อังคาร 12 ตุลาคม 2021, 18:56 น.

อิสลาม

หนึ่งในวิธีการเยียวยาเพื่อให้ไปถึงยังความสงบสุขที่แท้จริง

การใช้ ชีวิตที่มีความสุข เป็นหนึ่งในความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เป็นเพราะมนุษย์ที่มีความสมดุลจะสร้างตนเองและสังคมของตนจากสิ่งนั้น ด้วยเหตุที่ว่าทุกคนก็ต่างตามหาความสุข แน่นอนถ้าเรามองไปรอบๆ ตัวเราก็จะเห็นฉากชีวิตต่างๆ อย่างมากมายทั้งฉากความสุขและความทุกข์ และแต่ละฉากทั้งสุขและทุกข์ก็มีความหมายที่จำเป็นในตัวของมันเองกับการใช้ ชีวิตของมนุษย์ ความสุขในฤดูใบไม้ผลิที่น่าตื่นตาตื่นใจ พืชพันธ์และดอกไม้หลากสี ธรรมชาติหรือท้องทะเลที่สวยงามหรือจากสิ่งอื่นๆ ในทางกลับกันความทุกข์เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วยและความตาย ความอัตคัดหรือเหตุการณ์ที่ขื่นขมต่างๆนาๆ การดำรงชีวิต ของมนุษย์อยู่ระหว่างสองด้านของความทุกข์และความสุขสลับกันไป บางเวลามนุษย์ก็จะอยู่ อย่างมีความสุขแต่บางเวลามนุษย์ก็จะหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ไม่ได้เช่น เดียวกันและโดยธรรมชาติของมนุษย์ความทุกข์จะเป็นสิ่งที่เข้าใจยากและไม่มี ใครต้องการซึ่งแตกต่างจากความสุขโดยสิ้นเชิง ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและถวิลหา ท่านอาจารย์ ชะฮีด มุเฏาะฮารี ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า...

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง “ฮิญาบ”

การสวมฮิญาบ เป็นหน้าที่ทางด้านศีลธรรมในอิสลามที่ถูกนำมาอภิปรายอยู่บ่อยครั้งท่ามกลาง บรรดาสตรีมุสลิม แต่มีน้อยคนนักที่จะกล่าวถึงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องการคลุมฮิญาบ การสวมฮิญาบมีผลประโยชน์มากมายทั้งต่อด้านสุขภาพร่างกาย ศีลธรรม และสังคม นอกจากนี้ จากการศึกษาค้นคว้าวิทยาศาสตร์ด้านบุคลิกภาพ ยังได้ค้นพบผลประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นว่า การสวมฮิญาบเป็นเครื่องแต่งกายที่ดีที่สุดสำหรับสตรี นักวิจัยค้นคว้า วิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์ได้ให้ทัศนวิสัยด้านสุขภาพว่า การปกป้องศรีษะเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับมนุษย์ เพราะจากการทดสอบทางการแพทย์ค้นพบว่า 40-60 % ของความร้อนในร่างกาย จะสูญเสียออกไปผ่านทางศรีษะ ดังนั้นผู้ที่สวมผ้าคลุมหรือฮิญาบในช่วงฤดูหนาว จะได้รับการปกป้องจากความหนาวย็นมากกว่าคนที่ไม่ได้ใส่ถึง 50% แต่ในตำราด้านการแพทย์ ของชาวจีนและมุสลิม ได้ให้ข้อมูลที่มีรายละเอียดมากขึ้น...

“วิลายะตุลฟะกีฮฺ” ระบอบการปกครองของพระผู้เป็นเจ้า ตอนที่ 3

อิมาม มะฮฺดี (อ) ได้มีคำสั่งไว้กับตัวแทนท่านที่สี่พร้อมกับวจนะอีกบทหนึ่งว่า “หลังจากนี้ไปฉันจะมองให้ประชาชาติอิสลามรับผิดชอบการชี้นำ ให้บรรดาประชาชาติอิสลามพิจารณาดูในหมู่นักวิชาการศาสนาชั้นสูงทั้งหลาย ถึงผู้ที่มีความรู้สูงสุดในหมู่ผู้รู้ทางศาสนาที่อยู่ในระดับสามารถวินิจฉัย ทุกๆ เรื่องในศาสนาได้ ผู้ที่สามารถพิทักษ์รักษาศาสนาได้ ผู้ที่สามารถปกป้องตัวเองจากสิ่งเลวร้ายทั้งมวลได้ ผู้ที่ผ่านการขัดเกลาตัวเองมาได้อย่างสมบูรณ์สูงสุด กระทั่งเป็นผู้ที่สามารถต่อต้านอารมณ์ฝ่ายต่ำของตัวเองได้ ในการปฏิบัติงานและการทำหน้าที่ของเขา ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์และคำสั่งของศาสนาได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำหรับประชาชาติอิสลามทุกคนที่จะต้องปฏิบัติตามบุคคล ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว” วจนะข้างต้นของท่านอิ มามมะฮฺดี (อ) ที่ก่อให้เกิดระบบการตัดสินชี้ขาด “มัรญีอฺ” ขึ้นมาในอิสลาม ซึ่งเป็นหน้าที่สำหรับบุคคลทั่วไป ที่จะต้องปฏิบัติตามผู้ตัดสินชี้ขาดนั้น...

“วิลายะตุลฟะกีฮฺ” ระบอบการปกครองของพระผู้เป็นเจ้า ตอนที่ 2

อำนาจการปกครองของบรรดาอิมาม ได้ถูกส่งมอบและถ่ายทอดกันมา จนกระทั่งถึงอิมามท่านที่ 11 คือท่านอิมามฮาซัน อัสการีย์ (อ) ซึ่งเป็นไปท่ามกลางการกวาดล้างเข่นฆ่าทุกคนที่ยอมรับในอำนาจการปกครองนี้ของ บรรดาผู้ปกครองทรราชในยุคนั้นที่อ้างตัวเป็นผู้ปกครองประชาชาติมุสลิม เป็นผลทำให้บรรดาอิมามทุกท่านต้องกลายเป็นผู้สละชีพในหนทางของพระองค์ (ชะฮีด) จนถึงอิมามท่านสุดท้าย นามว่า “อิมามมะฮฺดี” ซึ่งเป็นผู้ปกครองท่านสุดท้ายของพระองค์บนหน้าแผ่นดินนี้ และพระองค์จะต้องปกปักรักษาเอาไว้ เพราะหากสูญสิ้นผู้ชี้นำที่แท้จริง โลกก็จะปราศจากตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นในฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ 2 (คริสต์ศตวรรษที่ 9) หรือประมาณปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 252 (ค.ศ....

ศาสดา

มุฮัมมัด (ศ.) คือผู้แจ้งข่าวดี

“โอ้ นะบีเอ๋ย! แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน และผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน” (อัล-อะฮ์ซาบ : 45) อัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้อธิบายว่าศาสดา(ศ.) คือผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน ท่านศาสดา(ศ.) ได้เตือนประชาชนอยู่เสมอถึงความทุกข์ทรมานที่จะได้ประสบในนรก และบอกพวกเขาถึงอนาคตที่น่าปรารถนาที่รอคอยผู้กระทำความดีในโลกนี้ และชีวิตนิรันดร์ในสวนสวรรค์ในวันปรโลก คุณลักษณะเช่นนี้ของท่านศาสดา(ศ.) ได้ถูกกล่าวถึงไว้ในอัล-กุรอานดังนี้ “และแท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาพร้อมด้วยสัจธรรม ในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผุ้ตักเตือน และเจ้าจะไม่ถูกไต่สวนเกี่ยวกับชาวเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วง” (อัล-บะกอเราะฮ์ : 119) “และ...

ศาสดามุฮัมมัด (ศ.) กับวันพลิกชะตามนุษย์

ท่านถูกกล่าวถึงไว้ แล้วโดยอิบรอฮีม(อ.) ท่านถูกพยากรณ์ไว้แล้วโดยมูซา(อ.) ท่านถูกสัญญาไว้แล้วโดยอีซา(อ.) บรรดาศาสนทูตทั้งหลายจากพระผู้เป็นเจ้าที่ปรากฏมาในยุคสมัยต่างๆ ในส่วนต่างๆ ของโลกได้ทำนายไว้แล้วถึงการมาของท่านที่จะมาปกป้องมนุษยชาติให้อยู่บนหนทาง ที่ถูกต้องเที่ยงตรง และเมื่อมุฮัมมัด มุสตอฟา(ศ.) ได้รับการดล(วะห์ยู) ในวันที่ 27 รอญับ เมื่อ 1,433 ปีที่แล้ว ให้เป็นศาสนทูตท่านสุดท้ายจากพระผู้เป็นเจ้ามายังมนุษยชาติ ท่านพบว่ามวลมนุษย์กำลังตกอยู่ในความมืดมนโดยสิ้นเชิง รอบตัวท่านล้วนเป็นพวก อวิชชา มนุษย์ได้หลงลืมความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาละทิ้งกฎเกณฑ์ของอัลลอฮ์แล้วผูกมัดตัวเองเข้าในบ่วงแหของระบบที่ มนุษย์สร้างขึ้น บรรยากาศของความตกต่ำมีอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหง พวกยิวที่มีทัศนคติ ตกต่ำต่อการเผยของพระผู้เป็นเจ้าต่างหันเหออกจากพระดำรัสของพระองค์มาเนิ่น นาน...

ความประเสริฐของประชาชาติศาสดามุฮัมมัด (ศ)

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้กล่าวว่า “หลังจากที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงแต่งตั้งท่านศาสดามูซา (อ) เป็นศาสนทูตของพระองค์แล้ว และได้ทรงทำให้ท่านศาสดามูซา (อ) เป็นผู้มีอำนาจลึกลับของพระองค์ ที่แสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานของพระองค์ที่มียังท่านศาสดามูซา (อ) เช่น เหตุการณ์แยกทะเลออกจนเป็นเส้นทางให้แก่ลูกหลานชาวอิสรออีลได้ข้ามไปอย่าง น่าอัศจรรย์ และประทานคัมภีร์เตารอตให้แก่ศาสดามูซา (อ) เมื่อท่านศาสดามูซา (อ) ได้รับรู้ถึงฐานภาพความใกล้ชิดของตนเอง ณ พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) และความโปรดปรานต่างๆ...

ชีวประวัติศาสดามุฮัมมัด (ศ.)

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ได้ถือกำเนิดในนครมักกะฮ์ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 หรือในอีกรายงานหนึ่งก็กล่าวว่า ในวันที่ 17 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปี ค.ศ.570

ประสูติ “จิตวิญญาณแห่งพระเจ้า”

ท่านหญิงมัรยัม (พระนางแมรี่) ผู้เป็นหญิงพรหมจรรย์ได้ให้กำเนิดศาสดาอีซา (อ) หรือพระเยซู ที่ต้นอินทผลัมต้นหนึ่ง ดังที่ได้ถูกกล่าวถึงไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอาน โองการจากคัมภีร์อัล-กุรอานได้กล่าวถึงการประสูติจากมารดาผู้เป็นหญิง พรหมจรรย์ของศาสดาอีซา (อ) หลายครั้ง โดยระบุว่า ท่านหญิงมัรยัมอยู่ท่ามกลางทะเลทรายในบัยต์ ลาฮัม (เบธเลเฮม) และ เมื่อท่านหญิงเกิด เจ็บท้องใกล้คลอด ท่านอยู่ใกล้กับต้นอินทผลัมต้นหนึ่ง มีเสียงบอกให้ท่านหญิงเขย่าลำต้นของต้นไม้นั้นเพื่อให้ผลอินทผลัมร่วงลงมา ให้ท่านได้รับประทานและมีเรี่ยวแรงกำลัง ท่านหญิง มัรยัม (อ) ร้องด้วยความเจ็บปวด และยึดมั่นกับต้นอินทผลัมนั้น...

อะ์ลุลบัยต์

ชุฮะดาอาชูรอ : อับบาส บิน อะลี

ท่านอับบาสได้รับการอบรมเลี้ยงดูและชี้นำสั่งสอนมาจากบิดาของท่าน ผู้มีฉายานามว่า “ราชสีห์แห่งอัลลอฮ์” และ “ประตูแห่งความรู้”

ชะฮาดัตอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ)

อิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ) ได้รับชะฮีด (พลีในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า) ในวันศุกร์ที่ 8 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 260 ในขณะที่ท่านกำลังปฏิบัตินมาซศุบฮ์

บทกวีของ อิมามชาฟีอีย์ รำพันความรักต่อลูกหลานศาสดา

“มาตรแม้น การรักวงศ์วานของมูฮัมมัด จะทำให้ข้า เป็นรอฟิเฎอะฮ์ แล้วไซ้ร ขอให้ ญิน และ มนุษย์ ทั้งสองจงเป็นพยานเถิด ว่า แท้จริง ข้าคือ รอฟีฎีย์”

อุลามาอะฮลิซุนนะฮ์ ผู้ยอมรับในการประสูติ ของ อิมาม มะฮดีย์(อ)

“ในเหตุการณ์ของปีนั้น อบูมูฮัมมัด ฮะซันอัสการีย์ อาลาวีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอิมามทั้งสิบสองท่าน ของ มัซฮับ อิมามมิยะฮ์ ได้ถึงแก่กรรม เขาคือ บิดาของ มูฮัมมัด ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า ชายคนนี้ คือ ผู้มุนตาซิร ที่จะออกมาจาก ซุรดาบ ของเมือง ซามัรรอ ซึ่ง เขา(ฮะซัน อัสการีย์) ถือกำเนิดในปี ฮิจเราะฮ์ที่ ๒๓๒”

“คิรบะฮ์” แห่งเมืองชาม : ความระทมทุกข์ของท่านหญิงซัยนับและอะห์ลุลบัยต์ หลังวันอาชูรอ

หากเธอถามถึง ซัยนับ ฉันนี่ไงคือ ซัยนับ บุตรสาวของอิมามอาลี ส่วนนี่คืออุมมุกุลซูม และบรรดาสตรีกับเด็กๆ เหล่านี้คือ บุตรหลานของท่านหญิงฟาติมะฮ์

สังคม-ครอบครัว

ความสำคัญของการอบรมบุตรในอิสลาม ตอนที่ 2

ฮาดิษหนึ่งที่อยากจะนำเสนอเป็นหัวข้อแรกก็คือคำสั่งหนึ่งของท่านรอซูลุลลอฮ์ (ศ) ที่ได้กล่าวว่า اطلب العلم من المهد الاللحد “จงแสวงหาความรู้ตั้งแต่อู่เปลจนถึงหลุมศพ” คำว่า لحد คือหลุมที่ขุดไม่ใช่หลุมอันใหญ่แต่จริงๆ แล้วคำว่า “ละฮัด” คือหลุมที่ขุดแซะไปข้างในลึกซึ้งเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ใส่ไปอยู่ข้างนอก แต่การผลักให้ไปอยู่ข้างในหลุมที่แซะเข้าไปเรียกว่า “ละฮัด” ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้มีคำสั่งเสียได้กำชับไว้ว่าการศึกษาหาความรู้นั้น เริ่มตั้งแต่อู่เปลจนถึงหลุมฝังศพนั่นคือจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ต้องศึกษาหาความรู้ซึ่งแน่นอนคนส่วนมากในวิถีชีวิต ปฏิบัตินั้นจะเริ่มศึกษาหาความรู้เมื่อโตแล้ว ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำสั่งเสียข้างต้นของท่านศาดามุฮัมมัด...

ความสำคัญของการอบรมบุตรในอิสลาม ตอนที่ 1

ความสำคัญในการตัรบี ยะฮ์ การอบรมสั่งสอนลูกหลาน ต้องเริ่มตั้งแต่วัยที่ยังเด็ก การอบรมลูกหลานนั้นเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแรงที่มั่นคงสำหรับมนุษย์ การอบรมสั่งสอนนั้นไม่ได้เริ่มต้นที่อายุ 8 ขวบ 9 ขวบ หรือ ถึง อายุ 14, 15 ขวบแล้วจึงจะเริ่มสั่งสอนลูกจริงๆ ถ้าพิจารณาถึงความสำคัญของการเรียนรู้ในอิสลามนั้น ฮาดิษที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์ จากท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซล.) เป็นฮาดิษที่หลายคนได้ยินแต่เป็นฮาดิษที่น้อยคนมากให้ความสำคัญในฮิกมัต (สารัตถะ) ที่แท้จริงของวจนะนี้ ความลึกซึ้งของฮาดิษบทนี้นั้นมีขอบเขตขนาดไหน? ส่วนมากของมุสลิมนั้น...

ทำไมอิสลามสนับสนุนให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

อิมามอาลี (อ) ได้กล่าว่า “ไม่มีน้ำนมใดที่ทารกดื่มแล้วอุดมด้วยคุณค่าเท่ากับน้ำนมมารดา” อุละมาส่วนหนึ่งได้ พิจารณาว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นข้อบังคับสำหรับแม่ทุกคน ที่จะต้องให้ลูกน้อยดื่มนมแม่ทันทีหลังจากที่ทารกได้ลืมตาออกมาดูโลก เพราะ ใน 3 วันแรกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับทารกที่จะต้องดื่มนมแม่ เพราะน้ำนมมารดาจะไปช่วยให้ระบบย่อยอาหารของทารกทำงานได้อย่างเหมาะสม คำแนะนำที่ดีมาก ที่อุละมาเหล่านี้ได้แนะนำสำหรับมารดา ก็คือ ให้มารดาอาบน้ำนมาซ และมีความคิดที่ดี ก่อนให้นมบุตร เพราะการให้นมบุตรจะมีผลต่อลูกน้อยเช่นเดียวกับในช่วงที่แม่กำลังตั้งครรภ์ การกินอาหาร และ ความคิดของมารดาหรือผู้เลี้ยงจะมีผลต่อเด็กเป็นอย่างมาก ฉนั้นจึงจำเป็นอย่าง มากที่มารดาจะต้องเลี้ยงลูกด้วยตนเอง...

สอนลูกให้ถูกวิธี

มีพ่ออยู่คน หนึ่งได้ต้นมะม่วงพันธ์ดีมา ก็เอามาปลูกไว้ที่บ้าน และสั่งให้ทุกคนในบ้าน ช่วยกันดูแล เพื่อว่าเมื่อต้นมะม่วงโตขึ้นทุกคนจะได้กินผลที่อร่อยจากต้นมะม่วงพันธุ์ดี นี้ คุณพ่อเองก็เฝ้ารดน้ำ ใส่ปุ๋ย ดูแลมันอย่างดี เป็นมะม่วงต้นโปรดของคุณพ่อเลยทีเดียว อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่คุณพ่อออกไปทำงาน ลูกชายซึ่งได้ขวานเล็กๆ อันใหม่มา ด้วยความซน ก็ฟันนู่นฟันนี่ แล้วก็ไปโดนต้นมะม่วงแสนรักของคุณพ่อเข้า ต้นมะม่วงก็ค่อยๆ เอนตัวล้มลงกับพื้น เหลือแต่ตอที่อยู่เหนือพื้นดินมาไม่กี่นิ้ว เมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้านเห็นต้นมะม่วงแสนรักในสภาพอย่างนั้น ก็ตกใจมาก เรียกทุกคนในบ้านมาถามก็ไม่มีใครทราบ...

คุณค่าด้านศีลธรรม

การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อ่อนแอกว่า

การแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ด้อยโอกาสกว่านั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นมาตรการของสังคมทั่วไป ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของคนที่มีความสามารถที่ต้องช่วยเหลือพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิอันชอบธรรม อิสลามได้กำชับถึงหน้าที่และสิทธิตรงนี้ อีกทั้งเตือนสำทับตลอดเวลาให้คนที่มีความสามารถดูแลคนที่ด้อยโอกาสกว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้สัญญากับผู้ที่ประกอบคุณงามความดีและผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีไว้ว่า “พระองค์จะอยู่เคียงข้างและพิทักษ์ผู้ที่บำเพ็ญประโยชน์” “สิ่งที่เจ้าได้บริจาคไปเป็นผลประโยชน์ที่แท้จริงของเจ้า” “สิ่งที่สูเจ้าบริจาคไป จะย้อนกลับมาหาสูเจ้าซึ่งเจ้าจะไม่ขาดทุนใด ๆ เลย” เป็นธรรมดาของสังคมที่ภายในสังคมหนึ่งนั้น ย่อมมีชนกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถในการทำงานและอีกกลุ่มไร้ซึ่งความสามารถ ซึ่งกลุ่มที่ไร้ความสามารถนั้นหากไม่ได้รับการดูแล พวกเขาก็จะกลายเป็นตัวถ่วงของสังคมและทำให้สังคมเกิดความล้าหลัง แต่ถ้าพวกเขาได้รับการดูแลช่วยเหลือจากกลุ่มที่มีความสามารถ แน่นอน สังคมย่อมได้รับบทสรุปที่ดีกว่าโดยอาจกล่าวได้ว่า การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น เป็นการสร้างสายใยแห่งความรัก และความสัมพันธ์ให้แก่จิตใจของผู้ด้อยโอกาส เป็นการปิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เป็นการลงทุนที่น้อยนิด แต่ได้รับผลกำไรจากการให้เกียรติและเคารพยกย่องมากมาย...

เกียรติยศกับความซื่อสัตย์

อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้สร้างมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันในรูปแบบของสังคมและต้องพึ่งพาอาศัยกัน โดยไม่มีใครสามารถอยู่ตามลำพังคนเดียวโดยไม่คบค้าสมาคมกับผู้อื่น จากคำอธิบายดังกล่าวทำให้ไม่สงสัยเลยว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งชีวิต นั้น ได้มาด้วยกับการต่อสู้และขวนขวายจนไปถึงยังเป้าหมายของตน โดยปราศจากการพึ่งพาคนอื่น ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นอุปนิสัยดั้งเดิมของมนุษย์ เกียรติยศแห่งชีวิตคือการที่มนุษย์สามารถนำพาชีวิตของตนให้หลุดพ้นจาก สภาพของความเป็นเดรัจฉาน การตกเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำและความบ้าคลั่งในตัณหาทั้งหลาย ตรงกันข้ามบุคคลที่ไม่มีเกียรติยศ ซึ่งได้แก่ คนที่สอดส่องสายตาของตนเพื่อแสวงหาสิ่งตอบสนองให้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำ หรือขายศักดิ์ศรีความเป็นคนด้วยกับเศษสตางค์เพียงเล็กน้อยเพื่อสนองความบ้า คลั่งในตัณหา หรือยอมจำนนต่ออำนาจทุก ๆ อำนาจและก้มหัวเยี่ยงทาสที่จงรักภักดีต่อนาย เพียงเพื่อการมีชีวิตที่สะดวกสบายบนโลกนี้เท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว ถ้าหากเรากล่าวถึงอาชญากรย่อมหมายถึง บุคคลที่ก่ออาชญากรรม เช่น ฆาตกร ขโมย...

ใครจะได้ครอบครองสวรรค์?

คุณอาจจะคิดว่า การจะถึงตำแหน่งนั้นได้ เราจำเป็นจะต้องผ่านการฝึกฝนที่ยากลำบากและพิธีการทางศาสนาต่างๆ แต่ตามคำสอนของอิมาม มุฮัมหมัด บากิรฺ (อ.) มันไม่ยากขนาดนั้น “อัลลอฮ์ทรงตรัสกับมูซาว่า ‘แท้จริงแล้วฉันมีบรรดาบ่าวที่ฉันจะมอบสวรรค์ให้แก่พวกเขา และฉันจะทำให้พวกเขาเป็นผู้นำแห่งสวรรค์’ มูซาถามว่าพวกเขาเป็นใคร และอัลลอฮ์ตอบว่า ‘ผู้ที่ทำให้ผู้ศรัทธามีความสุข” สิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดที่เราสามารถทำได้ก็คือการทำให้บรรดาผู้ศรัทธามีความสุข อิหม่ามบากิรฺ (อ.) กล่าวว่า “การกระทำที่ดีที่สุดสำหรับอัลลอฮ์คือการทำให้ผู้ศรัทธาคนหนึ่งมีความสุข” นั่นไม่ได้หมายความว่าเพียงแค่ทำให้ผู้ศรัทธาคนหนึ่งยิ้ม ที่จริงแล้วมันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น การทำให้คนมีความสุขหมายถึงการช่วยแก้ปัญหาให้แก่พวกเขา รวมทั้งการทำให้พวกเขายิ้มด้วย ถ้าเรามีความสามารถในการช่วยพี่น้องทั้งชายและหญิงของเราแก้ปัญหาของพวกเขา ด้วยการใช้อำนาจและสิ่งอำนวยความสะดวก อัลลอฮ์ก็จะประทานให้แก่เราและทำให้พวกเขามีความสุขด้วยวิธีนี้ เราจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่จากอัลลอฮ์ อิมาม ญะอฟัร...

ความลับสุดยอด ของชัยฏอน (มารร้าย)

ความลับสุดยอดของชัยฏอนมาร้ายที่ควรรู้มีดังนี้ 1- บุคคลใดก็ตามที่ได้ยินเสียง “อะซาน” (ประกาศเชิญชวนสู่การนมาซ) แต่มิได้ลุกขึ้นไปนมาซ เขาคือพ่อของฉัน 2- บุคคลใดก็ตามที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย เขาคือ พี่ชายของฉัน 3- บุคคลใดก็ตามที่รับประทานอาหาร โดยปราศจากการกล่าว “บิสมิลลาฮิรเระฮ์มานิรเราะฮ์ฮีม” (ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ) เขาคือ ลูกของฉัน 4- บุคคลใดก็ตามที่บอกเล่าถึงการงานต่างๆ ของฉันให้แก่ผู้อื่นรับรู้ เขาคือ ศัตรูของฉัน 5- บุคคลใดก็ตามที่ไม่บอกเล่าการงานของฉันแก่ผู้อื่น เขาคือ มิตรสหายของฉัน และที่เป็นความลับเฉพาะพวกคุณรู้หรือไม่ว่า...

ขุมทรัพย์แห่งปัญญา

ผลของความโง่

ท่านอิมามญะวาด(อ) กล่าวว่า “คนที่กระทำการใดโดยปราศจากความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขากำลังสร้างความหายมากกว่าที่จะสร้างสรรค์” คำอธิบาย: อันตรายของความไม่รู้และการไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่เพียงทำให้มนุษย์ไม่ได้ไปถึงคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงเท่านั้น หากแต่อันตรายยิ่งใหญ่กว่านั้น บางทีทำดีกับลูกด้วยความไม่รู้โดยหวังจะให้ลูกได้ดีแต่กลับกลายเป็นการกระทำร้ายลูก บางครั้งหวังรับใช้ศาสนาแต่กลับกลายเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้ศาสนา บางครั้งอยากเป็นสื่อกลางในการสร้างความสามัคคีกลับกลายเป็นการจุดชนวนความแตกแยก ดังนั้น การทำการใดบนพื้นฐานความไม่รู้ มันจะสร้างความเสียหายและเสื่อมเสียมากกว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ !

กฎของการเปิดใจกว้าง และการชนะใจคน

เราทุกคนควรประพฤติปฏิบัติตนโดยมีพื้นฐานอยู่บนกฎสองข้อนี้ นั่นก็คือ “การเปิดกว้าง” และ “การดึงดูด” แต่ประชาชนในประเทศอิสลามประพฤติปฏิบัติตนโดยมีพื้นฐานอยู่บนกฎเหล่านี้ไหม?

พวกเราได้เผาทำลายสิ่งที่ใหญ่โตและมีคุณค่า เพื่ออีกสิ่งหนึ่งที่เล็กน้อย ในขณะที่เราเองก็ไม่รู้ตัว!

มีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งกำลังเดินทางกลับบ้านในเวลากลางคืน จู่ๆเท้าของเขาก็ไปเตะเอาสิ่งๆหนึ่งมีลักษณะรูปทรงเหมือนเหรียญ เขาได้นึกกับตัวเองว่า มันต้องเป็นเหรียญทองคำแน่นอน และ ด้วยความความมืดทำให้เขามองไม่เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ?เขาจึงล้วงหยิบกระดาษออกมาจากเสื้อของเขาและจุดไฟเพื่อเพิ่มแสงสว่าง และได้ก้มลงไปหยิบเหรียญขึ้นมาดู แต่เขาก็ต้องผงะเมื่อได้เห็นสิ่งที่หยิบขึ้นมา มันคือเหรียญ 1 บาท เพียงเท่านั้น และเป็นอีกครั้งที่เขาต้องตกใจ เพราะกระดาษที่เขาหยิบมาจุดไฟนั้น มันคือ เงิน 1 พันบาท!! เขาได้รำพันกับตัวเองว่า ทำไมกัน ! ทำไมฉันถึงได้จุดไฟไปเพียงเพื่อเงินเพียง 1 บาทนี้ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ตรงกับการดำเนินชีวิตที่น่าฉงนของมนุษย์เราทุกวันนี้เสียจริง พวกเราได้เผาทำลายสิ่งที่ใหญ่โตและมีคุณค่ามาก เพื่ออีกสิ่งหนึ่งที่เล็กน้อย ในขณะที่เราเองก็ไม่รู้ตัว ! ก่อน จะทำการใด...

ทำไมพระเจ้าจึงไม่ได้ยินเสียงวิงวอนของฉัน ทำไมดุอาอ์จึงไม่ถูกตอบรับ?

พระเจ้าจะไม่มีวันที่จะมองข้ามหรือมองผ่าน บ่าวที่ผู้ที่มีความต้องการยังพระองค์อย่างแน่นอน และแน่นอนยิ่งทุกๆ ดุอาอ์ หรือสิ่งที่บ่าวของพระองค์วอนขอจะถูกตอบรับ หากแต่การวิงวอนขอของเรายังพระองค์เท่านั้นที่จะเป็นเครื่องหมายหรือหลัก ประกันที่สำคัญที่จะทำให้เราได้รับความเมตตาและความเอื้ออาทรจากพระองค์ คำถาม : เป็นเวลาสองปีแล้วที่ฉันเฝ้าคอยการช่วยเหลือจากพระองค์โดยการวิงวอนผ่านไป ยังท่านอับบาส ให้ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของฉัน แต่ทว่าพวกเขาไม่ได้ยินเสียงของฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวังจากความเมตตาของพระองค์เสียเหลือเกิน ซึ่งความรู้สึกเยี่ยงนี้เป็นบาปอันใหญ่หลวง ช่วยฉันหน่อย อย่าให้ฉันรู้สึกสิ้นหวังอย่างนี้ ฉันจะต้องทำอย่างไรกันเล่าที่จะทำให้พระองค์ตอบรับและให้ความช่วยเหลือฉัน การรู้จักสถานภาพที่แท้จริงของโลกนี้ (โลกดุนยา) และโลกหน้า (โลกอาคิรัต) และความเข้าใจถึงความไร้ค่าของโลกดุนยาจะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความยากลำบาก ทั้งหลายในโลกแห่งวัตถุอย่างง่ายดาย ให้เราลองเปรียบเทียบตัวเองกับบุคคลที่เขามีความคิดว่าเนียะมัต (ความผาสุก)...