หลักความเชื่อของชีอะฮ์ที่ผ่านการตรวจสอบจากอิมามอะลี ฮาดีย์ (อ)

269

ซัย ยิดอับดุลอะซีมบินอับดุลลอฮ์ อัลฮาซานีได้เล่าว่า : ข้าพเจ้าได้เข้าพบ อิมามอะลี ฮาดีย์ (อ) และเมื่อท่านอิมามฮาดีย์ (อ) เห็นข้าพเจ้า ก็ได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า “ยินดีต้อนรับ โอ้อบุล กอซิม ท่านคือผู้มีวิลายัต (ความจงรักภักดี) ต่อพวกเรา (อะฮ์ลุลบัยต์) อย่างแท้จริง”

ข้าพเจ้า ได้กล่าวกับอิมามอะลี ฮาดีย์ (อ) ว่า : โอ้บุตรของท่านรอซูลุลลอฮ์ แท้จริงข้าพเจ้าต้องการนำเสนอศาสนาที่ข้าพเจ้านับถืออยู่ให้ท่านพิจารณา ถ้าหากได้รับความพอใจจากท่าน ข้าพเจ้าก็จะยึดมั่นบนศาสนานั้นอย่างมั่นคง จนข้าพเจ้าจะได้กลับไปพบกับพระองค์อัลลอฮ์

อิมามอะลี ฮาดีย์ (อ) กล่าวว่า “โอ้อบุลกอซิม จงนำเสนอมาซิ” ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า : ข้าพเจ้าเชื่อว่า แท้จริงพระองค์อัลลอฮ์ทรงเอกะ ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงอยู่เหนือขอบเขตทั้งสองคือ

1- ฮัดดุล อิบฏ็อล คือการปฏิเสธซิฟัตอัลลอฮ์เช่นพวกมุอัฏฏิละฮ์
2- ฮัดดุล ตัชบี๊ฮ์ คือการนำอัลลอฮ์ไปเปรียบเทียบกับสิ่งถูกสร้างที่พระองค์ทรงสร้าง

แท้จริงอัลลอฮ์ไม่มี ร่างกาย (ญิสมุน) ไม่มีรูปลักษณ์ (ซูเราะตุน) พระองค์ไม่ใช่วัตถุ และไม่มีมิติ และเวลา(อะร็อฎและเญาฮัร) สำหรับพระองค์ แต่ทว่าพระองค์อัลลอฮ์คือผู้ทรงสร้างเรือนร่างทั้งหลาย และผู้ทรงสร้างรูปลักษณ์ทั้งหลาย และทรงเป็นผู้ทรงสร้างอะร็อฎ และเญาฮัร (วัตถุและมิติกาลเวลา) ทั้งหลาย และพระองค์อัลลอฮ์ทรงเป็นพระผู้อภิบาลทุกสรรพสิ่ง คือผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ทุกสิ่ง คือผู้บันดาลสร้างทุกสิ่ง และคือผู้ให้กำเนิดสิ่งใหม่ทุกสิ่ง

และ แท้จริงศาสดามุฮัมมัด (ศ) คือบ่าวของพระองค์ เป็นรอซูล (ศาสนาทูต) ของพระองค์ และเป็นศาสดาคนสุดท้ายของพระองค์ ดังนั้นจะไม่มีศาสดาเกิดขึ้นหลังจากเขาอีกแล้วตราบจนถึงวันกิยามะฮ์ (วันสิ้นโลก)

และ แท้จริงชะรีอะฮ์ (หลักธรรม) ของศาสดามุฮัมมัด (ศ) คือชะรีอัตสุดท้าย จะไม่มีชะรีอะฮ์ใดมาประกาศหลังจากชะรีอัต (ศาสนาอิสลาม) นี้อีกแล้วตราบจนถึงวันกิยามะฮ์ และข้าพเจ้าขอกล่าวว่า : แท้จริงอิมาม (ผู้นำ) และคอลีฟะฮ์ (ผู้สืบตำแนหน่งต่อจากศาสดาองค์สุดท้าย) และเป็นวะลียุลอัมริ (ผู้ปกครองดูแล) คือ

1,ท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี บินอบีตอลิบ(อ) ถัดมาคือ2,อัลฮาซัน 3,อัลฮุเซน 4,อะลี บินฮุเซน 5,มุฮัมมัด บินอะลี อัลบาเก็ร 6,ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด อัศ-ศอดิก 7, มูซา บินญะอ์ฟัร 8,อะลี บินมูซา 9,มุฮัมมัด บินอะลี และคนที่ 10 และถัดมาคือท่าน(หมายถึงอิมามอะลี บินมุฮัมมัดอัลฮาดีย์) โอ้นายเหนือหัวของข้าพเจ้า”

อิมามอะลี ฮาดีย์ (อ) กล่าวทันทีว่า “และคนที่ 11 หลังจากฉันคืออัลฮาซัน (อัลอัสการี) บุตรชายของข้าพเจ้า แล้วจะเป็นอย่างไรสำหรับประชาชนเกี่ยวกับผู้สืบทอด (ตำแหน่งอิมามคนที่ 12 ) ?
อับดุลอะซีมเล่าว่า : ข้าพเจ้าถามว่า : โอ้เมาลาของข้าพเจ้า มันเป็นอย่างไรหรือครับ ?

อิ มามอะลี ฮาดีย์ (อ) ตอบว่า : เพราะว่าเขา (อิม่ามคนที่12) จะไม่มีใครได้เห็นตัวเขา และก็ไม่อนุญาติให้เอ่ยถึงเขาด้วยชื่อจริงของเขา จนกว่าเขาจะปรากฏตัวออกมา แล้วเขาจะทำให้โลกเต็มเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรมและความยุติธรรม เหมือนดั่งที่มันเคยเต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่

ข้าพเจ้า จึงได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าขอยืนยัน (ต่อสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น) และข้าพเจ้าขอกล่าวว่า : แท้จริงวะลี (คนรัก) ของพวกเขา (บรรดาอิมามทั้งสิบสองคน) คือวะลีของพระองค์อัลลอฮ์ และศัตรูของพวกเขาคือศัตรูของพระองค์อัลลอฮ์ การตออัต (เชื่อฟัง) พวกเขาคือการเชื่อฟังต่อพระองค์อัลลอฮ์ และการไม่เชื่อฟังพวกเขาคือการฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์

และ ข้าพเจ้าเชื่อว่า : แท้จริงการขึ้นเมี๊ยะอ์รอจญ์ของศาสดามุฮัมมัด (ศ) นั้นเป็นเรื่องจริง, การสอบถามในหลุมฝังศพนั้นเป็นเรื่องจริง, สวรรค์และนรกนั้นมีจริง, สะพานศิร็อฏมีจริง, มีซานตราชั่งความดีความชั่วนั้นมีจริง, วันโลกอวสานนั้นจะต้องเกิดขึ้นแน่อย่างไม่ต้องสงสัย และแท้จริงอัลลอฮ์จะให้ผู้ที่อยู่ในหลุมฝังศพฟื้นขึ้นมมาอีกครั้ง

และ ข้าพเจ้าเชื่อว่า : แท้จริงฟัรฎูที่เป็นวาญิบ (ต้องปฏิบัติ) หลังจากเรื่อง วิลายะฮ์ คือบะรออะฮ์ นมาซวาญิบ จ่ายซะกาต จ่ายคุมส์ ถือศีลอด ทำฮัจญ์ ญิฮ๊าด ชักชวนผู้อื่นในการทำความดี และห้ามปรามมิให้ทำความชั่ว

wiladat-10-5305อิ มามอะลี ฮาดีย์ (อ) จึงกล่าวว่า : โอ้อบุลกอสิมเอ๋ย ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า นี่คือศาสนาของอัลลอฮ์ ที่พระองค์ทรงพอพระทัยสำหรับปวงบ่าวของพระองค์ ดังนั้นขอให้เจ้าจงยึดมั่นไว้ให้มั่นคง ขออัลลอฮ์โปรดทำให้เจ้ามีความมั่นคงต่อคำพูดอันมั่นคงนี้ทั้งชีวิตในดุนยา นี้และอาคิเราะฮ์ (โลกหน้า) ด้วยเถิด.

สรุป รายงานข้างต้น ซัยยิดอับดุลอะซีมได้นำเสนอหลักความเชื่อของชีอะฮ์อิมามียะฮ์ไว้ดังนี้

หนึ่ง – เตาฮีด

แท้จริงพระองค์อัลเลาะฮ์ ทรงเอกะ ไม่มีสิ่งใดเสมอเสมอเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงอยู่นอกขอบเขตทั้งสองคือ

สอง – ซิฟาตุลเลาะฮ์ (คุณลักษณะที่สมบูรณืของอัลลอฮ์)

1- ฮัดดุล อิบฏ็อล( คือการปฏิเสธซิฟัตอัลลอฮ์เช่นพวกมุอัฏฏิละฮ์)
2- ฮัดดุล ตัชบี๊หฺ(คือการนำอัลลอฮ์ไปเปรียบเทียบกับสิ่งถูกสร้างที่พระองค์ทรงสร้าง)

พระ องค์อัลลอฮ์ไม่มีร่างกาย (ญิสมุน) ไม่มีรูปลักษณ์ (ซูเราะตุน) พระองค์อัลลอฮ์ไม่ใช่ไม่ใช่วัตถุ และไม่มีมิติและเวลา(อะร็อฎและเญาฮัร) พระองค์คือผู้ทรงสร้างเรือนร่างทั้งหลาย และผู้ทรงสร้างรูปลักษณ์ทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นผู้ทรงสร้างวัตถุและมิติกาลเวลาทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นพระผู้อภิบาลทุกสรรพสิ่ง พระองค์คือผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ทุกสิ่ง พระองดค์คือผู้บันดาลสร้างทุกสรรพสิ่ง และพระองค์คือผู้ให้กำเนิดสิ่งใหม่ทุกสิ่ง

สาม – นุบูวะฮ์

และ แท้จริงศาสดามุฮัมมัด (ศ) คือบ่าวของพระองค์ เป็นศาสนทูต (รอซูล) ของพระองค์ และเป็นศาสดาคนสุดท้ายของพระองค์ ดังนั้นจะไม่มีศาสดาเกิดขึ้นหลังจากเขาอีกแล้วตราบจนถึงโลกสลาย (กิยามะฮ์)
ชะ รีอะฮ์ (หลักธรรมแห่งอัลอิสลาม) ของศาสดามุฮัมมัด (ศ) คือชะรีอัตสุดท้าย แล้วจะไม่มีชะรีอะฮ์ใดมาประกาศหลังจากชะรีอัตนี้ อีกแล้วตราบจนถึงวันกิยามะฮ์

สี่- อิมามะฮ์

อิ มาม ผู้นำ และคอลีฟะฮ์ ที่สืบทอดตำแหน่งผู้นำประชาชาติต่อจากศาสดามุฮัมมัด (ศ) และเป็นวะลียุลอัมริ (ผู้ปกครอง) มีทั้งหมดสิบสองคน คือ
1- อมีรุลมุอ์มินีน อิมามอะลี บิน อบีตอลิบ (อ)
2- อิมามฮาซัน มุจญตะบา (อ)
3- อิมามฮูเซน (อ)
4- อิมามอะลี ซัยนุลอาบิดีน (อ)
5- อิมามมุฮัมมัด บากิร (อ)
6- อิมามญะอ์ฟัร ซอดิก (อ)
7- อิมามมูซา กาซิม (อ)
8- อิมามอะลี ริฎอ (อ)
9- อิมามุฮัมมัด ญะวาด (อ)
10- อิมามอะลี ฮาดีย์ (อ)
11- อิมามฮาซัน อัสการีย์ (อ)
12- อิมามมะฮ์ดี (อ)

ใน ยุคปัจจุบันอยู่ในช่วงการเป็นอิมามของคนสุดท้ายคืออิมามมะฮ์ดี (อ) ซึ่งท่านอิมามกำลังเร้นกาย และเมื่อถึงเวลาด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า อิมามจะปรากฏตัวออกมา เขาจะทำให้โลกเต็มเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม และความยุติธรรม เหมือนดั่งที่มันเคยเต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่มาก่อน

ห้า – วันกิยามะฮ์

การ ขึ้นเมี๊ยะอ์รอจญ์ของนบีนั้นเป็นเรื่องจริง, การสอบถามในหลุมนั้นเป็นจริง, สวรรค์และนรกนั้นมีจริง, สะพานศิร็อฏมีจริง, มีซานตราชั่งความดีความชั่วนั้นมีจริง, วันอวสานนั้นจะต้องเกิดขึ้นแน่อย่างไม่ต้องสงสัย แท้จริงอัลลอฮ์จะให้ผู้ที่อยู่ในหลุมฝังศพฟื้นขึ้นมา

หลักปฏิบัติของชีอะฮ์อิมามียะฮ์มีดังนี้ แท้จริงฟัรฎู หน้าที่อันเป็นวาญิบ (จำเป็น) ที่จะต้องปฏิบัติคือ

1- วิลายะฮ์ คือ แสดงความจงรักภักดีต่ออะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ออกมาในเชิงรูปธรรม และแสดงสิ่งตรงกันข้าม คือการบะรออะฮ์ หมายถึงจะไม่ข้องเกี่ยวต่ออริศัตรูของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ) อย่างเด็ดขาด

2- นมาซวาญิบ

3- จ่ายทานซะกาต และจ่ายคุมส์

4- ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

5- ประกอบพิธีฮัจญ์

6- การญิฮ๊าด เสียสละชีวิต และทรัพย์สินในหนทางของพระองค์อัลลอฮ์

7- ชักชวนผู้คนสู่การกระทำความดี

8- ห้ามปรามผู้คนมิให้กระทำความชั่ว

โดยเชคอับดุลญะวาด สว่างวรรณ