หน้าแรก อะฮ์ลุลบัยต์ เกิดอะไรขึ้นที่ ฆอดีรคุม?

เกิดอะไรขึ้นที่ ฆอดีรคุม?

204

ในปีที่สิบของฮิจเราะฮ์ศักราช ด้วยพระบัญชาของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้เริ่มออกเดินทางไปยังนครมักกะฮ์เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ และประกาศแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขของประชาติอิสลาม

การเดินทางในครั้งนั้นของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) มีจำนวนผู้ร่วมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์กับท่านมากมายถึงหนึ่งแสนสองหมื่นกว่าคน ซึ่งไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนในยุคสมัยนั้น

เมื่อการประกอบพิธีฮัจญ์เสร็จสิ้นลง ทันใดนั้นก็ได้มีประกาศยังผู้ที่เข้าร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ทุกคนให้รีบเดินทางออกจากนครมักกะฮ์ มุ่งสู่ท้องทุ่ง “ฆอดีรคุม” เนื่องจากจะมีการปราศรัยครั้งสำคัญของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.)

สามวันให้หลังจากวันที่เสร็จสิ้นการประกอบพิธีฮัจญ์ หมู่ประชาชาติอิสลามนับแสนคนเริ่มรวมตัวกันที่ท้องทุ่งฆอดีรคุม

เมื่อกองคาราวานได้เดินทางมาถึงท้องทุ่งฆอดีรคุม ซึ่งเป็นทางแยกซึ่งแยกหนึ่งมุ่งหน้าไปสู่นครมะดีนะฮ์ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ อีกแยกหนึ่งมุ่งหน้าไปสู่อิรักซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก อีกแยกหนึ่งมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกและอียิปต์ ส่วนอีกแยกหนึ่งมุ่งหน้าไปสู่ประเทศเยเมนซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ทุกคนที่ดินทางมาจากการประกอบฮัจญฺครั้งนั้น ต่างรอคำสั่งสุดท้ายจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ว่าท่านจะสั่งเสียสิ่งใดอีก

ในวันนั้นคือวันพฤหัสบดี ปี ฮ.ศ. ที่ ๑๐ แปดวันหลังจากวันอีดกุรบาน ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้สั่งให้กองคาราวานทั้งหมดหยุดลง บางกลุ่มที่ล่วงหน้าไปแล้วท่านได้สั่งให้ย้อนกลับมา และยังสั่งให้รอกลุ่มที่ยังเดินทางมาไม่ถึง ตะวันได้คล้อยผ่านไปบ่งบอกว่าถึงเวลานมาซซุฮ์ริ เสียงอะซาน จากผู้กล่าวอะซานได้ดังขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนไปสู่การนมาซซุฮฺริ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุท่ามกลางทะเลทรายที่ไม่มีพื้นสีเขียว ไม่มีต้นไม้ และไม่มีร่มเงาบังแดด บางคนต้องเอาเสื้อที่ไว้คลุมกายรองไว้ใต้ฝ่าเท้า และเอาอีกด้านหนึ่งปิดศีรษะเพื่อกันความร้อน

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้สั่งให้สาวกผู้ทรงเกียรติ ท่านซัลมาน ท่านอะบูซัร ท่านมิกดาร และท่านอัมมาร จัดเตรียมมิมบัร (เวที) ขึ้นโดยใช้อานม้า และอูฐเรียงทับกัน และเอาผ้ามาปูทับอีกทีหนึ่ง เนื่องจากว่าจำนวนของประชาชนหนาแน่นมาก บางกลุ่มที่อยู่ไกลอาจจะมองไม่เห็น และไม่ได้ยินในขณะที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) กำลังปราศรัยได้

เมื่อเสร็จสิ้นจากการนมาซญะมาอัต (นมาซร่วมกัน) แล้ว ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ขึ้นสู่มิมบัรในทันที และขณะเดียวกันก็ได้ส่งเสียงเรียกท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อิมามอะลี (อ.) (คอลีฟะฮ์คนที่สี่ในมัซฮับสุนนี่) มายืนใกล้มิมบัรด้านขวามือของท่าน และตามรายงานทั้งหมดก็รายงานเหมือนกันว่า ในวันนั้นท่านอิมามอาลี (อ.) ได้ยืนอยู่ต่ำกว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) หนึ่งขึ้นบันใด

วจนะประวัติศาสตร์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.)

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้หันไปทางซ้าย และทางขวาของกลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมกัน เพื่อดูให้มั่นใจว่าผู้มาชุมนุมทั้งหมดพร้อมแล้วที่จะฟังคำประกาศของท่าน จากนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จึงได้เริ่มกล่าวคำปราศรัยประวัติศาสตร์แห่งอิสลาม และเป็นคำปราศรัยครั้งสุดท้ายของท่านแก่มนุษยชาติในทันที และเมื่อกล่าวสรรเสริญและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระผู้เป็นเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้กล่าวกับประชาชนโดยตรงว่า

“ฉันได้ตอบรับคำเชิญของพระผู้อภิบาลเรียบร้อยแล้ว และในไม่ช้านี้ฉันคงต้องจากพวกท่านไปอย่างถาวร ฉันและพวกท่านทั้งหลายต่างมีหน้าที่รับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น พวกท่านได้กล่าวคำปฏิญาณตนยืนยันเกี่ยวกับตัวฉันว่าอย่างไร???”

ประชาชนทั้งหมดได้ตะโกนด้วยเสียงดังว่า “พวกเราขอยืนยันว่าท่านได้ทำหน้าที่ประกาศสาสน์ของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ทำการปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงสังคมแล้ว และสุดท้ายท่านได้ทำการชี้นำพวกเราเข้าสู่หนทางที่ถูกต้องแล้ว ขอพระองค์โปรดประทานรางวัลที่ดีงามแก่ท่าน”

หลังจากนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้กล่าวว่า “พวกท่านยืนยันได้หรือไหมว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นบ่าว และเป็นศานทูตของพระองค์ วันสิ้นโลก วันแห่งการฟื้นคืนชีพเพื่อการสอบสวน สวรรค์ และนรกนั้นมีจริง”

ทั้งหมดกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “แน่นอน พวกเราขอยืนยันเช่นนั้นโอ้มุฮัมมัด” ท่านกล่าวว่า “ขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงเป็นพยานต่อคำยืนยันนี้ของพวกท่าน”

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้กล่าวต่อว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านได้ยินเสียงฉันชัดเจนไหม??” พวกเขาตอบว่า “พวกเราได้ยิน” หลังจากนั้นทุกคนได้นิ่งเงียบไม่มีเสียงอันใดนอกจากเสียงกระแสลมร้อนที่กรรโชกเข้ามาเท่านั้น

หลังจากนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) กล่าวว่า “ฉันได้ละทิ้งสิ่งหนักอึ้งสำคัญสองสิ่ง ที่มีค่ายิ่งไว้ท่ามกลางหมู่พวกท่าน พวกท่านลองพิจารณาดูซิว่า พวกท่านจะทำอย่างไรกับสิ่งหนักสองสิ่งนี้ภายหลังจากที่ฉันได้จากพวกท่านไปแล้ว” ทันใดนั้นมีชายคนหนึ่งยืนขึ้น และ ตะโกนขึ้นว่า “สิ่งสำคัญที่หนักอึ้งสองสิ่งนั้นคืออะไรหรือ โอ้ศาสนทูตของพระองค์??”

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ตอบด้วยเสียงอันดังว่า “สิ่งแรกเป็นสิ่งหนักที่ยิ่งใหญ่อันได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งด้านหนึ่งของคัมภีร์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ส่วนอีกด้านหนึ่งอยู่ในมือของพวกท่าน และพวกท่านจงยึดสิ่งนี้ไว้ให้มั่นเพื่อจะได้ไม่หลงผิด และสิ่งหนักอีกประการหนึ่งที่ฉันขอฝากไว้ให้หมู่พวกท่านได้แก่ บรรดาลูกหลานผู้ใกล้ชิดของฉัน พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงเมตตาได้ส่งสาสน์ให้ฉันทราบว่า สิ่งหนักทั้งสองสิ่งนี้จะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนคืนกลับสู่ฉัน ณ สระน้ำแห่งสรวงสวรรค์ พวกท่านทั้งหลายจงอย่าล้ำหน้าสิ่งทั้งสอง เพราะจะเป็นเหตุให้พวกท่านพบกับความหายนะ และพวกท่านจงอย่าล้าหลังจากสิ่งทั้งสอง เพราะจะเป็นเหตุให้พวกท่านพบกับความหายนะเช่นเดียวกัน”

หลังจากนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ก้มไปจับมือของท่านอิมามอาลี (อ.) และท่านได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย ใครคือผู้ที่มีความประเสริฐกว่าชีวิตของผู้ศรัทธาทั้งหลาย??” ทั้งหมดกล่าวว่า “พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์เท่านั้นที่ทราบ”

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จึงกล่าวว่า “อัลลอฮ์ (ซ.บ.) คือผู้ทรงคุ้มครอง และเป็นนายเหนือหัวของฉัน ส่วนฉันคือผู้ปกครองมวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย และฉันมีความประเสริฐกว่าชีวิตของพวกเขา”

หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา อาลีผู้นี้ ก็เป็นผู้ปกครองของเขาด้วย” ท่านศาสดา (ศ.) ได้กล่าวย้ำประโยคข้างต้นถึง 3 ครั้งด้วยกัน ในบางรายงานกล่าวว่าท่านได้กล่าวย้ำมากกว่าสามครั้ง

หลังจากนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า และกล่าวว่า “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ทรงโปรดเป็นมิตรกับบุคคลที่เป็นมิตรกับอะลี ทรงโปรดเป็นศัตรูกับบุคคลที่เป็นศัตรูกับอะลี ทรงโปรดรักบุคคลที่รักอะลี ทรงโปรดกริ้วโกรธบุคคลที่เกลียดชังอะลี ทรงโปรดช่วยเหลือบุคคลที่ช่วยเหลืออะลี ทรงโปรดทอดทิ้งบุคคลที่ทอดทิ้งอะลี ทรงโปรดให้สัจธรรมอยู่กับอะลีตราบที่อะลีมียังมีชีวิต และโปรดอย่าแยกอะลีออกสัจธรรม”

หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า “พวกท่านจงจำไว้ให้ดีว่าเป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่ที่นี่ทุกคน ที่จะต้องแจ้งข่าวนี้ให้กับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในที่นี้ทราบ”

เมื่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) กล่าวเทศนาจบ และก้าวเท้าลงมาจากมิมบัร ประชาชนได้แห่เข้ามาหาท่านกับอิมามอะลี (อ.) อย่างล้นหลาม และไม่ทันที่ประชาชนจะแตกแถวออกไป ญิบรออีลทูตสวรรค์ ก็ได้นำพระดำรัสจากพระผู้เป็นเจ้ามายังท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) โองการที่ 3 ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ “วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้วแก่พวกเจ้า ฉันได้ให้ความกรุณาเมตตาของฉันครบบริบูรณ์แล้ว และฉันได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาสำหรับสูเจ้า”

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) กล่าวต่อว่า “อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ แท้จริงพระองค์ได้ทำให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์แล้ว ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเราอย่างครบถ้วน และทรงพึงพอพระทัยกับการเป็นศาสนทูตของฉัน และการสืบทอดตำแหน่งของอะลีภายหลังจากฉัน”

ในเวลานั้นก็เกิดความโกลาหลขึ้น เนื่องจากทุกคนต่างคนต่างแย่งกันเข้ามาแสดงความยินดีกับท่านอิมามอะลี (อ.) แม้แต่อบูบักรฺ และอุมัรเอง ก็เข้าแสดงความยินดีกับท่านอิมามอะลี (อ.) ด้วย ในรายงานได้บันทึกไว้ว่าทั้งสองได้กล่าวต่อหน้าประชาจำนวนมากมายในวันนั้นว่า “ขอแสดงความยินดีกับท่าน โอ้บุตรของอะบูฏอลิบ บัดนี้ท่านได้เป็นผู้ปกครอ งและเป็นผู้นำของฉัน และผู้ศรัทธาชนทั้งชายและหญิงแล้ว”

เกิดอะไรขึ้นที่ท้องทุ่ง เฆาะดีร รายงานต่างๆ ที่บันทึกไว้ในตำราของพวกท่าน ท่านจะปกปิด และปฏิเสธไปเพื่อการใดหรือ?