หน้าแรก ไม่มีหมวดหมู่ ชีวิตศาสดาอิสลาม (ศ) เมตตาธรแห่งสากลโลก (ฉบับเยาวชน)

ชีวิตศาสดาอิสลาม (ศ) เมตตาธรแห่งสากลโลก (ฉบับเยาวชน)

818

ศาสดามูฮัมมัด(ศ)ในวัยเยาว์
ศาสดามูฮัมมัด (ศ) ถือกำเนิดในวันที่ 17 เดือนรอบีอุลเอาวัล บิดาของท่านมีนามว่า อับดุลลอฮ์ ซึ่งหมายถึง บ่าวของอัลลอฮ์ มารดาของท่านมีนามว่า อามีนะฮ์ ทั้งสองดำรงอยู่ในศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า และมีความศรัทธาต่อพระเจ้าเพียงองค์เดียว
ท่านอับดุลลอฮ์ เป็นชายหนุ่มที่มีความหล่อเหลา ฉลาด และมีมารยาท ท่านได้แต่งงานกับ ท่านหญิง อามีนะฮ์ บุตรีของ วะฮาบ ซึ่งประมาณ 40 วันก่อนการเสียชีวิตของท่านอับดุลลอฮ์ ท่านได้ตัดสินใจ เดินทางออกจาก มักกะฮ์ ไปเมืองชาม และในระหว่างที่เดินทางกลับยังมะดีนะฮ์ ท่านได้เสียชีวิต ณ เมืองแห่งนี้ ในตอนที่ท่านอับดุลลอฮ เสียชีวิต ศาสดา(ศ) ยังอยู่ในครรภ์ของมารดา ท่านจึงถือกำเนิดมา โดยกำพร้าบิดา
ในยุคสมัยนั้นมารดาของท่านได้ส่งศาสดา(ศ) ให้แม่นมเป็นผู้เลี้ยงดู แม่นมของท่านมีนามว่า ฮาลีมะฮ์ ซะอีดะฮ์ มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในขณะนั้น ครั้งหนึ่ง สามีของนาง ได้เล่าว่า ในวันที่เด็กน้อยผู้นี้ ก้าวเข้ามาในบ้านของเรา ความบารอกัต ความมงคลต่างๆ ได้หลั่งไหลเข้ามาในบ้าน ทั้งจากแผ่นดิน และฟากฟ้า เด็กน้อยคนนี้ห่างจากมารดา และปู่ ของตน และห่างจากเมืองมักกะฮ์ เป็นเวลาสี่ปี หลังจากนั้น เด็กน้อยคนนี้ จึงกลับสู่อ้อมกอดของมารดาผู้เป็นที่รักอีกครั้ง
ในเวลาต่อมา ท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ) อยู่ภายใต้การเลี้ยงดู โดยมารดาของท่าน และปู่ของท่าน อับดุลมุตฏอลิบ ครั้งหนึ่ง ท่านหญิงอามีนะฮ์ ได้ขอจากท่านอับดุลมุฏอลลิบ เดินทางไปเมืองมะดีนะฮ์ เพื่อพบปะเยี่ยมเยือนครอบครัวของพระนาง โดยนำบุตรของท่าน(ศ) และทาสีคนหนึ่ง นามอุมมุอัยมัน พร้อมกับ คนกลุ่มหนึ่งไปด้วย ในครั้งนั้น ศาสดามูฮัมมัด(ศ) มีอายุได้ห้าขวบปี ในระหว่างการเดินทาง ระหว่างเมือง มักกะฮ์ และ มะดีนะฮ์ มารดาของท่านได้ล้มป่วย ณ สถานที่พักแห่งหนึ่ง ชื่อว่า อับวา ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีสถานที่แห่งนี้อยู่ มารดาของท่าน ไม่สามารถเคลื่อนไหว ท่านหญิงอามีนะฮ์เสียชีวิต ณ สถานที่แห่งนั้น และถูกฝังอยู่ที่นั่นในเวลาต่อมา
หลังจากสูญเสียมารดา อับดุลมุตฏอลิบ ผู้เป็นปู่ จึงรับช่วงต่อในการเลี้ยงดู ศาสดามูฮัมมัด(ศ) เขามีความรักต่อเด็กน้อยคนนี้เป็นพิเศษ เมื่อถึงคราวที่ อับดุลมุตฏอลิบ ใกล้สิ้นใจ เขาได้ ฝากให้ อบูฏอลิบ เป็นผู้เลี้ยงดู เด็กน้อยคนนี้ ต่อจากเขา
การเดินทาง
หลังจากที่ อบูฏอลิบ ได้รับท่านศาสดา(ศ)มาเป็นผู้เลี้ยงดู ท่านศาสดา ได้มีโอกาสออกเดินทางถึงสองครั้ง ก่อน ประกาศความเป็นศาสดา (ศ) โดยในครั้งหนึ่ง คือ การเดินทางไปซีเรีย ในวัย 12 ปี โดยร่วมเดินทางกับ น้าชายของท่าน และอีกครั้ง คือ การเดินทางในวัย 25 พรรษา ในฐานะของตัวแทนพ่อค้า สำหรับ ท่านหญิง คอดีญะฮ์ (รฎ) และหลังจากนั้น ท่านได้แต่งงานกับ ท่านหญิงคอดีญะฮ์ (รฎ) หลังจากประกาศการเป็นศาสดา ท่านได้เดินทางไปเมืองต่างๆอีกเช่นกัน อาทิ เมืองฏออิฟ ,คัยบัร,ทาบูก ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนซีเรีย
ประชาชนชาวเมืองมะดีนะฮ์ กับ ศาสดามูฮัมมัด(ศ)
ประชาชนชาวมะดีนะฮ์ แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ อูซ กับ คัซรัญ ทั้งสองต่างทำสงครามมาเป็นเวลานาน หนึ่งในพวกเขามีชื่อว่า อัซอัด บิน ซุรอเราะฮ์ เขาเดินทางมาเมืองมักกะฮ์ เพื่อขอความช่วยเหลือจากชาวกุเรช ในช่วงเวลานั้น กะบะฮ์ รายล้อมไปด้วย เจว็ด แต่ยังมีพิธีกรรมฏอวาฟของท่านศาสดาอิบรอฮีม(อ) ถูกรักษาไว้อยู่ อัสอัด จึงต้องการฏอวาฟ กะบะฮ์ครั้งหนึ่ง แต่คนเมืองก็บอกกับเขาว่า
“จงระวังให้ดี มีชายคนหนึ่ง ปรากฎตัวขึ้นในหมู่เรา เขาใช้เวทมนต์ ซึ่งบ้างครั้งเขาจะอยู่ที่ มัสยิดฮารอม และพูดคำพูดที่น่าฉงน อย่าให้คำพูดของเขาผ่านเขาไปในหูของท่าน เพราะจะทำให้ท่านต้องมนต์จากคำพูดของเขา”
เหตุการณ์ต่อจากนั้น อัสอัด ได้มุ่งหน้าไปฏอวาฟ เขาได้พบ ศาสดามูฮัมมัด(ศ) นั่งอยู่ที่ข้างกะบะฮ์ กำลังอ่านอัลกุรอ่าน ในตอนแรก ชายผู้นี้ ได้ปิดหูของตนเองไว้ เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงของอัลกุรอ่านและหมกมุ่นอยู่กับการเดินวนรอบกะบะฮ์ ต่อไป แต่เพราะใบหน้าของท่านศาสดาได้ ดึงดูดตัวเขา ทำไมเขาพูดว่า นี่คือมนุษย์ที่เหล่านั้นได้พูดถึงหรือ ? เข้าได้แต่ครุ่นคิดว่านี่มันเป็นเรื่องที่น่าขัน ฉันปิดหูตัวเองทำไมกัน ฉันก็เป็นมนุษย์ฉันจะฟังคำพูดของเขา
จากนั้น เขาจึงเปิดหูตัวเองและฟังโองการต่างๆของอัลกุรอาน เมื่อเขาได้ยินได้ฟังเสียงอัลกุรอ่าน เขาจึงต้องการที่จะให้ชนชาวเมืองมะดีนะฮ์ ได้ทำความรู้จักกับท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ
หลังจากที่ได้พูดคุยและพบปะกับศาสดาช่วงระยะเวลาหนึ่ง คนจำนวนหนึ่งจึงได้เดินทางมาที่เมือง เพื่อขอให้ท่านศาสดาพบกันที่ มินา เพื่อให้ท่านศาสดาพูดถึงคำสอนของท่าน
ในสถานที่แห่งนั้นท่านศาสดาได้พูดว่าฉันขอเชิญชวนพวกท่านสู่การเคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว หากพวกท่านมีความพร้อม จงตอบรับศรัทธาเถิด ฉันจะเดินทางไปยังเมืองของพวกท่าน
พวกเขาได้ตอบตกลงและกลายเป็นมุสลิมในเวลาต่อมา
ในภายหลังท่านศาสดาได้ส่งบุรุษผู้หนึ่งมีนามว่า มุสอับ บิน อามีร เขาได้ไปสอนคำสอนของคัมภีร์อัลกุรอานให้ประชาชนที่นั่น คนกลุ่มแรกที่ได้มาพบกับศาสดานั้น ยังนับว่าเป็นคนกลุ่มน้อย แต่หลังจากการเผยแพร่ศาสนา ยิ่งทำให้กลุ่ม ผู้ศรัทธา ขยายเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีมุสลิมอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ จำนวนมาก จนทำให้มะดีนะฮ์ เป็นเมืองที่สามารถสร้างความพร้อมในการรองรับท่านศาสดาได้ ชาวกุเรช ไม่อาจทนเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะปิดฉากภารกิจของศาสดาให้จบลง
เสวนาในดารุลนุดวะฮ์
ดารุลนุดวะฮ์ เป็นเหมือนสภาของชาวมักกะฮ์ อันที่จริงแล้ว มักกะอ์ในยุคนั้น ไม่ได้มีระบบการปกครองในรูปแบบกษัตริย์ หรือ สาธารณรัฐ และไม่ได้ขึ้นกับศูนย์กลางของอาณาจักรใด มักกะฮ์ในตอนนั้น ปกครองกันด้วยระบบเผ่า ซึ่งแต่ละเผ่า จะมีผู้อาวุโส จำนวนหนึ่งคอยดูแล ซึ่งในทุกๆ 4 ปีไม่เกิน 4 ปีบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้นจะมารวมตัวกันที่นั่นแหละพูดคุยกันถึงเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นมาหารือกัน อะไรก็ตามที่ตัดสินใจกันที่นั่นพวกเขาจะกระทำมันสำหรับบริหารชาวเมือง
ดารุลนุดวะฮ์ คืนหนึ่งในห้องที่อยู่ข้างๆ มัสยิดฮารอม มีการจัดการประชุมกันที่นั่น ซึ่งในอายะฮ์ที่ 20 ซูเราะฮ์ กิศอศ ได้กล่าวไว้ถึงเรื่องนี้
พวกเขาได้ปรึกษาหารือกันและได้นำเสนอว่าในท้ายที่สุด จะต้องทำบางสิ่งบางอย่างยับยั้งการเผยแพร่ของศาสดามูฮัมหมัด ไม่ก็สังหารเขาหรือไม่ก็จับกุมคุมขังเขา หรือไม่ก็ทำการเนรเทศเขาให้เข้าไปที่ใดก็ได้ที่เขาต้องการ นักประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะอยู่ในนิกายใดต่าง บันทึกว่า ชายชราผู้หนึ่ง ได้ปรากฎตัวขึ้นใน สถานที่แห่งนั้น ทั้งๆที่พวกเขาได้กำหนดไว้ว่า จะไม่ให้ใครอื่นเข้าร่วมการประชุมนอกจากกุเรช

ชายชราผู้นั้นได้อ้างตัวว่า “ฉันมาจากเมืองนัจด์ “
พวกเขาจึงพูดว่า “นี่ไม่ใช่ที่ของท่าน“
เขากล่าวว่า “ฉันมีความคิดถึงเรื่อง ที่กุเรชกำลังหารือกันอยู่ ในที่สุดพวกเขาก็อนุญาตให้ชายชราคนนี้เข้ามาร่วมในการเสวนาในบันทึกได้รายงานว่า ชายชราคนนี้ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นซาตานที่จำแลงร่างมาในรูปของมนุษย์
อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์บันทึกว่า เขาคือ เชคแห่งเมืองนัจด์ ขอได้นำเสนอทัศนะของตนเองและในท้ายที่สุดบรรดาผู้คนที่ประชุมอยู่ในที่แห่งนั้นก็ยอมรับทัศนะของเขา ในตอนแรกมีการเสนอการให้สองคนคนหนึ่งไปสังหารศาสดามูฮัมหมัด แต่ข้อเสนอนี้ก็ถูกปฏิเสธ ชายชราคนนี้ได้กล่าวตอบว่า ถ้าหากส่งคนไป 1 คน บนีฮาชิม จะต้อง รวมตัวกันล้างแค้นให้กับศาสดามูฮัมหมัดอย่างแน่นอน ถ้าเป็นเช่นนี้จะมีใครพร้อมที่จะเป็นผู้สังหารบางเล่า ให้นำศาสดามูฮัมหมัดไปกักขัง ชายชราจึงตอบกลับว่า นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม เพราะหากบนีฮาชิมรู้ถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็ช่วยเหลือมูฮัมมัดได้อีก บางคนจึงเสนอว่า ให้เนรเทศเขา เขาจึงตอบว่า นี่อันตรายยิ่งกว่านัก บุรุษผู้นี้มีใบหน้าที่งดงามและน่าดึงดูดใจ พ่อท่านจะเห็นว่าอาจจะติดตามเขาเป็นพันๆ คน และจะมีผู้ติดอาวุธนับพันมาหาพวกท่าน สุดท้ายจึงมีการตัดสินใจกันว่าให้ทำการสังหารศาสดามูฮัมหมัด โดยให้ คนของแต่ละเผ่าร่วมกันสังหารเขา เพื่อไม่ให้บนีฮาชิมล้างแค้นได้ เพราะหากต้องล้างแค้น ก็เท่ากับต้องทำสงครามกับคนหลายเผ่า
การอพยพของศาสดา
คืนนั้นเองที่พวกเขาได้ตัดสินใจ ทำการสังหารท่านศาสดามูฮัมมัด วิวรณ์ได้ลงมายังท่านศาสดา บอกให้รู้ถึง แผนการของพวกเขา ความว่า
“ให้ท่านออกไปจากเมืองมักกะฮ์ พวกเขาจะสังหารท่านในเวลากลางคืน” อบูละฮับ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่พวกเขา ได้ห้ามไม่ให้สังหารเขาในยามกลางคืนเพราะยังมีเด็กและผู้หญิงอยู่ในนั้นจะต้องรอให้ถึงเวลารุ่งสางก่อน พวกเขาจึงรอจนถึงเวลาใกล้รุ่งสางแล้วได้ทำการปิดล้อมบ้านของท่านศาสดา ในช่วงเวลานั้น อาลี บิน อบีฏอลิบ(อ) ได้แจ้งความประสงค์ในการเสียสละชีวิตตนเอง โดยนอนบนเตียงแทนท่านศาสดา ในขณะที่ท่านหลบหนีออกจากบ้าน เตรียมที่จะสังหารท่าน พวกเขาได้ง้างดาบเตรียมฟันผู้ที่ิอยู่บนเตียง แต่เมื่อเปิดผ้าห่มออก กลับผมว่า ผู้ที่นอนอยู่คือ อาลี พวกเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จในการสังหารครั้งนี้ ต่อมากุเรชได้ส่งนายพราน นักล่า ตามรอยศาสดา เพื่อสังหารท่าน ในขณะนั้น ศาสดาได้หลบอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง นักพรานตามรอยมาถึงถ้ำแห่งนี้ ก็ไม่สามารถพบร่องรอยได้อีก เพราะการช่วยเหลือของพระองค์ โดยพระองค์อัลลอฮ์ ได้ทำให้ถ้ำมีสภาพเหมือนกับ ยังไม่มีใครผ่านเข้ามา การหลบหนีครั้งนั้น ท่านศาสดาได้เดินทางไปพร้อมกับท่านอบูบักร และในที่สุด ท่านก็สามารถไปถึงเมืองมะดีนะฮ์ และได้เผยแพร่ศาสนาอิสลาม เป็นเวลานาน จนมีมุสลิมเป็นจำนวนมาก ในท้ายที่สุด ท่านสามารถพิชิตชัยในเมืองมักกะฮ์ได้สำเร็จ และจัดตั้งรัฐอิสลามอันทรงธรรม ที่ในวันนี้ กลุ่มก่อการร้าย ได้พยายาม นำมาบิดเบือน

ฮัจญ์อำลา
ฮัจญ์อำลา หรือ ฮัญญาตุลวิดาอฺ คือ การประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งสุดท้ายของท่านศาสดา (ศ) ในช่วงก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นใน วาระนี้ ศาสดา ได้เรียกบรรดามุสลิมให้มารวมตัวกัน จากที่ต่างๆ เพื่อประกาศสาส์นสำคัญก่อนการจากโลกนี้ไปของท่าน คือ สาส์นแห่งฆอดีร ในเหตุการณ์นี้ ท่านศาสดา ได้เรียกอาลี มาข้างท่าน และประกาศต่อหน้าสาธารชนชาวมุสลิมทั้งมวลว่า “ใครที่เห็นฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้น อาลี ก็คือ เมาลา ของเขา” ทุกคนต่างประกาศแสดงความยินดี หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ท่านศาสดา(ศ)ได้ล้มป่วยลง ซึ่งการล้มป่วยในครั้งนี้ ทำให้ท่านเสียชีวิตในภายหลัง ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ ท่านได้สั่งให้สาวกของท่าน นำน้ำหมึก และปากกา เพื่อเขียนคำสั่งเสียอันเป็นสิ่งสำคัญ ทว่าท่านก็ไม่ได้เขียนคำสั่งเสียนั้น และจากโลกนี้ไป

คัดย่อจาก หนังสือฟุรุคอาบาดิยัต ภาษาฟารซีย์ ของ เชคญะฟัร ซุบฮานีย์

โดย มูฮัมหมัด เอสกาน