9 ซุลฮิจญะฮ์ วันชะฮาดัตมุสลิม บินอะกีล

140

9 ซุลฮิจญะฮ์ ครบรอบวันชะฮาดัต (เสียชีวิตในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า) ของท่านมุสลิม บินอะกีล หลานชายของท่านอิมามอะลี (อ) ลูกพี่ลูกน้องของท่านอิมามฮูเซน (อ)

ท่านมุสลิม บินอะกีล หลานชายของท่านอิมามอะลี (อ) ลูกพี่ลูกน้องของท่านอิมามฮูเซน (อ) คือฐานะภาพอันสูงส่งของท่านมุสลิม บินอะกีล ท่านได้ถูกฟูมฟักอยู่ท่ามกลางคลังแห่งวิชาการของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) ผ่านท่านมุสลิม บิดาของท่าน ซึ่งเป็นบุตรของท่านอะบูฏอลิบ และท่านหญิงฟาติมะฮ์ บินตีอะสัด

มุสลิม บินอะกีล ในวัยเด็ก และในวัยหนุ่ม เขาเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความโดดเด่นมากในหมู่บรรดาเด็กหนุ่มของตระกูลบะนีฮาชิม เนื่องจากว่า มุสลิม บินอะกีลได้เติบโตมาพร้อมกับท่านอิมามฮาซัน (อ) และท่านอิมามฮูเซน (อ) ท่านได้เรียนรุ้ความสูงส่งต่างๆ อย่างมากมายในเรื่องของจริยธรรมอิสลาม ด้านจิตวิญญาณ และพื้นฐานแห่งวิลายัต โดยเฉพาะเรื่องการต่อสุ้ การเสียสละ และเรื่องความกล้าหาญ

มุสลิม บินอะกีล ในยุคการปกครองของท่านอิมามอะลี (อ) ท่านเป็นคนหนึ่งที่คอยปกป้องท่านอิมามอะลี (อ) และสู้รบกับบรรดาอำมาตย์ศัตรูของอิสลามเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านอิมามอะลี (อ) ในทุกๆ สงคราม จนกระทั่งอิมามอะลี (อ) ถูกทำชะฮาดัต

มุสลิม บินอะกีล ในยุคการปกครองของท่านอิมามฮาซัน (อ) ประมาณสิบปี ท่านไม่เคยทอดทิ้งอิมามฮาซัน (อ) ให้อยู่อย่างเดียวดาย โดยเฉพาะในยุคการปกครองของท่านอิมามฮาซัน (อ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดก็ตาม ท่านคือหนึ่งของสาวกพิเศษของท่านอิมามฮาซัน (อ)

นับเป็นเวลายี่สิบปี ตั้งแต่การเป็นชะฮาดัตของท่านอิมามอะลี (อ) จนถึงวีรกรรมของท่านอิมามฮูเซน (อ) ณ ท้องทุ่งกัรบะลาอ์ ทำให้เป็นที่ประจักษ์แก่เราอย่างชัดเจนว่า มุสลิม บินอะกีล คือผุ้ที่มีความรักอย่างแท้จริงต่อวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) เนื่องจากว่า ในเวลาดังกล่าวมุสลิมจอมปลอมจำนวนมาก ได้ไปซุกอยู่ในวังของมุอาวียะฮ์ หันหลังให้กับลูกหลานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) เพียงแค่ต้องการตำแหน่ง บ้างก็แค่ค่าจ้างเพียงน้อยนิด

ในยุคการดำรงตำแหน่งของท่านอิมามฮูเซน (อ) หลังจากที่มุอาวิยะฮ์ตาย ยะซีดบุตรชายของเขาก็ขึ้นครองอำนาจ ภารกิจแรกที่ยะซีดกระทำคือส่งสาส์นไปยัง “วะลีด” ผู้ครองเมืองมะดีนะฮ์ โดยสั่งว่าให้อิมามฮูเซน (อ) มอบสัตยาบันให้เขา แม้จะด้วยการใช้กำลังก็จำเป็นต้องทำ

วะลีดในฐานะผู้ปกครองเมืองมะดีนะฮ์ ได้เชิญอิมามฮูเซน (อ) มาพบ และเปิดเผยเรื่องราวตามคำสั่งของยะซีด เมื่อฟังเสร็จอิมามฮูเซน (อ) รู้ทันทีว่ายะซีดต้องการที่จะโฆษณาชวนเชื่อในภายหลังว่า ฮูเซนในฐานะบุตรของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้มอบสัตยาบันให้กับเขาแล้ว ตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของเขาก็จะถูกต้องตามหลักศาสนา

ดังนั้นอิมามฮูเซน (อ) จึงปฏิเสธการให้สัตยาบัน เพราะยะซีดเป็นคนละเมิดศาสนา ดื่มสุรา และทำซินา เป็นผู้ที่ไม่เคยอยู่ในบทบัญญัติของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) วะลีดจึงข่มขู่อิมามฮูเซน (อ) ว่าจะสังหารท่าน ถ้าหากปฏิเสธการให้สัตยาบัน แต่อิมามฮูเซน (อ) มิได้คิดถึงสิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากผลประโยชน์ของอิสลาม ถึงแม้ว่าในการกระทำดังกล่าว จะทำให้ท่านต้องถูกสังหารก็ตามที

บรรดามุสลิมที่ต้องทนกับความอยุติธรรมของมุอาวิยะฮ์นั้น ต่างใฝ่ฝันที่จะให้รัฐบาลที่ปกครองโดยอะลี บิน อบีฏอลิบ (อ) หวนกลับมาอีกครั้งเพราะเป็นรัฐบาลที่ยุติธรรมตามหลักการของอิสลาม เมื่อชาวเมืองกูฟะฮ์ทราบข่าวว่า อิมามฮูเซน (อ)ปฏิเสธการให้สัตยาบันต่อยะซีด พวกเขาจึงส่งจดหมายไปหาอิมามฮูเซน (อ) เพื่อขอร้องให้เดินทางมายังเมืองกูฟะฮ์ และช่วยปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากความอยุติธรรมและความเลวร้าย

จดหมายที่เขียนส่งมายังอิมามฮูเซน มีจำนวนถึง 12,000 ฉบับ ทุกฉบับจะเขียนประโยคหนึ่งเหมือนกันว่า “โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ โปรดมาอยู่ที่นี่เถิด เพราะพวกเราไม่มีใครเป็นผู้นำนอกจากท่าน”

มุสลิม บินอะกีล ผู้ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในด้านความอ่อนน้องถ่อมตน เป็นผู้ยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ในยุคของท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านอิมามฮูเซน (อ) จึงแต่งตั้งให้มุสลิม บินอะกีล เป็นตัวแทนของท่าน เพื่อเดินทางไปยังเมืองกูฟะฮ์เพื่อตรวจสอบสถานภาพของประชาชนในเมืองกูฟะฮ์ทันที

ท่านอิมามฮูเซน (อ) ได้ฝากจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่ชาวเมืองกูฟะฮ์ ไปพร้อมกับท่านมุสลิม บินอะกีล ใจความจดหมายนั้นมีตอนหนึ่งความว่า “นอกจากนี้แล้วจะขอบอกว่า จดหมายของพวกท่านได้ถึงยังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าทราบซึ้งกับที่พวกท่านกล่าวมาจากความปรารถนาดีของพวกท่านต่อการมาที่นี่ของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านอาของข้าพเจ้ามายังพวกท่านเขาเป็นที่เชื่อถือของข้าพเจ้าจากคนในหมู่อะห์ลุลบัยต์ของข้าพเจ้า ชื่อของเขาคือ มุสลิม บิน อะกีล”

เมื่อมุสลิม บิน อะกีล ได้เดินทางถึงยังเมืองกูฟะฮ์ ท่านได้รับการต้อนรับกันอย่างอบอุ่นจากประชาชนชาวเมืองกูฟะฮ์ มีประชาชนเข้ามาห้อมล้อมรายรอบเขาแล้วให้สัตยาบันมากกว่า 18,000 คน
มุสลิม บิน อะกีล ดีใจยิ่งนักเมื่อเห็นสถานการณ์ที่ดีเช่นนี้ในเมืองกูฟะฮ์ เขารีบเร่งเขียนจดหมายเพื่อรายงานสถานการล่าสุดถึงอิมามฮูเซน (อ) ทันที โดยแจ้งว่าบัดนี้ชาวกูฟะฮ์ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการสนับสนุนสัจธรรม และปฏิเสธการให้สัตยาบันต่อยะซีด และเรียกร้องให้อิมามฮูเซน (อ) เดินทางามาให้ได้ในเร็ววัน

แต่ทว่ามุสลิม บินอะกีล ไม่ได้ล่วงรู้ว่า สมุนของยะซีดกำลังเฝ้าคอยสังเกตุดูเหตุการณ์ต่างๆ ในเมืองกูฟะฮ์อยู่อย่างใกล้ชิด เมื่อยะซีดเห็นเช่นนั้น เขาจึงแต่งตั้งผู้ปกครองเมืองคนใหม่ที่โหดเหี้ยม นั่นคือ “อุบัยดิลลาฮ์ อิบนิ ซิยาด” ซึ่งเดินทางมาถึงยังเมืองกูฟะฮ์อย่างเร่งด่วน

“อุบัยดิลละฮ์ อิบนิซิยาด” เริ่มใช้แผนทางการเมือง ทั้งด้วยการปราบปราม การเข่นฆ่า การติดสินบน และข่มขู่ประชาชนด้วยทหารที่กำลังเดินทางมาจากซีเรีย จนกระทั่งว่าชาวเมืองกูฟะฮ์ทั้งหมดหวาดกลัว และเริ่มทอดทิ้งมุสลิมไว้อย่างโดดเดี่ยว มุสลิม บินอะกีล ต้องอยู่ตามลำพัง แต่เขาก็มิได้ยอมจำนน เขายืนหยัดต่อสู้จนนาทีสุดท้ายของชีวิต

มุสลิม บินอะกีล ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ตามตรอกซอยต่างๆ ในเมืองกูฟะฮ์ และในที่สุดถูกจับตัวได้ตกเป็นเชลย ท่านมุสลิม บินอะกีล ถูกทำชะฮาดัต (พลีชีพในหนทางขอพระผู้เป็นเจ้า) โดยการผลักให้ตกจากดาดฟ้าลงมาจนเป็นชะฮีดในที่สุด

มุสลิม บินอะกีล หวนกลับคืนสู่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) แล้วด้วยเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ แต่ใครจะรู้บ้างไหม ว่ามุสลิม บินอะกีล เจ็บปวดสักปานใด ที่เมื่อเขานึกถึงอิมามฮูเซน (อ) ผู้เป็นที่รักยิ่งของเขา กำลังเดินทางมายังกูฟะฮ์ เหตุเพราะเขาเอง เป็นคนส่งจดหมายไปยืนยันถึงสถานการณ์ที่เรียบร้อยในกูฟะฮ์ ยาอัลลอฮ์…..

ข่าวการถูกสังหารของมุสลิม และผู้ให้การสนับสนุนได้ล่วงรู้ไปถึงอิมามฮูเซน (อ) ในขณะที่อิมามกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะไปยังเมืองกูฟะฮ์พอดี อิมามจึงได้กล่าวกับบรรดาสหายและผู้ติดตามทันทีว่า “บุคคลใดก็ตามที่ติดตามเรามาจะต้องพลีชีพ และบุคคลใดที่ผละทิ้งจากเราก็จะไม่บรรลุถึงชัยชนะเช่น” อิมามฮูเซน (อ) ล่วงรู้ถึงสถานการณ์ที่ท่านจะต้องเผชิญอยู่เบื้องหน้าแต่ท่านคำนึงถึงหน้าที่ ที่จำเป็นเพื่ออิสลามและมวลมุสลิม

การยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูของวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) การยืนหยัดอยู่ในวิลายัตของวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) ของท่านมุสลิม บินอะกีลจนนาทีสุดท้าย พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ได้ทรงมอบรางวัลแก่ท่าน ด้วยการมอบตำแหน่งชะฮีดคนแรกของบรรดาวีรชนแห่งกัรบะลาอ์ มากกว่านั้นพระองค์ได้มอบตำแหน่งชะฮีดให้กับลูกๆ ของท่านอีก 9 คนในวีรกรรมแห่งกัรบะลาอ์อีกด้วย

โดย… อะบูเกาษัร