซุนนีท่านใดด้วยสายตาเกลียดชังและเป็นศัตรู หากแต่เราถือว่า เขาเหล่านั้น คือพี่น้องในศาสนาของเรา

นี่คือสิ่งตรงกันข้ามกับภาพที่พี่น้องซุนนีบางคนมองเราอย่างแน่นอน เพราะพวกเขามองว่าบรรดาชีอะฮ์คือ ศัตรูของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงปฏิบัติต่อบรรดาชีอะฮ์ แบบศัตรูปฏิบัติต่อศัตรู และไม่มีสิ่งใดทำให้พวกเขามองบรรดาชีอะฮ์ของวงศ์วานนบีมุฮัมมัด(ศ) และทำให้พวเขามองบรรดาผู้ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสทูต ผู้ทรงเกียรติ ด้วยสายตาเช่นนั้น นอกจากโดยคำพูดใส่ไคล้ และการโจมตี ที่แพร่สะพัดเพื่อต่อต้านพวกเขาโดยสื่อตางๆของพวกคอวาริจญ์,พวกนะวาศิบ และวงศ์วานของอุมัยยะฮ์ ตลอดจนบรดาสมุนของคนเหล่านั้น ที่เป็นศัตรูของท่านนบี(ศ)และศัตรูของวงศ์วานท่านนีผู้ทรงเกียรติ(ศ) และในยุคปัจจุบันนี้ ก็มาเหตุจากพวกล่าเมืองขึ้น ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของอิสลามและมวลมุสลิม ซึ่งกลัวการสูญเสียผลประโยชน์และความต้องการของตน ถ้าหากเกิดมีการสามัคคีและการรวมตัวเป็นเอกภาพของชาวมุสลิมขึ้นมา

• เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่ว่า ความเข้าใจผิดในเชิงเป็นศัตรู มีปฏิกิริยาอยู่ในจิตใจและความคิดของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์บางท่าน จนกระทั่งตั้งข้อกล่าวหาว่า พวกเราเป็นกุฟร์และชิร์ก(ผู้ปฏิเสธศาสนาและยกสิ่งอื่นเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์)

• น่าอนาถใจ ในความรู้สึกของข้าพเจ้า พวกเขาคิดใคร่ครวญแล้วหรือ ว่าโดยหลักฐานประการใด ที่พวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ในแนวทางนี้ และยังความแตกแยกระหว่างมวลมุสลิมนั้น

• พวกเขามิได้คิดถึงเลยหรือ ว่าอัลลอฮ์ทรงห้ามบรรดามุสลิมจากความแตกแยกด้วยโองการที่ว่า “และจงกระชับให้เหนียวแน่นกับสายเชือกของอัลลอฮ์โดยพร้อมเพรียงกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน”(29)

• นอกจากนี้ อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ ทรงสูงสุด ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆสำหรับพระองค์ ทรงเป็นผู้อภิบาลของเราทั้งมวล

• อิสลามเป็นศาสนาของเรา อัล-กุรอาน คือคัมภีร์ของเรา ท่านนบีผู้ทรงเกียรติ มุฮัมมัด (ศ)นบีท่านสุดท้าย และนายของบรดาศาสนทูต คือนบีของเรา คำพูดของท่าน การกระทำของท่าน และการแสดงท่ายอมรับของท่านคือแบบอย่างของเรา

• สิ่งอนุญาตของท่าน คือสิ่งอนุญาตจนถึงวันฟื้นคืนชีพ สิ่งต้องห้ามของท่าน คือสิ่งต้องห้ามจนถึงวันฟื้นคืนชีพ

• สิ่งใดที่ท่านยอมรับว่า เป็นสัจธรรม สิ่งนั้น คือสัจธรรม สิ่งใดที่ท่านถือว่า ผิด สิ่งนั้น คือ สิ่งผิด เราเป็นปิยมิตรกับปิยมิตรของท่าน เราเป็นศัตรูกับศัตรูของท่าน

• อัล-กะอ์บะฮ์ คือ ที่เวียนฏอวาฟของเรา และเป็นทิศกิบละฮ์ของเราทั้งมวล(ที่หันหน้าไปหาในเวลานมาซ) มีนมาซทั้งห้า มีการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน มีซะกาต วาญิบ มีหลักการบำเพ็ญฮัจญ์ สำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทางได้

• เหล่านี้ เป็นข้อกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับเรา และต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติทุกประการมีทั้งที่เป็นหน้าที่จำเป็น(วาญิบ)การกระทำที่ชอบ(มุสตะฮับ)งดเว้นการทำบาปใหญ่ การละเมิด และความบาปปลีกย่อยต่างๆของเรา ?

• พวกท่านกับพวกเราต่างก็อยู่ในหลักการเหล่านี้ด้วยกันทุกประการมิใช่หรือ ?

• หรือว่า บทบัญญัติของพวกเรา หรือ บทบัญญัติของพวกท่าน อิสลามของพวกเรา และอิสลามของพวกท่าน เป็นอย่างอื่น คือไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไปแล้ว ว่าเป็นศาสนาอันชัดแจ้ง ?

• ข้าพเจ้ารู้แน่แก่ใจดีว่า พวกท่านเห็นพ้องตรงกับที่ข้าพเจ้าพูดมาทุกประการ หากจะมีความขัดแย้งกันบางอย่างระหว่างข้าพเจ้ากับพวกท่าน ก็เหมือนกับความขัดแย้งที่มีอยู่ในระหว่างพวกท่าน กับมัซฮับต่างๆ(สำนักวิชาการ)ของพวกท่านกันเอง ดังนั้น พวกเรากับพวกท่าน ต่างก็อยู่ในศาสนาอิสลามเท่ากัน (ทุกคนล้วนศรัทธาต่ออัลลอฮ์ มะลาอิกะฮ์,คัมภีร์,และบรรดาศาสนทูตของพระองค์ เราไม่แบ่งแยก ระหว่างคนหนึ่งคนใดจากบรรดาศาสนาทูตของพระองค์ และพวกเขากล่าวว่า เราได้ยินแล้ว เราเชื่อถือปฏิบัติตามแล้ว ขอการอภัยโทษต่อพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของเรา และยังพระองค์ คือ สถานคืนกลับ”(30)

ฉะนั้นทำไมพี่น้องซุนนีบางท่านกลับใส่ไคล้พาดพิงเรากับสิ่งที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ไม่ทรงพอพระทัยและแสวงหาความแตกแยกระหว่างเรากับพวกเขาและมองพวกเราด้วยสายตาของศัตรูและชิงชัง ? และนี่คือสิ่งที่ศัตรูเรากำลังคอยจ้องอยู่ซึ่งชัยฏอนอันได้แก่บรรดาชัยฏอนในหมู่มนุษย์และญินต้องการจะให้เราเป็นเช่นนั้นพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงสุดตรัสว่า “บรรดาชัยฏอนในหมู่มนุษย์และญินได้กระซิบแก่กันและกันเพื่อจะย้อมจิตใจของพวกที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อปรโลกและเพื่อเป็นที่พึงพอใจของมัน….”(31)

พระองค์ผู้ทรงสูงสุดได้ตรัสว่า “ชัยฏอนนั้นมันต้องการเพียงจะให้ความเป็นศัตรูและความชิงชังบังเกิดขึ้นในระหว่างพวกเจ้าในเรื่องสุราและการพนันในระหว่างพวกเจ้า….”(32)

หมายความว่าบางครั้งชัยฏอนจะให้ความเป็นศัตรูบังเกิดขึ้นในในระหว่างพวกเจ้าโดยมีสุราและการพนันเป็นสื่อและบางครั้งก็อาศัยความคลุมเครือและความสับสนซึ่งมันได้ขว้างเข้าไปในหัวใจของพวกเขา ในลักษณะการตั้งข้อกล่าวหาและโจมตีซึ่งชัยฏอนมนุษย์ได้ทำให้สิ่งนี้แพร่ระบาดไปทั่วในสังคมของพวกเขา

ประการที่สองข้าพเจ้าขอถามว่าความขัดแย้งเหล่านี้มาจากที่ไหน ?

ข้าพเจ้าขอกล่าวกับท่านด้วยหัวใจที่ขมขื่นและเสียใจอย่างยิ่งว่าแน่นอนที่สุดสิ่งเหล่านี้และความขัดแย้งอื่นๆด้านสาขาปลีกย่อย(ฟุรูอ์) ตั้งอยู่บนความขัดแย้งขั้นพื้นฐาน(อุศูล) ซึ่งในยามนี้มิใช่เวลาอันเหมาะสมที่จะกล่าวถึงเรื่องนั้นแต่บางทีเราอาจไปถึงจุดนั้นก็ได้ในการถกปัญหาของเราตอนต่อไปซึ่งข้าพเจ้าจะเปิดเผยออกมาเมื่อการถกเถียงดำเนินไปถึงเรื่องนั้นและเมื่อนั่นเองสัจธรรมจะถูกเปิดเผยแก่พวกท่าน แล้วพวกท่านจะรู้ซึ้งถึงความจริง อันเที่ยงแท้ อินชาอัลลอฮ์

ประการที่สาม ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาการรวมและการแยกช่วงเวลาระหว่างสองนมาซ ถึงแม้ว่า บรรดานักปราชญ์ทางศาสนาของพวกท่านจะรายงานบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ถูกต้อง และชัดเจนสักเพียง ใดว่า เป็นเรื่องที่ยินยอมให้กระทำและอนุญาตให้กระทำได้ เพื่ออำนวยความสะดวกและขจัดภาระที่ยุ่งยาก ไปจากประชาชาติอิสลาม แต่ก็เหมือนดังที่ท่านได้ทราบแล้ว คือพวกเขาเหล่านั้น ได้ตีความเรื่องนั้นเสีย หลังจากนั้น ก็ออกคำวินิจฉัยไม่อนุญาตให้กระทำรวมกันโดยไม่มีเหตุอุปสรรค หรือเดินทาง จนกระทั่งมีบางส่วน เช่น อะบูหะนีฟะฮ์ และสานุศิษย์ ถึงกับออกคำวินิจฉัยว่า ไม่อนุญาตให้กระทำรวมกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า จะมีเหตุอุปสรรคหรือเดินทางก็ตาม(33)

แต่ทว่า มัซฮับอื่นๆ เช่น ชาฟิอีย์ มาลิกีย์ และฮันบะลีย์นั้น แม้จะมีความขัดแย้งในระหว่างพวกเขาด้วยกันเองในด้านต่างๆทั้งหมดไม่ว่าหลักการขั้นพื้นฐาน(อุศูล) หรือหลักการสาขาปลีกย่อย(ฟุรูอ์) แต่พวกเขาก็ยังอนุญาตให้ทำนมาซรวมกันได้ในยามเดินทางโดยถือเป็นกฎอนุโลม เช่นเดินทางไปบำเพ็ญฮัจญ์ และ ทำอุมเราะฮ์ และเดินทางเพื่อทำสงคราม และอื่นๆในทำนองนี้

แต่สำหรับนักปราชญ์ศาสนาของชีอะอ์นั้น พวกเขาปฏิบัติตามบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ ที่สืบมาจากวงศ์วานของท่านนบี ผู้ถูกเลือกสรรโดยพระผู้เป็นเจ้า (ศ) ซึ่งบรรดาเขาเหล่านั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ได้กำหนดให้เป็นตราชู ที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นสัจธรรม อะไรเป็นความผิดพลาด และมีฐานะเป็นคู่ของอัล-กุรอานและเป็นเสาหลักสำหรับประชาชาติในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และท่านได้กล่าวยืนยันอย่าง ชัดเจนว่าการยึดถือบุคคลเหล่านั้นควบคู่กับอัล-กุรอาน จะปลอดภัยจากความแตกแยกและหลงผิด ภายหลังจากท่าน

พวกเขาวินิจฉัยว่าอนุญาตให้ทำนมาซรวมได้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ จะมีเหตุอุปสรรค หรือไม่ก็ตาม จะอยู่ในยามเดินทางหรือไม่ก็ตาม จะทำนมาซรวมในช่วงเริ่มต้นเวลา(ตักดีม) หรือทำนมาซรวมในช่วงท้ายๆของเวลา(ตะคีร)ก็ตาม พวกเขาให้เสรีภาพแก่ผู้นมาซที่จะเลือกทำนมาซรวมละทำแยกด้วยตัวของเขาเอง เพื่อความสะดวกและขจัดความยุ่งยาก และโดยที่อัลลอฮ์ทรงรักการรับเอาการผ่อนผันของพระองค์มาปฏิบัติ

ดังนั้นบรรดาชีอะฮ์จึงเลือกเอาการทำสองนมาซรวมกันในช่วงเวลาเดียวมาปฏิบัติ เพื่อที่ว่า นมาซใดๆก็ตามจะไม่พลั้งพลาดไปจากพวกเขา ไม่ว่าจะโดยหลงลืม หรือ เกียจคร้านก็ตามดังนั้นพวกเขาจึงกระทำได้เสมอ ไม่ว่าจะนมาซรวมในช่วงเริ่มต้นเวลา หรือช่วงท้ายของเวลา

เมื่อการตอบคำถามเกี่ยวกับการทำสองนมาซรวมกันในช่วงเวลาเดียว มาถึงตอนนี้ข้าพเจ้าได้กล่าวกับพวกเขาว่า ข้าพเจ้าเห็นว่า การพูดในประเด็นนี้ น่าจะอยู่ในระดับที่พอเพียงแค่นี้ เพราะข้าพเจ้าคิดว่า ความเคลือบแคลงได้หมดไปจากความคิดของพวกท่านแล้ว และข้าพเจ้าได้เผยความจริงให้พวกท่านแล้ว และพวกท่านได้รู้แล้วว่า ชีอะฮ์นั้น มิได้เป็นอย่างที่คนบางส่วนวาดภาพแก่พวกท่าน แต่ทว่า พวกชีอะฮ์คือ พี่น้องร่วมศาสนาของพวกท่าน พวกเขาเป็นผู้ปฏิบัติตามแบบอย่างท่าน นบี(ศ)ผู้ทรงเกียรติและอัล-กุรอานอันทรงวิทยปัญญาอย่างเคร่งครัด(34)

กลับสู่เรื่องเดิม

ซุลฏอน : บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นการดียิ่ง หากเราจะย้อนไปเสวนาในเรื่องเดิมของเรา และติดตามการพูดคุยของเราเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นหลักการพื้นฐาน(อุศูล) ที่สำคัญกว่าประเด็นเหล่านี้ที่เป็นหลักการระดับสาขา(ฟุรูอ์) ในเมื่อเรายอมรับตรงกันในประเด็นที่เป็นปัญหาขั้นพื้นฐาน การยอมรับในประเด็นสาขาปลีกย่อยเหล่านี้จะเป็นผลสรุป ที่ตามมาเองโดยปริยาย

ท่านฮาฟิซ : ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจกับที่ประชุม ซึ่งมีนักปราชญ์ ผู้ทรงเกียรติ ผู้เป็นนักคิดชั้นเลิศ เป็นคู่สนทนาที่ให้ข้อคิด เป็นผู้รอบรู้ อย่างแตกฉานต่อตำราและบทรายงานต่างๆของพวกเราเช่นท่าน แน่นอน เกียรติคุณและวิชาการของท่าน ได้ให้ความกระจ่างชัดแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่ช่วงแรกของการประชุม ที่เรามานั่งร่วมกับท่าน แต่ก็เหมือนดังที่ท่านกล่าว คือทางที่ดี บัดนี้ เราน่าจะได้ติดตามหัวข้อสนทนาที่ได้เริ่มต้นกันไว้

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าใคร่ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าเสนอคำถาม แน่นอน คำพูดของท่านได้ยืนยันต่อเราอย่างหนักแน่น และเป็นการอธิบายที่ดียิ่ง ท่านเองมาจากเมืองฮิญาซ จากตระกูลบะนีฮาชิม ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะรู้ ว่าในฐานะที่ท่านเป็นคนในตระกูลผู้สะอาดบริสุทธิ์ ได้เกิดอะไรขึ้นกับท่าน จนกระทั่งต้องอพยพมาจากฮิญาซ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อพยพจากเมืองมะดีนะฮ์อันไพโรจน์ เมืองทวดของพวกท่าน และเป็นบ้านเกิดเมืองนอน มาพำนักในประเทศอิหร่าน ? อพยพมาตั้งแต่ปีใด เพราะเหตุใด ?

ซุลฏอน : บรรพบุรุษคนแรกของข้าพเจ้าที่อพยพไปยังอิหร่านคือ ซัยยิด มุฮัมมัด อาบิด บุตรของอิมามมูซา บิน ญะอ์ฟัร(อ)ท่านเป็นคนมีคุณธรรมสูง ด้านตักวา เป็นนักอิบาดะฮ์ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างมาก ถึงขนาดทำนมาซในยามกลางคืน ถือศีลอดในยามกลางวัน และอ่านคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ อยู่เป็นเนืองนิจคราวละหลายๆชั่วโมงทั้งในตอนกลางคืนและกลางวัน ท่านได้ฉายานามว่า “นักบำเพ็ญอิบาดะฮ์” เป็นคนลายมือสวย ขยันเขียนหนังสือ ฉะนั้นท่านจึงใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์ด้วยการคัดลอกและเขียนคัมภีร์ อันจำเริญ รายได้ส่วนหนึ่งจากการทำงาน ท่านนำมาเลี้ยงชีพ และซื้อทาสในเรือนเบี้ยออกมาแล้วปล่อยเป็นอิสระ เพื่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด จนกระทั่งสามารถปล่อยทาสได้เป็นจำนวนมาก

ครั้นเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงท่านก็ได้ล่วงลับจากโลกนี้ไปศพของท่านก็ได้ฝังณที่บ้านของท่านนั่นเองสุสานอันทรงเกียรตินั้นยังอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันซึ่งเป็นสถานที่เยี่ยมเยือนของผู้ศรัทธาทั่วไปในเมืองชีราซ

บุตรชายของอะมีรได้สั่งให้เอายัซมิรซาเจ้าเมืองซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สองของฮาจญ์ฟัรฮาดมิรซาอดีตเจ้าเมือง(ลุงของนาศิรุดดีน ชาห์ กอยาร) ให้ติดตั้งโดมอันล้ำค่าเหนือสุสานอันทรงเกียรติ และยังได้ดำเนินการให้สถานที่อันจำเริญแห่งนั้นเป็นมัสยิด เพื่อใช้เป็นที่นมาซฟัรฎูประจำวันและญะมาอะฮ์ อ่านอัล-กุรอานอันทรงเกียรติ อ่านดุอา และนมาซมุสตะฮับต่างๆ และยังมีบัญชาให้สร้างอาคารที่ประดับด้วยหินอ่อนและกระเบื้องเครือบชั้นดี เพื่อเป็นที่พักของผู้มาเยือนซึ่งเดินทางมาจากดินแดนต่างๆทั่วทุกสารทิศ

ท่านฮาฟิซกล่าวว่า อะไรคือสาเหตุทำให้ท่านต้องอพยพจากฮิญาซไปยังชีราซ ?

ซุลฏอน : ในช่วงปลายศตวรรษที่สองของฮิจเราะฮ์ มะมูนได้บีบบังคับให้อิมามอะลี บุตรของ มูซา ริฎอ(อ)เดินทางจากเมืองมะดีนะฮ์ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ)ผู้เป็นตาทวด อพยพไปยังเมืองคูรอซาน และกำหนดให้มีที่พำนักอยู่ที่เมืองฏูซ ทั้งนี้หลังจากได้บีบบังคับให้ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว ก็เท่ากับแยกจากกันระหว่าง อิมามริฎอ(อ)กับบรรดาญาติพี่น้อง

ในเมื่อแยกจากกันเป็นเวลานานบรรดาบริวารและญาติพี่น้องซึ่งส่วนมากจะเป็นคนตระกูลบานีฮาชิมมีความคิดถึงและต้องการจะไปเยี่ยมเยียนท่านอิมามริฎอ(อ) พวกเขาจึงขออนุญาตต่อท่านอิมามริฎอ(อ)ในเรื่องนี้แล้วท่านก็ได้ให้อนุญาตขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้เขียนจดหมายถึงมะมูนโดยขอร้องให้เขายินยอมให้พวกเขาเดินทางไปที่เมืองฏูซเพื่อเยี่ยมเยียนพี่ชายและอิมามของพวกเขานั่นคืออิมามริฎอ(อ) เพื่อมิให้มะมูนและสมุนบริวารขัดขวางความตั้งใจและทำร้ายพวกเขาซึ่งมะมูนก็ยินยอมตามนั้นโดยได้แสดงออกซึ่งความพึงพอใจพวกเขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อเยี่ยมเยียนอิมามริฎอ(อ) กองคราวานใหญ่อันประกอบด้วยลูกหลานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ก็ได้เคลื่อนขบวนบ่ายหน้าจากเมืองฮิญาซมุ่งสู่เมืองคูรอซานโดยใช้เส้นทางผ่านเมืองบัศเราะฮ์, อะฮ์วาซ, บูชาฮาร์และชีราซ…ต่อไปเรื่อยๆ

ปรากฏว่าเมื่อกองคราวานนี้ได้เดินทางผ่านเมืองใดที่มีชีอะฮ์และผู้จงรักภักดีต่อวงศ์วานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ก็จะมีคนจำนวนมากเข้ามาสมทบกับกองคราวานของบนีฮาชิมซึ่งคนระดับหัวหน้ากองคราวานนี้เป็นบรรดาเจ้านายผู้ทรงเกียรตินั่นคือพี่น้องของอิมามริฎอ(อ) ได้แก่เจ้านายซัยยิดอะห์มัดหรือที่เรียกกันว่าชาห์ญะรอฆเจ้านายซัยยิดมุฮัมมัดอาบิดซึ่งเป็นปู่ของข้าพเจ้าซัยยิดอะลาอุดดีนฮุเซนลูกหลานของอิมามมูซาบินญะอ์ฟัร(อ) ซึ่งประชาชนได้ติดตามพวกเขามาด้วยความสมัครใจและปรารถนาจะมีโอกาสเยี่ยมเยียนอิมามริฎอ(อ)นั่นเอง

มีข้อมูลในตอนนี้ที่บันทึกโดยนักประวัติศาสตร์ว่าเมื่อกองคราวานนี้เดินทางใกล้มาถึงเมืองชีราซได้มีชาวเมืองชีราซจำนวนมากกว่า 15,000 คนทั้งชายหญิงทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆต่างตื่นเต้นดีใจและต่างพากันแสดงความยินดีเตรียมการต้อนรับ

บรรดานักสืบและเจ้าหน้าที่รัฐบาลมะมูนในเมืองฏูซก็ได้รายงานให้มะมูนรับทราบข่าวของกองคราวานอันยิ่งใหญ่ที่ประกอบด้วยผู้คนจำนวนมากและเตือนให้ระมัดระวังเพราะเกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อศูนย์อำนาจของคอลีฟะฮ์ในเมืองฏูซและข่าวการมาถึงของกองคราวานบนีฮาชิมได้สร้างความหวาดระแวงให้มะมูนเป็นอย่างยิ่งเขารู้สึกถึงอันตรายที่มีต่อตำแหน่งและสถานะของเขา

เขาจึงได้ออกคำสั่งไปยังสายสืบประจำเมืองต่างๆที่ตั้งอยู่บนเส้นทางที่กองคราวานบนีฮาชิมจะเดินทางผ่านเขาได้สั่งการไปว่าให้ขัดขวางกองคราวานมิให้เดินทางต่อไปไม่ว่าจะพบณที่ใดก็ตามและสั่งอีกว่าต้องห้ามมิให้กองคราวานเดินทางเข้าเมืองฏูซปรากฏว่าเมื่อกองคราวานได้เดินทางใกล้จะถึงเมืองชีราซ คำสั่งของคอลีฟะฮ์ก็ได้ไปถึงเจ้าเมืองว่าให้สะกัดกั้นกองคราวานนั้น เจ้าเมืองก็ตัดสินใจปฏิบัติตามคำสั่งทันทีโดยคัดเลือกสมุนของตัวเองคนหนึ่งชื่อว่า ก็อตลัก คาน ซึ่งเป็นคนโหดเหี้ยมมาก พร้อมกับได้สั่งให้จัดเตรียมมือสังหารจำนวน 40,000 คนแล้วยังสั่งให้คนพวกนั้นสะกัดกั้นกองคราวานของบะนีฮาชิม และผลักดันให้กลับไปเมืองฮิญาซ

ทหารใจเหี้ยมกองนี้ก็ได้เดินทางจากเมืองชีราซมุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่กองคราวานกำลังจะผ่านมาแล้วได้ไปตั้งค่ายณที่ “คานซันยูน” นั่นคือตำบลหนึ่งที่ห่างไกลออกไปจากเมืองชีราซประมาณ 30 กิโลเมตรพวกเขาซุ่มรอกองคราวานณตรงจุดนั้นครั้นเมื่อกองคราวานเดินทางมาถึงพื้นที่ตรงเส้นทางเมืองชีราซโดยมุ่งหน้าจะไปเมืองฏูซแม่ทัพก็อตลักคานได้ส่งทูตไปเจรจากับบรรดาซัยยิดเจ้านายระดับสูงและแจ้งให้ทราบถึงคำสั่งของคอลีฟะฮ์และขอร้องให้พวกเขาเดินทางจากที่ตรงนั้นกลับยังเมืองฮิญาซในทันที

ท่านอะมีรซัยยิดอะห์มัดผู้อาวุโสสูงสุดของคณะที่มาได้ตอบว่า

ประการแรกในการเดินทางมาของเราคราวนี้ไม่มีจุดประสงค์อื่นใดเลยนอกจากเยี่ยมเยียนอิมามริฎอ(อ)พี่ชายของเราที่เมืองฏูซ

ประการที่สองเรามิได้ออกเดินทางอันยาวไกลเช่นนี้จากเมืองมะดีนะฮ์เลยนอกจากโดยได้รับอนุญาตและการยินยอมจากคอลีฟะฮ์ด้วยเหตุนี้ถือว่าไม่เป็นความชอบธรรมสำหรับการสะกัดกั้นมิให้เราเดินทางต่อไป

ทูตเจรจาก็ได้กลับไปแจ้งคำพูดนี้ให้ก็อตลักคานทราบแล้วได้ย้อนกลับมาบอกว่าแม่ทัพได้ตอบมาว่า “คอลีฟะฮ์ได้มีบัญชาใหม่มายังพวกเราอย่างเด็ดขาดว่าให้เรายับยั้งพวกท่านมิให้เดินทางไปยังเมืองฏูซอาจเป็นไปได้ว่าคำสั่งคราวก่อนได้ถูกยกเลิกไปโดยสถานการณ์ในปัจจุบันดังนั้นจำเป็นแก่ท่านจะต้องเดินทางจากที่นี่กลับไปยังเมืองฮิญาซ

การหารือของผู้มีชาติตระกูล

ด้วยเหตุนี้ ท่านอะมีร ซัยยิด อะห์มัด จึงได้ปรึกษาหารือกับบรรดาพี่น้องและคนอื่นๆในกองคราวานที่มีความคิดอ่าน ปรากฏว่า ไม่มีใครแม้สักคนเดียวยอมเดินทางกลับ พวกเขาเห็นตรงกันว่า จะต้องเดินทางต่อไปจนถึงเมืองคูรอซาน ไม่ว่าจะเผชิญกับสิ่งใดก็ตาม พวกเขาจึงจัดให้บรรดาสตรีอยู่ด้านหลังขบวนกองคราวาน และให้ชายฉกรรจ์ บรรดานักสู้อยู่ด้านหน้า แล้วตั้งหน้าเดินทางต่อไป

ฝ่ายก็อตลัก คาน ได้สั่งการให้ทหารเข้าสะกัดเส้นทาง ไม่ว่าครั้งใดที่บรรดาซัยยิดลูกหลานท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ชี้แจงต่อพวกเขาเพื่อขอโอกาสการเดินทาง แต่แล้ว การชี้แจงในแต่ละครั้ง ก็ไม่เป็นประโยชน์อันใดเลย สถานการณ์ได้เปลี่ยนรูปเป็นการต่อสู้อย่างประปราย จากนั้นก็เป็นการรบที่เข้มข้นและเข่นฆ่ากันทั้งสองฝ่าย ทหารของมะมูนได้ล้มป่วยกันมาก จึงทำให้พ่ายแพ้การต่อต้านของบะนีฮาชิมผู้กล้าหาญ

ก็อตลัก คาน ได้ใช้แผนลวง โดยสั่งให้ทหารจำนวนหนึ่งขึ้นไปบนภูเขาแล้วตะโกนสุดเสียงว่า โอ้ลูกหลานของอะลี และบรรดาชีอะฮ์ ถ้าพวกท่านคิดว่า ริฎอ(อิมามอะลี ริฎอ)จะช่วยเหลือพวกท่านได้ เมื่อไปพบกับคอลีฟะฮ์ บัดนี้ได้มีข่าวแจ้งเรื่องการตายของเขามายังพวกเรา และคอลีฟะฮ์ กำลังมีความโทมนัสอย่างยิ่ง แล้วพวกท่านจะต่อสู้กันทำไม ? ถึงอย่างไร ริฎอ ท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว!!

แผนลวงครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความรู้สึกนึกคิดของบรรดานักต่อสู้เสียสละ ดังนั้นเมื่อถึงเวลากลางคืนพวกเขาได้แยกตัวออกไปโดยละทิ้งการต่อสู้ ยังคงเหลือแต่บรรดาลูกหลานของท่านศาสนทูต(ศ)ฝ่ายเดียวเท่านั้น ท่านอะมีร ซัยยิด อะห์มัดจึงสั่งบรรดาพี่น้อง และคนที่ยังอยู่กับท่านสวมชุดชาวบ้าน และติดเครื่องหมายเดียวกับพวกเขาแล้วแยกย้ายกันออกไปในตอนกลางคืนอันมืดมิด แล้วให้เลิกล้มการใช้เส้นทางหลัก เพื่อรักษาตัวเองให้ปลอดภัย และเพื่อจะได้ไม่ตกอยู่ในเงื้อมมือของก็อตลัก คานและสมุนของเขา ดังนั้นพวกเขาจึงแยกย้ายกันไปที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ทั้งบริเวณเทือกเขาและที่กันดาร ในสภาพของผู้พลัดถิ่น ที่ถูกขับไล่ไสส่ง

ส่วนอะมีรซัยยิด อะห์มัด,ซัยยิดมุฮัมมัด อัล-อาบิด,และซัยยิด อะลาอุดดีนนั้น ได้เข้ามาหลบซ่อนตัวในเมืองชีราซ แต่ละคนก็จะมีที่อยู่ แยกจากกันต่างหาก และสาละวนอยู่แต่กับการอิบาดะฮ์ต่อพระผู้เป็นเจ้า ใช่แล้ว ที่มีคนกล่าวกันว่า สุสานของคนในตระกูลของท่านนบี(ศ)มีในอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในดินแดนที่ห่างไกล มีทั้งในเมืองและแถบภูเขา ส่วนมากก็คือ บรรดาผู้ประสบกับสถานการณ์อันเจ็บปวดเหล่านั้น

ประวัติอะมีร ซัยยิด อะห์มัด

อะมีร ซัยยิด อะห์มัด เป็นน้องชายของอิมามริฎอ(อ) เป็นบุตรชายที่ประเสริฐที่สุดของบิดารองจากอิมามอะลี บิน มูซา ริฎอ(อ) ซึ่งนับว่าเป็นคนเคร่งครัดและมีตักวามากที่สุด

ในชีวิตของท่าน ได้ซื้อทาสจำนวน 1000 คนแล้วปล่อยให้เป็นไทแก่ตัวเพื่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ท่านได้รับฉายาอันเป็นที่รู้กันว่า “ชาห์ ญะรอฆ” และหลังจากอัลลอฮ์ ทรงให้ความปลอดภัยแก่ท่านจากการสู้รบคราวนั้นแล้ว ท่านกับพี่ชายของท่านอีกสองคน ก็ได้ไปหลบซ่อนตัวที่เมืองชีราซ และได้พำนักอยู่ที่นั่นในลักษณะที่แยกย้ายจากกัน

ซัยยิด อะห์มัดนั้น ได้พำนักที่เมืองชีราซกับชีอะฮ์คนหนึ่ง ณ ตำบลหนึ่ง ชื่อว่า “ซัรดาซัก”นั่นคือ สถานที่ตั้งสุสานของท่านในปัจจุบัน ท่านได้หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านของผู้อุปการะคุณแห่งนั้นและสาละวนอยู่กับการเคารพภักดี(อิบาดะฮ์)

ส่วนก็อตลัก คานนั้น ได้ส่งเจ้าหน้าที่สายสืบออกตระเวณไปทั่วทุกหนแห่ง เพื่อสืบหาข่าวคราวของบรรดาซัยยิด ผู้เร่ร่อน แล้วดำเนินการจับกุม หลังจากนั้นประมาณหนึ่งปีเขาจึงได้ทราบที่อยู่ของซัยยิด อะห์มัด แล้วเขาก็นำลูกน้องมาปิดล้อม ท่านซัยยิดปฏิเสธไม่ยอมให้ตรวจสอบและไม่ยอมมอบตัวต่อศัตรู ดังนั้นท่านจึงต่อสู้กับพวกเขาเพียงลำพังตัวคนเดียว อย่างกล้าหาญสมศักดิ์ศรีของบะนีฮาชิม จนคนทั้งหลายพากันประหลาดใจยิ่ง กล่าวคือ ทุกครั้ง ที่สู้รบจนอ่อนเพลีย ท่านก็จะหลบเข้าบ้านพักเพื่อพักผ่อนสักครู่หลักจากนั้น ก็จะออกไปรบเพื่อป้องกันตัวอีก

เมื่อก็อตลักเห็นว่า ลูกน้องของตนไม่สามารถสำเร็จโทษท่านโดยลำพังการต่อสู้ด้วยอาวุธแบบซึ่งหน้าได้ พวกเขาก็หันมาใช้กลลวงด้วยการเข้าไปในบ้านที่อยู่ติดกัน แล้วคอยดักซุ่มโจมตีท่านตรงช่องทางซึ่งพวกเขาได้ทำไว้ในบ้านหลังนั้น ครั้นพอท่านซัยยิดเข้าไปพักผ่อนในบ้านของท่านได้สักครู่ พวกเขาก็กรูออกมาจ้วงฟันที่ศีรษะของท่านด้วยดาบ แล้วร่างของท่านก็ทรุดลงอย่างน่าเวทนา หลังจากนั้น ก็อตลัก คานได้สั่งให้ทำลายบ้านหลังนั้น โดยที่ยังมีร่างผู้ประเสริฐอยู่ในดินและซากปรักหักพังเพราะเหตุว่าในสมัยนั้น คนส่วนใหญ่ยังเป็นฝ่ายผู้มีความขัดแย้ง จะมีชีอะฮ์ของวงศ์วานศาสดามุฮัมมัด(ศ)อยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และนั่นคือ ผลของการบิดเบือนความจริงที่เผยแพร่โดยกระบอกเสียงและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ต่อต้านบรรดาชีอะฮ์ พวกเขาจึงไม่เอาใจใส่ต่อเกียรติของสถานที่ตรงนั้น และเกียรติของเรือนร่างผู้ประเสริฐแต่อย่างใด พวกเขามิได้พะวงใจกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ในกรณีนั้น หากแต่ได้ปล่อยปละละเลยท่านให้ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังและดินขรุขระ

การค้นหาเรือนร่างอันประเสริฐ

ช่วงต้นศตวรรษที่ 7 แห่งปีฮิจเราะฮ์ เมืองชีราซได้เข้าอยู่ในเขตปกครองของรัฐบาลกษัตริย์อะบูบักร์ บิน สะอัด มุซ็อฟฟัร อัล-ยะดุน เขาเป็นผู้ศรัทธาที่มีคุณธรรม มีความพยายามในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามอันเที่ยงธรรม ให้เกียรติบรรดานักปราชญ์ ให้ความนับถือบรรดาผู้ศรัทธา ผู้มีความยำเกรง และมีความรักต่อบรรดาซัยยิดผู้มาจากตระกูลอันสูงส่ง

มีคนกล่าวกันว่า “ประชาชนจะนับถือศาสนาของพระราชาเสมอ” ซึ่งปรากฏว่า บรรดาเสนาบดีและเจ้าหน้าที่รัฐของเขาก็เป็นเช่นเดียวกับเขา คือ เป็นผู้ศรัทธาที่ประเสริฐทั้งนั้น เช่น อะมีร มัสอูด บิน บัดรุดดีน เขาเป็นคนจิตใจเผื่อแผ่ ชอบบูรณะบ้านเมือง และแก้ปัญหาให้แก่ราษฎร เขาสนใจที่จะตบแต่งเมืองชีราซให้สวยงาม และจัดการทำความสะอาดสิ่งสกปรกรุงรัง เขาได้สร้างอาคารที่ตรงนั้นขึ้นใหม่ ซึ่งรวมทั้งสถานที่ฝังร่างของ อะมีร ซัยยิด อะห์มัดที่ผ่านมาหลายศตวรรษแล้วด้วย ครั้นเมื่อ เจ้าหน้าที่และคนงานของเขามาถึง ก็เข้าไปจัดการยังสถานที่ตรงนั้น เพื่อขนดินและซากปรักหักพังออกไปทั้งนอกเมือง ในขณะกำลังทำงานอยู่นั้น พวกเขาก็ได้พบกับศพที่ยังสดสมบูรณ์อยู่ ซึ่งปรากฏว่าตายเพราะถูกฟันเข้าที่ศีรษะ พวกเขาจึงนำศพนั้นออกมาจากซากปรักหักพังแล้วแจ้งให้อะมีรมัสอูดทราบ อะมีรมัสอูดได้มาที่นั่นพร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ ความจริงของเรื่องนั้น

หลังจากได้ทำการตรวจสอบอย่างมากมาย ก็ได้พบว่ามีร่องรอยที่บ่งบอกถึงสถานะของชายหนุ่มผู้ถูกฆาตกรรมคนนั้น โดยพวกเขาได้ค้นพบแหวนที่มีลายสลักความว่า “อัลอิซซะตุ ลิลลาฮ์ (อานุภาพเป็นของอัลลอฮ์)อะห์มัด บิน มูซา”ตั้งแต่สั่งให้ทำเช่นนั้น ประกอบกับประวัติของสถานที่ตรงนั้นอีกประการหนึ่ง กับเรื่องที่ได้รับฟังมาเกี่ยวกับความกล้าหาญของคนตระกูลบะนีฮาชิมซึ่งเป็นลูกหลานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) ที่ได้สำแดงด้วยตัวของพวกเขาเองในการต่อสู้อันแสนทรมาณตามที่เคยเกิดขึ้นที่นั่น และครั้งหลังสุด คือ การเป็นชะฮีดของท่านอะห์มัด บิน มูซา (อ) ทำให้พวกเขาแน่ใจว่า นี่คือศพของอะมีร ซัยยิด อะห์มัด บิน อิมามมูซา บิน ญะฟัร(อ)

เมื่อประชาชนได้เห็นศพของผู้ประเสริฐที่ถูกนำออกมาจากใต้ซากปรักหักพังและดินขรุขระ หลังจากผ่านเวลามาแล้ว 400 ปี นับจากสมัยที่ท่านเป็นชะฮีด ขณะเดียวกันศพของท่านก็ยังสดชื่น ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาจึงรู้ว่าเจ้าของร่างนี้ คือวะลีย์ คนหนึ่ง ในบรรดาเอาลิยาอ์แห่งอัลลอฮ์(ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮ์) และพวกเขายิ่งมั่นใจกับการเป็นชีอะฮ์ เพื่อรักษามัซฮับอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ) เพราะว่า ท่านคือลูกหลานของท่านศาสนทูตและอยู่กับมัซฮับอะฮ์ลุลบัยต์ซึ่งได้พลีชีพในหนทางนี้และเพื่อสิ่งนี้ ดังนั้นประชาชนชาวเมืองชีราซเป็นจำนวนมากได้ยอมรับมัซฮับ อะฮ์ลุลบัยต์ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้

หลังจากนั้น มัสอูด บิน บัดรุดดีน ได้สั่งให้นำร่างอันบริสุทธิ์ของท่านไปฝังไว้ที่เดิม ซึ่งเป็นที่พบศพของท่าน หลังจากได้ฝังศพของท่านอย่างสมเกียรติโดยมีบรรดานักปราชญ์ และบุคคลสำคัญของเมืองชีราซมาร่วมพิธี ขณะเดียวกัน เขายังสั่งทำยกพื้นอาคารขึ้นเหนือสุสาน และขยายพื้นที่ให้กว้างเพื่อรองรับบรรดาผู้มาเยือน และสภาพยังคงอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งสิ้นกษัตริย์ มุซ็อฟฟะรุดดีน เมื่อ ฮ.ศ 658

ใน ฮ.ศ 750เมื่ออำนาจการปกครองประเทศเปอร์เซียตกเป็นของกษัตริย์อิสฮาก บิน มะห์มูด ชาห์ และเขาได้เข้ามาถึงยังเมืองชีราซ พร้อมด้วยพระมารดา นั่นคือ ราชินี”ตาชี คาตูน”ซึ่งเป็นสุภาพสตรีที่ประเสริฐ นางได้เยี่ยมเยียนสุสานอันทรงเกียรติแห่งนั้น นางได้สั่งให้ปฏิสังขรณ์สถานที่อันจำเริญและปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็สั่งให้สร้างอาคารที่มั่นคง พร้อมกับตั้งโดมที่สวยงามโดดเด่นไว้เหนือสุสาน จนทำให้ตำบล “มัยมันด์”ที่ห่างจากเมืองชีราซประมาณ 80 กิโลเมตรตั้งตระหง่าน นางยังได้สั่งให้นำรายได้ของนางเองใช้จ่ายในกิจการของสุสานอันจำเริญแห่งนั้น และนั่นก็คือ สิ่งที่ดำรงคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ทำงานไปตามหลักเกณฑ์ของการวะกัฟและยังใช้จ่ายเงินรายได้ของนางไปในกิจการนั้น อนุสรณ์อย่างหนึ่งของนางที่ยังอยู่กระทั่งถึงวันนี้คือ น้ำดื่มที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า เป็นน้ำที่มีรสเยี่ยมที่สุดในโลก

ประวัติอะมีร ซัยยิด อะลาอุดดีน ฮุเซน

ซัยยิด อะลาอุดดีน เป็นน้องชายอีกคนหนึ่งของอิมามริฎอ(อ) และเป็นบุตรคนหนึ่งของอิมามมูซา บิน ญะอ์ฟัร(อ) ท่านคือคนที่ร่วมทางกับพี่ชายเดินทางเข้าเมืองชีราซอย่างลับๆแล้วแยกย้ายกันกบดานในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ และวุ่นอยู่แต่กับการอิบาดะฮ์

ต่อมา เมื่อวันเวลาผ่านไป ในขณะที่ท่านยังหลบซ่อนอยู่ ปรากฏว่า บริเวณใกล้กันนั้น เป็นสวนของ “ก็อตลัก คาน” ท่านซัยยิดไม่ได้รู้เลยว่า ตรงนั้น เป็นสวนของก็อตลักคาน แต่ละวันความเป็นอยู่ของท่านก็เริ่มจนตรอกเข้าทุกที จนดูมืดมนไปหมด ท่านจึงออกจากที่หลบซ่อนแล้วถลำเข้าไปในสวนเพื่อผ่อนคลายและพักผ่อนสักเล็กน้อย ท่านได้นั่งลงที่มุมหนึ่งแล้วอ่านคัมภีร์อัล-กุรอาน แต่แล้วพวกลูกน้องของก็อตลักซึ่งเป็นคนงานในสวนจำท่านได้ จึงเข้ามาหาเรื่อง และไม่เปิดโอกาสให้ท่าน พวกเขาได้ฆ่าท่าน ทั้งๆที่อัล-กุรอานยังอยู่ในมือและโองการอัล-กุรอานยังอยู่กับริมฝีปากของท่าน ไม่ทันที่คนเหล่านั้น จะทำอะไรต่อไป ปรากฏว่าพวกเขาได้เห็นดินแยกออกจากกันแล้วโอบร่างอันจำเริญของท่านไว้ไม่ให้พวกเขาเห็น แม้กระทั่งคัมภีร์อัล-กุรอานที่อยู่ในมือของท่าน

หลายปีสำหรับเหตุการณ์อันขมขื่นนี้ได้ผ่านไป เมื่อก็อตลักตาย สวนแห่งนั้นก็ถูกลบเลือน มีการเปลี่ยนรัฐบาลและการปกครองในเปอร์เซียมากมายหลายครั้ง จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ศอฟาวียะฮ์ขึ้นปกครอง

ในสมัยราชวงศ์ศอฟาวีย์ ได้มีการขยายเขตเมืองชีราซให้กว้างออกจนกระทั่งถึงแผ่นดินที่โอบอุ้มศพของซัยยิด อะลาอุดดีน ในขณะที่พวกเขากำลังขุดดินเพื่อวางรากฐานสร้างอาคาร ก็ได้ขุดพบศพของหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ในสภาพที่เหมือนกับเพิ่งตายเมื่อ 1 ช.ม ที่ผ่านมาในท่าที่มือกำลังจับดาบและมีคัมภีร์อัล-กุรอานวางอยู่บนทรวงอก จากหลักฐานและสภาพแวดล้อมที่ปรากฏทำให้พวกเขารู้ทันทีว่า นั่นคือ ทานซัยยิด อะลาอุดดีน ฮุเซน บิน อิมาม มูซา บิน ญะฟัร(อ) มีคนกล่าวกันว่า พวกเขาได้พบชื่อเขียนอยู่ที่ปกคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ จึงได้ร่วมกันทำพิธีฝังศพของท่านหลังจากได้ทำนมาซแล้ว ณ สถานที่แห่งนั้น

ผู้ปกครองเมืองชีราซได้สั่งให้ก่อสร้างสถานที่เป็นอาคารสูงบนสุสานแห่งนั้น แล้วขยายให้กว้างออกไปสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่มาเยี่ยมเยียนจากทั่วทุกสารทิศ

หลังจากนั้น ได้มีชายคนหนึ่งเดินทางมาจากเมืองมะดีนะฮ์ อัล-มุเนาวาเราะฮ์ ชื่อ อัลมิรซา อะลี อัล-มะดะนีย์เพื่อเยี่ยมสุสานของบรรดาซัยยิด ผู้ทรงเกียรติ ปรากฏว่า เขาเป็นคนมั่งคั่ง เป็นผู้จงรักภักดีต่ออะฮ์ลุลบัยต์ และอยู่ในเชื้อสายของอะฮ์ลุลบัยต์ด้วย เขาได้ดำเนินการขยายอาคารบนสุสานของซัยยิดอะลาอุดดีนให้กว้างออกไปอีก และติดตั้งโดมอันสวยงาม อีกทั้งยังได้ซื้อทรัพย์สินหลายรายการแล้วยกเป็นของวะกัฟให้แก่สุสานอันทรงเกียรติแห่งนั้น และได้สั่งไว้ว่า ให้นำรายได้จากทรัพย์สินเหล่านั้นมาใช้จ่ายในกิจการของสุสาน ขณะเดียวกันก็ได้สั่งเสียว่า หลังจากเขาตายแล้วให้ฝังศพของเขาใกล้ๆกับซัยยิดอะลาอุดดีน ครั้นเมื่อเขาตาย ประชาชนก็ได้ฝังศพเขาที่นั่น เป็นอันว่า สุสานของเขา ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างดีภายในอาคารอันจำเริญแห่งนั้น โดยมีการบันทึกชื่อของเขาไว้ที่นั่นว่า “มิรซา อะลี มะดะนีย์” และบรรดาผู้ศรัทธายังคงมาเยี่ยมเยียนและอ่านฟาติหะฮ์ให้กับท่านอย่างไม่ขาดสาย

ต่อมาในภายหลัง กษัตริย์อิสมาอีล ศอฟาวีย์ที่2 ได้บัญชาให้มีการประดับอาคารแห่งนั้นและปฏิสังขรณ์ให้มีลักษณะที่สวยงามกว่าเดิม พวกเขาได้ติดตั้งกระจกสีและประดับพื้นที่ในบริเวณอันจำเริญด้วยเครื่องประดับที่สวยงามที่สุด จนกระทั่งได้เป็นสถานที่เยี่ยมเยือนที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติที่สุดปัจจุบันนี้ ซึ่งบรรดาผู้ศรัทธาในประเทศอิหร่าน และประเทศอื่นๆจากทุกสารทิศได้มุ่งหมายมายังสถานที่แห่งนั้น และประชาชนชาวเมืองชีราซเองได้พิทักษ์รักษาสถานที่นั้นไว้ด้วยความเคารพและให้เกียรติอย่างสูง

มีผู้เกี่ยวข้องบางท่านกล่าวว่า ท่านซัยยิดอะลาอุดดีนนั้น เป็นหมัน ท่านไม่มีบุตร แต่มีบางท่านกล่าวว่า ท่านมีผู้สืบตระกูลแต่พวกเขาได้ฆ่าเสีย ท่านจึงไม่มีทายาทลูกหลานสืบต่อเลย

ทำนองเดียวกับมีการกล่าวถึงซัยยิดอะห์มัด พี่ชายคนโตของท่าน ว่า ท่านไม่มีบุตรชายเลย มีแต่บุตรสาวคนเดียวเท่านั้น ข้อความนี้มีปรากฏในหนังสือ”อัมดะตุฏฏอลิบ ฟี อันซาบ อาลิ อะบี ฏอลิบ” แต่บางท่านกล่าวว่า “ท่านซัยยิดอะห์มัดมีลูกชายด้วยเช่นกัน

ประวัติอะมีร ซัยยิด มุฮัมมัด อัลอาบิด

ท่านซัยยิด มุฮัมมัด มีฉายานามว่า อัล-อาบิด(ผู้หมั่นอิบาดะฮ์) คือน้องชายคนที่ 3 ของอิมามริฎอ(อ)และเป็นบุตรชายคนที่ 4 ของอิมามมูซา บิน ญะฟัร(อ) ท่านได้เข้าสู่เมืองชีราซพร้อมกับพี่ๆ นั่นคือ ซัยยิดอะหมัด และซัยยิดอะลาอุดดีน ฮุเซน และได้แยกไปอยู่ ณ สถานที่ใด ไม่มีใครทราบชัด เพื่อหลบซ่อนไม่ให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว ท่านเคารพภักดีอัลลอฮ์ที่นั่น จนกระทั่งวายชนม์ตามธรรมชาติและฝังที่นั่น เพราะท่านเป็นคนหมั่นเพียรทำอิบาดะฮ์อย่างมากมาย ท่านจึงได้รับฉายานามว่า “อัลอาบิด”

ท่านมีทายาทเป็นบุตรที่ประเสริฐด้วยความรู้และความตักวา สมถะและสำรวม นั่นคือ ซัยยิดอิบรอฮีม หรือที่รู้จักในนาม”อัล-มุญาบ”(ผู้ถูกตอบรับ)

ท่านได้รับฉายานามนี้ก็เพราะว่าเมื่อท่านได้ไปเยี่ยมเยียนสุสานของอิมามอะมีรุลมุมินีน(อ)ปู่ทวดของท่านนั้น ท่านได้ยืนให้สลามแก่สุสาน ทันใดนั้น ได้มีเสียงขานตอบสลามมาจากภายในสุสานอันบริสุทธิ์ จนท่านและคนรอบข้างได้ยิน ด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้รับฉายานามโดยประชาชน ที่ได้ให้เกียรติและนิยมยกย่องท่านเป็นอย่างสูง ว่า “อัลมุญาบ” และหลังจากซัยยิดมุฮัมมัด อัลอาบิด บิดาของท่านได้วายชนม์ไปแล้วท่านได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนสุสานต่างๆในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้พักยังบริเวณใกล้กับสุสานปู่ทวดของท่าน คือ อิมามฮุเซน(อ)และใกล้กับสุสานของท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)ในเวลาไปเยี่ยมเยือนยังสถานที่ทั้งสองแห่งนั้นเสมอ ไม่ว่าท่านจะไปเมื่อใด

ปรากฏว่า สถานที่ตั้งสุสานของอิมามอะมีรุลมุมินีน(อ)นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งปรากฏ และเป็นที่รู้กันในช่วงเวลานั้น หลังจากที่ประชาชนไม่รู้มาก่อนนานถึง150 ปี เพราะได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สถานที่อันจำเริญแห่งนั้น จนกระแสข่าวที่เล่าลือในยามนั้นได้กลายเป็นเรื่องราวเล่าขานสำหรับวันนี้ โดยประชาชนต่างพากันถ่ายทอดในสถานที่ชุมนุมและที่ประชุมต่างๆ

ท่านฮาฟิซกล่าวว่า ประหลาดมาก เป็นไปได้อย่างไร สุสานของอะมีรุลมุมินีน (อัลลอฮ์ทรงประทานเกียรติยศแก่ใบหน้าของท่าน) ที่ถูกฝังในสมัยโน้น แต่อีก 150 ปี จึงได้ถูกเปิดเผยให้รู้จัก เรื่องนี้เป็นความลับสำหรับคนมุสลิมนานขนาดนั้นเชียวหรือ ?แล้วทำไมจึงต้องปกปิดพวกเขาด้วยเล่า ?

ข้าพเจ้าตอบว่า เมื่อตอนท่านอะมีรุลมินีน อะลี(อ)เป็นชะฮีดนั้น อยู่ในช่วงสมัยที่วงศ์อุมัยยะฮ์ก่อกรรมทำเข็ญมาก โดยรัศมีของอัลลอฮ์ บันดาลให้ท่านอะลี(อ)มองเห็นอนาคตว่าหลังจากสิ้นท่านไปแล้วรัฐบาลของมุอาวียะฮ์จากซีเรียจะขยายอำนาจมาถึงเมืองกูฟะฮ์ ท่านจึงสั่งให้ฝังศพของท่านในยามกลางคืน โดยมิให้ผู้ใดล่วงรู้ และยังสั่งให้ปกปิดสถานที่สุสานของท่านด้วย เหตุนี้เองจึงไม่มีใครเข้าร่วมพิธีฝังศพท่าน นอกจากบุตรและชีอะฮ์ของท่านที่เป็นคนใกล้ชิดเท่านั้น

เพื่อสร้างความสับสนและทำให้ไม่มีใครรู้จักสถานที่ฝังศพของท่าน พวกเขาได้จัดการทำพิธีศพในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 21 เดือนรอมฎอน ฮ.ศ 40 โดยนำอูฐมาสองตัวแล้วมัดโลงศพบนหลังของแต่ละตัว ตัวหนึ่งให้เดินมุ่งหน้าไปยังเมืองมักกะฮ์ ส่วนอีกตัวให้เดินมุ่งหน้าไปยังเมืองมะดีนะฮ์ และนี่คือ การทำตามคำสั่งเสียของท่านอะมีรุลมุมินีน(อ)และปิดบังไม่ให้คนทั่วไปรู้ว่าสุสานของท่านอยู่ ณ ที่ใด

ท่านฮาฟิซ : ท่านพอจะบอกข้าพเจ้าได้ไหมว่า เหตุผลของคำสั่งเสียนี้ คืออะไร ? และมีวิทยะปัญญาอันใดแฝงเร้นอยู่ในการปกปิดสถานที่สุสาน ?!

ทำไมการฝังท่านอิมามอะลี(อ)ต้องเป็นความลับ ?

ซุลฏอน : เราไม่ทราบสาเหตุและวิทยปัญญาที่แน่ชัด อาจเป็นไปได้ว่าที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะท่านอะลี(อ)รู้ดีว่าพวกบะนีอุมัยยะฮ์เคียดแค้นและขัดขวางการฝังท่านนบี(ศ)และโดยเฉพาะกับลูกหลานของท่าน(อ)อาจเป็นไปได้ว่าจะถึงขั้นขุดสุสานและทำมิดีมิร้ายกับศพอันบริสุทธิ์ ซึ่งนับว่าเป็นความอธรรมขั้นหนักหนาสาหัส !!

ท่านฮาฟิซ : คำพูดของท่านหนนี้แปลกประหลาดและไกลความจริงมาก เป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะชิงชังสุสานของคนมุสลิมหลังจากได้ตายและฝังไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูกันหรือโกรธเกลียดกันสักขนาดไหน ?!

ซุลฏอน : แต่เรื่องนี้ เป็นไปได้สำหรับพวกบะนีอุมัยยะฮ์ !!ท่านไม่เคยศึกษาประวัติความทมิฬและความเคียดแค้นชิงชังของพวกเขาดอกหรือ ?

ท่านไม่เคยอ่านประวัติการก่ออาชญากรรมและพฤติกรรมอันเหี้ยมโหดของพวกเขาหรือ ที่เคยทำให้มนุษยชาติตื่นตะลึงด้วยความอับอายและน้ำตาไหลด้วยความเสียใจ??!

ท่านรู้ไหมว่าพวกสกปรกโสโครกและตระกูลนี้ที่ถูกสาปแช่งในอัล-กุรอาน เมื่อตอนที่พวกเขากุมบังเหียนการปกครองและแย่งตำแหน่งคอลีฟะฮ์ได้สำเร็จ พวกเขาได้เปิดบานประตูความชั่วร้ายกี่บาน ?! และได้ก่ออาชญากรรม ก่อการละเมิดมากมายเพียงใด?ได้หลั่งเลือดผู้คนมากแค่ไหน ?ได้ทำลายชื่อเสียง ได้ปล้นทรัพย์สิน ได้ทำลายเกียรติยศไปมากเท่าใด ?!

พวกที่ห่างไกลจากอิสลามและความเป็นมนุษย์เหล่านี้ มิได้แยแสแต่อย่างใดกับศาสนาและจริยธรรมอันดีงามทั้งในยามรบและยามสงบ พวกเขาจะแทรกแซงในกิจการของบรรดามุสลิมไปตามอารมณ์และความคิดเห็นที่เลวร้ายของพวกเขาเท่านั้น ความจริงนักปราชญ์อาวุโสและนักประวัติศาสตร์ของพวกท่านก็ได้บันทึกอาชญากรรมของกลุ่มคนชั่วร้ายเหล่านี้ด้วยหยดน้ำหมึกที่เต็มไปด้วยความละอาย บนหน้ากระดาษอันน่าบัดสี และด้วยปลายปากกาที่เต็มไปด้วยความกลัวและหวาดระแวง!

ท่านอัลลามะฮ์ อะบูอับบาส อะห์มัด บิน อะลี อัลมักรีซีย์ อัช-ชาฟิอีย์ ได้เรียบเรียงหนังสือที่โด่งดังเล่มหนึ่งชื่อ “อันนะซาฆ วัตตะคอศุม บัยนะบะนีอุมัยยะฮ์ วะบะนีฮาชิม”(ความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างพวกบะนีอุมัยยะฮ์กับบะนีฮาชิม) เขาได้กล่าวถึงบางพฤติกรรมอันสกปรกโสมมและความเหี้ยมโหดของพวกบะนีอุมัยยะฮ์ โดยชี้ให้เห็นว่า คนเหล่านั้นไม่มีความเมตตาต่อชีวิตและไม่ให้เกียรติต่อศพของชีอะฮ์แห่งวงศ์วานท่านศาสทูต(ศ) ผู้จงรักภักดีต่อท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ อะมีรุลมุมินีน(อ)และลูกหลานของท่านผู้ประเสริฐ

ณ ที่นี่ ข้าพเจ้าจะขออนุญาตกล่าวถึงตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนั้น เพื่อให้พวกท่านได้ศึกษาถึงอาชญากรรมที่ต่ำทรามของพวกบะนีอุมัยยะฮ์ เพื่อพวกท่านจะได้ไม่รู้สึกประหลาดใจในคำพูดของข้าพเจ้า และยอมรับว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดกับพวกท่าน ล้วนมาจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้ง!

การพลีชีพของท่านซัยด์ บิน อะลี()

ท่านมักรีซีย์ และนักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆได้กล่าวว่า เมื่อยะซีด บิน อับดุลมาลิกเสียชีวิต ฮิชามพี่ชายของเขาก็ได้ขึ้นเสวยอำนาจแทน เขาได้เปิดฉากอาชญากรรมและความเป็นศัตรูกับอะฮ์ลุลบัยต์(อ) เขาได้เขียนคำสั่งไปยังพวกสมุนรับใช้ว่า ให้กดดัน ให้กักขัง และเหยียดหยามบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ และสั่งไปยังยูซุฟ บิน อุมัร ซะกอฟีย์สมุนรับใช้ที่เมืองกูฟะฮ์ว่า ให้ทำลายบ้านของอัล-กุมัยต์ นักกวีของอะฮ์ลุลบัยต์(อ) แล้วให้ตัดลิ้นของเขาเสียเพราะว่า เขาเป็นคนชอบสรรเสริญวงศ์วานของท่านศาสนทูต(ศ)!!

เขาได้เขียนคำสั่งไปยังคอลิดบินอับดุลมาลิกบินฮาริษเจ้าเมืองมะดีนะฮ์ว่าให้กักบริเวณพวกบะนีฮาชิมไว้ที่นั่นและห้ามมิให้เดินทางไปไหน !! ซึ่งคอลิดก็ได้สนองรับคำสั่งของฮิชามเขาได้กดดันบรรดาชาวบะนีฮาชิมครั้นท่านซัยด์บินอิมามซัยนุลอาบิดีนได้ยินก็รู้สึกไม่พอใจท่านซัยด์จึงออกเดินทางไปซีเรียเพื่ออุทธรณ์ต่อฮิชามแต่แล้วฮิชามปฏิเสธไม่ยอมให้อนุญาตทำให้ท่านซัยด์ส่งจดหมายฉบับหนึ่งเพื่อขอนุญาตจากเขาอีกแต่แล้วฮิชามได้เขียนบันทึกในตอนท้ายจดหมายว่า “จงกลับไปยังบ้านเมืองของท่านเสีย”ท่านซัยด์ตอบว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ฉันจะไม่ยอมกลับ” ในตอนหลังฮิชามได้อนุญาตและสั่งคนรับใช้ให้ไปหาเขาแล้วกล่าวถึงคำพูดของเขาเมื่อท่านซัยด์ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวว่า “ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ว่า “ฉันจะไม่ชื่นชอบสิ่งใดในโลกดุนยาเลยเพราะมันคือความต่ำต้อย”

ฮิชามจึงได้สั่งให้บรรดาผู้มาร่วมประชุมขยับที่เข้ามาเพื่อทำให้คับแคบจนซัยด์ต้องเข้ามาใกล้ๆเขา

ครั้นเมื่อท่านซัยด์เข้าไปก็หาที่นั่งไม่ได้ท่านจึงรู้ทันทีว่านี่คือการกลั่นแกล้งฮิชามได้ต้อนรับท่านด้วยการลบหลู่ดูแคลนและด่าทอแทนที่จะให้เกียรติและแสดงความยินดี!

ในตอนเผชิญหน้าท่านซัยด์มิได้นิ่งเงียบจากการตอบแต่เมื่อฮิชามได้ยินคำพูดที่ตัวเองไม่ชอบฟังฮิชามก็มิได้ใส่ใจและสั่งให้ขับไล่ท่านไปโดยไม่รับฟังคำอุทธรณ์ของท่านเลยมีชายหนุ่มสองคนเข้ามาฉุดมือท่านเพื่อนำออกไปแต่ท่านซัยด์ยังพูดยืนกรานว่า

شرده الخوف وأزرى به كذا من يكره حر الجلاد

قد كان في الموت له راحة والموت حتم في رقاب العباد

ความกลัวได้เนรเทศเขาและเป็นอาภรณ์ห่อหุ้มตัวเขา เฉกเช่นผู้รังเกียจความอิสระของเพชฌฆาต

แน่นอนสำหรับเขาความตายคือความสุข ความตายคือ การปลดปล่อยทาส

ท่านได้เดินทางออกจากมัสยิดของฮิชามเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองกูฟะฮ์เขาได้บอกเล่าให้ประชาชนทราบถึงความอธรรมของคอลีฟะฮ์และพวกสมุนรับใช้ได้มีบรรดาคนระดับหัวหน้าและนักปราชญ์จำนวนมากให้สัตยาบันต่อท่านเพราะพวกเขาเล็งเห็นว่าท่านซัยด์เป็นคนที่ควรได้รับความเชื่อถือเนื่องด้วยท่านเป็นบะนีฮาชิมเป็นนักการศาสนาที่มีตักวาเคร่งครัดกล้าหาญสมชายชาตรี

เมือท่านเห็นว่ามีผู้ช่วยเหลือท่านก็ลุกขึ้นทำหน้าที่สั่งสอนคุณธรรมยับยั้งความชั่วและต่อต้านความอธรรมโดยตัวของท่านเองและบรรดาผู้ศรัทธาจึงได้เกิดการสู้รบกันระหว่างท่านกับยูซุฟอัษษะกอฟีย์เจ้าเมืองกูฟะฮ์และทหารที่โหดร้ายของเขาแต่ทว่าพรรคพวกของท่านซัยด์ได้ทิ้งท่านซัยด์ไว้ตามลำพังแต่ผู้เดียวก่อนจะถึงสนามรบไม่มีใครเข้าร่วมสมรภูมิกับท่านเลยนอกจากคนเพียงไม่กี่คน!! แต่ถึงกระนั้นท่านซัยด์ก็เข้าทำการรบและต่อสู้อย่างกล้าหาญสมศักดิ์ศรีของบะนีฮาชิมท่านได้กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

أذل الحياة وعز الممات وكلا أراه طعاما وبيلا

فإن كان لابد من واحد فسيري إلى الموت سيرا جميلا

ชีวิตที่ต่ำต้อย ความตายจะประเสริฐกว่า

หามิได้ ฉันเห็นว่า มันเป็นอาหารและของเหลว

ดังนั้นแม้ว่า มันจำเป็นต้องมีครั้งเดียว

แต่การเดินสู่ความตายของฉันนั้น งามทีเดียว

ในระหว่างที่ท่านกำลังต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์และกำลังรบกับศัตรูอยู่นั้น ได้มีดอกธนูยิงมาเจาะที่หน้าผากของท่าน ทันใดนั้นพวกเขารุมกันทำร้ายจนท่านต้องเป็นชะฮีด

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 เดือนซอฟัรฮ.ศ 121 ขณะที่ท่านซัยด์มีอายุได้ 42 ปีท่านฮะซันอัลกินานีย์ได้ประพันธ์บทกวีบทหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไพเราะดังนี้

فلما تردى بالحمائل وانتهى يصول بأطراف القنا الذوابل

تبينت الأعداء أن سنــانه يطيل حنين الأمهات الثواكـل

تبين فيه ميسم العـز والتقى و ليا يفدي بين أيدي القوابل

โดยการแทงด้วยด้ามหอกอันกระด้าง เมื่อนั้นเธอล้มลงเป็นวาระสุดท้ายในสงคราม

พวกศัตรูต่างได้เห็นว่าหอกของท่าน เป็นสื่อสัมพันธ์กับปวงมารดาที่ลูกตาย อย่างยาวนาน

ในตัวท่านมีสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความเกรงกลัวอัลลอฮ์ที่ชัดเจน

เกิดมาเพื่อไถ่ถอนคุณค่าในมือของบรรดาหมอตำแย

บุตรของท่านชื่อยะห์ยาได้หามศพท่านโดยมีพรรคพวกของท่านกลุ่มหนึ่งให้ความช่วยเหลือ แล้วได้นำไปฝังที่เชิงสะพานแห่งหนึ่ง เขาได้เปิดทางระบายน้ำให้ไหลผ่านทางบนเพื่อมิให้ใครรู้ว่า เป็นหลุมศพของท่าน แต่ข่าวนี้ได้แพร่ไปถึงยูซุฟ บิน อุมัร เขาได้สั่งให้ขุดศพผู้บริสุทธิ์ออกมา หลังจากนั้นก็ตัดศีรษะส่งไปเมืองซีเรีย ฮิชามได้เขียนจดหมายถึงเจ้าเมืองกูฟะฮ์ ใจความว่า “ให้นำร่างของเขาไปตรึงกางเขนที่โบสถ์คริสต์เมืองกูฟะฮ์” ซึ่งยูซุฟ บิน อุมัรเจ้าเมืองกูฟะฮ์ ได้ทำตามคำสั่งนั้น โดยตรึงกางเขนเขาที่สนามหน้าเมืองกูฟะฮ์ด้วยความเคียดแค้นในฐานะเป็นศัตรู นักกวีตระกูลอุมัยยะฮ์ ได้ร่ายบทกวีด้วยความฮึกเหิมต่อการกระทำครั้งนี้ และเขาได้กล่าวออกมาเป็นโคลงกลอน ดังต่อไปนี้

เราได้ตรึงกางเขนซัยด์ไว้กับต้นอินทผลัมให้พวกท่านเห็นแล้ว

ข้าฯไม่เห็นมะฮ์ดี ณ ต้นอินทผลัมที่ถูกตรึงกางเขนเลย

ร่างของท่านซัยด์ถูกตรึงกางเขนอยู่นานกว่า 4 ปีจนกระทั่งฮิชามถึงแก่ชีวิตแล้ววะลีด บิน ยะซีดได้สืบอำนาจต่อจากเขา วะลีดได้เขียนจดหมายสั่งเจ้าเมืองกูฟะฮ์ว่า จงเผาร่างของท่านซัยด์ให้เป็นผุยผงเสีย เขาก็ได้กระทำตามนั้น โดยนำเอาขี้เถ้าศพของท่านซัยด์ไปโปรยลงริมตลิ่งแม่น้ำฟูรอต(35)

การเป็นชะฮีดของท่านยะห์ยา บิน ซัยด์

พวกตระกูลอุมัยยะฮ์ยังได้กระทำต่อท่านยะห์ยาบุตรชายของท่านซัยด์ในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ ท่านได้ยืนหยัดต่อต้านความอธรรมและความชั่วร้ายของบะนีอุมัยยะฮ์ และมีประวัติบอกเล่าเรื่องนี้โดยละเอียด(36) ท่านได้พลีชีพเป็นชะฮีดในสนามรบ พวกข้าศึกได้ตัดศีรษะของท่านส่งไปยังประเทศซีเรียแล้วตรึงกางเขนร่างอันบริสุทธิ์ของท่านเป็นเวลา 6 ปี(ท่านผู้เรียบเรียงแล้วคู่โต้แย้งได้ร้องไห้กับเรื่องนี้)จนกระทั่งวะลีดตาย อะบูมุสลิมอัลคุรอซานีย์ได้ขึ้นครองอำนาจปกครองประเทศนั้นแทน แล้วได้สั่งให้นำร่างของยะห์ยา ผู้พลีชีพลงมาฝังในญัรฮาน สุสานของท่านในปัจจุบันนี้ มีบรรดาศรัทธาชนหลั่งไหลกันมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย

หลังจากได้เล่าเรื่องโศกนาฏกรรมเหล่านี้แล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างรู้สึกปวดร้าวเป็นอย่างยิ่ง มีบางคนที่ร้องไห้ด้วยความเวทนาต่อทุกขภัยของบรรดาวงศ์วานท่านนบี(ศ)และร่วมกันสาปแช่ง ประณามพวกบะนีอุมัยยะฮ์

คำสั่งเสียโดยลับของอิมามอะมีรุลมุมินีน อะลี()

การสังหารท่านซัยด์และยะห์ยา บุตรชายของท่าน(36)แล้วตรึงกางเขนอย่างโหดเหี้ยม เป็นหนึ่งในจำนวนหลายพันรายที่เป็นเหยื่อความเหี้ยมโหดที่น้ำมือพวกอุมัยยะฮ์ได้ก่อกรรมไว้ หลังจากได้สังหารท่านอะมีรุลมุมินีน บินอบี ฏอลิบ(อ)

ท่านจงพิจารณาดูเถิดว่าจะมีอะไรขัดขวางพวกเขาได้ ถ้าหากพวกเขามีโอกาสในการที่จะกระทำกับศพของท่านอิมามอะลี(อ) ผู้สะอาดบริสุทธิ์ เหมือนกับที่ได้กระทำต่อท่านซัยด์ บุตรของอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ)เหลนของท่านผู้ถูกอธรรม?!

หนังสือ มุนตะคอบุตตาวารีค บันทึกไว้ว่า ฮัจญาจ บิน ยูซุฟ อัษษะกอฟีย์ ได้ขุดสุสานรอบๆเมืองกูฟะฮ์หลายพันสุสาน เพื่อค้นหาศพของอะมีรุลมุมินีนอะลี(อ)!!

บางทีอาจเป็นไปได้ว่า เหตุที่ท่านสั่งเสียลูกชายทั้งสองว่า ให้ฝังศพของท่านในยามกลางคืน อย่าฝังกลางวัน ให้ทำเป็นความลับ อย่าทำเปิดเผยก็เพราะเรื่องนี้ พวกเขาจึงปิดบังมิให้ประชาชนรู้จักสถานที่ฝัง เป็นอยู่อย่างนี้จนกระทั่งถึงสมัยฮารูน รอชีด

การเปิดเผยสุสานของอิมามอะมีรุลมุมินีนอะลี()

วันหนึ่ง รอชีดออกไปล่าสัตว์แถบบริเวณชายเมืองนะญัฟ ด้านหลังเมืองกูฟะฮ์ ซึ่งมีป่าทึบกลายเป็นที่อยู่ของพวกสัตว์ต่างๆ

อับดุลลอฮ์ บิน ฮาซิมกล่าวว่า ขณะที่เราซุ่มอยู่ใกล้ปากถ้ำ เราได้เห็นกวางตัวหนึ่งแล้วเราได้ส่งนกอินทรีและสุนัขออกไปล่า มันพยายามอยู่ราวสัก 1 ช.ม หลังจากนั้น กวางได้ขึ้นไปหาที่เนินเพื่อหลบซ่อน จนคลาดแคล้วจากการถูกล่า ทั้งนกอินทรีและสุนัขได้ย้อนกลับมา ยังความแปลกใจให้แก่รอชีดเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากนั้น ฝูงกวางได้เดินลงมาจากที่เนิน ทั้งนกอินทรีและสุนัขล่า ก็ติดตามไปทันที แล้วฝูงกวางก็กลับไปหาที่เนินตรงนั้นอีก นกอินทรีกับสุนัขก็กลับมาอีก เป็นอยู่อย่างนี้สามครั้ง

ฮารูนจึงกล่าวว่า “จงไปตรวจดูบริเวณที่เนินแถบนี้ให้ทั่วซิ ถ้าเจอใครแล้ว ก็จงนำตัวเขามาหาฉัน” พวกเราจึงออกไปที่นั่น พร้อมด้วยผู้ใหญ่ในตระกูลบะนีอะซัด

ฮารูนถามว่า “มีอะไรตรงที่เนินนั้นบ้าง?

ผู้ใหญ่คนนั้นกล่าวว่า “ท่านต้องสัญญาก่อนว่า ฉันจะปลอดภัย ถ้าฉันจะบอกท่าน”

ฮารูนบอกว่า “สำหรับท่าน ฉันขอสัญญาต่ออัลลอฮ์ว่า ฉันจะไม่ทำอันตรายและจะไม่ทำร้ายท่านเลย”

ผู้ใหญ่คนนั้นกล่าวว่า “ฉันเคยมาที่นี่พร้อมกับบิดาของฉัน โดยที่เราได้มาเยือนและมาทำนมาซที่นี่ ฉันได้ถามบิดาของฉันเกี่ยวกับสถานที่ตรงนี้”

บิดาของฉันได้กล่าวว่า “เมื่อพ่อได้เดินทางมาเพื่อเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้พร้อมกับอิมามญะอ์ฟัรศอดิก(อ) ท่านได้กล่าวว่า “นี่คือ สุสานของท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)ปู่ทวดของเรา ซึ่งอัลลอฮ์จะทรงเปิดเผยในไม่ช้านี้”

แล้วฮารูนก็เดินลงมา พร้อมกับขอน้ำมาทำวุฎูอ์ เพื่อนมาซตรงที่เนินตรงนั้น เขาได้เกลือกกลิ้งตรงนั้นแล้วร้องไห้ หลังจากนั้น เขาได้สั่งให้ก่อสร้างยอดโดมบนสุสาน นับจากนั้นเป็นต้นมา อาคารก็ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ ยิ่งปรากฏความสวยงามอย่างชัดเจนชนิดที่หาคำบรรยายมิได้

ท่านฮาฟิซ : “ข้าพเจ้าเชื่อว่าสุสานของเมาลานาอะลี บิน อะบีฏอลิบ มิได้อยู่ในเมืองนะญัฟ ไม่ได้อยู่ในที่ที่กล่าวถึง เพราะบรรดานักปราชญ์มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งจะบอกว่า “ท่านถูกฝังในวังอัลอิมาเราะฮ์ บางท่านก็กล่าวว่า อยู่ที่ญามิอ์กูฟะฮ์ บางกระแสบอกว่า อยู่ที่ประตู “กินดะฮ์” บางท่านกล่าวว่า ท่านถูกฝังที่หน้าเมืองกูฟะฮ์ และยังมีคนกล่าวว่า ท่านถูกนำไปยังเมืองมะดีนะฮ์ และฝังที่อัล-บากีอ์ และแถบใกล้เมืองคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน ก็ยังีมคนพูดเช่นกันว่า สุสานของท่านตั้งอยู่ที่นั่น !

มีรายงานบอกว่า ศพของท่านเมาลานาอะลี(ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานเกียรติยศแก่ใบหน้าของท่าน)ถูกนำไปวางลงในกล่อง แล้วได้ถูกยกพาไปตั้งบนหลังอูฐกองคราวาน แล้วได้พากันเดินทางไปยังเมืองฮิญาซ คนจำนวนมากจากทุกพื้นที่ที่เดินทางผ่าน พากันปฏิเสธพวกเขา พวกกองคราวานคิดว่าในกล่องนั้น น่าจะเป็นทรัพย์สิน จึงได้ขโมยพาไป ครั้นพอเปิดกล่องดู ปรากฏว่า เป็นศพของท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ พวกเขาจึงนำไปฝังยังสถานที่แห่งนั้น ณ ประเทศอัฟกานิสถาน ได้มีประชาชน คนทั่วไปมาให้เกียรติและเยี่ยมเยียนสุสานแห่งนั้น !!

ซุลฏอน : “คำบอกเล่านี้ น่าขำเหลือเกิน ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เล่าลือกัน แต่ก็ไม่มีมูลความจริง มันเป็นแค่นิทานเท่านั้น ส่วนกรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานที่สุสานของอิมามอะลี(อ)นั้น ปรากฏหลักฐานจากคำสั่งเสียของท่านที่บอกว่าให้ปิดเป็นความลับเกี่ยวกับสุสานของท่านอันบริสุทธิ์ เพียงแต่ว่า ข้าพเจ้ามิได้อธิบายเรื่องราวโดยละเอียดแก่พวกท่าน ด้วยความพะวงกับเวลา

กล่าวคือ ได้มีรายงานจากอิมามศอดิก(อ) จากอะมีรุลมุมินีน ได้สั่งเสียไว้กับอิมามฮะซันบุตรชาย มีใจความโดยรวมว่า “ลูกเอ๋ย เมื่อเจ้าได้ฝังพ่อในเมืองนะญัฟแล้วได้กลับไปเมืองกูฟะฮ์แล้ว จงสร้างสุสานขึ้นมา 4 แห่ง 1.มัสยิดอัล-กูฟะฮ์ 2.ที่เราะฮ์บะฮ์ 3.ที่อัลฆ็อรรอ 4ที่บ้านของ ญุอ์ดะฮ์ บิน ฮุบัยเราะฮ์

ความขัดแย้งในข้อที่ท่านกล่าวถึงอยู่นี้ จะมีก็แต่เพียงในหมู่นักปราชญ์ของพวกท่านเท่านั้น เพราะพวกเขายึดถือคำบอกเล่า จากแหล่งข่าวที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง แต่มิได้ยึดถือคำบอกเล่าจากผู้ที่อยู่ในสายตระกูลของท่านนบี แม้จะมีการยืนยันอย่างชัดเจน เกี่ยวกับสถานที่ตั้งของสุสานท่านอิมามอะลี (อ) ประมุขของตระกูล บิดาของพวกเขาเองแล้วก็ตาม

แต่บรรดานักปราชญ์ชีอะฮ์ มีความรู้ตรงกันเป็นเอกฉันท์ คือ ถือว่า สุสานของท่านอิมามอะลี (อ) อยู่ที่เมืองนะญัฟ อันจำเริญ และอยู่ตรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวถึง เพราะพวกเขายึดถือคำบอกเล่าที่ถูกต้องจากอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน(อ)(สมาชิกของครอบครัวใด ย่อมรู้เรื่องราวต่างๆภายในครอบครัวนั้น) เป็นที่ชัดเจนว่า ลูกหลานของท่านอะลี (อ) ที่ได้ทำการฝังศพของท่าน จะต้องรู้จักสถานที่สุสานของท่านดีกว่าคนอื่น ตามระเบียบแบบแผนที่ถูกต้องสำหรับความขัดแย้งในเรื่องเช่นนี้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปหาบุตรหลาน เพื่อจะระบุสถานที่สุสานบิดาของพวกเขาให้ชัดเจน แต่ทว่า อัลลอฮ์จะทรงพิฆาตผู้ที่ดื้อรั้น!!

คนในเชื้อสายแห่งทางนำและบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)มีความรู้สอดคล้องตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า สุสานของท่านอะมีรุลมุมินีน(อ) ไม่มีที่อื่นใด นอกจากที่เมืองนะญัฟ และตำแหน่งที่ตั้งที่เป็นที่รู้กันชัดเจน บรรดามุสลิมต่างพากันเยี่ยมเยียนสุสานของอะบูฮะซัน อะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ) ณ สถานที่แห่งนั้น

ท่านซิบฏ์ อิบนุ อัลเญาซีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ตัซกิเราะตุลคอวาศ”หน้า 163(37)ว่า “คำพูดที่ขัดแย้งกันในเรื่องสุสานของอิมามอะลี (อ)…….” 6. สุสานของท่านตั้งอยู่ที่เมืองนะญัฟ ในสถานที่ที่รู้จักอย่างแพร่หลายซึ่งเป็นที่เยี่ยมเยียนกันถึงทุกวันนี้ ตั้งอยู่ชัดเจน

ที่พูดกันอย่างนี้ ส่วนมากจากบรรดานักปราชญ์ของพวกท่าน เช่น ท่านคอตีบ คอวาริซม์ ในบทอัล-มะนากิบ และท่านคอตีบ บัฆดาดในหนังสือตารีค ท่านมุฮัมมัด บิน ฏ็อลหะฮ์ ใน”มุตอละบุซซุอูล” อิบนุ อะบี อัล-ฮะดีด ในชะเราะฮ์นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ ฟัยรูซอัล-บาดีย์ ใน”กอมูส” ตอนอธิบายความหมายคำว่า “นะญัฟ”และอื่นๆอีกหลายท่าน

ลูกหลานของอิบรอฮีมอัล-มุญาบ

การเสวนาของเรากำลังเป็นไปในรูปแบบ”การพูดที่ต่อยอดด้วยการพูด” บัดนี้ข้าพเจ้าจะขอย้อนกลับมากล่าวถึงสายตระกูลของข้าพเจ้า

ท่านซัยยิดอิบรอฮีม อัล-มุญาบเป็นบุตรของซัยยิด มุฮัมมัด อัล-อาบิด แห่งกัรบะลาอ์อันศักดิ์สิทธิ์ ศพของท่านถูกฝังใกล้กับสุสานของประมุขบรรดาผู้พลีชีพ อิมามฮุเซน(อ)ปู่ทวดของท่าน สุสานของท่านปัจจุบันนี้ เป็นที่เยี่ยมเยียนของบรรดาศรัทธาชน ท่านผู้นี้ทายาทสืบตระกูลเป็นบุตรชาย สามคน คือ ซัยยิดอะห์มัด ซัยยิดมะห์มูด และซัยยิดอะลี พวกเขาเดินทางไปยังประเทศอิหร่าน เพื่อเชิญชวนคนทั้งหลายไปสู่หนทางแห่งอัลลอฮ์ พวกเขาสอนบทบัญญัติศาสนา และดำเนินชีวิตตามวิถีทางของอะฮ์ลุลบัยต์ ผู้บริสุทธิ์(อ) ส่วนซัยยิด อะห์มัดนั้นพำนักอยู่ที่เมือง”ก็อศร์ อิบนุ ฮุบัยเราะฮ์” ท่านอยู่ที่นั่นกับบุตรชาย ทำหน้าที่รับใช้ศาสนาและสังคม

ส่วนอีกสองซัยยิด ทั้งมุฮัมมัดและอะลีนั้น มุ่งหน้าเดินทางไปยังเมืองกัรมาน

ซัยยิดอะลี อาศัยอยู่ที่เมืองซายัรญาน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองกัรมาน 100 กว่ากิโลเมตร ท่านกับลูกหลานต่างทำงานเผยแพร่ศาสนาและอบรมสั่งสอนบรรดามุสลิม

ซัยยิดมุฮัมมัดฮุเซนและอะห์มัดนั้น ได้กลับไปยังเมืองกัรบะลาอ์และพำนักใกล้กับสุสานอิมามฮุเซน ผู้พลีชีพ(อ)ปู่ทวดของพวกท่านจนกระทั่งวายชนม์ กระทั่งทุกวันนี้ ในประเทศอิรักยังมีบรรดาซัยยิด ผู้ทรงเกียรติกลุ่มใหญ่ที่สืบเชื้อสายเชื่อมโยงไปถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)จากสองสาย คือ สายอาลิ ชัยตะฮ์ และสายอาลิ ฟัคคอร พวกเขาล้วนเป็นลูกหลานของซัยยิด มุฮัมมัด ชัยตีย์

ในส่วนของอาลิ นัศรุลลอฮ์ กับ อาลิเฏาะอ์มะฮ์นั้น มาจากเชื้อสายของซัยยิดอะห์มัด ทุกวันนี้พวกเขาทำหน้าที่ดูแลรักษาสุสานอันบริสุทธิ์ของอิมามฮุเซนที่เมืองกัรบะลาอ์

ส่วนซัยยิดอะบู อะลี อัล-ฮะซันนั้น ท่านได้อพยพพร้อมกับลูกๆจากเมืองกัรมาน ไปยังเมืองชีราซ ซึ่งยามนั้นอยู่ใจกลางกลุ่มชนที่เป็นซุนนี ยิ่งกว่านั้น ส่วนใหญ่จะชิงชังกับวงศ์วานของศาสนทูต(ศ) ท่านได้นำครอบครัวและลูกหลานเข้าเมืองมะดีนะฮ์พร้อมกับพ่อค้าชาวอาหรับและพำนักใกล้กับตำบลค็อนดักแถบชานเมือง พวกท่านได้พำนักอาศัยอยู่ที่นั่นในฐานะชาวอาหรับทั่วไป

พวกท่านได้ติดต่อกับบรรดาชีอะฮ์ที่อาศัยในเมือง”ซัรดะซัก”ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ด้อยศักยภาพ พวกเขาจึงใช้ชีวิตตามหลักการอำพรางตน(ตะกียะฮ์) ดังนั้นท่านซัยยิด อะบูอะลีและลูกๆของท่านได้เริ่มบุกเบิกเผยแพร่ความรู้ของบรรพชนผู้ประเสริฐ และประกาศศาสนาตามแนวทางแห่งสัจธรรม ในสภาพที่หลบซ่อนและระแวดระวัง

หลังจากท่านซัยยิด อะบี อะลีได้วายชนม์ ลูกชายคนโตของท่าน ชื่อว่า ซัยยิดอะห์มัด อะบูฏ็อยยิบก็ดำเนินงานเผยแพร่หลักความเชื่อและคำสอนของชีอะฮ์ต่อไป ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง กระทั่งว่า คนส่วนมากในเมืองชีราซได้เข้ารับแนวทางชีอะฮ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆวันแล้ววันเล่า เมื่อซัยยิดอะบุต ต็อยยิบเห็นว่า มีประชาชนให้การยอมรับท่านแล้ว ท่านได้ประกาศสายตระกูลและแนวทางของท่านทันที ดังนั้น ประชาชนยิ่งเพิ่มให้การยอมรับท่านมากขึ้นและเพิ่มความสนิทสนมกับพวกท่านในฐานะเป็นซัยยิด ผู้มีเกียรติ ท่านได้นั่งในแท่นเทศนา(มิมบัร)สั่งสอนเรื่องราวของอิสลาม และอุดมการณ์ทางศาสนาในเมืองชีราซโดยใช้ชื่อ”บรรดาซัยยิดแห่งตระกูลอัลมุญาบียะฮ์” เนื่องจากพวกท่านเป็นคนในเชื้อสายของซัยยิดอิบรอฮีม อัลมุญาบ และบรรดาซัยยิดแห่งตระกูลอัลอาบิดียะฮ์ ที่สืบเชื้อสายไปถึงพี่น้องของซัยยิดอัลมุญาบ ซึ่งบิดาของพวกท่านทั้งหมดนั้น คือ ซัยยิด มุฮัมมัด อัลอาบิด

บรรดานักเทศนา นักเผยแพร่จากตระกูลของบรรดาซัยยิดได้เคลื่อนไหว โดยเดินทางไปยังภูมิภาคต่างๆของอิหร่าน แล้วเผยแพร่หลักความเชื่อของคนในสายตระกูลแห่งทางนำและวิชาความรู้ของพวกท่านในชื่อว่า มัซฮับชีอะฮ์ ดังนั้นมัซฮับแห่งสัจธรรมนี้จึงแพร่หลายอย่างมากมายในประเทศอิหร่าน จนกระทั่งอาณาจักรของราชวงศ์บุวัยฮ์ที่ได้สถาปนาขึ้นก็เป็นชีอะฮ์ หลังจากผ่านยุคของพวกเขาไปแล้ว ก็มาถึงยุคฆาซาน คาน มะห์มูด และซุลฏอน มุฮัมมัด คดาบันเดห์ ทั้งๆที่พวกเขาเป็นชาวมองโกลแต่เข้ามายอมรับชีอะฮ์ และรับใช้มัซฮับชีอะฮ์ หลังจากนั้นอาณาจักรของศอฟาวีย์ก็ได้ถูกสถาปนาขึ้น ปรากฏว่ายุคนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับชีอะฮ์ในอิหร่าน เพราะพวกเขาได้ประกาศให้แนวทางชีอะฮ์เป็นมัซฮับของทางราชการในอิหร่าน กระทั่งทุกวันนี้

การอพยพของตระกูลเรายังกรุงเตหะราน

ในปลายรัชสมัยของกษัตริย์ฟัตห์ อะลี อัลกอญารีย์ ท่านซัยยิดฮะซัน อัลวาอิซ แห่งชีราซ(ขอให้วิญญาณของท่านได้รับความผาสุก) ได้เดินทางไปเยี่ยนเยียนสุสานของอิมามริฎอ อะลี บิน มูซา(อ)

เมื่อตอนขากลับจากเมืองคุรอซานท่านได้มาแวะที่กรุงเตหะราน ได้มีชาวเมือง และบรรดานักปราชญ์ได้ให้การต้อนรับ พวกเขาได้มาเยี่ยมท่านที่บ้านพักและแสดงความยินดีในการมาของท่าน มีตัวแทนของกษัตริย์มาเข้าพบ แล้วแจ้งให้ท่านทราบว่า พระองค์ฝากสลามและมีความประสงค์ที่จะให้ท่านซัยยิดพำนักอยุ่ในเมืองหลวง ดังนั้น ท่านปู่ของเราจึงตอบสนองคำเชื้อเชิญของกษัตริย์

ในช่วงเวลานั้นมัสยิดต่างๆในกรุงเตหะราน มีการทำนมาซญะมาอะฮ์และมีการบรรยายปัญหาวิชาการทางศาสนา แต่ยังไม่มีการจัดมัจลิซเพื่อการเทศนา (ต่อเนื่องจนมาถึงสมัยของเรา)แต่จะมีหอพิธีกรรมและฮุซัยนียะฮ์ โดยเฉพาะจะมีการแสดงจินตลีลาที่ถอดแบบมาจากเหตุการณ์อาชูรอ พิธีกรรมแสดงความโศกเศร้าและร่ายบทกวีว่าด้วยเรื่องราวของอิมามฮุเซน(อ)

“หอพิธีกรรมแห่งชาติ”นับว่าเป็นหอพิธีกรรมและฮุซัยนียะฮ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ดังนั้น ปู่ของเราได้เสนอต่อกษัตริย์เพื่อจัดทำมิมบัรไว้สำหรับการเทศนาและเพื่อการเผยแพร่ศาสนา (ในรูปแบบที่รู้จักกันในสมัยนี้)ในฮุซัยนียะฮ์และหอพิธีกรรมทุกแห่ง

ปรากฏว่ากษัตริย์ได้สนับสนุนในเรื่องนี้ โดยให้เริ่มเป็นแห่งแรกที่หอพิธีกรรมแห่งชาติ แล้วได้เชิญท่านขึ้นกล่าวคำเทศนาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ปู่ของเราได้ขึ้นบนแท่นเทศนาในหอพิธีกรรมแห่งชาติ ท่านได้สั่งสอนประชาชนให้รู้เรื่องราวที่เป็นจริงของศาสนาและวิชาความรู้ในมัซฮับ หลังจากนั้น ท่านได้ร่ายบทกวีว่าด้วยเรื่องราวของประมุขแห่งบรรดาผู้พลีชีพ ฮุเซน(อ) บรรดาผู้มาเข้าร่วมที่ประชุมพากันร้องไห้

ปรากฏว่าประชาชนให้การยอมรับแนวทางของท่านโดยเข้ามาร่วมประชุมอย่างเนืองแน่น การจัดประชุมของท่านในสถานที่แห่งนั้นมีติดต่อกันเป็นเวลาหลายคืน หลังจากนั้น ท่านได้ถูกเชิญไปยังหอพิธีกรรมแห่งอื่นอีก ด้วยเหตุนี้ ปรากฏว่าปู่ของเราเป็นผู้ก่อตั้งการประชุมเพื่ออบรมสั่งสอนและเทศนา และเป็นบุคคลแรกที่วางมิมบัรสอนเรื่องราวทางศาสนาและชี้นำเรื่องราวของมัซฮับในกรุงเตหะราน

หลังจากนั้น เมื่อซัยยิดฮะซัน อัลวาอิซ ปู่ของเราเห็นการยอมรับที่ประชาชนมีต่อการจัดประชุมและการสอน ท่านได้ส่งจดหมายไปยังซัยยิดอิสมาอีล บิดาของท่าน ผู้เป็นมุจตะฮิดที่เมืองชีราซ เพื่อขอให้ส่งลูกๆของท่านบางคนมายังกรุงเตหะราน ซึ่งท่านมีลูกชายจำนวน 40 คน โดยท่านได้คัดเลือกบุคคลต่อไปนี้

1-ซัยยิดริฎอ ท่านเป็นนักศาสนบัญญัติขั้นมุจตะฮิด 2-ซัยยิดญะฟัร 3-ซัยยิดอับบาส 4-ซัยยิดญะวาด 5-ซัยยิดมะฮ์ดีย์ 6-ซัยยิดมุสลิม 7-ซัยยิดกาซิม 8-ซัยยิดฟัตฮุลลอฮ์

ท่านสั่งให้บุคคลเหล่านี้อพยพมายังกรุงเตหะรานเพื่อช่วยเหลือซัยยิดฮะซัน พี่ชายของพวกเขาในการบริหารงานการจัดประชุมเพื่ออบรมสั่งสอนประชาชน และให้คนเหล่านั้นปฏิบัติตามพี่ชายซึ่งเป็นทั้งผู้อาวุโสและมีวุฒิภาวะสูงกว่า

บรรดาซัยยิดเหล่านั้นได้พำนักในกรุงเตหะราน พวกเขามีชื่อเสียงเป็นที่เล่าขานตามเมืองต่างๆที่อยู่ใกล้เคียงไปทั่ว เนื่องด้วยจริยธรรมอันงดงาม ความศรัทธา การบรรยายที่เรียบง่าย และการใช้คำพูดที่ไพเราะ

ชาวเมืองก็อซวีน ได้ขอร้องต่อท่านซัยยิดฮะซันให้ส่งพี่น้องของท่านบางคนไปอยู่กับพวกเขา โดยให้พำนักอาศัยอยู่ที่นั่น แล้วอบรมสั่งสอนพวกเขาในเรื่องศาสนา

ท่านได้ส่งซัยยิดมะฮ์ดี ซัยยิดมุสลิม และซัยยิดกาซิมไปยังที่นั่น ท่านเหล่านั้นได้พำนักอาศัยอยู่ที่เมืองก็อซวีน โดยได้ทำงานเผยแพร่ศาสนาและได้มีทายาทสืบตระกูลไว้ที่นั่นซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นซัยยิดตระกูลอัลมุญาบียะฮ์ พวกเขาเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในเมืองก็อซวีนปัจจุบัน

ส่วนซัยยิดฮะซันพร้อมกับพี่น้องที่เหลือ ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่กรุงเตหะรานพวกเขายังทำงานจัดประชุมอย่างมากมายเพื่ออบรมสั่งสอนประชาชน พวกท่านทำงานรับใช้ศาสนาและประชาชน รับใช้พระผู้เป็นเจ้าโดยวิถีทางของมิห์รอบและมิมบัร

หลังจากปู่ของเรา(ขอให้วิญญาณของท่านได้รับการพิทักษ์คุ้มครอง)วายชนม์ในฮ.ศ1291ได้มีการแต่งตั้งบุตรชายคนโตของท่านชื่อ ซัยยิดกอซิม เป็นนายทะเบียนของบรรดาซัยยิดสายตระกูลอัลมุญาบียะฮ์และตระกูลอัลอาบิดียะฮ์ ท่านเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง และเป็นบิดาของบิดาข้าพเจ้า ขณะนี้จำนวนคนในตระกูลอันทรงเกียรติน่าจะถึง 1000 คนแล้ว คุณสมบัติและเงื่อนไขต่างๆของความเป็นผู้นำในสังคมมีพร้อมในตัวของซัยยิดกอซิม ไม่ว่าในด้านความสมถะ ความสำรวม ความรู้ ความฉลาด จริยธรรม ท่านเชี่ยวชาญในวิชาการทางด้านสติปัญญาและตำรา ทั้งความรู้ด้านรากฐานของศาสนาและรายละเอียดปลีกย่อย ในสมัยนั้น ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความรู้และการจัดระบบบริหารองค์กรที่ดีเยี่ยม

ท่านได้วายชนม์ใน ฮ.ศ 1308 ศพของท่านถูกนำไปฝังยังประเทศอิรักและบรรดาชีอะฮ์ในเมืองกัรบะลาอ์ อันศักดิ์สิทธิ์ ได้ให้เกียรติแก่ท่านเป็นอย่างสูง ท่านได้ถูกนำไปฝัง ณ ที่ใกล้เคียงกับสุสานของประมุขของบรรดาผู้พลีชีพ ฮุเซน บิน อะลี(อ)เคียงข้างสุสานบิดาของท่าน คือซัยยิด ฮะซัน อัลวาอิซ(ขอให้วิญญาณของท่านได้รับความดีงาม)หลังจากนั้น ตำแหน่งนายทะเบียนบรรดาซัยยิดสายตระกูลอาบิดียะฮ์และตระกูลอัลมุญาบียะฮ์ก็ได้ตกทอดมาถึงซัยยิดอะลี อักบัร ผู้เป็นบิดาของข้าพเจ้า ณ วันนี้ ท่านคือผู้พิทักษ์บรรดาชีอะฮ์ และผู้ส่งเสริมบทบัญญัติศาสนา เป็นเอกบุรุษประจำสมัย (ขอให้ท่านได้รับความจำเริญยิ่งตลอดกาล)

ท่านได้รับบรรดาศักดิ์จากกษัตริย์นาศิรุดดีน อัลกอญารีย์ ให้เป็น”อัชรอฟุลวาอิซีน”(ประมุขแห่งบรรดานักแสดงธรรม)ขณะนี้ท่านมีอายุ 80 ปีแล้วท่านใช้เวลาไปในงานรับใช้ศาสนาและยืนหยัดไว้ซึ่งรากฐานแห่งศาสนาและเผยแพร่รายละเอียดปลีกย่อยในเวลาเดียวกัน ท่านทำหน้าที่ตักเตือนบรรดาผู้หลงลืมและแนะนำสั่งสอนบรรดาผู้ไม่รู้ กล่าวคือบิดาของข้าพเจ้าและนักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติท่านอื่นได้ยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูที่ชั่วร้าย จนกระทั่งได้เปิดเผยสัจธรรมให้ปรากฏ และทำลายกระแสคลื่นความเสื่อมเสียและอธรรม ด้วยรัศมีแห่งความรู้และการใช้ถ้อยคำ

พวกท่านได้ทำลายความหลงผิดต่างๆ ได้ช่วยปลดปล่อยคนทั่วไปให้พ้นจากขวากหนามและความหลงไหล สถานะของบุคคลที่มีผลงานการรับใช้ศาสนาเช่นเดียวกับบิดาของข้าพเจ้า ได้แก่นักปราชญ์และบรรดาประมุขทางศาสนาประจำยุคสมัย อาทิ เช่น

1-อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา มุญัดดิดของมัซฮับ ซัยยิด บัชร์ แห่งศตวรรษที่ 13 ซัยยิด มิรซา มุฮัมมัด ฮะซัน อัชชีราซีย์

2-อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา มิรซา ฮะบีบุลลอฮ์ อัรร็อชตีย์

3-อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา เชค ซัยนุดดีน อัลมาซันดารอนีย์

4-อายาตุลลอฮ์ มิรซา ฮุเซน บิน มิรซา คอลีล อัตเฏาะฮ์รอนีย์

5-อัลมุจตะฮิดอักบัร อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุฮัมมัด กาซิม ฏอบาฏอบาอีย์ อัลยัซดีย์

6-อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา เชค ฟัตฮุลลอฮ์ เชคชะรีอัต อัลอิศฟะฮานีย์

7-อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา ซัยยิดอิสมาอีล อัศศ็อดร์

8-อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา อัลมิรซา มุฮัมมัด ตะกีย์ อัชชีรอซีย์ ผู้นำการปฏิวัติอัลอิชรีน ต่อต้านอังกฤษที่เข้ายึดครองประเทศอิรัก

บุคคลเหล่านี้ คือ มุจตะฮิด นักต่อสู้ดิ้นรน ผู้ทรงเกียรติ และเป็นนักปราชญ์ ผู้รอบรู้(ขอให้อัลลอฮ์ประทานความดีงามแก่ดวงวิญญาณของพวกท่านด้วยเถิด)พวกท่านให้เกียรติอย่างมากแก่บิดาของข้าพเจ้า อีกทั้งยังให้ความรัก และยกย่องท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

สำหรับในยุคปัจจุบันนี้ ประมุขสูงสุดของชีอะฮ์ หรือเจ้านายในบรรดานักศาสนบัญญัติ และนักต่อสู้ดิ้นรน เอกบุรุษประจำยุคสมัย ได้แก่ ท่านซัยยิด อะบูฮะซัน อัลอิศฟะฮานีย์ (ขอให้อัลลอฮ์ประทานความสุขแด่บรรดามุสลิมด้วยการประทานอายุที่ยืนยาวแก่ท่าน)ปัจจุบันนี้ ท่านอยู่ที่เมืองนะญัฟ อันทรงเกียรติ ท่านเป็นผู้เชิดชูธงชัยแห่งศาสนา และสัญลักษณ์ของอะมีรุลมุมินีน(อ)ท่านให้ความสำคัญต่องานเผยแพร่วิชาความรู้ของประมุขแห่งบรรดาศาสนทูต(ศ)ไปในโลกนี้ทุกภูมิภาค โดยบารมีของท่าน ได้มีกลุ่มชนจำนวนมากมายหลายกลุ่ม หลายเชื้อชาติ ศาสนา เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม และนับถือแนวทางชีอะฮ์

ที่อิหร่าน ประมุขของเรา(เมื่อฮ.ศ 1345)ได้แก่ท่านอายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา เชค อับดุลการีม อัลฮาอิรีย์(ขอให้อัลลอฮ์ยืดเวลาของท่านให้ยืนยาว)ผู้ก่อตั้งเฮาซะฮ์ อิลมียะฮ์ ในเมืองกุม อันศักดิ์สิทธิ์ ท่านคือ สมบัติอันล้ำค่าของชีอะฮ์ และเป็นผู้พิทักษ์รักษาศาสนบัญญัติในอิหร่าน

ผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นอาวุโสทั้งสองท่านนี้ ให้เกียรติแก่บิดาของข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง บุคคลทั้งสองให้ความนับถือในวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่งของท่าน ในการทำงานฟื้นฟูศาสนาและแก้ปัญหาความคลางแคลงสงสัยให้แก่บรรดาผู้หลงผิด

ท่านเชคอัลฮาอิรีย์เรียกบิดาข้าพเจ้าว่า “ดาบอิสลาม” เพราะคำอธิบายของท่านแหลมคมเต็มไปด้วยเหตุผลทางสติปัญญาที่เด็ดขาด และข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน ดังนั้นลิ้นของท่านจะใช้ในงานปกป้องศาสนาอันเที่ยงธรรม และเป็นพลังของมัซฮับชีอะฮ์ที่มีอานิสงส์ยิ่งกว่าคมดาบ

ปัจจุบันนี้ลูกหลานของบรรดาลุงข้าพเจ้าและคนในสายตระกูลอันจำเริญของเรา มีในอิหร่านเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเตหะรานและปริมณฑล ทั้งในเมืองชีราซและท้องที่แถบนั้น ทั้งในเมืองก็อซวีน และใกล้เคียง เขาเหล่านั้นจะเป็นที่รู้จักในนามของซัยยิดสายอัลอาบิดียะฮ์ กับสายอัลมุญาบียะฮ์ และสายชีรอซียะฮ์ พวกเขายังคงทำงานรับใช้ศาสนาและประชาชน ตามครรลองชีวิตอันบริสุทธิ์ของพวกเขา และโดยการอบรมสั่งสอน

นี่คือ ประวัติโดยสังเขปของสายตระกูลอันทรงเกียรตินี้ ที่ให้แด่คำถามของท่านที่ว่า พวกเราอพยพมาอิหร่านทำไม ?บัดนี้จากคำตอบที่ผ่านไป ก็ได้เป็นที่กระจ่างแก่ท่านแล้วว่า เป้าหมายของผู้อพยพครั้งแรกทีเดียวของคนในตระกูลนี้ คือ มาเยี่ยมเยียนท่านอิมามอะลี บิน มูซา ริฎอ(อ)เมื่อผู้ปกครองขัดขวาง พวกเขาเปิดโปงพฤติกรรมของพวกเจ้าเมือง และสาปแช่งความเลวร้ายของพวกคอลีฟะฮ์ผู้หยาบช้า พวกเขาได้เผยแพร่คำสอนไปในท่ามกลางประชาชาติ เชิญชวนประชาชนให้มุ่งสู่ความเป็นจริงต่างๆทางศาสนาและบทบัญญัติต่างๆของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งบรรดาคอลีฟะฮ์และสมุนของพวกเขาเพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลง คนเหล่านั้น เป็นเช่นโองการของพระองค์ ผู้ทรงสูงสุด ความว่า “บรรดาผู้ซึ่งประกาศสาส์นของอัลลอฮ์ และยำเกรงพระองค์ พวกเขาจะไม่ยำเกรงผู้ใดเลยสักคนเดียว นอกจากอัลลอฮ์ และเพียงพอแล้ว ที่อัลลอฮ์ทรงสอบสวน”(38)

เมื่อข้าพเจ้าอ่านโองการอันทรงเกียรตินี้ ท่านซัยยิด อับดุลฮัย มองไปที่นาฬิกาของท่านแล้วกล่าวว่า เวลากลางคืนได้ผ่านไปมากแล้ว หากท่านอนุญาต พวกเราจะขอชะลอคำถามไว้ค่อยถามต่อในคืนที่สอง แล้วเราจะมาพบกับท่านอีก ถัดจากคืนที่หนึ่งแล้วเราจะคุยกันต่อเนื่องกันไป

ข้าพเจ้ายิ้มรับและแสดงท่าทีเห็นด้วย แล้วพวกเขาและบรรดาคณะผู้ติดตามก็แยกย้ายกันไปที่ประตูบ้าน

 

……

เชิงอรรถ เสวนาครั้งที่ 1

(1)เป็นบ้านที่กว้างขวาง สามารถจุคนได้จำนวนมาก เพราะเจ้าของปลูกหลังนี้เตรียมไว้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจัดเสวนา ณ ที่แห่งนี้ติดต่อกันทุกคืน และเจ้าของบ้านเองก็ทำหน้าที่ต้อนรับแขก ด้วยอัธยาศัยอย่างดีเยี่ยมท่านให้เกียรติและแสดงความยินดีต่อการมาของสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม และยกชา ผลไม้ ขนมมาเลี้ยงพวกเขาด้วยไมตรี

“กอซาล บาช” แปลว่า “ศีรษะแดง” ฉายานามว่า “ชาวศีรษะแดง” เป็นชื่อเรียกทหารกลุ่มหนึ่งของนาดารชาห์ โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในอัฟกานิสถานในสมัยนาดาร ชาห์เข้ายึดครอง ครั้นพอพวกชีอะฮ์ประสบกับปัญหายุ่งยากที่นั่น พวกเขาก็อพยพมาที่อินเดียและแยกย้ายกันอยู่ที่นั่น พวกเขาเป็นชีอะฮ์ที่เข้มแข็งจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

(2)ฮาฟิซ เป็นคำที่ใช้เรียก สำหรับคนที่ท่องจำอัล-กุรอานและท่องจำซุนนะฮ์ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(อ)ทั้งในหมู่นักปราชญ์ซุนนีและชีอะฮ์หรือสำหรับคนที่ท่องจำครบ 100,000 ฮะดีษ ทั้งตัวบทและสารบบรายงาน

(3) คำนี้เป็นฉายานามที่สำคัญมากซึ่งบรรดามุสลิมในอินเดียและปากีสถานจะนำมาใช้เรียกนักปราชญ์ทางศาสนาและผู้อาวุโสในหมู่พวกเขา ความหมายในทัศนะของพวกเขา คือ “อิมามผู้นำ”ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ที่รายงานข่าวการแลกเปลี่ยนทัศนะในครั้งนั้นเรียกซัยยิด”ซุลฏอนวาอิซีน”ด้วยฉายานามว่า”กิบละฮ์ ศอฮิบ”(หมายเหตุ-ผู้แปลเป็นอาหรับ)

(4)ซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ โองการที่ 103

(5)ซูเราะฮ์อัล-บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 170

(6)ซูเราะฮ์อัลกอลัม โองการที่ 4

(7)ซูเราะฮ์อัน-นะฮ์ลุ โองการที่ 125

(8)อุยูนุลอัคบารุร ริฎอ เล่ม 1 หน้า 84 ฮ.9

(9)อัลอิห์ติยาจญ์เล่ม 2อัล-มุนาซอเราะฮ์ 271 หน้า 335

(10)ซูเราะฮ์อัลอันอาม โองการที่ 38

(11)ซูเราะฮ์อัลอันอาม โองการที่84,85

(12)ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 61

(13)แต่ทว่าอิมามมูซา กาซิม(อ) บุตรของญะฟัร(อ)นั้น ต้องห่างจากสุสานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ตาทวดของท่านและวงศาคณาญาติตลอดชีวิต ท่านถูกนำตัวจากคุกหนึ่งไปอยู่อีกคุกหนึ่ง ในสภาพถูกพันธนาการด้วยเชือกและเหล็กและอยู่ในคุกมืดเต็มไปด้วยตัวหมัดจนกระทั่งถูกลอบวางยาพิษเป็นชะฮีด(ขอความจำเริญและความสันติสุขมีแด่ท่าน(หมายเหตุ-ผู้แปลเป็นอาหรับ)

(14)ตัฟซีรอัล-กะบีรของอิมาม อัลฟัครุร รอซีย์ เล่ม 7 หมวด13 หน้า 66

(15)ผู้ถ่ายทอดรายงานในหนังสืออัลอิห์ติญาจญ์ เล่ม2หน้า 175 อัลมุนาซอเราะฮ์204ระบุว่า อิมามบากิร(อ)ได้อ้างโองการนี้เป็นหลักฐานในตอนสนทนากับอะบีอัลญารูด

(16)ยุนาบีอุลมะวัดดะฮ์ บาบที่54 หน้า193 ระบุว่ารายงานจากติรมิซีย์ จากอิบนุอุมัร กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า : “แท้จริงฮะซันและฮุเซนนั้นเป็นกลิ่นหอมของฉันสำหรับโลกนี้”

(17)กิฟายะตุฏฏอลิบ หน้า 379

(18)ผู้พูดคือ อัลกันญีย์ อัชชาฟิอีย์ เป็นการสรุปตอนลงท้ายสำหรับรายงานของเขา

(19)ซูเราะฮ์อัลอันอาม โองการที่ 84-85

(20)กิฟายะตุฏฏอลิบ หน้า 381

(21)กิฟายะตุฏฏอลิบ หน้า 380

(22)ยุนาบีอุลมะวัดดะฮ์ บาบ 57 หน้า 318

(23)จากฮะดีษที่29 หน้า 28ถึงฮะดีษที่ 34หน้า 32

(24)กิฟายะตุฏฏอลิบ บาบที่ 7 หน้า 79

(25)อัลกิชาฟ เล่ม 1 หน้า 368

(26)เกี่ยวกับโองการอัลมุบาฮะละฮ์และท่านฮะซัน-ฮุเซน(อ)แน่นอนบรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอานเชื่อตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่าคำว่า “บุตรของเรา”ในโองการมุบาฮะละฮ์หมายถึงท่านฮะซัน-ฮุเซน(อ)และท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)ได้นำท่านทั้งสองออกไปในวันมุบาฮะละฮ์ในฐานะสนองตอบคำบัญชาของอัลลอฮ์ ทั้งบรรดานักฮะดีษ นักประวัติศาสตร์มุสลิมต่างเชื่อถืออย่างนั้นตรงกัน ยังมีหนังสืออ้างอิงในหัวข้อนี้อีกเช่น

1-อัลฮาฟิซมุสลิม บิน ฮัจญาจ หนังสือศอฮีฮ์ เล่ม 7 หน้า 120 พิมพ์โดยมุฮัมมัด อะลี ศุบฮิ-อียิปต์

2-อิมามอะห์มัด บิน ฮัมบัล ในหนังสือมุสนัดเล่ม 1 หน้า 185 พิมพ์ที่อียิปต์

3-อัลลามะฮ์อัฏฏ็อบรีย์ ตัฟซีรเล่ม 3หน้า 192 พิมพ์โดยมัยมุนียะฮ์ อียิปต์

4-อัลลามะฮ์อะบูบักร์ อัลญิศอศ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ 270หนังสือ”อะห์กามุลกุรอาน”เล่ม 2 หน้า 16 ท่านกล่าวว่า นักประวัติศาสตร์รายงานและอ้างเรื่องราวโดยไม่ขัดแย้งกันเลยว่าท่านนบี(ศ)ได้จับมือท่านฮะซัน-ฮุเซน,ท่านอะลี,ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(ร.ฎ)แล้วเรียกชาวนะศอรอที่ท้าทายท่านให้ทำพิธีพิสูจน์คำสาบาน…

5-ท่านฮากิม ในมุสตัดร็อก เล่ม 3 หน้า 150 พิมพ์ที่ฮัยดาราบัด อัดดุกกัน

6-อัลลามะฮ์ษะละบีย์ในตัฟซีร ตอนท้ายโองการอัลมุบาฮะละฮ์

7-อัลฮาฟิซ อะบูนะอีม หนังสือ”ดะลาอิลุนนุบูวะฮ์”หน้า 279 พิมพ์ที่ฮัยดาราบัด

8-อัลลามะฮ์ อัลวาฮิดีย์ อันนัยซาบูรีย์ หนังสือ”อัซบาบุนนุซูล”หน้า 74 พิมพ์ที่อียิปต์

9-อัลลามะฮ์ อิบนุลมะฆอซะลีย์ มะนากิบอะลี บิน อะบี ฏอลิบ(อ)

10-อัลลามะฮ์ อัลบัฆวีย์ หนังสือ”มะอาละมุตตันซีล”เล่ม 1หน้า 302 และหนังสือ”มะศอบีฮุซซุนนะฮ์”เล่ม 2 หน้า 204 พิมพ์ที่สำนักพิมพ์อัลค็อยรียะฮ์

11-อัลลามะฮ์ อัซซะมัคชะรีย์ ตัฟซีร”อัลกัชชาฟ” เล่ม 1 หน้า 193 พิมพ์โดยมุศฏอฟา มุฮัมมัด

12-อัลลามะฮ์ อะบูบักร์ อิบนุ อัลอะรอบีย์ หนังสือ“อะห์กามุลกุรอาน”เล่ม1หน้า115พิมพ์ที่สำนักอัซซุอาดะฮ์ อียิปต์

13-อัลลามะฮ์ ฟัครุรรอซีย์ ตัฟซีรอัลกะบีร เล่ม8หน้า 85 พิมพ์โดยอัลบะฮียะฮ์ อียิปต์

14-อัลลามะฮ์มุบาร็อก อิบนุอัลอะซีร หนังสือญามิอุลอุซูล เล่ม 9 หน้า 490 พิมพ์ที่สำนักมุฮัมมะดียะฮ์ อียิปต์

15-ฮาฟิซชัมซุดดีน อัซซะฮะบีย์ บทสรุปที่พิมพ์ต่อท้าย “มุสตัดร็อก อัลฮากิม”เล่ม 2หน้า150 พิมพ์ที่ฮัยดาราบัด

16-เชคมุฮัมมัด บิน ฏ็อลหะฮ์ อัชชาฟิอีย์ หนังสือ”มุฏอละบุซซุอูล”

17-อัลลามะฮ์ อัลญัซรีย์ หนังสือ “อะซะดุลฆอบะฮ์”เล่ม 4หน้า 25พิมพ์ครั้งแรก อียิปต์

18-อัลลามะฮ์ ซิบฏุ อิบนุลเญาซีย์”ตัซกิเราะฮ์”หน้า 17พิมพ์ที่นะญัฟ

19-อัลลามะฮ์ อัลกุรฏุบีย์“อัลญามิอ์ลิอะห์กามิลกุรอาน”เล่ม3หน้า104อียิปต์ ปี1936

20-อัลลามะฮ์ อัลบัยฎอวีย์ ตัฟซีรเล่ม2หน้า22พิมพ์มุศฏอฟา มุฮัมมัด อียิปต์

21-อัลลามะฮ์ มุฮิบบุดดีน อัฏฏ็อบรีย์ “ซะคออิรุลอุกบา”หน้า25 พิมพ์ที่อียิปต์1356 หนังสือ”อัรริยาฎุนนะฎอเราะฮ์”หน้า188 พิมพ์ที่อัลคอนญีย์ อียิปต์

22-อัลลามะฮ์ อันนะซะฟีย์ ตัฟซีรของท่าน เล่ม 1 หน้า 136 พิมพ์โดยอีซา อัลฮะละบีย์ อียิปต์

23-อัลลามะฮ์ อัลมุฮายะมีย์ ใน”ตับซีรุร-เราะฮ์มานตัยซีรุลมันนาน”เล่ม1หน้า182สำนักพิมพ์บูลาก อียิปต์

24-อัลคอฏีบุช ชีรอบีนีย์ ตัฟซีร”ซีรอญุลมุนีร”เล่ม 1หน้า 182 อียิปต์

25-อัลลามะฮ์ นัยซาบูรีย์ ตัฟซีร เล่ม 3 หน้า 206 ภาคผนวกตัฟซีร อัฏฏ็อบรีย์ พิมพ์โดยอัลมัยมุนียะฮ์ อียิปต์

26-อัลลามะฮ์ อัลคอซิน ตัฟซีร เล่ม 1หน้า 302 พิมพ์ที่อียิปต์

27-อัลลามะฮ์ อะบูฮัยยาน อัลอันดุลุซีย์ “อัลบะห์รุลมุฮีฏ”เล่ม2หน้า479พิมพ์โดยสำนักซุอาดะฮ์ อียิปต์

28-ฮาฟิซ อะบุลฟิดาอ์ อิสมาอีล บินกะษีร อัดดะมัชชะกีย์ ตัฟซีร เล่ม1หน้า270 พิมพ์โดยมุศฏอฟา มุฮัมมัด อียิปต์

และหนังสือ”อัลบิดายะตุ วันนิฮายะฮ์”

29-อะห์มัด บิน ฮะญัร อัลอัสก็อลลานีย์ ในอัลอิศอบะฮ์ เล่ม2หน้า503พิมพ์ที่มุศฏอฟา มุฮัมมัด อียิปต์

30-อัลลามะฮ์ มุอีนุดดีน อัลกาชะฟีย์ หนังสือ”มะอาริญุนนุบูวะฮ์”เล่ม1หน้า315พิมพ์ลักเนา

31-อิบนุศบาฆ อัลมาลิกีย์ “ฟุศูลุลมุฮิมมะฮ์”หน้า 108 พิมพ์ที่นะญัฟ

32-ญะลาลุดดีน อัซซะยูฏีย์ “อัดดุรรุลมันซูร”เล่ม4หน้า38พิมพ์ที่อียิปต์

33-อิบนุฮะญัร อัลฮัยตุมีย์หนังสือ”อัศศอวาอิกุลมุฮัรรอเกาะฮ์”หน้า199พิมพ์โดยอัลมุฮัมมะดีนะฮ์ อียิปต์

34-อะบูซุอูด อะฟันดีย์ ชัยคุลอิสลามแห่งอาณาจักรออตโตมานตัฟซีรเล่ม2หน้า143พิมพ์ที่อียิปต์ ภาคผนวกตัฟซีรอัรรอซีย์

35-อัลลามะฮ์ อัลฮะละบีย์ หนังสือ”อัซซีรอตุลมุฮัมมะดียะฮ์”

36-อัลลามะฮ์ อัชชาห์ อับดุลฮัก อัดดะฮ์ละวีย์หนังสือ”มิดารอญุนนุบูวะฮ์”หน้า500 พิมพ์ที่บอมเบย์

37-อัลลามะฮ์อัชชุบรอวีย์ หนังสือ”อัลอินฮาฟุบิฮุบบิลอัชรอฟ”หน้า 5 พิมพ์โดย มุศฏอฟา อัลฮะละบีย์

38-อัลลามะฮ์เชากานีย์ หนังสือ”ฟัตฮุลกอดีร”เล่ม 1หน้า316พิมพ์โดยมุศฏอฟาอัลฮะละบีย์ อียิปต์

39-อัลลามะฮ์ อัลอาลูซีย์ ตัฟซีร”รูฮุลมะอานีย์”เล่ม 3 หน้า167 พิมพ์โดยอัลมุนีรียะฮ์ อียิปต์

40-อัลลามะฮ์ อัฏฏ็อนฏอวีย์ ตัฟซีร”อัลญะวาฮิร”เล่ม2หน้า120พิมพ์โดยมุศฏอฟา อัลฮะละบีย์ อียิปต์

41-ซัยยิด อะบูบักร์ อัลฮัฎรอมีย์ หนังสือ”รุชฟะตุศศอดีย์”หน้า35พิมพ์โดยอัลอะลามียะฮ์ อียิปต์

42-เชคมะห์มูด อัลฮิญาซีย์ ตัฟซีรอัลวาฎิห์เล่ม 3หน้า 58พิมพ์ที่อียิปต์

43-อัลลามะฮ์ ศิดดีก ฮะซัน คาน หนังสือ”ฮุซนุลอุซวะฮ์”หน้า32 พิมพ์โดยอัลญะวานิบ กิศฏอนฏีย์

44-อัลลามะฮ์อะห์มัด ซัยนีย์ดะห์ลาน”ซีรอตุนนะบะวีย์”ภาคผนวก “ซีรอตุลฮะละบียะฮ์”เล่ม3หน้า4 พิมพ์ที่อียิปต์

45-ซัยยิด มุฮัมมัด รอชีด ริฎอ ตัฟซีรอัลมะนารเล่ม3 หน้า321อียิปต์

46-อัลลามะฮ์มุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัลกันญีย์ “กิฟายะตุฏฏอลิบ”บาบที่32

47-ฮาฟิซ สุลัยมาน อัลฮะนะฟีย์ “ยะนาบีอุลมะวัดดะฮ์”เล่ม1บาบ โองการว่าด้วยเกียรติยศของอะฮ์ลุลบัยต์ โองการที่ 9 (ผู้แปลเป็นอาหรับ)

(27) “แปด”ในที่นี้ หมายถึง จำนวนร็อกอะฮ์ของนมาซซุฮ์ริและอัศริรวมกัน “เจ็ด”หมายถึงจำนวนร็อกอะฮ์ของนมาซมัฆริบและอิชาอ์รวมกันในยามปกติ(ผู้แปลเป็นอาหรับ)

(28)ซูเราะฮ์ยูนุส โองการที่36

(29)ซูเราะฮ์อาลิ อิมรอนโองการที่103

(30)ซูเราะฮ์อัล-บะเกาะเราะฮ์โองการที่285

(31)ซูเราะฮ์อัลอันอาม โองการที่112,113

(32)ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ โองการที่91

(33)มีปรากฏในหนังสือ”อาริฎอตุลอะห์วะซีย์ ชะเราะฮ์ศอฮีฮ์ติรมิซีย์”ของอิมาม ฮาฟิซ อิบนุ อัลอะรอบีย์ อัลมาลิกีย์ เล่ม 1บาบ “ความเป็นมาของเรื่องการรวมสองนมาซในเวลาเดียวกัน”

นักปราชญ์ของเรากล่าวว่า การรวมสองนมาซในเวลาฝนตกและยามป่วยนั้น เป็นเรื่องอนุโลม อะบูฮะนีฟะฮ์ กล่าวว่า เป็นบิดอะฮ์ และเป็นบาปใหญ่ประเภทหนึ่ง ต่อมาผู้อธิบายเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า แต่ทว่าการรวม เป็นซุนนะฮ์(ผู้แปลเป็นภาษาอาหรับ)

(34)สำหรับหลักฐานของเราที่อนุญาตให้รวมสองนมาซในเวลาเดียวกันได้นั้นมีหลักฐานจากอัลกุรอาน ที่ทรงมีโองการว่า”จงนมาซในยามอาทิตย์คล้อยไปถึงยามกลางคืนและกุรอานยามอรุณ แท้จริงกุรอานยามอรุณมีพยานเสมอ”(ซูเราะฮ์อัลอิซรออ์/โองการที่78)

กล่าวคือ เวลาที่อัลลอฮ์อธิบาย สำหรับการนมาซประจำวันนั้นอยู่ในโองการนี้ สามเวลา 1-ช่วงอาทิตย์คล้อย 2-ช่วงย่างเข้ากลางคืน และ3-ช่วงเวลารุ่งอรุณ

และอีกโองการหนึ่ง ทรงตรัสว่า”และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการนมาซ ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวันและยามต้นจากกลางคืน (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่114)

ปลายช่วงแรก(ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน)คือ ตั้งแต่ช่วงรุ่งอรุณจนถึงตอนอาทิตย์ขึ้นและปลายช่วงที่สอง คือ ตั้งแต่ตะวันคล้อยไปถึงตอนอาทิตย์ตก และยามต้นกลางคืน คือ ช่วงแรกของกลางคืน หมายถึงยามที่หมดแสงแดงหลังจากอาทิตย์ตกแล้ว(ผู้แปลเป็นอาหรับ)

(35)ส่วนศีรษะอันทรงเกียรตินั้น ฮิชามได้ส่งจากซีเรียไปยังมะดีนะฮ์แล้วนำไปตั้งที่สุสานของท่านนบี และผู้กระทำคือ มุฮัมมัด บิน อิบรอฮีม อัลมัคซูมีย์ ประชาชนได้ขอร้องต่อเว่า ให้นำศีรษะอันทรงเกียรตินั้นลง แต่เขาปฏิเสธ ปรากฏว่าเสียงร้องไห้ระงมทั้งเมืองมะดีนะฮ์

ปรากฏว่าเจ้าเมืองยังได้รวบรวมบรรดาสมุนบริวารซึ่งล้วนเป็นคนหยาบช้าและนิสัยเลวทราม เขาสั่งคนเหล่านั้นให้ทำการสาปแช่งท่านอะลี ลูกหลาน และชีอะฮ์ เป็นเวลา 7 วัน!!

ต่อมาศีรษะอันทรงเกียรติได้ถูกนำไปยังอียิปต์ แล้วนำไปตั้งไว้ที่มหาสมาคม แต่ชาวอียิปต์ได้ขโมยพาไปฝังใกล้กับญามิอ์ อิบนุฏูลูน

นักวิเคราะห์บางท่านเชื่อว่า มัสยิดที่รู้จักกันว่า มัสยิดศีรษะฮุเซน(อ)ที่ไคโรนั้น เป็นที่ฝังศีรษะหลานของท่านเอง นั่นคือ ท่านซัยด์ บิน อะลี บิน ฮุเซน สมญานามของท่านคือ อะบูฮุเซน(ผู้แปลเป็นอาหรับ)

(36)ท่านยะห์ยา ได้ออกเดินทางจากเมืองกูฟะฮ์ในยามกลางคืนหลังจากบิดาได้พลีชีพและทำการฝังศพของท่านแล้ว ปรากฏว่า ฮะรีษ อัลกัลบีย์เจ้าเมืองได้รับมอบหมายให้ติดตาม เพื่อจับกุมตัวท่านยะห์ยา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ท่านยะห์ยาจึงเดินทางไปยังเมือง “รัย”และออกจากที่นั่น ไปเมือง “คุรอซาน” ท่านพักที่ “ซัรค็อซ” กับซัยด์ บิน อัมร์ อัต-ตะมีมีย์ 6 เดือนแล้วออกเดินทางต่อไปยัง “บะลัค” พักกับฮะรีซ บิน อับดุรเราะห์มาน อัชชัยบานีย์ ท่านยะห์ยาอยู่ที่นั่น จนกระทั่งคอลีฟะฮ์ฮิชามตายหลังจากนั้น “วะลีด บิน ยะซีด ได้ขึ้นครองตำแหน่งแทน ปรากฏว่า ยูซุฟ บิน อุมัร เจ้าเมืองกูฟะฮ์ ได้เขียนจดหมายส่งไปยัง นัศร์ บิน ซัยยาร เจ้าเมืองคุรอซาน มีใจความว่า “ข้าพเจ้าได้รับแจ้งว่า ยะห์ยา บุตรของซัยด์ อาศัยอยู่กับฮะรีซ บิน อับดุรเราะห์มานอัชชัยบานีย์ ที่เมือง “บะลัค” ขอให้ส่งทหารควบคุมเขาไว้ จนกว่าเขาจะส่งตัวยะห์ยาให้แก่ท่าน แล้วนัศร์ ก็ได้ส่งจดหมายไปหาเจ้าเมืองบะลัค สั่งให้จับกุมฮะรีซ ไว้และอย่าปล่อยจนกว่าเขาจะส่งตัวยะห์ยา บิน ซัยด์มาให้

แล้วเจ้าเมืองบะลัคก็สามารถควบคุมตัวฮะรีชได้ จึงขอให้ส่งตัวท่านยะห์ยาแขกของเขาให้แต่ฮะรีชปฏิเสธ ไม่ยอมส่งตัวท่านยะห์ยา เจ้าเมืองจึงสั่งให้ลงโทษฮะรีชด้วยการโบยตี 600 ครั้ง แต่เขาก็ยังปฏิเสธไม่ยอมส่งท่านยะห์ยาให้

ฮะรีซมีบุตรคนหนึ่งชื่อ “กอรีช” เมื่อเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับบิดาเป็นต้นว่า การทุบตีและการลงโทษต่างๆ ก็ชวนพรรคพวกกลุ่มหนึ่งออกตามหาท่านยะห์ยา แล้วก็ได้พบท่านที่บ้านหลังหนึ่งอยู่กับยะซีด บิน อัมร์สหายของท่านจากเมืองกูฟะฮ์ คนเหล่านั้นจึงนำตัวคนทั้งสองไปหาเจ้าเมืองบะลัค แล้วเจ้าเมืองก็ส่งคนทั้งสองต่อไปให้ นัศร์ บิน ซัยยารกักขังไว้ แล้วส่งจดหมายเล่าแจ้งเรื่องให้ยูซุฟ บิน อุมัรที่เมืองกูฟะฮ์ทราบ ยูซุฟก็เขียนจดหมายแจ้งเรื่องไปยังวะลีด อิบนุยะซีดที่ซีเรีย ปรากฏว่าวะลีดสั่งให้เขาปล่อยตัวยะห์ยาและสหายออกจากคุก แล้วยูซุฟ อิบนุอุมัร อัษษะกอฟีย์ ได้เขียนจดหมายถึงนัศร์ แจ้งให้ทราบคำสั่งของคอลีฟะฮ์

นัศร์ บิน ซัยยารได้ขอร้องท่านยะห์ยา บิน ซัยด์ผู้เป็นชะฮีดให้ระวังตัวเมื่อออกจากคุกไปแล้ว จากนั้นก็ได้มอบเงินให้หนึ่งหมื่นดิรฮัมและมอบลาให้สองตัว เพื่อท่านและสหายใช้เป็นพาหนะและกำชับสองคนว่าให้ไปหาวะลีดที่ซีเรีย

แต่ท่านยะห์ยาและสหายบ่ายหน้าไปยังเมือง “ซัรค็อซ”จากที่นั่น ก็เดินทางต่อไปยัง “อะบัร ชะฮัร” “อัมร์ บิน ซิรอเราะฮ์”เจ้าเมือง “อะบัร ชะฮัร”ขอร้องให้ไปยังเมือง “บัยฮัก”พร้อมกับจ่ายเงินค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางหนึ่งพันดิรฮัมให้

เมื่อท่านยะห์เดินทางไปถึงเมือง “บัยฮัก” ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเป็นชายฉกรรจ์ 70 คนมาหาและสัญญากับท่านว่าจะต่อสู้ร่วมกับท่าน

ท่านยะห์ยาจึงซื้อม้าและอาวุธให้คนเหล่านั้น เพื่อไปรบกับอัมร์ บิน ซิรอเราะฮ์ อัมร์จึงเขียนจดหมายไปแจ้งให้ “นัศร์”ทราบ “นัศร์”ก็เขียนจดหมายส่งไปยังอับดุลลอฮ์ บิน กัยซ์ เจ้าเมือง “ซัรค็อซ”ฉบับหนึ่ง และส่งไปยังฮะซัน บุตรของยะซีดเจ้าเมืองฏูซฉบับหนึ่ง โดยได้สั่งพวกเขาว่า ให้นำทหารของทั้งสองคนไปช่วยอัมร์ บิน ซิรอเราะฮ์ข้าหลวงของตน ที่เมือง “อะบัร ชะฮัร” และให้ต่อสู้ร่วมกับเขา

ทั้งสองคนเดินทางไปยังเมือง “อะบัร ชะฮัร”พร้อมกับทหาร 10,000 นาย ทันทีเมื่อไปถึงก็บุกเข้าโจมตีท่านยะห์ยาและบรรดาสหายทันที ท่านยะห์ยาพร้อมกับทหารจำนวนเล็กน้อย ได้ยืนหยัดต่อสู้อย่างทรหดอดทนและกล้าหาญชนิดที่หาผู้ใดในประวัติศาสตร์มาเทียบได้ยาก การต่อสู้ในสมรภูมิเลือดครั้งนั้น ได้สังหารชีวิตอัมร์ บิน ซิรอเราะฮ์และบดขยี้ทหารของเขาแตกพ่ายยับเยิน พวกเขาทิ้งเสบียงให้แก่ยะห์ยาและสหายอย่างมากมาย ทำให้ท่านมีอิทธิพลและมีกำลังเพิ่มมากขึ้น แล้วมุ่งหน้าไปยังตำบล “ฮุรเราะฮ์” “และ“เญาซะยาน”แห่งเมือง “คุรอซาน”

ส่วน “นัศร์ บิน ซัยยาร” ได้จัดส่ง “ซาลิม บิน อะห์วัร”พร้อมกับทหารชาวซีเรียและมิใช่ซีเรีย 8,000 คน ไปต่อสู้กับท่านยะห์ยา บิน ซัยด์

ทหารทั้งสองฝ่ายประจัญหน้ากันที่ตำบล “อัรฆอวา”และเกิดการสู้รบกันอย่างหนัก เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ทั้งสองฝ่ายล้มตายจำนวนมาก ในระหว่างที่ท่านยะห์ยากำลังสู้รบกับศัตรูอย่างเข้มแข็งอยู่นั้น ท่านถูกยิงด้วยดอกธนูเข้าที่หน้าผาก เป็นชะฮีดเช่นเดียวท่านซัยด์ บิดาผู้ถูกอธรรม(อ)

ทหารฝ่ายศัตรูได้ตัดศีรษะอันทรงเกียรติแล้วส่งไปยัง “นัศร์ บิน ซัยยาร” ข้าหลวงเมืองคุรอซาน และได้ส่งต่อไปยังวะลีด บิน ยะซีดที่ซีเรีย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ฮ.ศ125

ส่วนศพของท่านถูกตรึงกางเขนอยู่ที่ประตูเมือง “เญาซะยาน”นานจนเวลาลุล่วงมาถึงสมัยอะบู มุสลิม อัล-คุรอซานีย์ ลุกขึ้นต่อต้านวงศ์อุมัยยะฮ์แล้วสถาปนารัฐขึ้นมา เขาจึงสั่งให้นำร่างของท่านยะห์ยาลงมาแล้วจัดการฝัง

เขาได้สั่งให้ตั้งชื่อทารกในเมืองคุรอซานทุกคนที่เกิดในปีนั้นว่า “ยะห์ยา”กระทั่งถึงวันนี้สุสานของบุคคลทั้งสองยังมีอยู่ ในนามของท่านผู้ทรงเกียรติ ซึ่งเป็นสถานที่เยี่ยมเยียนและที่แสวงหาสื่อสัมพันธ์ต่ออัลลอฮ์(ตะวัซซุล)ของบรรดาแขกที่ไปมาอยู่เป็นประจำในยามมีเหตุจำเป็น

ท่านหนึ่งอยู่ที่เมือง “กะนีซกะวูด”ซึ่งห่างจากเมือง “ญัรญาน” 30 กิโลเมตร

อีกท่านหนึ่งอยู่ที่เมือง “เญาซะยาน” ตำบล “มะยามีย์”ซึ่งห่างจากเมืองมัชฮัดของอิมามริฏอ(อ)ไม่ถึง 1 กิโลเมตร(ผู้แปลเป็นภาษาอาหรับ)

(37)ตัซกิเราะตุลคอวาศ บาบที่7(เรื่องการวายชนม์ของท่าน) หน้า 163

(38)ซูเราะฮ์อัล-อะห์ซาบ โองการที่ 39