เอกบุรุษผู้ถือกำเนิดในกะอฺบะฮฺ

275

อิมามอะลี(อ.) ถือกำเนิดภายในกะอฺบะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ในเมืองมักกะฮฺ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 เดือนรอญับ หรือ 11 ตุลาคม ปี ค.ศ.599

บิดาของท่านคือท่านอบูฏอลิบ มารดาคือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติ อะซัด ภรรยาของท่านคือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติ มุฮัมมัด (อ.) และท่านเป็นบิดาของอิมามฮะซัน(อ.), อิมามฮุเซน(อ), ท่านหญิงซัยนับ(อ.) และท่านหญิงกุลซุม(อ.)

คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของอิมามอะลี(อ.) คือสถานที่เกิดของท่าน ไม่เคยมีใครเลยตั้งแต่สมัยของอะดัมมาจนถึงสมัยของศาสดาอื่นๆ ทั้งหมด ที่มีความพิเศษเช่นนี้ ท่านคือบุคคลผู้เดียวที่ถือกำเนิดในบริเวณอันศักดิ์สิทธิ์ของกะอฺบะฮฺ เมื่อถึงเวลาที่ศาสดาอีซาจะถือกำเนิด มารดาของท่านถูกสั่งให้ออกจากบ้านอันศักดิ์สิทธิ์ โดยมีเสียงหนึ่งกล่าวแก่นางว่า “โอ้มัรยัม จงออกจากบัยตุลมักดิสเถิด เพราะมันเป็นสถานที่สำหรับการสักการะไม่ใช่สถานที่ให้กำเนิดบุตร” แต่เมื่อถึงเวลาที่ท่านอิมามอะลีจะถือกำเนิด มารดาของท่านกลับถูกเรียกให้เข้าไปในกะอฺบะฮฺ

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ที่หญิงคนหนึ่งเข้าไปในมัสญิดและคลอดบุตรในนั้น นางได้ถูกเรียกให้เข้าไปในกะอฺบะฮฺซึ่งประตูของมันนั้นถูกปิดล็อคอยู่ คนที่ไม่รู้คิดว่าท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติ อะซัด ได้เข้าไปในมัสญิดศักดิ์สิทธิ์แล้วรู้สึกเจ็บท้อง จนไม่สามารถออกมาได้ และคลอดลูกที่นั่น แต่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นเดือนที่ท่านหญิงจะต้องจำกัดเขตของตัวเอง นางได้ไปยังมัสยิดอัล-ฮะรอม(กะอฺบะฮฺ) เมื่อนางเจ็บท้อง นางได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺในบริเวณของกะอฺบะฮฺโดยกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอวิงวอนด้วยพระนามอันทรงเกียรติและยิ่งใหญ่ของพระองค์ โปรดช่วยเหลือฉันให้คลอดบุตรอย่างง่ายดายด้วยเถิด” ทันใดนั้นผนังของกะอฺบะฮฺซึ่งประตูถูกปิดล็อคอยู่ก็ได้เปิดออก

อีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า มีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “โอ้ฟาฏิมะฮฺ! จงเข้าไปในบ้าน(บัยตุลลอฮฺ) นั้นเถิด” ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺจึงได้เข้าไปในกะอฺบะฮฺต่อหน้าฝูงชนที่กำลังนั่งล้อมรอบสถานที่แห่งนั้น และผนังของกะอฺบะฮฺก็กลับสู่สภาพเดิม สร้างความตกตะลึงให้แก่กลุ่มคนที่อยู่บริเวณนั้น อับบาสพี่ชายของอบูฏอลิบอยู่ที่นั่นและเห็นเหตุการณ์นั้นด้วย เขาจึงรีบไปบอกท่านอบูฏอลิบเพราะท่านเป็นผู้ถือกุญแจของกะอฺบะฮฺ เมื่อท่านมาถึงและพยายามเปิดประตู แต่ประตูก็ไม่ได้เปิดออก ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติ อะซัด อยู่ภายในกะอฺบะฮฺเป็นเวลาสามวัน โดยไม่มีอาหารใดๆ เลย เหตุการณ์นี้เป็นที่ร่ำลือกันไปทั่วเมือง ในที่สุด เมื่อถึงวันที่สาม ช่องที่นางผ่านเข้าไปนั้นก็ได้เปิดออกอีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านหญิงฟาฏิมะฮฺก็ได้เดินออกมา พร้อมกับอุ้มทารกน้อยน่ารักออกมาด้วย

ฮากิม ได้เขียนในหนังสือมุสตัดร๊อก และนูรุดดีน บิน ซับบัก มาลิกี ได้เขียนในหนังสือฟุซูลุล-มุฮิมมะฮฺ เล่ม 1 หน้า 14 ว่า “ไม่เคยมีใครก่อนท่านอะลีที่ถือกำเนิดในกะอฺบะฮฺ นี่คือคุณสมบัติพิเศษที่ถูกมอบให้แก่ท่านอะลี เพื่อเพิ่มเกียรติยศ, ฐานะ และเกียรติภูมิของท่าน

เมื่ออายุสิบสองปี อิมามอะลี(อ.) เป็นบุคคลเดียวที่ยืนขึ้นและประกาศความจงรักภักดี และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ท่านศาสดาต่อภารกิจของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ.)

ท่านศาสดา(ศ.) ได้ตอบแทนท่านอิมามอะลี(อ.) ด้วยการประสาทพรและกล่าวว่า “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าคือผู้ช่วยเหลือของฉัน เป็นผู้สืบทอดของฉัน และเป็นผู้นำภายหลังจากฉันบนโลกนี้”

ประวัติศาสตร์ได้เป็นประจักษ์พยานว่า ท่านอิมามอะลี(อ.)ได้ทำตามคำปฏิญาณนี้และสนับสนุนภารกิจท่านศาสดาแห่งอิสลาม(ศ.) ตลอดชีวิตของท่าน

ในค่ำคืนแห่งการอพยพจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺของท่านศาสดา(ศ.)นั้น เมื่อทหาร 40 คนเตรียมทำการสังหารท่านศาสดา(ศ.) ผู้บริสุทธิ์ ท่านอิมามอะลี(อ.) ได้เข้าไปนอนบนที่นอนของท่านศาสดา(ศ.) ในขณะที่ท่านศาสดา(ศ.) ได้หนีรอดจากความมุ่งร้ายของพวกเขาเหล่านั้นด้วยการชี้นำของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในความมืดมิดของค่ำคืนนั้นเอง

ในเมืองมะดีนะฮฺ ท่านอิมามได้อยู่เคียงข้างท่านศาสดา(ศ.) ตลอดเวลา และได้เข้าร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องอิสลามในทุกสนามรบ ทั้งสงครามบะดัร, คอนดัก, คอยบัร และฮุนัยน์ ล้วนเป็นสงครามที่ได้รับชัยชนะภายใต้การบังคับบัญชาของอิมามอะลี(อ.) ทั้งสิ้น

ท่านถือว่าหน้าที่ของท่านในฐานะการเป็นอิมามอันทรงเกียรตินั้น คือการให้คำแนะนำในเรื่องของศาสนาแก่ผู้ที่ถามท่าน ท่านยะอฺกูบี นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ได้ใส่ชื่อของท่านอิมามอะลีไว้เป็นคนแรกในรายชื่อของผู้ตัดสินคดี ในสมัยของคอลิฟะฮฺสามท่านแรก

หลังจากที่คอลิฟะฮฺอุษมาน คอลิฟะฮฺคนที่สามได้เสียชีวิตลงในปีฮ.ศ.36 ประชาชนชาวมะดีนะฮฺได้ขอให้ท่านยอมรับตำแหน่งคอลิฟะฮฺ ซึ่งท่านได้ยอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก โดยกล่าวว่า

“ถ้าหากพวกเขาไม่ได้ให้คำปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อฉัน ถ้าพวกเขาไม่ได้สาบานว่าจะกตัญญูต่อการยอมรับตำแหน่งผู้นำของพวกเขา และถ้าหากพระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้เอาสัญญาจากผู้ชี้นำศาสนาให้ทำการตรวจสอบชีวิตที่หรูหราและชั่วร้ายของผู้กดขี่และผู้ปกครองเผด็จการ และให้ช่วยเหลือผู้ยากจนอดอยากที่ถูกกดขี่แล้วไซร้ ฉันก็คงจะละทิ้งสถานะความเป็นผู้นำของรัฐและปล่อยให้มันจมอยู่ในสับสนวุ่นวายไม่มีขื่อแปไปอย่างที่ฉันเคยทำในตอนแรก

ความหรูหราและรุ่งเรืองของชีวิตที่ชั่วร้ายนั้น สำหรับฉันมันมีค่าน้อยเสียกว่าลมหายใจของแพะเสียอีก

alisword