หน้าแรก อะฮ์ลุลบัยต์ ฉันคือซัยหนับ…

ฉันคือซัยหนับ…

147

เร่งเดินทางมาเถิด ดวงจันทร์
ให้ทันได้เห็นความทุกข์ของฉัน
และแรงเพลิงในหัวใจนี้…

ฉันคือซัยหนับ..
ผู้เฝ้ามองทุกการชะฮาดัตอย่างปวดร้าว
แต่..โอ้ฮุเซน..ท่านรู้ไหม
ทุกการชะฮาดัตนั้นต้องอายฉัน
จงมองไปยังดอกไม้ของท่านเถิด
ขณะพวกเขาถูกทุบตีฉันคือเกราะกำบัง
สัจจะของฉันคือร่องรอยบนใบหน้านี้..โอ้ฮุเซน

ฉันคือซัยหนับ..
ผู้จดจำทุกความเป็นวีรบุรุษนั้น
แต่พี่ชายของฉัน..
ท่านกลับไม่อยู่เพื่อดูความเป็นวีรสตรีของฉันบ้าง
ท่านเห็นไหม ร่องรอยของความซื่อสัตย์
ร่องรอยที่เกิดจากการตออัตต่อท่าน..โอ้ฮุเซน

โอ้คาราวานแห่งความทุกข์ยาก
เสียงกระดิ่งกลายเป็นเสียงร่ำไห้
บรรดาเด็กน้อยเจ้าของดวงใจเหนื่อยล้า
และดวงใจที่อาบเลือดของฉัน
แต่ด้วยความอดทนของท่านโอ้ฮุเซน..
ลิ้นของเราจะคร่ำครวญสิ่งใดได้เล่า

ฉันคือซัยหนับ..
ที่แบกความปวดร้าวแห่งโศกนาฏกรรม
ที่แม้เวลายังไม่อยากบันทึกในความทรงจำ
โอ้ประชาชนแห่งยุคสมัย
ฉันได้ส่งสาสน์แห่งฮุเซนแล้วใช่หรือไม่
และคุฏบะห์ของฉันได้ดังก้องปฐพีแล้วใช่ไหม
..โอ้ฮุเซน

*จิตติ เจริญ*

*** ชะฮาดัต ..หมายถึงการพลีชีพในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า
***ตออัต…หมายถึงการเชื่อฟังและปฏิบัติตามโดยดุษณี
***คุฏบะห์…หมายถึงคำเทศน์ การประกาศหลักคำสอนของอิสลาม

**บทกวีนี้เขียนขึ้นเพื่อรำลึกในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ลูกหลานศาสดาแห่งอิสลาม
ณ เมืองกัรบาลา ประเทศอิรัค เมื่อพันสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ท่านฮุเซน (อ)ผู้เป็นหลานตาท่านศาสดา
และบรรดาลูกหลานมิตรสหาย72ท่านได้ถูกสังหารโดยกองทัพของผู้ที่แย่งชิงอำนาจการปกครอง
ภายใต้เสื้อคลุมของผู้นำแห่งศรัทธาชนอิสลาม..หลังการเข่นฆ่าท่านฮุเซนและสหายแล้ว บรรดา
วงศ์วานลูกหลานศาสดาทั้งเด็กๆและสตรีได้ถูกจับร้อยโซ่เป็นขบวน และป่าวประกาศว่านี่เป็นเชลยศึกศัตรูอิสลาม
——–
ท่านหญิง ซัยหนับ ผู้เป็นน้องสาวของท่านได้เห็นและเป็นพยานตลอดทุกการเข่นฆ่า
ท่านได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากการถูกตบตีเพื่อปกป้องลูกหลานของท่านฮุเซน
และท่านหญิงซัยหนับ ที่เป็นผู้นำสาสน์เลือดนั้นไปประกาศให้ประชาชนได้รับรู้ ว่าผู้นำที่บอกว่าเป็นผู้ศรัทธานั้น
คือทรราชที่ได้เข่นฆ่าลูกหลานศาสดาของพวกเขาเอง..
——-
และการยอมถูกฆ่าของท่านฮุเซน เพื่อจะประกาศว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรม ดังคำขวัญที่ว่า
“ขอความอัปยศ ความต่ำทรามจงออกห่างไปจากพวกเรา” (هیهات منا الذلة)
หรือมีอีกความหมายหนึ่งคือ “ความตายนั้นดีกว่าการใช้ชีวิตอย่างอัปยศ”