หน้าแรก ห้องสมุด เปชวาร์ราตรี : บทนำ

เปชวาร์ราตรี : บทนำ

114
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

บทนำ

เปชวาร์ราตรี เป็นหนังสือมีค่ายิ่งเล่มหนึ่ง ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนทัศนะและการเสวนาเกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งหลายประเด็น ที่สำคัญคือ เรื่องตำแหน่งอิมาม เรื่องอำนาจการปกครองของอะมีรุลมุมินีน อะลี บิน อะบี ฏอลิบ (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) และการเป็นคอลีฟะฮ์ที่ถูกต้องตามหลักศาสนาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)โดยไม่มีช่องว่าง ซึ่งมีการแสดงหลักฐานจากโองการอัล-กุรอาน ฮะดีษของท่านนบีผู้ทรงเกียรติสนับสนุนเรื่องนั้นๆ รวมทั้งหลักความเชื่อ(อะกีดะฮ์)ตามแนวทางอิมามียะฮ์ พร้อมหลักฐานที่พิสูจน์ได้โดยสติปัญญาและตำราอ้างอิง

การแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างเป็นมิตรภาพครั้งนั้น ได้ดำเนินไปตามพื้นฐานการโต้แย้งทางวิชาการ และความมีเหตุผลอันปราศจากการถือทิฐิ การยึดมั่นถือมั่น และการใช้อารมณ์ ระหว่างนักปราชญ์ฝ่ายอิมามียะฮ์ผู้เที่ยงธรรมท่านหนึ่ง ในสมัยที่ท่านมีอายุได้ 30 ปี กับผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วยนักปราชญ์อาวุโสแห่งยุคสมัยฝ่ายอะฮ์ลิซซุนนะฮ์หลายท่าน และคณะบุคคลสำคัญจากสองฝ่ายที่เข้าร่วมประชุมกันที่บ้านของผู้นำท่านหนึ่งแห่งเมืองเปชาวาร ประเทศปากีสถาน และยังมีบรรดานักเขียนจากสองฝ่ายอีกจำนวนเกือบ 200 คน เฝ้าคอยบันทึกรายละเอียดและเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในการเสวนา ไม่ว่าจะเป็นการถาม การตอบ การโต้แย้ง ณ ที่นั่น เช่นเดียวกันก็ยังมีผู้สื่อข่าวน.ส.พ อีกสี่ท่านมาคอยบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมนี้ เป็นต้นว่า ประเด็นการถกเถียงทุกแง่มุม แล้วได้ทำหน้าที่เผยแพร่เรื่องราวเหล่านั้นบนหน้าน.ส.พและนิตยสารที่ออกเผยแพร่วันรุ่งขึ้นในสมัยนั้นอีกด้วย

การประชุมนี้ ได้จัดให้มีเป็นเวลา 10 วัน (ตามเสียงเรียกร้องของบรรดานักปราชญ์และบุคคลระดับผู้นำฝ่ายซุนนะฮ์)นับจากคืนวันศุกร์ที่ 23 เดือนรอยับ ฮ.ศ 1345 จนถึงคืนวันอาทิตย์ที่ 3 เดือนชะอ์บาน ของปีเดียวกัน ซึ่งในตอนปิดการประชุม ได้มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนหนึ่งประกาศตนเป็นชีอะฮ์และยึดถือมัซฮับแห่งสัจธรรม นั่นคือ มัซฮับแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)

หนังสือเล่มนี้ เคยพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาเปอร์เซียมาก่อนแล้ว

แปลและตรวจทานโดย ซัยยิด ฮุเซน อัล-มุเซาวีย์

พิมพ์เผยแพร่ที่กรุงเบรุต ฮ.ศ 1419

 

คำนำของผู้แปล (จากเปอร์เซียเป็นอาหรับ)

อาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคของการเสวนาและทำความเข้าใจ

เป็นที่ยอมรับว่า คนมุสลิมในยุคปัจจุบันสามารถเปิดเผยเรื่องส่วนตัวด้านความเชื่อของตัวเองระหว่างกันและกันมากขึ้น เพื่อจะให้สัจธรรมปรากฏแล้วจะได้รวมตัวให้อยู่กับความเชื่อนั้นๆอย่างเป็นเอกภาพ เพราะว่าความเป็นเอกภาพของอิสลาม หมายถึงความปลอดภัยของมุสลิมทั้งมวล

เพราะเราตระหนักแล้วว่า ความแตกแยกคือ สิ่งที่ศัตรูของเราปรารถนา และนั่นคือ เครื่องมือที่ศัตรูของศาสนาและ พวกจักรวรรดินิยมได้นำมาใช้เพื่อครอบงำชาวมุสลิมในประเทศอิสลามแล้วปล้นเอาทรัพยากรของที่นั่นไปและยังได้แพร่วัฒนธรรมของพวกปฏิเสธศาสนา พวกนอกศาสนา พวกหลงผิด และก่อความเสียหายให้แก่อนุชนของอิสลามศาสนาแห่งความเที่ยงธรรม

ถึงแม้นว่า ความเป็นเอกภาพของอิสลาม คือ สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด แต่มันก็ยังมีไม่สมบูรณ์ นอกจากต้องอาศัยความจริงใจ และการเสวนาที่สร้างสรรค์เป็นพื้นฐาน โดยปราศจากการถือทิฐิอย่างคลั่งไคล้ ดันทุรัง ควบคู่กันนั้น ต้องยอมรับการตัดสินของคัมภีร์อัล-กุรอาน สติปัญญา และจิตวิญญาณที่มีอิสระในการเลือกเอาคำสอนที่ดีกว่า ตามที่พระผู้เป็นเจ้าของปวงบ่าวได้บัญชาไว้เช่นนั้น ในโองการอันทรงอานุภาพของพระองค์ ความว่า ดังนั้น จงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวที่รับฟังคำสอนต่างๆ แล้วถือปฏิบัติตามคำสอนที่ดีกว่า(อัซซุมัร/18) จึงจำเป็นสำหรับคนมุสลิมที่สมบูรณ์และมีสติปัญญา จะต้องเห็นแจ้งในเรื่องศาสนาของตัวเอง ต้องเป็นผู้รู้เรื่องราวในมัซฮับของตัวเอง จะต้องไม่ยอมรับและไม่ยึดเอาคำสอนใดๆมาถือปฏิบัติ นอกจากจะมีหลักฐานและข้อพิสูจน์อันชัดแจ้ง เพื่อให้กิจการศาสนาของเรา เป็นที่เชื่อมั่นและศรัทธาได้จริง

เพราะเหตุว่า ถ้าหากเขาเดินอยู่บนทางสายหนึ่ง หรือยึดมั่นต่อหลักความเชื่อหนึ่ง โดยไม่รู้ที่ไปที่มาของทางสายนั้น ไม่มีหลักฐานใดๆให้อ้างอิง และไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆชี้นำ ก็จะเหมือนคนตาบอด แน่นอน กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางอันยาวไกลหรือไปให้ถึงบ้านเรือนของเขาได้ ศีรษะจะต้องชนกับกำแพง แล้วเมื่อนั้นเองดวงตาจะเปิดมามอง หลังจากได้พยายามมาเป็นเวลานาน เมื่อนั้นเขาจะมองเห็นตัวเองว่า เป็นคนหลงทาง

ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ ผู้ทรงมีวิทยญาณ ได้เปรียบเทียบคนชนิดนี้ว่า คนตาบอด ดังโองการความว่า และใครที่ตาบอดในโลกนี้ ดังนั้น เขาก็จะตาบอดในปรโลก และจะยิ่งหลงทาง(อัล-อิซรออ์/72)

เพื่อเป็นการช่วยพี่น้องมุสลิมให้พ้นจากอาการดันทุรังและสภาพคนตาบอด ข้าพเจ้าจึงแปลหนังสืออันมีค่าเล่มนี้ จากภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาอาหรับ เผื่อว่าจะช่วยทำให้จุดมุ่งหมายอันสูงส่งนี้เป็นจริงขึ้นมา โดยหวังจะฝากผลงานในเชิงสร้างสรรค์ไว้ในสังคมมุสลิม เพื่อประสานใจและสร้างเอกภาพ ความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในประชาคมของพวกเขา และเพื่อผนึกกำลังของพวกเขาไว้กับพจนารถของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ โดยสัจธรรม โดยการปรับปรุงที่ดีงาม ความผาสุก และชัยชนะ

จะขอเรียนว่า ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับอัล-มัรฮูม อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุฮัมมัด(ซุลตอน วาอิซีน)และเคยเข้าร่วมรับฟังคำสอนและรับโอวาทของท่านในที่ประชุมของท่านมาแล้วด้วย

ท่านอัล-มัรฮูม(ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตาแด่ท่านด้วยเถิด)เป็นคนมีลักษณะภูมิฐานทั้งด้านวิชาการและเรือนร่าง มีหนวดเคราที่สง่างาม เรือนร่างของท่านผึ่งผาย ใบหน้าของท่านเปล่งปลั่ง ชนิดที่ไม่เคยเห็นใครเหมือนท่านมาก่อน ถึงแม้ว่าในขณะนั้น อายุอันจำเริญของท่านย่างเข้าสู่วัย 90 ปีแล้วก็ตาม

ข้าพเจ้ายังได้ติดตามร่วมในขบวนศพอันบริสุทธิ์ของท่านในกรุงเตหะรานด้วย ซึ่งยามนั้นร้านค้าตามท้องตลาดในเมืองหลวงของอิหร่านพากันปิดเพื่อไว้อาลัยในวันอสัญกรรมของท่าน อีกทั้งยังมีแถวทหารกองเกียรติยศมาเดินนำขบวนศพของท่านเพื่อแสดงความโศกเศร้าและไว้อาลัยอย่างสมเกียรติ มีการติดธง และสัญลักษณ์สีดำที่บ่งบอกถึงความรัก ความอาลัยอย่างยิ่งจากประชาชน แด่นักปราชญ์ระดับสูงและซัยยิดผู้ยิ่งใหญ่

ข้าพเจ้าจำวันอสัญกรรมที่แน่นอนของท่านไม่ได้ แต่จำได้ว่า เป็นปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 14 แห่งฮิจเราะฮ์ศักราช ขอยืนยันต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพว่า นับเริ่มตั้งแต่ข้าพเจ้าแปลหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้ฝันเห็นท่านซัยยิด ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้หันหน้าตรงมายังข้าพเจ้าด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และได้กล่าวขอบใจข้าพเจ้าที่ได้ทำงานชิ้นนี้

ข้าพเจ้าวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญ ผู้ทรงสูงส่ง ได้โปรดสนับสนุนท่านด้วยความเมตตาอันไพศาลของพระองค์ และโปรดตอบรับความอุตสาหะพากเพียรชิ้นนี้จากท่านและจากเราและได้ทรงโปรดบันดาลให้ท่านเป็นคลังสำหรับเราในปรโลก และทุกคนที่ช่วยเหลือ ทุ่มเทความพยายามให้หนังสือเล่มนี้ได้ออกเผยแพร่ แท้จริงพระองค์ทรงได้ยินการวิงวอนขอ

เมืองกุม อัล-มุก็อดดะซะฮ์

ฮุเซน อัล-มูเซาวีย์

28 เชาวาล ฮ.ศ 1419

ตรงกับ 14 กุมภาพันธ์ 1999

 

เกริ่นนำ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขออัลลอฮ์ทรงประทานความจำเริญแด่ศาสดามุฮัมมัด ศาสนทูตของพระองค์ ผู้ได้รับการเลือกสรร และแด่วงศ์วานของท่าน ผู้ประเสริฐ ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย

หนังสือที่กำลังอยู่ในอุ้งมือของนักอ่านผู้มีเกียรติเล่มนี้ (เปชวารราตรี) เป็นหนังสือที่มีคุณค่าเล่มหนึ่งของผู้เรียบเรียง ผู้ทรงเกียรติยิ่ง นั่นคือ ท่านซัยยิด มุฮัมมัด อัล-มุเซาวีย์ ผู้มีฉายานามว่า “ราชาแห่งนักแสดงธรรม”(ซุลฏอน วาอิซีน)

ท่านได้เขียนคำนำไว้ในหนังสืออันมีค่าของท่านเล่มนี้อย่างยาวเหยียดเกือบสองร้อยหน้า ท่านบรรยายถึงความสำคัญของการสมานฉันท์ระหว่างมุสลิม และการเลิกละความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกันในด้านต่างๆที่บรรดาศัตรูได้แพร่ไว้ท่ามกลางประชาคมของพวกเขา

ในบทนำนั้น ท่านได้เน้นย้ำถึงหลักเอกภาพอิสลาม ความเป็นภราดรภาพทางศาสนา ตามที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้บรรดามุสลิม และท่านยังได้เร่งเร้าให้กระชับสายเชือกของอัลลอฮ์ ตามที่อัล-กุรอานได้เรียกร้องให้ยึดถือและผูกมัดกันไว้

ท่านยังกำชับให้ระวังผลลัพท์ในบั้นปลายของความแตกแยก และเตือนให้รำลึกถึงอัลลอฮ์ในกรณีที่พวกเขามีจุดยืนเหินห่างกันและถ่างรอยร้าวให้กว้างออกไป โดยการโจมตีซึ่งกันและกัน ในลักษณะที่พระผู้ทรงกรุณาปรานี ชิงชัง และนั่นคือการทำร้ายศาสดาอัลมุศฏอฟาที่รักของพระองค์ ในฐานะที่ทรงแต่งตั้งท่านมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก และได้ส่งท่านมาเพื่อยังความสมบูรณ์ให้แก่จริยธรรมอันประเสริฐ เพื่อเกียรติยศอันยิ่งใหญ่แห่งความเป็นมนุษย์ และเพื่อรวมมนุษย์ไว้กับหลักเอกภาพ

หน้าที่ของพวกเขาคือการทำความรู้จักระหว่างกัน ตามที่อัล-กุรอานได้สั่งสอนไว้ อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า “เพื่อพวกเจ้าจะได้ทำความรู้จักกัน แท้จริงผู้มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ในทัศนะของอัลลอฮ์ คือ คนที่สำรวมตนที่สุดในหมู่พวกเจ้า”(1) มีความเห็นตรงกันว่า หนทางทำความรู้จักกันที่ดีที่สุด คือ การเสวนาโดยเสรี การถกเถียงทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างมีเหตุมีผล ปราศจากการถือทิฐิอย่างคลั่งไคล้ ปราศจากการคล้อยตามประเพณี การใช้อารมณ์ และนิสัยต่ำทรามที่ล้าหลัง

โดยการเชิญชวนของมวลมิตรสหายและคนรู้จักในเมืองเปชวาร ท่านอัล-มัรฮูมฯได้เข้าร่วมในที่ประชุมแลกเปลี่ยนทัศนะซึ่งถูกจัดขึ้นในลักษณะที่ว่านี้ และเป็นโอกาสที่ท่านได้พบนักปราชญ์อาวุโสฝ่ายซุนนะฮ์สมัยเดียวกับท่านในยุคนั้น การแลกเปลี่ยนทัศนะได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องอยู่หลายคืน ซึ่งมีการประชุมถึงสิบครั้งด้วยกัน มีบรรดานักหนังสือพิมพ์ชาวอินเดียและนิตยสารในยุคนั้น กระจายข่าวและรายงานผลการประชุม ซึ่งประชาชนได้ให้การยอมรับด้วยความปิติยินดี

หลังจากนั้นท่านอัล-มัรฮูม(ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตา)ก็สมความประสงค์ในการนำเอาเรื่องราวเหล่านั้นมารวบรวมในหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียด โดยท่านได้ขอถ้อยแถลงของท่านนับตั้งแต่หน้าแรก ติดต่อไปจนถึงหน้าสุดท้าย และนั่นคือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำอธิบายและการขยายความต่อเนื่อง เพื่อนำเอาบางส่วนไปเสริมตรงที่เนื้อเรื่องขาดหายไป และที่การอธิบายยังไม่ได้สาระประโยชน์อย่างสมบูรณ์แบบ

ในเมื่อหนังสือต้นฉบับเป็นภาษาเปอร์เซีย ท่านจึงอนุญาตไว้ในบทนำว่าด้วยการแปล(ที่ซื่อสัตย์) เป็นภาษาต่างๆได้ ข้าพเจ้าจึงพยายามแปลเป็นภาษาอาหรับเพื่อมีส่วนร่วมด้วยบ้าง ในงานรับใช้มนุษยชาติอันสูงส่ง ที่ปรารถนาการเข้าสู่สัจธรรม และทำความรู้จักกับเหตุการณ์และความเป็นจริง และเพื่อเรามีหุ้นส่วนด้วยบ้าง ในสิ่งที่คัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซุนนะฮ์ของท่านนบี ผู้ทรงเกียรติของพระองค์ และแบบฉบับของอะฮ์ลุลบัยต์ ผู้บริสุทธิ์เรียกร้องเชิญชวน นั่นคือ การทำความรู้จัก การสมานไมตรีต่อกัน ความเป็นเอกภาพและภราดรภาพ ในที่สุดก็จะได้รับเกียรติยศและความผาสุกในโลกนี้ และความปลอดภัย มีชัยชนะโดยสวนสวรรค์ในปรโลก อินชาอัลลอฮ์

 

คำนำจากผู้เรียบเรียง

ท่านซัยยิด ผู้เรียบเรียงกล่าวดังนี้

ข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเดือน รอบีอุลเอาวัล ฮ.ศ 1345 ในขณะที่มีอายุได้ 30 ปี โดยตั้งใจเข้าเยี่ยมเยือนสุสานของบรรดาอิมาม ผู้บริสุทธิ์ จากวงศ์วานของท่านนบี ผู้ถูกเลือกสรร (ขอความจำเริญและความสันติสุขพึงมีแด่ท่านและพวกท่าน)ที่ประเทศอิรัค จากที่นั่น ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศอินเดีย และปากีสถาน โดยต้องการจะเดินทางจากสองแห่งนั้นกลับยังเมืองคุรอซาน และแสวงหาโอกาสเข้าเยี่ยมเยือนอิมามริฎอ(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) แล้วข้าพเจ้าก็ได้มาถึงกรุงการาจี ซึ่งถือว่าเป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแถบนี้

เมื่อไปถึงไม่นานนัก ข่าวการมาของข้าพเจ้าก็ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ที่สำคัญของที่นั่น ดังนั้น ได้มีการเชื้อเชิญจากพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคยรู้จักและรักใคร่กันมาในครั้งอดีตเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าพเจ้าจำเป็นต้องตอบรับการเชื้อเชิญอันมีเกียรติเหล่านั้น ถึงแม้ว่า จะทำให้ข้าพเจ้าต้องเดินทางไปยังที่ห่างไกล จากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง จากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง ก็ตาม

แล้วการเดินทางของข้าพเจ้าก็มาถึงเมืองบอมเบย์ นี่คือ เมืองใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศอินเดีย และยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของที่นั่นด้วย ได้มีบรรดาผู้ศรัทธาที่เชิญข้าพเจ้ามาคอยให้การต้อนรับ และได้อยู่ที่นั่นในฐานะแขกมีเกียรติท่ามกลางเจ้าของบ้านตลอดเวลาทั้งกลางคืนและกลางวัน

ต่อมาข้าพเจ้าได้เดินทางจากที่นั่น ไปยังกรุงเดลฮี จากนั้นก็ไป อักรา, ปัญจาบ, ซียาลกูต, แคชเมียร์, ฮัยดาราบัด, กูวัยติห์, และอื่นๆ

มีประชาชน และผู้ศรัทธาฝ่ายซุนนีในเมืองนี้มาให้การต้อนรับข้าพเจ้า ด้วยความกระตือรือร้นเป็นจำนวนมาก พวกเขามีความปลื้มปิติกับการมาของข้าพเจ้า ด้วยการเปล่งเสียงต้อนรับและให้เกียรติตามประเพณี โดยพิธีการที่นิยมกันในท้องถิ่นนั้นๆ

ในช่วงที่ข้าพเจ้าพำนักตามเมืองสำคัญๆที่เดินทางไปนั้น ได้มีบรรดานักปราชญ์จากมัซฮับต่างๆ และศาสนาต่างๆมาเยี่ยมเยียนถึงที่พัก และข้าพเจ้าก็ตอบแทนพวกเขาด้วยการไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน และบ่อยครั้งจะมีการเสวนาเกี่ยวกับศาสนาและมีการแลกเปลี่ยนทัศนะทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้หลักความเชื่อของพวกเขา และพวกเขาเองก็ได้เรียนรู้หลักความเชื่อของข้าพเจ้า

สาระสำคัญส่วนหนึ่งในการถกเถียงและสานเสวนานั้น คือการถกเถียงและเสวนาที่เกิดขึ้นระหว่างข้าพเจ้ากับผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ และนักปราชญ์ในศาสนาฮินดู ที่กรุงเดลฮี ทั้งนี้ท่านคานธีประมุขของประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้ปลดปล่อยอินเดียจากพวกล่าเมืองขึ้นได้มาเข้าร่วมในที่ประชุมด้วย

หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆโดยบรรดาผู้สื่อข่าวได้เผยแพร่ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในที่ประชุมอย่างละเอียด ด้วยความเที่ยงตรงและซื่อสัตย์

ผลของการแลกเปลี่ยนทัศนะคราวนั้นได้แสดงถึง การยืนหยัดของสัจธรรม และการสูญสลายของความผิดพลาด แน่นอน ความผิดพลาดย่อมสูญสลาย แน่นอนข้าพเจ้าได้ออกจากการเสวนาอย่างผู้ชนะเหนือคู่กรณี ทั้งนี้โดยการแสดงหลักฐานทางวิชาการและข้อพิสูจน์ทางสติปัญญา จนกระทั่งได้ยืนยันแก่ผู้เข้าร่วมประชุมว่า มัซฮับอะฮ์ลุลบัยต์ ซึ่งหมายถึง มัซฮับชีอะฮ์ ญะฟะรียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์ นั้น คือมัซฮับแห่งสัจธรรม นั่นคือ เป็นมัซฮับที่มีสิทธิได้รับความเชื่อถือ ข้าพเจ้าได้กล่าวซ้ำๆอยู่เสมอว่า มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้ซึ่งได้ทรงชี้นำเรามาสู่สิ่งนี้ และเราจะมิอาจได้รับทางนำเลย ถ้าหากมิใช่เพราะอัลลอฮ์ทรงชี้นำเรา(3)

ซัยยิด มุฮัมมัด อัล-มุเซาวีย์ ผู้มีฉายานามว่า “ราชาแห่งนักแสดงธรรม”(ซุลฏอน วาอิซีน) ผู้เรียบเรียงหนังสือ “เปชวาร์ราตรี” / ภาพ วิกิพีเดีย

การเดินทางสู่ซียาลกูต

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังเมืองซียาลกูต โดยการเชื้อเชิญของสมาคมอิษนาอะชะรียะฮ์ ซึ่งอุสตาซ อะบูบะชีร ซัยยิด อะลี ชาห์ อันนักวีย์ ผู้อำนวยการนิตยสาร “ดุรรุนนะญัฟ” รายสัปดาห์ สหายรักของข้าพเจ้าได้ก่อตั้งขึ้น

เมื่อข้าพเจ้าเข้าสู่เมืองนี้ ก็ได้พบกับงานเลี้ยงต้อนรับและการชุมนุมผู้คนในวงการต่างๆหลายระดับชั้น และนับว่า เป็นโชคดีที่ได้พบเพื่อนเก่าคนหนึ่งของข้าพเจ้ารวมอยู่ท่ามกลางผู้มาต้อนรับเหล่านั้น เขากับข้าพเจ้าเป็นสหายที่รักใคร่กันมาก เขาคือ “มุฮัมมัด ซุรูร คาน รอซาลดาร”มีตำแหน่งเป็นประมุขประจำเมือง บุตรของมัรฮูม “รอซาลดาร มุฮัมมัด อักรอม คาน” น้องชายของอัลกูลูนบีล “มุฮัมมัด อัฟฎ็อล คาน” เขาคือ บุคคลสำคัญคนหนึ่งจากตระกูลฟูลบาช ในเมืองปัญจาบ

ขอย้อนไปเล่าเรื่องที่ข้าพเจ้ารู้จักกับตระกูลอันทรงเกียรตินี้ เมื่อปี ฮ.ศ 1339 ที่เมืองกัรบาลา อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในครั้งนั้นพวกเขาได้ไปเยี่ยมเยือนสุสานของบรรดาอิมาม ผู้บริสุทธิ์จากวงศ์วานของนบี ผู้ได้รับการเลือกสรร (ขอความจำเริญและความสันติสุขพึงมีแด่ท่านศาสดาและแด่บรรดาอิมามทั้งมวล)พวกเขาพำนักที่นั่นทั้งๆที่เป็นผู้มีตำแหน่งสูงในรัฐบาลเมืองปัญจาบ

ท่านมุฮัมมัด ซุรูร คาน คนนี้ มีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งเมือง”ซียาลกูต” เป็นคนที่พลเมืองให้ความรักใคร่ให้เกียรติ ในความกล้าหาญ และมีผลงานดีเยี่ยมทั้งในด้านวิถีการดำเนินชีวิตและงานศาสนา

เมื่อเขาเห็นข้าพเจ้า ก็เข้ามากอดข้าพเจ้าไว้แนบอกเพื่อแสดงความยินดีกับการมาของข้าพเจ้า ทั้งยังได้ขอให้เป็นแขกบ้านของเขา ตลอดเวลาพำนักอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าตอบรับคำเชิญแล้วไปพร้อมกับเขา บรรดาผู้มาต้อนรับก็ได้ติดตามข้าพเจ้าไปยังบ้านอันหรูหราหลังนั้น

ทันทีที่มาเป็นแขกของที่นี่ หนังสือพิมพ์ประจำเมืองปัญจาบก็ได้ลงข่าวการเดินทางของข้าพเจ้ามายังเมืองซียาลกูตทันที ทั้งๆที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะเดินทางกลับไปยังอิหร่านเพื่อเยี่ยมเยือนอิมามริฎอ(อ) แต่บรรดาผู้เข้ามาพบและจดหมายหลายฉบับแย่งกันขอร้องให้ข้าพเจ้าเยี่ยมเยือนบ้านเมืองของพวกเขาก่อน

ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงท่านฮุจญะตุลอิสลาม ซัยยิดอะลี ริฎวีย์ อัลลาฮูรีย์ นักปราชญ์ระดับสูง นักอรรถาธิบายอันทรงเกียรติ เจ้าของตำรา “ตัฟซีร”ลาวามิอุตตันซีล” 30 เล่ม ท่านอาศัยอยู่ที่เมืองลาโฮร์ ท่านได้เชิญข้าพเจ้าหลายครั้งเพื่อให้ไปอยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าตอบรับคำเชิญและได้ไปตามคำขอร้อง

ขณะเดียวกัน ที่นี่อีกนั่นแหละ ข้าพเจ้าได้พบกับคำเชื้อเชิญอย่างมีเกียรติจากพี่น้องผู้ศรัทธาในตระกูลฟะซัล บาช ซึ่งล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในสังคมชีอะฮ์เมืองปัญจาบ พวกเขาเชิญข้าพเจ้าไปที่เมืองเปชวาร นั่นคือ เมืองชายแดนที่สำคัญอีกเมืองหนึ่งซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเมืองปัญจาบกับประเทศอัฟกานิสถาน

เมื่อข้าพเจ้ารับคำเชิญคราวนั้น ท่านประมุข มุฮัมมัด ซุรูร คาน เจ้าภาพผู้มีใจอารีได้ย้ำว่า ขออย่าได้ปฏิเสธคำเชิญชวนของคนในตระกูลของท่านและพรรคพวกของท่านที่เมือง“เปชาวาร”เลย ข้าพเจ้าจึงตอบรับคำเชิญและไปกับพวกเขาเหล่านั้น

เปชาวาร

หลังจากนั้นข้าพเจ้าตัดสินใจเดินทางไปเมืองเปชาวาร เมื่อวันที่ 14 เดือนรอญับ อัลฮารอม ทันทีเมื่อมาถึง เจ้าภาพได้ให้การต้อนรับด้วยการเลี้ยงฉลองชนิดที่ผู้คนกล่าวกันว่า หาครั้งใดในเมืองนั้นมาเทียบได้น้อยนัก และปรากฏว่า บุคคลระดับแกนนำที่มาต้อนรับคือ คนสำคัญในตระกูลฟะซัล บาชทั้งนั้น

เมื่อมาถึงที่พัก พวกเขาได้ขอร้องว่า ให้ข้าพเจ้าทำหน้าที่บนมิมบัร(แท่นเทศนา)เพื่อเทศนาสั่งสอนพวกเขา เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ถนัดการใช้ภาษาอินเดีย จึงเลยไม่ตอบตกลงที่จะทำหน้าที่บนมิมบัร และตลอดเวลาหลายวันที่เดินทางมาประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าไม่เคยกล่าวเทศนาธรรมที่ใดเลย ถึงแม้ทางเจ้าภาพจะเชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

แต่เนื่องจากชาวเปชาวารพูดภาษาเปอร์เซียได้ และปรากฏว่าส่วนใหญ่จะพูดภาษาเปอร์เซียกันอยู่ จนแทบจะกล่าวได้ว่า ภาษาเปอร์เซียเป็นที่นิยมของคนที่นี่มาก ข้าพเจ้าจึงตอบรับคำเชิญ และเทศนาให้พวกเขาฟัง เป็นภาษาเปอร์เซีย

แล้วข้าพเจ้าก็ขึ้นทำหน้าที่บนมิมบัรในช่วงบ่าย ณ ฮุซัยนียะฮ์ สถานที่ซึ่งอัลมัรฮูม อาดิล บัยกา ริซาล ดาร เป็นผู้ก่อตั้ง สถาบันแห่งนี้ใหญ่โต กว้างขวาง สามารถรับคนได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็เนืองแน่นเต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาร่วมประชุม ซึ่งมิใช่ว่าจะมีแต่ชีอะฮ์เท่านั้น แต่ส่วนมากจะเป็นคนจากหลายสาขา หลายมัซฮับต่างๆกัน ทั้งอิสลามและมิใช่อิสลาม

หัวข้อการบรรยาย

เนื่องจากชาวเปชาวารส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และคนทั่วไปที่มาร่วมประชุมในมัจลิซนั้น จะมาพร้อมกับผู้รู้และผู้อาวุโสเป็นส่วนมาก ฉะนั้น หัวข้อการบรรยายที่ข้าพเจ้ากำหนด ก็คือเรื่อง “ตำแหน่งอิมาม” โดยได้พูดเกี่ยวกับ “หลักความเชื่อของชีอะฮ์” ข้าพเจ้าอธิบายหลักฐานต่างๆทางสติปัญญาและจากตำราอ้างอิงของชีอะฮ์ เพื่อยืนยันถึงความถูกต้อง และยังกล่าวถึงประเด็นโต้แย้งในมิติต่างๆของปัญหาความขัดแย้งกับฝ่ายซุนนี

ผลตามมาก็คือ มีนักปราชญ์และผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายซุนนะฮ์ที่เข้ามาร่วมรับฟังการบรรยายได้เสนอต่อข้าพเจ้าว่าให้ประชุมร่วมกับพวกเขาเป็นการเฉพาะ เพื่อตอบปัญหาข้อข้องใจ ข้าพเจ้ารู้สึกยินดี จึงตอบรับข้อเสนอนั้นทันที

หลังจากนั้น พวกเขาได้มาหาข้าพเจ้าที่บ้านทุกคืน ได้มีการสนทนาทางวิชาการเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งต่างๆ เช่น เรื่องตำแหน่งอิมามและอื่นๆ การประชุมระหว่างเรา นับเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ความจำเริญของมิมบัร

วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าเดินลงจากมิมบัร สหายคนหนึ่งที่เข้าร่วมรับฟังเข้ามาแจ้งว่า ผู้รู้ระดับสูงสองคนซึ่งเป็นผู้อาวุโสฝ่ายซุนนี คือ ฮาฟิซ มุฮัมมัด รอชีด และเชค อับดุสสลาม ทั้งสองท่านเป็นนักวิชาการศาสนาประจำ “กรุงคาบูล” เมืองหลวงของประเทศอัฟกานิสถานจากดินแดนที่ได้ชื่อว่า รอยตะเข็บชายแดน ท่านเดินทางมายังเปชาวารเพื่อต้องการพบข้าพเจ้า และมีจุดประสงค์จะขออนุญาตเข้าร่วมกับคนอื่นๆที่เสวนากันระหว่างเราซึ่งกำลังจัดอยู่ทุกคืน

ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีกับข่าวนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงให้การต้อนรับท่านทั้งสองด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจยิ่ง ข้าพเจ้าแสดงไมตรีต้อนรับการมาของพวกท่าน แล้วนำไปนั่งร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ ที่เป็นพรรคพวกของทั้งสองท่านนานหลายชั่วโมง

หลังจากเสร็จนมาซมัฆริบแล้ว พวกเขาก็พากันมายังบ้านที่ข้าพเจ้าพักเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะกัน สภาพเช่นนั้นได้ผ่านไปเป็นเวลา 10 คืนติดต่อกัน ประเด็นการถกเถียงและการเสวนาดำเนินไปในเรื่องปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างเรานานถึง 6- 7 ชั่วโมง บางทีการถกปัญหาและการเสวนาได้ดำเนินไปจนเข้าสู่ยามรุ่งอรุณของวันใหม่บ่อยครั้ง ขณะที่มีบุคคลสำคัญของทั้งสองฝ่ายในเมืองเปชาวารอีกหลายคนรวมอยู่ด้วย

เมื่อพวกเราเสร็จสิ้นการเสวนาและแลกเปลี่ยนทัศนะในคืนสุดท้ายของการประชุม ได้มีพี่น้องซุนนีที่เข้าร่วมรับฟัง 6 ท่านประกาศตัวรับชีอะฮ์ คนเหล่านั้นล้วนเป็นเจ้าหน้าที่และคนมีชื่อเสียงในเมืองนี้

ต้องขอแสดงความนับถือจากใจจริง สำหรับนักเขียนประมาณ 200 ท่านจากสองฝ่ายที่เข้ามาเป็นสมาชิกในที่ประชุมของเราในฐานะนักเขียน เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ ซึ่งปรากฏว่าพวกเขาได้เขียนเรื่องราวต่างๆที่เป็นกระทู้ และบันทึกรายละเอียดการเสวนาและการถกเถียงรวมถึงประเด็นปลีกย่อยอื่นๆทั้งในลักษณะการถาม ตอบ การโต้แย้ง และประเด็นคลุมเครือต่างๆ โดยปลายปากกาที่ซื่อสัตย์ มีจรรยาบรรณอันบริบูรณ์และสวยงาม

นอกเหนือจากการกล่าวถึงบรรดานักเขียนเหล่านี้แล้ว ยังมีนักหนังสือพิมพ์อีกสี่ท่าน ทำหน้าที่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมอย่างละเอียดทุกแง่มุม ต่อมาก็ได้เผยแพร่เรื่องราวความเป็นไปจากการแลกเปลี่ยนทัศนะและการถกเถียงเหล่านั้น ในวันรุ่งขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสารที่พิมพ์ออกจำหน่ายในเมืองนั้น

หลังจากนี้ ผู้เรียบเรียงตำรา(ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตา)ยังกล่าวเสริมต่อไปว่า หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “ลายาลีเปชาวาร” (เปชวารราตรี)จะนำข้อความที่มีในหนังสือพิมพ์อันทรงคุณค่าเหล่านั้น มาอ้างอิง รวมทั้งข้อความตามที่ปลายปากกาอันซื่อสัตย์เหล่านั้นนำไปบันทึก เพื่อมาเปิดเผยต่อท่านผู้อ่าน ผู้มีเกียรติ และเรื่องราวที่ถูกนำไปบันทึกนั้นเอง คือประเด็นสำคัญสุดยอดของค่ำคืนเหล่านั้น และเป็นประเด็นสำคัญสุดยอดของการประชุมครั้งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า

หลังจากนั้น ท่านได้ขอวิงวอนต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงอานุภาพยิ่ง เพื่อให้บรรดามุสลิมได้รับประโยชน์ด้วยหนังสือเล่มนี้ และขอได้ทรงบันดาลให้หนังสือเล่มนี้เป็นคลังสมบัติของท่านในวันแห่งการตอบแทน ท่านได้เขียนเรื่องเหล่านี้และได้รวบรวมจนเสร็จสิ้นเป็นรูปเล่ม ที่กรุงเตหะราน

อัลอับดุลฟานีย์

มุฮัมมัด อัลมุเซาวีย์

“ซุลฏอนุล วาอิซีน อัชชีรอซีย์”(ราชาแห่งนักแสดงธรรม เมืองชีราซ)