หน้าแรก อะฮ์ลุลบัยต์ “ซุลญะนาฮ์” ม้าอาชาไนยของอิมามฮูเซน (อ)

“ซุลญะนาฮ์” ม้าอาชาไนยของอิมามฮูเซน (อ)

158

ซุลญะนาฮ์ ม้ายอาชาไนย ของท่านอิมามฮูเซน (อ) ถูกกล่าวถึงหลายต่อหลายครั้งในวีรกรรมแห่งอาชูรอ ณ ท้องทุ่งกัรบะลาอ์ ซึ่งเป็นม้าอาชาไนยคู่กายของท่านอิมามฮูเซน (อ) จนวินาทีสุดท้าย ท่ามกลางเหล่าทรชน

ซุลญะนาฮ์ ม้าอาชาไนย ตัวนี้ของท่านอิมามฮูเซน (อ) มีคุณลักษณะพิเศษอะไรบ้าง จึงได้กลายเป็นผู้ที่ร่วมสร้างวีรกรรมในวันอาชูรอ ณ แผ่นดินกัรบะลาอ์ เคียงข้างท่านอิมามฮูเซน (อ)

ก่อนอื่นใคร่ที่จะขอกล่าวในที่นี้ว่า “ม้า” คือสัตว์ประเภทหนึ่งที่มีคุณลักษณะโดดเด่นในบรรดาสัตว์ทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ จดจำได้อย่างรวดเร็ว และสามารถที่มีการพัฒนาความเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย ม้าเป็นสัตว์ที่มีลักษณะท่าทางที่แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

ซุลญะนาฮ์ ม้าอาชาไนย ของท่านอิมามฮูเซน (อ) ก็เป็นม้าอีกตัวหนึ่งที่พิเศษยิ่งนัก เนื่องจากม้าตัวนี้ได้ใช้ชีวิตเติบโตมาภายใต้ร่มเงาแห่งวิลายัต และความเมตตาเอ็นดูจากท่านอิมามฮูเซน (อ) มาตั้งแต่เล็ก จึงเป็นม้าที่มีการเรียนรู้ พัฒนาความเข้าใจมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับม้าตัวอื่นๆ

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้มีวจนะว่า “ม้าที่สวยงาม และสมบูรณ์ คือบ่อเกิดแห่งความดีงามทั้งหลาย” ท่านอิมามมูซา กาซิม (อ) ได้มีวจนะว่า “ม้าที่ดี และสวยงาม จะนำมาซึ่งความรุ่งโรจน์ และเป็นที่รักใคร่ของประชาชน”

ม้าอาชาไนยของท่านอิมามฮูเซน (อ) สืบสายพันธ์มาจากม้าอาชาไนยของท่านอิมามอะลี (อ) และม้าอาชาไนยของอิมามอะลี (อ) สืบสายพันธ์มาจากม้าอาชาไนยของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ซึ่งเป็นม้าที่มีฝีเท้าเร็ว มีลำตัวที่นิ่มนวล มีคอที่ยืดยาวสวยงามยิ่ง เป็นม้าที่มาจากสายพันธ์ที่ดีที่สุดในบรรดาสายพันธ์ม้าของอาหรับ

ในเวลานั้นท่านหญิงคอดีญะฮ์ (อ) ภรรยาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) คือเศรษฐีคนหนึ่งของชาวอาหรับ ได้ซื้อม้าที่ดีที่สุดในเวลานั้นให้แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) และม้าของท่านอิมามฮูเซน (อ) ก็สืบสายพันธ์มาจากม้าของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) นั่นเอง

ในรายงานได้มีบันทึกว่า สีของ “ซุลญะนาฮ์” ม้าอาชาไนยของอิมามฮูเซน (อ) คือสีขาว อิมามฮูเซน (อ) ได้ให้หญ้าที่ฮาล้าล (อนุญาต) ที่สุด และที่ดีที่สุด และพืชพันธ์ที่ดีที่สุดเป็นอาหารแก่ “ซุลญะนาฮ์”

อิมามฮูเซน (อ) ไม่เคยแสดงกริยาที่ไม่ดีกับ “ซุลญะนาฮ์” เลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยให้ “ซุลญะนาฮ์” บันทุกของที่มีน้ำหนักมากเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่เดินทางไปด้วยกันท่านอิมามฮูเซน (อ) จะให้ “ซุลญะนาฮ์” ดื่มน้ำก่อนทุกครั้ง แล้วท่านอิมาม (อ) ค่อยดื่มตามทีหลังเมื่อซุลญะนาฮ์ดื่มน้ำจนอิ่มแล้ว

ซุลญะนาฮ์ หมายถึง ม้าที่มีปีกแห่งสรวงสวรรค์สองข้าง (โบยบินอยู่ในสรวงสวรรค์) เป็นม้าอาชาไนย ที่มีฝีเท้าเร็วที่สุด แข็งแรงที่สุด ในยุคสมัยนั้น ในรายงานได้บันทึกเอาไว้ว่า เหล่าทรชนที่เป็นสมุนรับใช้ของยะซีดต่างมีความต้องการที่จะครอบครอง “ซุลญะนาฮ์” ทุกคน แต่ทว่า “ซุลญนาฮ์” ไม่อนุญาตให้ผู้ใดขึ้นขี่หลัง นอกจากอิมามฮูเซน (อ) และวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) เท่านั้น

ซุลญะนาฮ์ มีความรัก มีความผูกพันธ์กับวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) โดยเฉพาะ ในรายงานได้บันทึกไว้อีกว่า ไม่ว่าครั้งใดก็ตามที่อิมามฮูเซน (อ) ได้ออกเดินทางไปกับ “ซุลญะนาฮ์” ณ สุถานที่แห่งใด เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น “ซุลญะนาฮ์” ก็จะจดจำเส้นทางได้ทันที

ซุลญะนาฮ์ เป็นม้าที่มีความฉลาด และกล้าหาญชาญชัย ไม่เคยกลัวสุนัข หมาป่า เสือโคร่ง แม้กระทั่งสิงโต และท่านอิมามฮูเซน (อ) คือผู้ที่ดูแลเลี้ยงดู “ซุลญะนาฮ์” มาตั้งแต่วันถือกำเนิดมาอีกซุลญะนาฮ์จึงมีความผูกพันธ์ และมีความรักใคร่ต่ออิมามฮูเซน (อ) เป็นพิเศษ

เมื่อท่านอิมามฮูเซน (อ) กำลังฟาดฟันศัตรูอยู่ในสมรภูมิแห่งกัรบะลาอ์ ในวันอาชูรอ หยดเลือดที่หลั่งไหลออกมาอย่างมากมาย จากบาดแผลต่างๆ ที่มีอยู่ตามตัวของท่านอิมามฮูเซน (อ) “ซุลญะนาฮ์” ได้ใช้ลิ้นเลียไปตามบาดแผลเหล่านั้นบนร่างกายของอิมามฮูเซน (อ) เพื่อยับยั้งเลือดให้แก่อิมามฮูเซน (อ) ในขณะซึ่ง “ซุลญะนาฮ์” เอง ก็มีเลือดไหลออกมาจากลำตัวเนื่องจากดอกธนูจำนวนมากที่ปักลงบนลำตัว

จนกระทั่งวินาทีนั้นมาถึง วินาทีซึ่ง “ซุลญะนาฮ์” มั่นใจแล้วว่า ร่างของผู้เป็นสุดที่รัก อิมามฮูเซน (อ) แน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวใดๆ “ซุลญะนาฮ์” ได้นำเอาศรีษะ ลำคอ ไปเกลือกกลั้วกับหยดเลือดของอิมามฮูเซน (อ) และออกควบเร่งฝีเท้าฝ่าฝูงทรชนสมุนรับใช้ของยะซีด เป้าหมายคือพาตัวเองไปสู่กระโจมของเด็กๆ ลูกหลานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ให้ได้

ในรายงานยังได้บันทึกอีกว่า “ซุลญะนาฮ์” ได้วิ่งชนโจมตี และสังหารชีวิตเหล่าทรชนสมุนรับใช้ของยะซีดในท้องทุงกัรบะลาอ์ได้จำนวนหนึ่ง

บรรดาเด็กๆ ที่อิมามฮูเซน (อ) สั่งเอาไว้ว่า ห้ามออกนอกกระโจมอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ต่างเฝ้ารอการกลับมาของอิมามฮูเซน (อ) และ “ซุลญะนาฮ์” อย่างใจจดใจจ่อ

และเมื่อพวกเธอได้ยินเสียงฝีเท้าของ “ซุลญะนาฮ์” กำลังมุ่งมาที่กระโจม เด็กๆ ต่างดีใจเป็นล้นพ้น พวกเธอได้ออกมาต้อนรับการกลับมาของอิมามฮูเซน (อ) และ “ซุลญะนาฮ์” แต่ภาพที่พวกเธอเหล่านั้นได้เห็น และได้ยิน ก็คือ เสียงร้องโหยหวนของซุลญะนาฮ์ และสภาพของซุลญะนาฮ์ ม้าอาชาไนยสีขาวที่เต็มไปด้วยหยดเลือดอันแดงฉานทั่วลำตัว ยืนอยู่ลำพังไร้ซึ่งผู้ขี่

บรรดาเด็กๆ ได้เห็น ได้ยิน กิริยาต่างๆ ที่ “ซุลญะนาฮ์” ได้แสดงให้พวกเธอได้เห็น ได้ฟัง พวกเธอจึงได้เข้าไปล้มฟุบลงรายล้อม “ซุลญะนาฮ์” ร้องไห้เสียงดังระงม เพราะพวกเธอเข้าใจแล้วว่า “ซุลญะนาฮ์” ได้นำสาส์นการเป็นชะฮีด ของอิมามฮูเซน (อ) มายังพวกเธอ

ในรายงานได้บันทึกว่า “ซุลญะนาฮ์” มีความโศกเศร้าเสียใจต่อการจากไปของอิมามฮูเซน (อ) เป็นอย่างมาก ไม่กินอาหาร ไม่ดื่มน้ำติดต่อกันสามวันสามคืน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว “ซุลญะนาฮ์” ได้ไปยืนอยู่หลังกระโจมของท่านอิมามฮูเซน (อ) ด้วยความรัก ด้วยความอาลัยหา “ซุลญะนาฮ์” ได้โขกศีรษะของตนลงบนผืนดินกัรบะลาอ์ครั้งแล้วครั้งเล่าจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

และบรรดาวงศ์วานของอิมามฮูเซน (อ) ได้ฝังร่างของ “ซุลญะนาฮ์” ในสวนอินทผลัม ในรายงานบันทึกว่า ในวันอาชูรอ อิมามฮูเซน (อ) ไม่ได้ตี ไม่ได้สั่ง ไม่ได้บังคับ “ซุลญะนาฮ์” เลยแม้นิดเดียว ซุลญะนาฮ์ น้อมรับฟังคำสั่งของอิมามฮูเซน (อ) โดยดุษณี โอ้.. ซุลญะนาฮ์ ……..

แปลเรียบเรียง เชคมาลีกี ภักดี