ชุฮะดาอาชูรอ : อับบาส บิน อะลี

832

อับบาสคือใคร?

ท่านอับบาส คือบุตรชายของอิมามอะลี(อ.) มารดาของท่านคือ ฟาฏิมะฮ์ บินติ ฮะซัม บิน คอลิด อิบนิ รอบีอฺ อิบนิ อัมร์ อัลบี หรือที่รู้จักกันดีว่า “อุมมุลบะนีน” นางมาจากตระกูลบานู คิลาห์ ซึ่งเป็นตระกูลที่มีเกียรติตระกูลหนึ่งของเผ่าบะนีฮาชิม ตระกูลนี้มีชื่อเสียงในด้านความกล้าหาญและองอาจในการรบ

ฟาฏิมะฮ์ บินติ ฮะซัม ได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่อิมามอะลี(อ.) สี่คน คือ อับบาส, อับดุลลอฮ์, ญะอ์ฟัร และอุสมาน จึงเป็นที่มาของฉายานาม อุมมุลบะนีน ซึ่งแปลว่า แม่ของลูกชายหลายคน ลูกชายทั้งหมดของนางได้เสียสละพลีชีวิตร่วมกับท่านอิมามฮุเซน(อ.) ที่กัรบะลา หลังจากการเป็นชะฮีด(พลีชีวิตเพื่อศาสนา) ของพวกเขา นางได้ขอร้องประชาชนว่าอย่าเรียกนางว่า อุมมุลบะนีล อีกต่อไป

ท่านอับบาส เกิดเมื่อวันที่ 7 รอญับ หรืออีกรายงานหนึ่งวันที่ 4 ชะอฺบาน ฮ.ศ.26 (ค.ศ.645) ท่านอับบาสได้รับการอบรมเลี้ยงดูและชี้นำสั่งสอนมาจากบิดาของท่าน ผู้มีฉายานามว่า “ราชสีห์แห่งอัลลอฮ์” และ “ประตูแห่งความรู้” จนกระทั่งท่านอายุ 14 ปี เมื่ออิมามอะลี(อ.) ได้รับชะฮีด 10 ปีต่อมาท่านอยู่ภายใต้การดูแลของอิมามฮะซัน(อ.) และ 10 ปีสุดท้ายในชีวิตของท่าน ท่านอยู่ร่วมกับอิมามฮุเซน(อ.) จึงไม่ประหลาดใจเลยว่าท่านอับบาสจะเป็นผู้มีชีวิตที่เรียกได้ว่าใกล้ความ สมบูรณ์แบบในทุกด้าน

บุคลิกภาพของอับบาส

ความสง่างาม ความองอาจกล้าหาญ และศิลปะการต่อสู้ของท่านนั้นได้รับสืบทอดมาจากอิมามอะลี(อ.) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วในสงครามญะมาล, ซิฟฟีน และนะฮ์รอวาน ท่านเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามครั้งแรกเมื่อมีอายุเพียง 11 ปี

เมื่ออิมามอะลี(อ.) ใกล้จะเสียชีวิตนั้น ท่านได้เรียกทุกคนเข้ามา ขณะนั้น ท่านอับบาสอายุ 12 ปี อิมามอะลี(อ.) เรียกท่านอับบาสเข้ามาใกล้ และส่งมือของเขาให้แก่อิมามฮุเซน(อ.) บุตรชายคนที่สองของท่าน และกล่าวว่า “ฮุเซน พ่อของฝากฝังลูกคนนี้ไว้กับเจ้า เขาจะเป็นตัวแทนของพ่อในวันแห่งการพลีอันยิ่งใหญ่ของเจ้า และจะสละชีวิตของเขาเพื่อปกป้องเจ้าและผู้ที่เจ้ารัก”

จากนั้นท่านได้หันมา กล่าวกับท่านอับบาสว่า “อับบาส ลูกรัก พ่อรู้ว่าเจ้ามีความรักอย่างยิ่งต่อฮุเซน แต่เจ้าก็ยังเล็กเกินกว่าที่จะรู้เรื่องนี้ เมื่อวันนั้นมาถึง จงถือว่าไม่มีการสละพลีใดที่ยิ่งใหญ่เกินไปเพื่อฮุเซนและลูกหลานของเขา”

กอมัร บะนีฮาชิม สู่ อะลัมดอรฺ

ในสงครามแห่งกัรบะลา ท่านอับบาส คือผู้ถือธงชัยของอิมามฮุเซน(อ.) ท่านได้รับฉายานามว่า “กอมัร บะนีฮาชิม” หรือ ดวงจันทร์แห่งตระกูลฮาชิม และ “อะลัมดอรฺ” ผู้ถือธงชัย ท่านได้ต่อสู้กับกองทัพชั่วร้ายของยะสีดด้วยความองอาจกล้าหาญ ท่านได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยให้แก่กระโจมที่พักของเด็กและ สตรี ท่านเสนอตัวที่จะออกไปรบกับศัตรูหลายครั้ง แต่ท่านอิมามฮุเซน(อ.) ได้ยับยั้งไว้ และอนุญาตให้คนอื่นออกไปแทน

หลังจากรบเร้าหลาย ครั้ง ในที่สุดอิมามฮุเซน(อ.) ก็อนุญาตให้ท่านอับบาสออกไปนำน้ำมาให้แก่เด็กๆ ที่กำลังกระหายอย่างหนัก ท่านอับบาสจึงมุ่งออกไปพร้อมกับถุงหนังสำหรับใส่น้ำ และธงชัย

ฟันฝ่าเพื่อไปถึงลำน้ำฟุรอต

ด้วยร่างกายกำยำสูง ใหญ่ของท่านอับบาสประกอบกับชื่อเสียงในเชิงรบที่ระบือไกลไปทั่วแดนอาหรับ สร้างความประหวั่นให้แก่ศัตรูเป็นอย่างมาก เมื่อท่านอับบาสปรากฏตัวสู่สนามรบ เหล่าศัตรูพยายามจะขัดขวางอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ท่านไปถึงลำน้ำฟุรอ ตได้

ตอนแรกพวกเขาเข้า ท้าทายต่อสู้กับท่านแบบตัวต่อตัว แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนที่ต่อกรกับท่านอับบาสถูกสังหารหมด จึงรุมเข้าฟาดฟันกับท่านแบบหมาหมู่ แม้จะกระนั้นก็ตาม ท่านยังเอาชนะเหล่าศัตรูได้อย่างราบคาบ ท่านได้สังหารหมาหมู่เหล่านั้นไปทีละหลายคนจนคนพวกนั้นแตกกระเจิง หนีไปคนละทิศละทาง จนท่านสามารถไปถึงลำน้ำฟุรอตได้สำเร็จ

เมื่อมาถึงลำน้ำ ท่านบรรจุน้ำในถุงหนังที่เตรียมจนเต็ม และแม้ท่านเองจะกระหายน้ำไม่น้อยไปกว่าใครๆ แต่เมื่อนึกถึงเด็กๆ ที่รอคอยอยู่ท่านก็ไม่อาจดื่มน้ำก่อนที่จะได้นำมันกลับไปให้พวกเขาเหล่านั้น ได้ แม้แต่ม้าของท่านก็ไม่ยอมดื่มเช่นกัน ท่านจัดแจงผูกปากถุงแล้วยกขึ้นสะพายไว้บนบ่าของท่าน

นำน้ำกลับสู่กระโจม

ระหว่างทางที่ท่านนำ น้ำกลับมานั้น เหล่าศัตรูที่ไม่อาจต่อกรกับท่านได้ในระยะใกล้ ได้เปลี่ยนไปใช้วิธีการยิงธนูจากระยะไกล มันได้ระดมยิงธนูใส่ร่างของท่านจนธนูที่ปักอยู่บนตัวท่านนั้นราวกับขนเม่น ธนูดอกหนึ่งปักเข้าที่ดวงตาของท่าน แม้จะเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส แต่ความคิดของท่านมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือปกป้องถุงน้ำนี้แล้วนำมันกลับ ไปให้ถึงเด็กๆ ซึ่งเป็นภารกิจที่ท่านได้รับมอบหมายมาจากอิมามฮุเซน(อ.) ผู้เป็นนายของท่าน

เหล่าศัตรูไม่มีทาง ปล่อยให้ท่านทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้อยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าท่านไม่มีทางสู้แล้ว มันจึงรุมกันเข้ามาฟาดฟันท่าน จนแขนทั้งสองของท่านขาดหลุดไป เมื่อไม่มีสองแขนป้องกันตัว ก็เป็นการยากที่จะทรงตัวอยู่บนม้า ท่านถูกฟาดฟันจนตกจากหลังม้า กระแทกพื้นทรายโดยไม่มีแม้แต่มือที่จะค้ำยัน

ท่านอับบาสรู้แล้วว่า ท่านไม่มีทางจะทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ และปรารถนาจะได้เห็นหน้านายของท่านอีกครั้ง ท่านจึงร้องเรียกหาอิมามฮุเซน(อ.) เมื่ออิมามมาถึง ท่านอับบาสกล่าวว่า “โอ้นายของฉัน ฉันอยากจะเห็นหน้าท่านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย ตาข้างหนึ่งของฉันถูกธนูปักอยู่ อีกข้างหนึ่งเต็มไปด้วยเลือด ถ้าท่านจะเช็ดตาข้างนั้นให้ฉัน ฉันจะสามารถมองเห็นท่านได้” เมื่อท่านอิมามฮุเซน(อ.) เช็ดเลือดจากตาข้างนั้นให้แก่ท่าน ท่านอับบาสกล่าวต่อไปว่า “ความปรารถนาของฉันอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อฉันตาย ท่านอย่านำร่างของฉันกลับไปที่กระโจม ฉันได้สัญญากับซากีนะฮ์ไว้ว่าจะนำน้ำกลับไปให้นาง แต่เมื่อฉันไม่สามารถนำน้ำกลับไปให้นางได้ ฉันก็ไม่มีหน้าจะพบกับนางแม้ในยามตาย ความปรารถนาประการที่สามของฉันก็คือ อย่านำซากีนะฮ์มาเห็นสภาพของฉัน ฉันรู้ว่าด้วยความรักที่นางมีต่อฉัน การได้เห็นศพของฉันนอนอยู่ตรงนี้อาจทำให้นางเสียใจจนตายได้”

อิมามฮุเซน(อ.) หลั่งน้ำตาสะอื้น ท่านสัญญาว่าจะทำตามคำขอร้องของเขา และกล่าวว่า “อับบาส ฉันเองก็มีความปรารถนาอย่างหนึ่งเช่นกัน ตั้งแต่เด็ก เจ้าเรียกฉันว่านายท่านอยู่เสมอ ฉันขอให้เจ้าเรียกฉันว่าพี่ชาย สักครั้งหนึ่งลมหายใจสุดท้าย” ท่านอับบาสมองหน้าพี่ชายนานแสนนาน ก่อนจะกระซิบเบาๆ เรียกท่านว่า “พี่ชายของฉัน พี่ชายของฉัน!”

ในที่สุด ท่านอับบาส(อ.) ก็ได้เป็นชะฮีด เมื่ออายุย่างเข้า 35 ปี เมื่อวันที่ 10 มุฮัรรอม ฮ.ศ.61 (ค.ศ.680)

Source : www.ezsoftech.com